• สมพงค์สระแก้ว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : somponglpn@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-09-08
  • จำนวนเรื่อง : 155
  • จำนวนผู้ชม : 98416
  • ส่ง msg :
  • โหวต 7 คน
S. Srakaew
สิทธิขั้นพื้นฐาน การศึกษาของกลุ่มเปราะบาง เด็กข้ามชาติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/SompongSrakaew
วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม 2556
Posted by สมพงค์สระแก้ว , ผู้อ่าน : 858 , 21:21:31 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน แม่มดเดือนMarch โหวตเรื่องนี้

การศึกษาลูกของแรงงานเพื่อนบ้านกับของรัฐไทย

กับผลบวกต่อการจัดการปัญหาแรงงานเด็กในประเทศไทย  และการปลดล๊อค “แรงงานเด็ก” ในประเทศไทย

 

สมพงค์  สระแก้ว

มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงาน (LPN)

30 ตุลาคม 2556

 

นโยบายด้านการศึกษาไทยเอื้อให้แก่เด็กไร้สัญชาติ เด็กข้ามชาติที่เป็นลูกหลานแรงงานเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย  ส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อยที่เข้าถึงบริการได้ แต่ส่วนใหญ่ทำไมยังเข้าไม่ถึง?  หากเข้าถึงแล้วจะช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กได้แค่ไหนอย่างไร ?

 

การคุ้มครองทางสังคมแก่เด็กข้ามชาติ เป็นนโยบายหนึ่งที่สำคัญของรัฐไทย อย่างน้อยการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานทางด้านการศึกษา สามารถเข้าเรียนในระบบการศึกษาไทยได้  ซึ่งมีแนวปฏิบัติที่ดีตามมติคณะรัฐมนตรี  5  กรกฎาคม 2548

 

สำหรับกลุ่มเด็กต่างด้าว หรือเด็กข้ามชาติ เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีปัจจัยเอื้อและอุปสรรคแตกต่างกับเด็กไทย มีตัวแปรหลากหลาย หนึ่งในอุปสรรคที่สำคัญคือ  อคติ ความไม่เข้าใจในหลักปฏิบัติ ความขาดแคลนทรัพยากรบุคคล และอุปกรณ์สนับสนุนเนื่องจากความไม่พร้อมของหน่วยงานบริการของรัฐในระดับพื้นที่บางแห่ง

 

กรณีตัวอย่าง   จังหวัดสมุทรสาคร  นับว่าเป็นความโชคดีของกลุ่มเด็กข้ามชาติในมหาชัย หรือจังหวัดสมุทรสาคร อย่างน้อยอาจมีจำนวนมากถึง 900-1,000  คน ที่สามารถเข้าเรียนในระบบแล้ว  และอีกกว่า 800-900 คน อยู่นอกระบบ ซึ่งเป็นการศึกษาทางเลือกในศูนย์การเรียนของกลุ่มชาติพันธุ์ และองค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่ง

 

ผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ที่รับผิดชอบด้านแรงงานข้ามชาติ ได้พยายามประเมินหาตัวเลขที่แท้จริงว่า  มหาชัยมีเด็กอายุ ต่ำกว่า 15  ปี  จำนวนที่ชัดๆ เท่าใดกันแน่ 

 

ผมจึงขอชวนคิดนอกกรอบจากจากตรรกะเดิมที่บอกว่า ถ้าอยากรู้จริงๆ  ต้องมีการเดินสำรวจ ทำศึกษาวิจัย  เข้าทุกซอกซอย ทุกบ้าน ทุกโรงงาน  แต่ไม่มีใครลงมือทำเป็นเรื่องเป็นราว การงมตัวเลขเพื่อนำมาวางแผนพัฒนาจึงไม่มีความชัดเจน  

 

แต่ยากกว่านั้นการเข้าถึงแรงงานข้ามชาติ และการเข้าไปในสถานประกอบการ ต้องอาศัยตัวต่อเชื่อมปฏิสัมพันธ์ให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ และแน่นอนต้องใช้กลุ่มแรงงานเป็นตัวต่อให้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งใครๆ ก็อาจเรียกว่า  “ล่ามภาษา”

 

ล่ามภาษาหรือล่ามชุมชนท้องถิ่นเดิมชาวพม่า มอญ กระเหรี่ยง ทะวาย อาระกัน ไทยใหญ่ มีส่วนสำคัญมากในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มพวกกันเอง เพราะต้องบอกว่า  ใช่ว่าบางคนจะสื่อสารภาษาพม่าได้ เขาอาจพูดได้แต่ภาษามอญ  คนพม่าบางคนอาจพูดได้ทั้งมอญ กระเหรี่ยง ก็มีแต่มีน้อย  แต่เราจะใช้ล่ามก็ต่อเมื่อผู้ที่เราติดต่อด้วยสื่อสารภาษาอะไร 

 

ดังนั้น คนที่ลงไปเก็บกำข้อมูลต้องใส่ใจในรายละเอียดตรงนี้ให้มาก นอกจากนั้นการใช้ระดับของภาษาก็มีความสำคัญมิใช่น้อย คนพม่าที่จบการศึกษาสูงๆ  รู้ภาษาพม่าดี แต่เวลามาสื่อสารเป็นภาษาพูด หรือภาษาเขียนเขาอาจไม่เข้าใจถ่องแท้ ต้องใช้ภาษา “ชาวบ้าน”  จึงจะคุยกันรู้เรื่อง   เริ่มไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมว่า  “ทำไมถึงคนนอกที่เข้าไปศึกษาถึงไม่สามารถข้อมูลชัดๆ  ได้”  นี้ยังไม่นับนะว่า ใครที่เข้าไปชุมชนแรงงานข้ามชาติ หากไม่คุ้นถือว่า เป็นบุคคลแปลกหน้า  สัมพันธภาพ และการสื่อสารที่ดี การไว้เนื้อเชื่อใจอาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้

 

การสำรวจที่ทางผมและทีมงานทำมีหลายรูปแบบแล้วค่อยเอามาประมวลข้อมูลเชิงปริมาณ และคุณภาพกัน   สมมุติฐานว่า สถานประกอบการบางแห่งมีที่พักคนงานกับที่ทำงานอยู่ในรั้วเดียวกัน  การลงชุมชนแบบ Mapping Survey หรือ Rapid Survey อาจทำได้แต่อาจยังไม่ครอบคลุม  ต้องทำสนทนากลุ่มย่อย FGDs กับอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติแต่ละชุมชน  พร้อมวาดผังประชากร สถานที่ตั้ง  ประมาณการณ์จำนวนเด็กในชุมชนแรงงานข้ามชาติ   แรงงานจะอยู่กันตามซอย ตามตรอกบ้าน อาคารพาณิชย์  ห้องเช่า  มีมากกว่า 100  ชุมชนใหญ่ และ 150  ชุมชนย่อย   

 

ข้อมูลที่ได้มาจากตัวแรงงานข้ามชาติ แล้วมาบวกกับจำนวนสถิติที่ทำให้มีความเข้าใจอย่างง่ายๆ  คือ  การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ บุตร และผู้ติดตาม ในปี 2547    จังหวัดสมุทรสาครมีเด็กมาขึ้นทะเบียน ทร. 38/1 จำนวน 2,800  คน  (เด็กข้ามชาติจดทะเบียน ทร. 38/1 จำนวนกว่าเก้าหมื่นคนทั่วประเทศ)   หากนับสถิติย้อนหลังอัตราการคลอดบุตรของหญิงตั้งครรภ์ข้ามชาติในแต่ละปี จำนวน 3,000-4,000  คน (ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร)   มาถึงวันนี้ตัวเลขที่คิดว่าสะสมกว่า 9  ปี  ตัวเลขน่าจะประมาณ 27,000-36,000  คน   

 

และมาดูแบบแผนการดำเนินชีวิตของแรงงานข้ามชาติ ครอบครัวที่มีบุตรหลังคลอด พอเด็กอายุประมาณ 1-2 ปี  จะส่งกลับไปยังภูมิลำเนาตนเองที่พม่า พอคิดถึงหรือเด็กอายุสัก 4-6  ปี ก็จะไปรับกลับมา การเคลื่อนย้ายเด็กโดยครอบครัวไปที่ต่างๆ หรือกลับบ้านเกิดก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยความพร้อม รายได้ สิ่งที่คิดเป็นอันดับต้นๆ  คือ  ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ หาเลี้ยงครอบครัวและลูก

 

ตัวเลขเด็กข้ามชาติสะสมดังกล่าว คิดเสียว่ากลับไปที่ประเทศต้นทางและเคลื่อนย้ายในประเทศไทยประมาณครึ่งหนึ่ง ก็น่าจะคงอยู่ราวๆ  13,500-18,000  คน   ดังนั้น โอกาสที่เราจะเข้าถึงตัวเด็กและครอบครัวเต็มที่อีกครึ่งหนึ่งคือ 6,750-9,000  คน   ซึ่งตัวเลขนี้ ผมพูดเสมอๆ  ในเวทีการประชุมต่างๆ ของระดับจังหวัดและระดับประเทศ ทางมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตได้ศึกษาหาตัวเลขนี้ผ่านการสนับสนุนงานวิจัยจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศในปี 2556  ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก

 

และจากจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15  ปี ดังกล่าว  สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม  กลุ่มหนึ่งคือ เด็กต่ำกว่า 4  ปี  กลุ่มสองคืออายุ 4-9 ปี และ กลุ่มสามคืออายุ 10-15  ปี   กลุ่มสองและกลุ่มสามส่วนหนึ่งคือผู้ที่มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือในและนอกระบบโรงเรียน คิดเป็นสัดส่วนแค่หนึ่งในสาม  อีกสองส่วนเกือบ 4-5,000  คน อยู่ที่ไหน  และนี้คือโจทย์ใหญ่ของจังหวัดสมุทรสาครที่จะต้องหากลุ่มนี้เพื่อให้ได้รับการศึกษาตามนโยบายของรัฐให้มากที่สุด

 

นโยบายของจังหวัดสมุทรสาครคนเดิมคือ ท่านจุลภัทร แสงจันทร์  ท่านเกษียณอายุราชการเมื่อเดือนกันยายน 2556    ท่านผู้ว่าฯ ได้ให้นโยบายที่สอดรับกับสถานการณ์ปัญหาแรงงานเด็กและค้ามนุษย์ในจังหวัดและประเทศ  หลังที่ถูกทางการสหรัฐอเมริการายงานว่า ประเทศไทยมีการใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมกุ้ง  และพุ่งเป้ามาโดยตรงที่จังหวัดสมุทรสาคร

 

ท่านได้ย้ำเห็นถึงความสำคัญว่า “เด็กข้ามชาติทุกคนที่อายุถึงวัยเรียนต้องได้เรียนและเพื่อป้องกันการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย หากปีนี้เราไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง เข้มข้นโอกาสที่ต่างประเทศจะเข้ามาแทรกแซงด้านการค้าขายประเภทอาหารทะเลส่งออก”

 

ภาครัฐเองโดยนโยบายด้านการป้องกันปัญหาการใช้แรงงานเด็ก และป้องกันการค้ามนุษย์ ต้องมีการปฏิบัติงานเพื่อเข้าถึงการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวโดยตรงเพราะทางการสหรัฐอเมริกาได้คว่ำบาตรสินค้าไทยประเภทกุ้งมาแล้ว  ทุกภาคส่วนต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา และการบริหารจัดการปัญหารูปแบบเดิมๆ คงต้องปรับเปลี่ยน   เราต้องทำงานเชิงรุกอย่างจริงจัง และร่วมเป็นภาคีเครือข่ายจัดการปัญหาและการสร้างความตระหนัก รับผิดชอบร่วมกัน

 

บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน อย่างมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน(LPN) ได้มีส่วนร่วมและเป็นกลไกกลางเชื่อมประสานงานที่สำคัญระหว่างกลุ่มประชากรต่างด้าว หรือแรงงานข้ามชาติ เด็กข้ามชาติ เพื่อทำงานในเชิงป้องกันปัญหาและรับเรื่องร้องทุกข์ปัญหาแรงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย และประสบปัญหาถูกละเมิดสิทธิแรงงาน หรือถูกละเมิดสิทธิในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน และได้ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านแรงงานและคดีความ (Labour Center) เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเด็กและแรงงานข้ามชาติครอบคลุมในพื้นที่สมุทรสาคร และหากเป็นกรณี แรงงานอาจเข้าข่ายหรือตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกค้ามนุษย์ตามจังหวัดต่างๆ  เรามีทีมเฉพาะกิจออกให้ความช่วยเหลือและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้านการบังคับใช้กฎหมาย ศูนย์ฯ นี้ทางเราได้รับความร่วมมือ สนับสนุนจากสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง (TFFA) ด้วย

 

สำหรับ การทำงานด้านการป้องกันการใช้แรงงานเด็กของมูลนิธิฯ มีการทำงานเชิงลึก เกาะติดกับประเด็นปัญหา การเข้าถึงกลุ่มเด็กข้ามชาติที่เปราะบาง ขาดโอกาสในการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา ต้องพยายามทำอย่างไรก็ได้ หากเด็กข้ามชาติอยู่ในเกณฑ์วัยเรียนต้องได้เรียน ซึ่งอาจจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบก็ได้

 

“การศึกษาป้องกันการใช้แรงงานเด็ก”  หรือ  Education is the Rights respond to Child Labour  นี้จึงเป็นแนวคิดหลักที่สำคัญ มีส่วนผลักดันให้เกิดแผนปฏิบัติการตั้งแต่ระดับกระทรวง กรม และหน่วยงานปฏิบัติ พร้อมทั้งภาคี มีการทำงานประสานภาคี ภาครัฐ องค์กรภาคธุรกิจ  องค์กรภาคประชาสังคม ทำงานขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน

 

แนวคิดข้างต้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำไมเราต้องพยายามเอาตัวเลขเด็กข้ามชาติที่ประมาณการณ์จำนวนอย่างน้อย 4-5,000  คน เข้าสู่ระบบการการศึกษาให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยภายในปี 2557  หากมีเด็กข้ามชาติประมาณ  2,000  คน เข้ารับบริการของรัฐ จะส่งผลบวกต่อการบริหารจัดการด้านแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย  และมีความพิเศษจำเพาะพื้นที่สมุทรสาครที่มีนัยสำคัญกับการจัดการปัญหาที่ดี และนำไปสู่รูปแบบที่ดี Good Practice ของจังหวัด ส่งผลดีต่อระดับประเทศโดยภาพรวม 

 

จากการที่ภาครัฐ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างเข้มข้นกว่า 3 ปี   ปีนี้นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย เนื่องจากว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2556  ที่กระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ประจำปี 2555 (2012 Findings on the Worst Forms of Child Labor) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสรุปมาตรการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กใน 144 ประเทศ สหรัฐฯ ได้จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับการประเมินว่า “มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก (Significant Advancement)” ในการพยายามที่จะขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุดของการประเมิน ยกระดับจาก “ความก้าวหน้าปานกลาง (Moderate Advancement)” ในปีที่แล้ว นั่นมีความหมายอย่างไร แสดงว่า เราได้มีการทำงานอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาใช่หรือไม่ การรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ อาจมีคนเห็นด้วยและมีความเห็นแย้ง

 

ในขณะเดียวกันที่สถานการณ์ปัญหาแรงงานเด็ก และปัญหาค้ามนุษย์ประเทศไทย มีผู้คนในประเทศภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ และนานาประเทศในแถบยุโรปให้ความสนใจมาก

 

ผมมีนักข่าวต่างประเทศ หรือนักวิจัยทั้งในและนอกประเทศมาสอบถามข้อมูลอยู่เนืองๆ  ส่วนใหญ่เขามักจะคิดมาก่อนเลยว่า “ประเทศไทยมีการใช้แรงงานเด็กจำนวนมาก  มีแรงงานบังคับ ถูกละเมิดสิทธิ อยู่ในสถานประกอบการขนาดเล็ก เช่น  ล้ง มีแรงงานถูกบังคับ ค้ามนุษย์ในเรือประมง”  แล้วให้เราหาเคส หรือหาบุคคลที่จะให้สัมภาษณ์หรือขอเข้าไปในสถานประกอบการ เจอคำถามอย่างนี้ จะให้ผมตอบอย่างไร?

 

ผมมีหลายคำตอบที่ผมอยากจะบอกเขาคือ

1) การที่จะหาแรงงานเด็กที่ถูกกฎหมายนั้นมี หาไม่ยากมากนัก เพราะกลุ่มอายุ 15-18  ปี  ก็พอมีให้เห็น และส่วนใหญ่ก็มีเอกสาร หนังสือเดินทาง ใบอนุญาตทำงานก็มี ทำงานในสถานประกอบการหลากหลายในพื้นที่ ทั้งขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ 

 2)  สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15  ปี ไปทำงานกับครอบครัว  หรือทำงานในสถานประกอบการที่เรียกว่า “ล้ง”   เราได้แต่เพียงสมมุติฐานร่มกันเบื้องต้นว่า น่าจะพอหลงเหลืออยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหนบ้าง  แต่สภาพการทำงานของแรงงานเด็กน่าจะเปลี่ยนไป  ไม่มีการบังคับใช้แรงงานอย่างเข้มข้นเหมือนบาง “ล้ง”  สามสี่แห่งเมื่อประมาณ 6-7  ปีที่แล้ว  และระยะหลังจากการรณรงค์ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการ การจัดประชุมสัมมนาให้เห็นถึงปัญหาที่จะเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวม  กลุ่มผู้ประกอบการมีความเข้าใจมากขึ้น มีความพร้อมใจที่จะใช้แรงงานอายุ 18  ปี ขึ้นไป แม้ว่าเราจะทราบดีว่า เราไม่สามารถรู้อายุที่แน่ชัดของแรงงาน แต่กระบวนการทำบันทึกข้อตกลงหรือ MOU  กับทางรัฐบาลพม่า ให้แรงงานข้ามชาติที่ประสงค์ทำงานในประเทศไทยต้องผ่านระบบการนำเข้าโดยตรง  ผู้ที่จะสามารถทำหนังสือเดินทางชั่วคราวได้ต้องอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น

3) หากผมจะบอกเขาไปว่า จังหวัดสมุทรสาครไม่มีการใช้แรงงานเด็กต่ำกว่ากฎหมายกำหนดแล้ว ไม่มีแรงงานเด็กแล้ว ผมคงไม่กล้าที่จะบอกเขาไปอย่างนั้น  ซึ่งผมคิดว่าหลายๆ  คนก็ยังคงเชื่อว่า ยังพอมีปรากฏแต่ไม่ได้มีมาก แต่ก็ไม่แน่ใจว่า สถานที่ “ล้ง”  ที่ว่ามีนั้นอยู่ที่ไหนเช่นกัน

4) สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบไปมาก มีสัญญาณบ่งบอกแนวปฏิบัติที่ดี เครือข่ายผู้ประกอบการ อาทิ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย หรือ TFFA ก็ผนึกกำลังร่วมกับรัฐ มาประสานความร่วมมือป้องกันและแก้ไขปัญหากับองค์กรภาคประชาสังคม  มีการหยิบยกประเด็นปัญหาออกมาถกหาทางแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก แต่ทำอย่างไร เราจะสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และมีนัยสำคัญของแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

 

สำหรับ กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมกับกรมประมง และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จัดงาน “การขับเคลื่อนแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices : GLP) สำหรับอุตสาหกรรมประมงและแปรรูปอาหารทะเล” เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย แรงงานบังคับ และให้นายจ้างมีการใช้แรงงานที่ดีสอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากลซึ่งทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ ILO เป็นองค์กรสนับสนุนทางวิชาการ เพื่อให้มีแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices) สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปกุ้งและอาหารทะเล  

 

ตามข้อมูลที่ผู้แทนกระทรวงแรงงานได้กล่าวในสื่อว่า  “ภาครัฐและภาคเอกชนไทยยังคงต้องร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก ตลอดจนปัญหาการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์อย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติต่อแรงงานของภาคเอกชนควรต้องสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐและเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เห็นผลอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้นและมีผลต่อการส่งออกสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าประมงที่มักถูกกล่าวหาว่าใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และการค้ามนุษย์”

 

ดังนั้น  การจัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติเรียนร่วมกับเด็กไทยโดยนโยบายรัฐ  การป้องกันการใช้แรงงานเด็กโดยทุกภาคส่วน “การขับเคลื่อนแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices : GLP) สำหรับอุตสาหกรรมประมงและแปรรูปอาหารทะเล   การช่วยเหลือโดยตรงผ่านศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาด้านแรงงานและคดีความ Labour Center  การทำงานเชิงเครือข่ายรัฐ  เอกชน  องค์กรภาคประชาสังคม  น่าจะมีส่วนช่วยและเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก 

 

สมุทรสาครโมเดล  ในปี 2013-2014  ต้องทำให้เกิดผลจริง   พร้อมต้อนรับผู้ว่าราชการคนใหม่  ว่าที่ ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ที่ต้องเข้ารับหน้างาน  การป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก สมุทรสาคร  ในฐานะที่เป็นตัวแทนจังหวัดที่มีบทบาทสำคัญเชิงนโยบาย

 

ปีหน้า สมุทรสาคร และประเทศไทย  อาจได้รับข่าวดี มากกว่าหนึ่งในห้าของโลกก็เป็นได้  ที่สามารถแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กได้อย่างจริงจัง...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน