*/
  • driftworm
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 184013
  • จำนวนผู้โหวต : 41
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
<< มกราคม 2015 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม 2558
Posted by driftworm , ผู้อ่าน : 1890 , 21:59:40 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน แม่หมี , ทางแก้ว และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

 

ล้วงในถุงหนังสือที่ซื้อมาจากกรุงเทพฯเมื่อวันที่ ๒๕ ธ.ค. ปีที่แล้ว เจอนิตยสารไร้เต้อร์เล่มของเดือนกันยายน ๒๕๕๖ ที่ทำให้รู้สึกสะดุดใจคือมีเรื่องสัมภาษณ์ลุงคำสิงห์ ศรีนอก ในหัวข้อทัศนะที่มีต่อ “๑๔ ตุลา ๑๖” อ่านดูแล้วน่าสนใจเลยเก็บความมาประสาหนอน เอามาแลกเปลี่ยนกัน

เราอาจเป็นคอการเมืองคนหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่ระดับเข้าเส้น (hard-core) นี่นะ อ่านเรื่องสัมภาษณ์ลุงคำสิงห์ หน้า ๑๑๑-๑๑๙ ก็ลองแยกประเด็นออกมาประสางู ๆ ปลา ๆ ของเราได้สองกอง กองแรกก็คือสรุปมุมมองต่อการต่อสู้เพื่อเงยหน้าอ้าปากของคนไทยว่าตั้งแต่ก่อน ๒๔๗๕ มาจนปัจจุบันมันเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเองที่พัฒนาสืบเนื่องมา และอีกกองหนึ่งก็คือเราจะทำอย่างไรกันต่อไป (เอ่ ไม่ใช่ What is to be done? ของอีตาเลนินนะ เอ้า ปัญญาเราไปไม่ถึงนั่นหรอก)

หน้า ๑๑๑ เกริ่นนำเรื่อง
“(คำสิงห์ ศรีนอก) อยู่นอกพื้นที่การชุมนุม แต่ทรรศนะและมุมมองของเขามีส่วนต่อขบวนการนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ ....
... ผ่านไป ๔๐ ปี ลาว คำหอม วันนี้คือผู้อาวุโส เป็นศิลปินแห่งชาติที่ยังมีบทบาทสูงในกลุ่มปัญญาชนสายกระแสรอง ...”

<เอ่ เราว่านะ ..
๑. เป็นวิธีย่นความ (ไม่ใช่ย่อความด้วย เอ้า) ที่แปลกดีตรงที่เอาสถานะความเป็นศิลปินแห่งชาติที่มีบริบทของการเมืองที่คลี่คลายประนีประนอมในช่วงสองทศวรรษนี้ มารวบเข้ากับสถานะที่มีบทบาทต่อการเคลื่อนไหวของปัญญาชนปัจจุบัน แม้จะให้หมายถึงปัญญาชนที่มีส่วนต่อการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในปัจจุบันก็ตาม ผูกประโยคเหมือนจะเกี่ยวโยงแต่ก็ไม่เห็นความเกี่ยวโยง มาชนเป็นประโยคเดียวกันได้เพราะการย่น ฮ่าฮ่า เออ แต่ช่างเหอะ เป็นทางของการเขียนของใครก็ของใคร
๒. วันนี้ กลุ่มปัญญาชนสายกระแสรองคือพวกที่คิดอย่างไร มีกิจกรรมอย่างไรนะ แล้วพวกที่เป็นปัญญาชนสายกระแสหลักละ พวกเขามีแนวคิดอย่างไรและทำกิจกรรมอย่างไร ก็บอกแล้วว่าเราเป็นคอการเมืองแบบไม่เข้าเส้น ตกความรู้ตรงนี้ไปหน่อย ฮ่าฮ่า>

[๑] ทีนี้มาว่าด้วยประเด็นเนื้อหาคำให้สัมภาษณ์กองที่ ๑ ว่าด้วยทัศนะต่อการต่อสู้ขัดแย้งในสังคมไทย
“หากอยากศึกษาเรื่อง ๑๔ ตุลา ๑๖ จริง ๆ ควรย้อนไปดูตั้งแต่ก่อน ๒๔๗๕” ลุงคำสิงห์ว่ามีเอกสารที่บ่งบอกถึงความหวาดกลัวของผู้มีอำนาจในช่วงนั้นต่อการที่ประชาชนจะได้รับการศึกษาให้สูงขึ้นมีความรู้กว้างขวางขึ้นระดับมหาวิทยาลัย พอถึง ๒๔๗๕ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั่นคือความที่เคยหวาดกลัวนั้นได้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมขึ้นมาแล้ว

ที่ต้องกาเครื่องหมายดอกจันคือพอฝ่ายคณะปฏิวัติได้ขึ้นมาสู่อำนาจแล้วก็เริ่มมีความหวาดกลัวอย่างเดียวกันกับฝ่ายที่ถูกพวกตนกระทำไปแล้ว <อ้าว ฮ่าฮ่า> และจนถึงทุกวันนี้ทุกครั้งที่เกิดเหตุตูมตามขึ้นมา ถ้าวิเคราะห์สาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร มันก็เกิดจากความกลัวอันนั้น
<งี้ก็แปลว่า ‘ฉันคือประชาชนผู้ตรอมตรม ขมขื่น’ ร่ำไปนะสิ เป็นก้อนอะไรอย่างหนึ่งที่ถูกใช้เป็นข้ออ้าง เป็นฐานให้พวกเล่นเกมท้าชิงอำนาจเหยียบยืนขึ้นไปแย่งกันไขว่คว้าดาว หรือเป็นเรือจ้างให้เขาอาศัยข้ามฟาก ขึ้นฝั่งสมใจแล้วก็ถีบหัวเรือจ้างทิ้งส่ง แล้วรวมถึงปัจจุบันหลัด ๆ นี้ด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องต้องคิด ต้องดูให้รอบให้ทั่วเหมือนกันนะ เราว่า>

ใครขึ้นสู่อำนาจแล้วก็พกความหวาดกลัวว่าประชาชนจะฉลาดแล้วทำให้ตนสูญเสียอำนาจทุกทีไป จึงต้องปิดช่องทางรับรู้ของประชาชนรวมถึงนักศึกษา ด้วยการตีกรอบบังคับคนทำงานหนังสือพิมพ์หรือสื่อ ตีกรอบบังคับกิจกรรมนักศึกษา แต่อย่างไรก็เหมือนปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ อย่างไรก็ไม่มิด นั่นคือสังคมทุนนิยมที่อเมริกาเป็นแม่แบบต้นทางถึงอย่างไรมันก็ต้องขยายที่ทางให้ตัวมันเองออกไปให้ทั่วโลก ไปถึงไหนก็ปิดความรับรู้และวิทยาการไว้ไม่ได้เพราะมันให้ผลกลับคืนเป็นผลประโยชน์ของอเมริกาเอง ไทยเองก็ได้รับบรรยากาศนั้นด้วย แต่ก็มีด้านเสียคู่ขนานมาด้วยคือ อเมริกาต้องการใช้ไทยเป็นฐานทัพของตัวเองไปทำสงครามไม่ให้เกิดการปกครองแบบสังคมนิยมในประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ ไทย เลยเอาอกเอาใจฝ่ายผู้มีอำนาจช่วยปิดหูปิดตาประชาชนพร้อมกันนั้นก็ผนวกการโฆษณาของตนต่อต้านความคิดสังคมนิยมและค็อมมิวนิสม์ที่เป็นสิ่งคุกคามทุนนิยมของตนไปด้วย

ถึงที่สุดแล้ว การได้รับความรับรู้ใหม่ ๆ ผ่านเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เข้ามาสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องไม่หยุดก็อั้นเอาไว้ไม่ได้ ทั้งประชาชนและนักศึกษาทนอัดอั้นกับการปกครองเผด็จการมานานขณะที่ก็รับรู้ทั้งความรู้และบรรยากาศของประเทศเสรีมาตลอดก็ถึงจุดปะทุเมื่อเกิดรูรั่วแค่รูเข็ม นั่นคือ (๑) กรณีทุ่งใหญ่นเรศวร ปี ๒๕๑๔ (ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขนเพื่อนขนดาราขึ้นเฮลิค็อปเต้อร์ราชการไปตั้งค่ายล่าสัตว์ในอุทยาน แล้วมีภาพหลุดออกมาเป็นข่าว) (๒) การลองหยั่งกระแสด้วยการรณรงค์ไม่ใช้สินค้าญี่ปุ่น โดยธีรยุทธ์ บุญมี ปี ๒๕๑๕ ต่อด้วย (๓) การรณรงค์เรียกร้องรัฐธรรมนูญโดย ๑๓ ผู้เคลื่อนไหวในปี ๒๕๑๖ <จอมพลถนอมปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลตัวเองตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ และไม่มีการกำหนดว่าจะมี รธน.ใหม่เมื่อใด(หมายเหตุโดยเรา)>

<ในเหตุการณ์ข้อที่ ๒ เดิมธีรยุทธ์และพวกคิดอ่านจะทำการรณรงค์ต่อต้านฐานทัพอเมริกัน แต่ในเรื่องสัมภาษณ์นี้ ลุงคำสิงห์ให้ข้อคิดกับกลุ่มธีรยุทธ์ว่าแท้จริงแล้วปัญหาเฉพาะหน้าขณะนั้นคือบ้านเมืองไร้ขื่อแปเนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญต่างหาก จึงเกิดวาระรณรงค์เรียกร้อง รธน.แทน ส่วนการรณรงค์ต่อต้านฐานทัพอเมริกันที่อู่ตะเภากับตาคลีและที่อื่นอีกมาถูกดำเนินการในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๑๙ แล้วมีการปาระเบิดสังหาร (M26) โดยกลุ่มกระทิงแดงที่ถนนพระราม ๑ หน้าโรงภาพยนตร์ลิโด้ ๒ ลูก น่าจะเป็นประสบการณ์สั่งสมของการถูกกระทำต่อนักศึกษากับประชาชนก่อนไปปะทุในวันที่ ๔-๕-๖ ตุลาคม ปีนั้น>

เหตุการณ์เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตย ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ เกิดขึ้นได้ มีชัยชนะได้ เพราะการสั่งสมความรับรู้ตามสองย่อหน้าข้างบน (ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจมีความหวาดกลัวอยู่เสมอนั่นเอง) และพลังนักศึกษาได้แสดงตัวอย่างให้ประชาชนทั่วไปเห็นเป็นรูปธรรมว่ารวมกันติดแล้วก็สามารถยืนยันตัวเองต่อผู้มีอำนาจได้
ปัญหาและจุดอ่อนคือไม่ได้คิดเตรียมสิ่งใหม่ระบบใหม่ไว้รองรับสืบต่อทันทีไม่ให้ขาดตอน เปรียบเหมือนพังรถคันนั้นไปแต่ไม่ได้เตรียมรถคันใหม่ไว้ก็เป็นอันไม่ได้ไปไหน และกลับเป็นช่องให้ผู้มีอำนาจเดิมกลับมารวมตัวกันใหม่ทำการตอบโต้
แต่จากเหตุการณ์ “๑๔ ตุลา ๑๖” กับ “๖ ตุลา ๑๙” ก็พัฒนาสืบเนื่องมาจนปัจจุบันที่พ.ศ.นี้นี่แหละ คือการขับเคี่ยวของคู่ขัดแย้งเดิมนั่นเอง ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่พัฒนาเคลื่อนไปด้วย

สุดท้าย ลุงคำสิงห์บอกว่า ณ ขณะเวลานี้ <ตามเวลาของการตีพิมพ์นิตยสารนี้ก็กันยายนปี ๒๕๕๖>บ้านเมืองเรากำลังจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่ามันเป็นการยันกันของพลังสองฝ่าย <อุ๊ย คล้ายคำพูดของป้าธิดาจัง แต่ก่อนหรือหลังเหตุการณ์ ๒๒ พฤษภา ๒๕๕๗ เราจำไม่ได้> ซึ่งต้นตอก็เริ่มมาจาก ๑๔ ตุลา ๑๖ กล่าวได้ว่าความขัดแย้งที่ดำรงอยู่วันนี้ก็คือดอกผลของ ๑๔ ตุลา ฯ ทั้งสิ้น

[๒] มาถึงประเด็นที่เป็นสาระกองที่สองที่เป็นเรื่องว่าแล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไป เราเก็บมาได้ว่าเป็นเรื่องของการถ่ายทอดความคิดความเข้าใจความเป็นจริงในสังคมออกมาสู่สาธารณะในรูปข้อเขียนทุกประเภททั้งที่มีวรรณศิลป์และไม่มีวรรณศิลป์ คือการใช้พื้นที่หรือปริมณฑลของวรรณกรรม (ในที่นี้เราของดใช้นิยามของความจริงในแบบ ‘สัจจะสังคมนิยม’ ออกไปก่อน ม้าร์กซ์, เลนิน, เหมา โปรดสงบอยู่ในที่ของพวกท่าน อิอิ) ความจริงที่ควรต้องสื่อออกมาที่ว่านี้คือความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ระดับต่าง ๆ มีอยู่จริง ไม่ว่าจะความเหลื่อมล้ำของชนชั้นสูง/กลาง/ต่ำเตี้ย, ความเหลื่อมล้ำของคนเมือง/คนชนบท, ความเหลื่อมล้ำของรายได้,การเข้าถึงทรัพยากร,การเข้าถึงบริการรัฐ, ความเหลื่อมล้ำของข้าราชการ/ประชาชน (สิทธิประโยชน์ บำเหน็จบำนาญ สิทธิอื่น ๆ), ความเหลื่อมล้ำของผู้ประกอบอุตสาหกรรม/ชาวบ้าน, ความเหลื่อมล้ำที่พันเกี่ยวเอาความเหลื่อมล้ำหลายอย่างมาทับซ้อนกัน ฯลฯ
อย่าเพิ่งจับยัดใส่กระสวนแบบ (pattern) ของสัจจะสังคมนิยม <นี่จับน้ำเสียงลุงคำสิงห์จากที่ให้สัมภาษณ์ด้วยนะ เอ้า จะให้ยกประโยคคำพูดมาก็ได้ ที่หน้า ๑๑๘ สดมภ์ขวา กับหน้า ๑๑๙ สดมภ์ซ้าย ... ขอโทษ เราไม่พูดว่าคอลั่มน์ซ้าย-ขวา มันเบื่อ>

อย่างไรเรายกคำพูดลุงคำสิงห์ที่เกี่ยวกับงานวรรณกรรมมาเป็นลำดับให้อ่านดีกว่า (มีตัดทอนนะ)
๑. “..ตั้งแต่ช่วงก่อน ๑๔ ตุลาฯ คือช่วงที่นักศึกษาทะลุออกมาจากกรอบแล้ว เริ่มเห็นพลังของตัวเองแล้ว นักศึกษามีวามคิดจะออกไปพัฒนาชนบท.. <เราขอคั่น มีที่เราเคยรับรู้มาว่าเกิดจากการริเริ่มของดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ด้วย> ..ประกอบกับตอนนั้นคุณสุลักษณ์เอา ‘ฟ้าบ่กั้น’ มาพิมพ์ใหม่.. <ขอโม้หน่อย ใครเคยเห็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกเป็นกระดาษอ๊าร์ตมันขนาด ๘ หน้ายกเล็ก หน้าปกเป็นภาพลายเส้นของเทพศิริ สุขโสภา มั่ง พิมพ์โดยสนพ.เกวียนทอง ถ้าจำไม่ผิด อ่า ได้โม้แล้ว สบายใจละ> ..แล้วก็ขายคู่ไปกับสังคมศาสตร์ปริทัศน์.. <อ๊ะ ได้โม้อีก สนง.นิตยสารนี้เป็น “ตู้” กระจกริมถนนพญาไท ใกล้หอพักนิสิตชาย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บรรณาธิการที่ทำงานใน ‘ตู้’ นั้นก็สุชาติ สวัสดิ์ศรี ผู้เป็นระดับตำนานเข้มข้นนั่นเอง เฮ้อ โม้แล้วมันสบายใจ>

๒. “พอไปศึกษาจริง ๆ ถึงรู้ว่าค็อมมิวมิสม์มันไม่มีตัวตน.. <ในนิตยสารสะกดคอมมิวนิสต์ ต การันต์ เราขอใช้เป็น ค็อมมิวนิสม์ ม การันต์ แถมใส่ไม้ไต่คู้เสียอีกด้วย ไม่ขอแจงเหตุผลในที่นี้ อำเอาไว้ก็สบายใจได้อีกเรื่องหนึ่ง อิอิ> ..แต่เป็นเรื่องของแนวคิด เป็นเรื่องของทฤษฎี ซึ่งหลักการของมันคือมุ่งผลักดันความก้าวหน้าให้แก่สังคม เสนอวิธีการที่จะรวมตัวกันของคนตัวเล็ก ๆ เพื่อต่อรองกับผู้มีอำนาจ.. ..สร้างอำนาจต่อรองให้กับพวกชาวนา ชาวบ้าน”

๓. “เจตนาผม (ที่ทำงานเขียนเรื่องสั้นในแนวทางเนื้อหาที่ทำอยู่) เพื่อรับใช้สามัญชน ชนชั้นรากหญ้า แต่ขณะนั้นยัง (ไม่มีการเรียกว่า ..) วรรณกรรมเพื่อชีวิต คือเป็นวรรณกรรมของชนชั้นล่าง เรื่องราวของคนที่ด้อยโอกาส คนที่เป็นมนุษย์ประดับประเทศ ประดับแผ่นดิน มีธรรมชาติเป็นผู้หล่อเลี้ยง ผมพยายามจะให้เห็นการต่อสู้ดิ้นรน เป็นคนส่วนมากที่ชีวิตการงานดูเหมือนจะยึดโยงคอยรับใช้คนส่วนน้อย นั่นคืองานของผม”
<นี่แหละ การเขียนให้เห็นความเป็นจริง สถานะของคนชนบทที่โยงด้วยสายยึดเป็นระยะทางยาวไกลไปยังคนเมืองหรือคนชั้นกลาง ชั้นสูง แล้วย่อสั้นเข้าให้เห็นสภาวะความเป็นจริงของคนที่ขี่คนอื่นกับคนที่ถูกขี่ มันไม่ง่ายเลย ต้องใช้ความชำนาญในวรรณศิลป์มาเป็นเครื่องมือ ถ้าทำได้มันก็ทรงพลังมาก>

๔. “ผมสังเกตว่างานวรรณกรรมที่เขียนภายใต้บรรยากาศที่ถูกกดทับหรือพูดตรง ๆ ไม่ได้ มันทำให้นักเขียนต้องหาวิธีที่จะวิพากษ์ หาวิธีที่จะพูดถึงเรื่องต่าง ๆ ซึ่งวิธีก็คือทำให้งานนั้นเป็นศิลปะ เอาศิลปะเข้ามาช่วย ... การพลิกแพลงหาวิธีการที่จะสื่อ สุดท้ายมันจึงเป็นงานศิลปะที่มีความแยบยล”

๕. “ภายใต้บรรยากาศที่มีเสรีภาพเต็มที่ อาจยากหน่อยที่จะสร้างงานวรรณกรรมที่ซับซ้อนงดงามได้ (เพราะ) จะด่าใครก็ด่าตรง ๆ อ่านแล้วรู้ทันที คือเนื้อหาอาจจะมีน้ำหนักแต่ว่าด้อยในเชิงศิลปะ ไม่ใช่เพระนักเขียนไม่เก่ง แต่เพราะนักเขียนมีความสบายใจ ไม่ต้องระแวงหรือคอยหลบซ่อนอยู่ในที่มืด...”


. . . . . ฯ . . . .

หมายเหตุเพิ่มเติม

มีผู้อ่านสองท่านเอื้อเฟื้อข้อมูลที่ถูกต้องมาดังนี้

๑) คุณเวียง-วชิระ บัวสนธ์ ให้ข้อมูลมาว่า ‘ฟ้าบ่กั้น’ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกโดยเกวียนทอง เป็นปกแข็ง ขนาด ๑๖ หน้ายกธรรมดา ส่วนขนาด ๘ หน้ายก ภาพปกและภาพประกอบโดยเทพศิริ สุขโสภา สำนักพิมพ์เคล็ดไทยนั้น เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง

๒) คุณภู สีคราม ให้ข้อมูลมาว่า ฉบับพิมพ์ครั้งแรกนั้นเขียนภาพประกอบโดยชุมพล สุรินทราบูรณ์

ขอขอบคุณมาในที่นี้


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
driftworm วันที่ : 08/01/2015 เวลา : 21.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑๗-

โห อธิบายการออกเสียงคำว่า Paris ชัดมาก แถมตรงเป๊ะ !
ที่ว่าออกเสียงเหมือน ขากถุย ก่อนลงที่เสียงว่า ฮี
เพราะเพื่อนผมตั้งอกตั้งใจออกเสียงให้ฟัง (ถ้าเปิดแถบบันทึกเสียงให้เล่นช้า ๆ)
จะได้ยินว่า ปา-ขาก-ฮี จริง ๆ ด้วยซี
. . . ปา ขะ ฮี หรือ ปาเขอะฮี .. จริง ๆ ขะ หรือ เขอะ เธอออกเสียงเหมือนเวลดพันคอว่า ขราก หรือ เขรอะ
. . . ปาขฺฮี

เห็นด้วยว่าเราไม่น่จะต้องเสียเวลาหาวิธีใช้อักษรไทยมาสะกดให้ตรงเสียงเขา
แบบเต็มร้อยทั้งร้อย ที่สุดมาลงที่ ปารี นั่นเห็นด้วย

เรื่องอื่น ๆ พวก ชาลี เอ๊บโดะ ขอเขย่าหัวสักหน่อยก่อนค่อยคุยต่อ
(กำลังคุ้ยเรื่องจะเอาไปแปะที่หน้าเว็บ หนอนกับหนังสือ เรียกแขกสักนิดน่ะ)

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
SW19 วันที่ : 08/01/2015 เวลา : 20.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๑๕-

๑. Line Literature ของคุณหนอนน่ะ ลึกล้ำ

อ่านแล้ว ต้องอ่านซ้ำ แล้วหยุดคิด เดาความได้ว่า ผู้กำกับ – ผู้การ น่าจะเป็น double meaning ระหว่าง อาชีพ กับ ตำแหน่งยศ - - พอได้ แค่ไม่รู้ว่า เจ้าสาวเกี่ยวข้องในวงการนั้น (ไหนนะ?)
ตลก ลายน์ – ไลน์ ก็มีร้าย มีลึก และมีเลว
แต่เรากลับสนใจ transliteration – การเลือกพยัญชนะมาสะกดคำมากกว่า
ว่าเราควรเขียน Line อย่างไร วิธีเขียนของคุณหนอนน่าสนใจมาก เพราะเคยพยายามหาคำอธิบายให้ตัวเอง กับตัวแทน
‘-าย’ ที่มาจากในภาษาอังกฤษที่รใช้ ‘i,e’
ในเสียงพ้องกันของ guy, line, eye เราควร กาย – ลายน์ – อายน์ หรือ ไกย์ – ไลน์ – ไอยน์
เออ มันงงนะคุณหนอน - - อันนี้ปุจฉาประสาคันเฉยๆ ไม่ได้ป่วน

๒. Satire – มันก็มีหลายระดับขั้น ที่เคยส่งให้คุณหนอนดูเรื่อง ละครที่กำลังเป็น Satire สมัยนี้ที่ลงโรงอยู่ มันก็มี ทั้งแรงและซับซ้อน

สมัยนี้ มีคนเขียนออกแนวนี้ ได้ดีมากหลายคน ใน The Observer (The Guardian ฉบับวันอาทิตย์) ก็มีสาวหนึ่งภาษาลึก สวย มีชั้นเชิง อ่านแล้วประเทืองปัญญา

สังคมไทยรับอะไรทางวัตถุจากตะวันตกได้ตั้งมากมาย น่าจะลองคิดรับสิ่งที่เป็น intellectual บ้าง – เป็นทางเลือกจากตลกหมักหมมหรือ เรื่องแห่กันส่งต่อ (เพราะ ‘เรื่องนี้ดีจริงๆ ซึ้งมากๆ’ - ไม่ส่งต่อ ไม่ส่งกลับ แปลว่าไม่รักเพื่อน – อันนี้ก็ไม่รู้ satire หรือเปล่า)

๓. ปารี – Charlie Hebdo
ในภาษาฝรั่งเศส มีหลายตัวที่ไม่ออกเสียง/ ออกเสียงในคอ/ หรือออกเสียงเมื่ออยู่ในที่ทางที่ส่งเสียงได้
อย่าง S ท้ายคำ ไม่ออกเสียง เช่น ในคำว่า Paris หรือชื่อ Thomas ก็เรียกเป็น โธม่า
ตัว H ก็ไม่ออกเสียง ดังนั้นใน Charlie Hebdo ก็อ่าน ชาร์ลี เอ๊บโด (ให้ชัด คือ เอ๊บโด่ะ โดย ‘โด่ะ’ เบาๆ)

พอมาถึงตัว R เป็นของปราบเซียน เพราะออกเสียง แต่เป็นเสียงแบบขากถุยในคอ เทียบเคียงกับภาษาไทยยาก จะว่าไปเขียนไม่ได้ แต่ความที่เสียงของตัว R เป็น various sounds ของ ร เรือ เพราะตัว R ในแต่ละที่อ่านไม่เหมือนกัน ก็ไม่ต้องพยายามทำให้เหมือน และเก็บตัว ร เรือ ไว้ใช้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เราจึงเขียน Paris ว่าปารี ถ้าจะเป็น ปาฮี ก็ไม่ผิด แต่ถ้าจะเป็นแบบนั้น ก็น่าจะเป็น ปา-ห-ฮี (ให้ตัว ห หีบ แทนเสียงขาก) เขียนยาก

๔. Je Suis Charlie
Charlie Hebdo เป็นหนังสือรายสัปดาห์มีการนำเสนอผ่านการ์ตูน มีจุดยืนที่ satire ปากเสีย เสียดสี และไม่ได้เป็นกับ Prophet Muhammad แต่ผู้เดียว มันเสียดสีพวก Christians, Buddhists เต็มไปหมด ทุกที่ ใครไม่โดนควรจะน้อยใจ

ต้องไม่ลืมว่าฝรั่งเศส เป็น Secular state ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาห้ามยุ่งเกี่ยวกับการปกครองประเทศ แยกกันขาด
เป็นความเข็ดมาจากสมัย Revolution ที่ไม่ต้องการเอาศาสนามายุ่ง - มาจากตรงนั้นเลย เพราะฉะนั้น สำหรับ French การเคารพในสิทธิในการพูดสำคัญแบบแตะต้องไม่ได้ ยอมตายกันไปข้าง เป็นลักษณะประจำชาติอย่างหนึ่ง

การกระทำของ Charlie Hebdo จึงไม่เป็นประเด็น เพราะเขาถูกฟ้องแล้ว ฟ้องอีก ถูกถล่มสำนักงานมาก่อน แต่ไม่ใช่เรื่องต้องฆ่ากัน

กรณีที่เกิดขึ้น ... ใช่ เป็นเรื่องการฆ่าคน แต่ลึกๆ ก็ไม่ใช่
สำหรับคนฝรั่งเศส นี่คือ การแตะ freedom of speech และทำร้าย Press
..
Liberté d’Expression

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
driftworm วันที่ : 08/01/2015 เวลา : 14.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑๔-

อย่ากังวลไปเลยเรื่องเกรงจะคุยนอกเรื่องหรือออกปากอ่าว
ชีวิตไม่ใช่ของที่เคร่งครัดขนาดนั้น (ขนาดไหน? อิอิ)
ลงว่าหยิบออกมาพูดคุยเป็นเรื่องเดียวกันได้ก็แปลว่ามันมีความเกี่ยวโยง
จนกว่าเมื่อไหร่ที่เรื่องเกี่ยวโยงทำท่าจะมาแข่งรัศมี เอ๊ย เปลี่ยนประเด็นการคุยในเรื่อง
หนอนค่อยออกมาทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการที่มีความสามารถเอง คือจูงเรือกลับ ฮี่ฮี่

-๑๕-

ตอนผมอ่านเรื่องสัมภาษณ์นี้มาถึงตอนที่ผมสรุปออกมาเป็นข้อ ๕ นั่นหนา
ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งอยู่ แต่ด้วยความที่ยังไม่อยากสอดใส่การวิจารณ์ลงในเรื่องเสียทีเดียว
ก็เลยลืมไป พอคุณ SW19 มาพูดถึงเรื่องในวิธีประชดเสียดสี (satire) เลยนึกขึ้นได้
ผมนึกถึง “ตลกรัสเซีย” น่ะ เล่นคำ, เล่นความแสบ ๆ คัน ๆ ตรงจุด ถึงตัว

เมื่อเช้าได้อ่าน “วรรณกรรมแบบลายน์ลายน์” (Line-Line, Line Literature)
ที่มาคราวนี้ไม่ใช่เรื่องประเภท “แฝงข้อคิด” (จนแน่นกบาลตู หมักหมมแทบบูดเน่าแล้วเนี่ย)
แต่เป็นการเล่นคำเล่นความเสียดสี อย่างนี้ครับ
เค้าว่าอาหลองจดทะเบียนสมรสกับสาวเจ้าคราวเหลนน่ะ
ไม่ใช่เพราะเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติอะไรหรอก
แต่แกแอบหวังว่าเผื่อจะได้เลื่อนเป็นรองผู้การกับเค้าซะที
หลังจากแป้กที่ตำแหน่งผู้กำกับมานานเต๊มที
... แตะแล้น แต่แล้น แต่แล้น ...

ส่วนข่าวผู้ก่อการไม่ดีไปสังหารคนหนังสือพิมพ์ที่ ปาฮี (เพื่อนผมออกเสียงให้ฟังอย่งนี้
แต่เขียน ปารี ก็โอนะ) ข่าวช่องไทยพีบีเอ๊สเมื่อคืนอ่านรายงานโยงไปถึงการที่สื่อฝรั่ง
เคยนำ นบี มูฮัมหมัด มา “เล่น” ในการ์ตูนล้อเสียดสี ... ไม่รู้เกี่ยวกันหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
SW19 วันที่ : 07/01/2015 เวลา : 23.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๑๓- (อีกนิด)

เมื่อเช้าอ่านเรื่องของหนังสือเล่มหนึ่ง ตั้งใจว่าจะเอามาชวนคุย ต่อเนื่องจากข้อ ๕ ว่า literature สมัยนี้ เป็น Satire อีกมุมที่นักเขียนมีจินตนาการไปกว้างไกล และเรื่องแบบนี้สิ ที่ก้ำกึ่งกับการกระตุ้นให้คิด
ยังพูดกันอยู่ว่า หนังสือยังไม่ออก เอ แล้วจะมีฉบับภาษาอังกฤษไหม อีกนานไหม จะน่าอ่านเท่าที่เห็น plot ไหม

กลับถึงบ้าน เจอข่าวสำนักพิมพ์ Charlie Hebdo ถูกถล่มที่ปารี ก็มัวตามข่าวมาเขียนตอบคุณหนอนช้า
ตอบไปแล้วขอแวะอ่านข่าวเสียหน่อยก่อน
ปรากฏเขาบอกว่า หน้าปกของ Charlie Hebdo ฉบับสัปดาห์นี้ เป็นหน้าปกหนังสือเล่มนี้ ที่กำลังจะออก

Soumission ซูมิสซียง
Submission
สงสัยต้องหามาดูแล้ว

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
SW19 วันที่ : 07/01/2015 เวลา : 22.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๑๓-
จริงแฮะ คุณหนอน

SW19 มัวแต่กังวลตอนวิจารณ์เรื่อง ข้อ ๕ เพื่อที่จะไม่ offend ใคร ก็เลยพยายามระวังคำพูด
ที่ตั้งใจจะบอกในท่อนนั้น คือว่า หนังสือที่แปลเป็นไทยนั้นน้อยมาก แค่ไม่ถึงหยิบมือ อ๊าว ดันไปเขียนเสียคนละเรื่อง เสียหมดเลย
ขี่ม้าออกทะเลก็อย่างนี้ ตกม้าตายเอาง่ายๆ

ขอบคุณที่คุณหนอนช่วยแก้ไขให้ และแม้จะเติมคำว่า ‘ด้วยซ้ำ’ ก็ไม่ได้ขัดตาอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
driftworm วันที่ : 07/01/2015 เวลา : 10.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑๒- SW19

เออ ประเด็นในข้อ ๕ ผมก็ไม่เห็นด้วย แต่เก็บเอาไว้มาพูดในส่วนของความคิดเห็นจะดีกว่า
(หรือไม่ก็ไปเขียนถึงในหัวข้อที่จะวิพากษ์กันเป็นเรื่องเป็นราว แยกออกไปจากกระดานข้างบน)

บรรทัดสุดท้ายของ คห.๑๒ ที่ว่า
" ในจำนวนที่จะพูดว่าหยิบมือก็ยังน้อยเกินไป"
ถ้าว่าตามบริบท ฮึ้ย ไม่ใช่สิ ทับศัพท์มั่ง ตาม context บ๊ะ ใช้ได้มั้ยเนี่ย
ว้า ยุ่งชิบหายเลย (เห็นรึยัง ไอ้พวกชอบ "ทำลายคำ" เวลาไม่มีคำให้ใช้เนี่ย พวกมึงดู "หน้าโง่" มาก
ต่อให้เป็นด๊อกเตี้ยมาจากเมืองนอกด้วย เป็นงายละ คิดอะไรไม่ออก ก็คิด บริบท ก๊ากๆๆๆๆๆ
.. แต่จะว่าพวกด๊อกเตี้ยข้างเดียวก็ไม่ถูก เขาก็อาจเหมือนคุณ SW19 คือ
ไม่รู้จะสรรหาคำไทยที่ไหนมาเคียงคำที่ตัวเองไปเอามาจากเมืองนอก
จะเอาหมาหลังอาน หูตั้งหางดาบ ไปยืนเคัียงไอ้เกรย์เฮานด์ บอกว่าหมาเหมือนกันก็ยุ่งใจอยู่)

อะ เข้าเรื่อง ประโยคท้ายนั้นน่จะเป็นอย่างนี้มากกว่า
" ในจำนวนที่จะพูดว่าหยิบมือก็ยังมากเกินไป (ด้วยซ้ำ) "

(หมายเหตุ มีคำว่า ด้วยซ้ำ นั่นทำให้ประโยคไม่สวย มีใจความรุ่มร่าม
แต่ผมใส่ไว้ มันทำหน่้าที่ย้ำให้คิดย้อนว่ามีนัยยะผกผัน ย้อนศร กระตุกคนอ่านนิดนึง)

ความคิดเห็นที่ 12 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 06/01/2015 เวลา : 23.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๑๑-
ไม่รู้สิ คุณหนอน สงสัยจะเป็นเพราะเป็นคำใหม่หรือเปล่า เด็กๆ ไม่เคยได้ยิน
ฟังแล้วแปลกหู อ่านความหมายจากพจนานุกรมไทย (แก้ไข พ.ศ.๒๕๔๒ ตีพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ซื้อจากศูนย์หนังสือจุฬาฯ สองสามปีมานี่เอง)

วรรณกรรม น. ๑. งานนิพนธ์ทุกชนิด ทั้งในรูปแบบของหนังสือจุลสาร งานเขียน สิ่งพิมพ?ปาฐากถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ ตลอดจนสิ่งบันทึกเสียงและภาพ ๒. งานหนังสือ
วรรณคดี น. หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี

ถ้าวรรณกรรมแปลได้ทุกอย่างเท่าที่กล่าวมา ก็เท่ากับไม่มีความหมายอะไรเลย .. อ๊ะ อันนี้ไม่ได้โยกโย้นะ มันแปลได้ทุกอย่าง ก็เลยไม่รู้ว่าตอนนี้เราจะพูดถึงอะไร

แล้วความอคติในใจ เกิดขึ้นเมื่อในภาษาสมัยใหม่ ใช้คำนี้กันฮ้อทฮิท แต่ดูเหมือนจะรับมาในความหมายเดียวที่แปลว่า หนังสือ (อาจจะเข้าใจไม่ถูกต้องเอง แต่เห็นใช้กันจนรู้สึกประมาณนั้น)

ในบาง context คำว่า literature ไม่ได้แปลว่า วรรณกรรม คือ ไม่ไปถึง คำปราศรัย สุนทรพจน์
[context นี่ก็อีก ภาษาสมัยใหม่ใช้ว่าบริบทอีกหรือเปล่า
(context n. คำหรือประโยคซึ่งประกอบเป็นถ้อยคำหรือข้อความซึ่งมีความหมายอย่างหนึ่ง, สภาพการณ์ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น)
(บริบท น. คำหรือข้อความแวดล้อมเพื่อให้เข้าใจความหมาย)
แล้วเวลาเจอ ข้อความว่า ‘…บริบทของสังคมไทย…’ ยึดคำแปลไทย ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน – สงสัยต้องพิจารณาตัวเอง ]

จากข้อ ๔ และ ๕ ที่เป็นคำพูดย่อของลุงคำสิงห์ กล่าวถึง งานวรรณกรรม ที่สื่อความให้เข้าใจว่าไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นของไทย เพราะเป็นการพูดถึงที่ไหนๆ ที่มีบรรยากาศกดทับ หรือมีเสรีภาพเต็มที่ พอเข้าใจว่าเป็นของที่อื่นด้วย มันย้อนไปนึกถึงคำว่า literature ที่แปลกลับมาแล้วไม่ได้ความหมายเท่ากันกับ วรรณกรรม
ถามว่าพอรู้หรือไม่ เดาทางได้หรือ ไม่ เข้าใจหรือไม่ – ก็คือ รู้ เข้าใจ เดาได้ แต่ขอสงวนที่จะไม่โอนอ่อนเรียกตามเพราะไม่ได้เข้าใจตามความหมายแบบนั้นในทุกกรณี

ส่วนข้อ ๕ ในเนื้อหาของลุงคำสิงห์ ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับมุมมองนั้น – ขออนุญาตพูดตรงด้วยความเคารพในความอาวุโสของลุงคำสิงห์ – เพียงแค่มีโอกาสเห็นเป็นอย่างอื่นมาบ้าง
งานดีที่กระแทกด่า สังคม หรือระบบ หรือ เขียนได้อย่าง artistic งดงาม โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้สภาพสังคมที่มีบรรยากาศกดทับก็ยังมีอีกหลายชิ้น ไม่เฉพาะ George Orwell (1984 ก็ดี) หรือ Evelyn Waugh หรือ Somerset Maugham หรือ Joseph Conrad หรือ Oscar Wilde
Charles Dickens ก็เขียนปัญหาสังคม ความจน โสเภณี – เฉพาะดิ้กคิ่นส์ งานดีๆ มีมาก น่าเสียดายที่คนแปลไปน้อย

แม้กระทั่ง... Sir Winston Churchill - Nobel Prize in Literature in 1953

ขอลากออกทะเลสักนิดว่า ในความรู้สึกส่วนตัว อิทธิพลของ literature ต่างภาษา มีผลกับสังคมไทยก็เฉพาะแต่ที่มีการแปลกันไปเป็นภาษาไทย – ในจำนวนที่จะพูดว่าหยิบมือก็ยังน้อยเกินไป

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
driftworm วันที่ : 06/01/2015 เวลา : 21.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๘- SW19

. . . literature (ไม่ชอบคำว่าวรรณกรรม ซับซ้อนเกินไป เลยขอทับศัพท์ ) . . .

แล่วจะใช้คำว่าอะไร ลองแกะศัพท์ดูเล่น ๆ นะ
วรรณ .. ผิวพรรณ งาม ทำให้งาม
คดี .... เรื่อง เรื่องราว
กรรม .. กระทำ การกระทำ สิ่งที่กระทำ

รวมคำแล้วได้ว่า
วรรณกรรม - การกระทำที่งาม สิ่งที่กระทำซึ่งดูงาม การกระทำที่ถูกทำซะงาม
วรรณคดี - เรื่องราวที่ทำให้ดูงามด้วยกรรมวิธีคือ เรียง ร้อย กรอง (แบบกรองมาลัย)

คำว่า วรรณคดี นี่โดนใจมากกว่ามั้ย
แต่ผมว่าคุณ SW19 คงจะหมายถึง "สาระ" ที่สั่งสมผ่านการคิด ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์
จนตกผลึกผนึกอยู่ในคำว่า วรรณคดี กับคำว่า literature มันเป็นละเรื่องกันเลย
ใช่หรือไม่

ความคิดเห็นที่ 10 rattiya , driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (2)
satanx วันที่ : 06/01/2015 เวลา : 12.59 น.

มันมีความแตกต่างในความเหมือน ก่อนเราต้องการประชาธิปไตยจริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยทำลายชาติ ดูซิออกนโยบายแต่ละอย่าง ทำลายชาติทำลายคนให้งอมืองอตีน รอของแจก รอเปอเซ็นจากโครงการ ก่อนคนปลุกระดมคือหัวกระทิของประเทศ แต่ตอนนี้ ตู่(ราม8ปี) เต้น จากสภาโจก ตายแล้วรวย ยิ่งตายมาก ยิ่งรวยมาก ก่อนคนปลุกระดมจน จนต้องหนี ตอนนี้จากไม่มีอะไร รวยเป็นร้อยล้าน จากการขายความขัดแย้ง และความตายของคนไม่รู้เรื่อง ยังมีอีกมากสาทยายไม่หมด

ความคิดเห็นที่ 9 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 06/01/2015 เวลา : 10.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ชื่อ "ลาวคำหอม"
เป็น นักคิด นักเขียน
ระดับ แนวหน้าของไทย
.
เรื่องนี้สอนเราว่า
การศึกษาพื้นฐาน
สำคัญที่สุด
ในการพัฒนาประเทศ
ระยะยาว
.
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 8 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 06/01/2015 เวลา : 05.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๗-
เรื่องมันแยะ
ขอทำมาหากินไป ทยอยคุยกันไปตามแต่จะนึกได้ แล้วกัน

ประชาชนเป็น casualty ที่ขอแปลว่าเหยื่อ ของทุกกรณี
มีการศึกษามากไป ก็ข่มยาก กดให้อยู่ในบังคับยาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องมี
มีวิกฤตการณ์ทางการเมือง ก็เป็น pawn ตัวประกัน เป็นเหตุให้รัฐบาลเอามากดดัน และให้ ‘…’ เอามากดดันรัฐบาล (ให้ทายบ้าง ว่าใครบังอาจเอา ประชาชนบริสุทธิ์ ทั้งแห่ตัว แห่ซากมากดดัน)
มีการนองเลือด ก็มีร่างกายเป็นแนวกันกระสุน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนประชาชน คือ Press ทั้งทำตัวเอง ทั้งถูกกระทำ
แต่ Press ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถูกบี้ก็ยอม ไม่ถูกบี้ก็ลอยตามลมสบายใจ แต่ไม่สำเหนียกลุกขึ้นมาทำหน้าที่คนตรวจตั๋ว ตรวจสอบการทำงาน หรือไม่มีการศึกษา หรือไม่มีการรับรู้ว่าหน้าที่ของ Press คือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล (อันนี้พูดจริงตามหน้าที่ที่กำหนดตามหลักการของ democracy)

ประเด็นของลุงคำสิงห์ ว่าเราจะทำอะไรต่อไป เหมือนถามว่า what’s next? แต่สภาพของการเมืองไทย ก่อนที่จะถามถึงข้างหน้า อยากรู้ว่า What’s now? หรือเก่ากว่านั้น What was then? คืออะไร

เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย ชัดๆ คือ เราไม่เคยทำอะไรเลย
เราถูกกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองก่อนวัยอันควร ก่อนความพร้อม เปรียบเทียบหยาบคาย ถูกบังคับให้ครองคู่ตั้งแต่นมเพิ่งแตกพาน อย่าว่าแต่จะรู้ชีวิต รู้การครองเรือน ให้แค่รู้การหากินไปแต่ละมื้อยังทำไม่เป็น แต่เมื่อมันออกเรือนไปแล้ว ก็เลยตามเลย ผลิตลูกหลานออกมา แล้วมันจะเอาอะไรไปลงราก ปูฐานให้ลูก
ลูกมันไปผลิตหลานออกมา เป็นปู่ย่าตายาย แล้วจะเอาอะไรไปสั่งสอนพ่อแม่มัน ลูกมัน
ตัวเราจะเข้าระบบ เข้าที่เข้าทาง อายุก็ ๒๕๕๘ – ๒๔๗๕ จะขุดสันดอนหรือแก้สันดาน อย่างไรกันดี

ด้วยความเคารพลุงคำสิงห์ ข้อสังเกตของลุงเรื่องการเขียนเรื่องภายใต้บรรยากาศที่ถูกกกดทับ ทำให้ต้องหาวิธีนำเสนอ ต้องมีการนำศิลปะมาใช้ ที่ทำให้งานออกมาเป็นศิลปะ ขณะที่งานภายใต้บรรยากาศที่มีเสรีภาพ อาจจะอ่อนด้อยกว่าในเชิงศิลปะ – ใช่ มันมีจริง เขียนตรงๆ ไม่ได้ ก็ต้องเปรียบเทียบไป

แต่การสร้างงานเช่นนั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้กับทุกกรณี ไม่สามารถนับเป็น norm ว่า เพราะเหตุเช่นนั้น จึงทำให้เป็นเช่นนั้นเสมอไป literature (ไม่ชอบคำว่าวรรณกรรม ซับซ้อนเกินไป เลยขอทับศัพท์ ) เป็นบันทึกความเป็นไปของสังคม ทั้งตามธรรมชาติ และการใช้งานของ literature – การนำไปใช้เป็นอื่น ..มีแน่นอน แต่ผู้เขียนเรื่องจะสบายใจด่าใครตามสบายปากไม่ได้ ภายใต้บรรยากาศที่ให้เสรีภาพ สิ่งที่ตามติดตูด คือ ความรับผิดชอบในสิ่งที่พูดไป

ยกตัวอย่างในสังคมที่พูดได้อย่างอิสระเสรี Animal Farm ของ George Orwell ยังต้องเปรียบเทียบเป็นสิงสาราสัตว์ ไม่ใช่พูดตรงพูดไม่ได้ ด่าใครตามสบายปากไม่ได้ แต่ไม่พูด เพราะต้องการนำเสนอสมมติฐานของรูปแบบการปกครองที่อยากผู้เขียนอยากจะพูดถึง โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ norm ของสังคม ที่เป็นไป

นี่เป็นข้อเท็จจริงที่อาจจะต้องเหนื่อยเวลาคิดตาม สำหรับสังคมที่พัฒนาการเกิดขึ้นมาจาก การท้องก่อนวัยอันควร

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
driftworm วันที่ : 06/01/2015 เวลา : 00.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๖-

โห เรื่องมันแยะจริง ๆ ด้วย ได้คุยกันสามสี่วัน คุยไปทำมาหากินไปด้วยเนาะ
(หนอนต้องลุกไปหยิบอะหลั่ยขาย ลุกไปขายเสื้อ -หากินหลายทางน่ะ ๕๕- ลุกไปปะยางเปลี่ยนยางเป็นบางที
จะพกกระดาษ ปากกา ไว้ในกระเป๋าเสื้อ นึกคำจิก ๆ กัด ๆ ได้ ก็จะรีบจดไว้ก่อน)

เรื่อง literacy ก็ดูเหมือนพระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี แซร์) จะวิจารณ์ไว้ และแจ้งไปทางฝรั่งเศส

เรื่องรณรงค์ต่อต้านสินค้ญี่ปุ่น ใส่เสื้อผ้าดิบ น่าจะเป็นการเริ่มสร้งความตระหนักรู้ (awareness) ก่อน
แน่ะ เดาะศัพท์วงการโฆษณาเชียว หนอนเอ๊ย
อันที่จริงเป็นการทดสอบสำนึกและศักยภาพการรวมพลังมั้ง
คล้าย ๆ กรณีคนขับแท็กซี่โวยตำรวจจราจรที่ถนนพลับพลาไชย นั่นไม่รู้ใครเสี้ยม
แต่ว่ามันบานปลายเป็นจลาจลขนาดย่อมจนได้ ผมละ คาใจมาตลอดว่าใครวะมาทดสอบ mob (แปลตรง ๆ เลยว่าฝูงชนบ้าคลั่ง)
เพราะลองเอาภาพจลาจลพลับพลาไชย ไปขยายใหญ่ (magnify) แหม มันแทบจะทาบทับเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลา ๑๙ ได้เลย

ฯลฯ

ความคิดเห็นที่ 6 rattiya , driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 05/01/2015 เวลา : 23.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ฮ้าย ใครจะไปกล้าว่า
แต่ท่านเล่นเปิดประเด็นจากงานเปิดปีใหม่นี้สาหัสเอาการ แตกออกมาได้อีกหลายเรื่องเชียวละ
๑. ๒๔๗๕

- การศึกษา เป็นของต้องห้าม ต้องไม่ให้ประชาชนมี สำหรับผู้ที่ต้องการครองอำนาจไว้ในฝ่ามือแต่ผู้เดียว งานภาษาต่างชาติกรณี ๒๔๗๕ มักมีหมายเหตุว่า literacy ของประชาชนไทยในเวลานั้น มีต่ำมาก
ต่ำขนาดเกินการที่จะทำให้ความเข้าใจ การนำไปใช้ให้ได้ถูก และสร้างผลในทางที่ดี มันล่อแหลม
แต่เรื่องราวในไทยไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่อง literacy หรือ การอ่านออกเขียนได้เลย

- การมีการศึกษาเป็นตัวสะท้อนถึงคำว่า วินัย และตามมาถึง 'จริยธรรม' ที่คนเริ่มมีการอบรมบ่มเพาะถึงกฎ ระเบียบ กติกา ในการอยู่ร่วมกัน ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

การเริ่มต้นที่พร่อง ขาดวินัย แล้วประคองกันมา ก็สร้างภาพให้เข้าใจผิดว่าไอ้สิ่งขาด ไม่มีผล เพราะถูไถกันมาได้ ทั้งที่สิ่งที่ขาด เป็นพื้นฐานสำคัญ ให้คนเข้าใจ 'หน้าที่' ที่ควรจะมาก่อน 'สิทธิ'

๒. การเข้ามาของอเมริกา และการต่อต้านของนักศึกษา โอยอันนี้แยกได้เป็นสองกรณี โหย .. ยาว

ตอนนั้น US เข้ามาเอเชียที่แรก คือ อินโดนีเซีย ฉากหน้า คือ กัน domino effect ฉากหลังที่ตาวาวๆ คือ น้ำมันของอินโด๊ะ

๓. เรื่องแอนตี้ญี่ปุ่น พอรู้แต่ไม่เข้าใจ ไม่ได้อยู่เมืองไทย ณ เวลานั้น

๔. เรื่อง Inequality คำยอดนิยมที่ชาวตะวันตกพูดถึงมาหลายปีแล้ว ว่าเป็นพื้นฐานปัญหาที่เกิดการลุกฮือในหลายประเทศ

๕. รู้นะว่า ทำไม [เราขอใช้เป็น ค็อมมิวนิสม์ ม การันต์ ]

ขอส่งแต่หัวข้อเป็นจอกแรกก่อน

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
driftworm วันที่ : 05/01/2015 เวลา : 23.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

บ๊ะ นี่แปลว่าหนอนกลิ่นแรงละสิ
คงเริ่มเน่า

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
SW19 วันที่ : 05/01/2015 เวลา : 23.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

อ๊ะ..มาเงียบๆ เดี๋ยวอ่านก่อน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
driftworm วันที่ : 05/01/2015 เวลา : 22.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ขึ้นปีรุ่งขึ้นแล้ว ปรับองศาเอียงซ้ายอ่อน ๆ เอียงขวาแก่ ๆ หน่อย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
driftworm วันที่ : 05/01/2015 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

สาธุ ... เอ๊ย สวัสดี
เปล่ารีสอต เอ๊ย รีเสิร์ช แค่เก็บฟาม ย่นฟาม มาน่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เคียงดิน วันที่ : 05/01/2015 เวลา : 22.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

ลุงเขียนงานวิจัยเหรอคะ ยาวเชียว ฮ่าๆๆ

สวัสดีปีใใหม่ระลึกถึงเสมอนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน