*/
  • SutinTan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sutin_tan@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-12
  • จำนวนเรื่อง : 49
  • จำนวนผู้ชม : 513246
  • จำนวนผู้โหวต : 193
  • ส่ง msg :
  • โหวต 193 คน
<< พฤษภาคม 2010 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 4 พฤษภาคม 2553
Posted by SutinTan , ผู้อ่าน : 3755 , 08:33:59 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ช่วงนี้ทั้งสื่อหลักหนังสือพิมพ์ วิืทยุ ทีวี และสื่อใหม่อย่างเว็บไซท์ บล๊อก หรือทวิตเตอร์ เห็นแล้วไม่น่าติดตามเอาเสียเลย มีแต่เรื่องที่ทำให้จิตตก ดังนั้นเอ็นทรีนี้และอีกหลายๆ เอ็นทรีต่อไปจากนี้ ผมขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเขียนเรื่องสบายๆ ที่อ่านแล้วทำให้ใจไม่ขุ่นมัวกันดีกว่า ไว้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กันเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาเขียนอย่างที่อยากเขียนอีกที

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ผมได้เขียนเอ็นทรีเกี่ยวกับ 10 มหาสาวกและมหาสาวิกาในพระพุทธศาสนาไว้ ถ้าเราได้ลองไปศึกษาประวัติและจริยวัตรของมหาสาวกและมหาสาวิกาเหล่านี้ดูแล้ว เราจะพบก้อนน่าสนใจ (ก้อนใหญ่กว่าเกร็ด) ในอีกหลายๆ แง่มุมที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการดำเนิน ชีวิตได้ดีเลยทีเดียว

ขอย้อนเวลาไปเล่าเรื่องราวของอุปติสสะ ซึ่งต่อมาได้ออกบวชในพุทธศาสนาและเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระบรมศาสดา มีชื่อว่า พระสารีบุตร ผู้เป็นเอตทัคคะ (ผู้เป็นเลิศ) ในทางปัญญา

อุปติสสะเป็นมานพหนุ่มกำเนิดในตระกูลพราหมณ์สมบูรณ์ด้วยรูปทรัพย์และโภคทรัพย์ ด้วยปัญญาเป็นเลิศกว่าคนทั่วไป อุปติสสะใช้เวลาไม่นานนักก็เล่าเรียนศาสตร์ต่างๆ จนรู้แจ้งแทงตลอดทั้ง 18 สาขาความรู้ที่มีอยู่ในสมัยนั้น ถ้าเปรียบในปัจจุบัน ก็คือว่าอุปติสสะของเรา เรียนจบขั้นด๊อกเตอร์ได้ปริญญาเอกมาถึง 18 ใบ 18 สาขาเลยทีเดียว ครั้นเรียนจบทุกศาสตร์แล้ว มีเพียบพร้อมทุกอย่างทั้งรูป ทรัพย์ และความรู้ แต่เขากลับพบว่าตัวเองยังไม่พบความสมบูรณ์ที่แท้จริงของชีวิต อุปติสสะพบว่าสิ่งที่ตนเองมีอยู่นั้นยังไม่ใช่ “วิชาที่แท้จริง” ที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของตัวเองได้  

วันหนึ่งอุปติสสะกลับจากการทำกิจธุระ ได้บังเอิญเห็นนักบวชรูปหนึ่งเดินบิณฑบาตอยู่ นักบวชผู้นั้นคือ พระอัสสชิ หนึ่งในปัญจวัคคีนั่นเอง พระอัสสชิมีอินทรีย์ผ่องใส มีความสำรวม น่าเลื่อมใสยิ่งนัก อุปติสสะรู้สึกว่าสำนักของท่านนักบวชผู้นี้นี่แหละที่จะผู้ถ่ายทอดข้อธรรมที่ตนเองกำลังตามหาอยู่ได้แน่ๆ แต่ด้วยความเป็นผู้มีการศึกษารู้ว่าอะไรควรมิควร อุปติสสะก็ไม่ใจร้อนบุ่มบ่ามเข้าไปรบกวนจริยวัตรของพระอัสสชิในทันที เขาค่อยๆ เดินตามพระอัสสชิต้อยๆ จนท่านบิณฑบาตเสร็จ นี่ขนาดคนรูปหล่อ รวยจัด แถมความรอบรู้เป็นหนึ่งในแว่นแคว้นมีปริญญาเอกพ่วงมาอีกตั้ง 18 ใบ ยังรู้กาลเทศะ ถ้าเป็นสมัยนี้มีดีกรีแค่ใบเดียว ก็เห่าดังทั้งซอยแล้ว  

เมื่อพระอัสสชิบิณฑบาตเสร็จ อุปติสสะก็เชิญท่านให้เข้ามายังที่ร่ม จัดแจงปูอาสนะ หาน้ำท่าให้ รอจนพระอัสสชิฉันเป็นที่เรียบร้อย ตนก็นำบาตรไปล้างทำความสะอาดจนเสร็จ จากนั้นจึงค่อยเข้ามากราบเพื่อสนทนาในสิ่งที่ตนอยากรู้

“ท่านผู้มีมีอินทรีย์ผ่องใส อาการสำรวม น่าเลื่อมใสยิ่งนัก ท่านออกบวชจำเพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจธรรมของใคร”  

พระอัสสชิตอบไปว่า

“ปริพาชกผู้มีอายุ... เราบวชจำเพาะพระมหาสมณะศากยบุตร ผู้เสด็จออกจากศากยสกุล พระองค์เป็นศาสดาของเรา เราชอบใจในธรรมของพระองค์”

พอได้ยินนามของผู้เป็นศาสดาของพระอัสสชิ อุปติสสะผู้เจนจบในวิทยาการทั้งปวงก็ยังไม่ผลีผลามด่วนตัดสินใจจะขอตามพระอัสสชิไปเข้าพบพระมหาสมณะศากยบุตรเพื่อเรียนธรรมด้วย เพื่อความชัวร์จึงถามพระอัสสชิไปว่า

“พระบรมศาสดาของท่านมีปกติกล่าวสอนว่าอย่างไร”

พระอัสสชิตอบอย่างอ่อนน้อมว่า

“เราเป็นผู้ใหม่อยู่ในธรรมวินัยนี้ จึงไม่อาจแสดงธรรมของพระบรมศาสดาโดยพิสดารได้ ขอแสดงโดยย่อ” 

ดูการตอบของพระอัสสชินะครับ ในตอนนั้นท่านเป็นพระอรหันต์ผู้ตัดเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายในสังสารวัฎแล้ว แต่ท่านก็ยังอ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้มาใหม่อย่างอุปติสสะ

พระอัสสชิจึงกล่าวต่อว่า

 “พระศาสดาสอนอย่างนี้ว่า ‘ธรรมเหล่าใด เกิดขึ้นแต่เหตุ พระมหาสมณะมีปกติกล่าวถึงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้นและความดับไปแห่งธรรมเหล่านั้น’”

          อุปติสสะได้ฟังข้อธรรมนี้จบลง ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน ณ ที่ตรงนั้นเอง

          เรื่องพุทธศาสนาฟังดูเข้าใจยาก หลายคนเลยพาลไม่สนใจศึกษาให้เข้าใจ เอาแค่กระพี้มาคลุมให้ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธก็พอ เราลองเปลี่ยนวิธีกาีรใหม่ ลองเริ่มด้วยการอ่านเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของพุทธศาสนาจากพระสุตตันตะปิฎก1ก็ไม่เลวนะ น่าสนใจให้แง่คิดเพื่อปฏิบัติดำรงตนให้เป็นผู้เจริญ บางทีเรื่องสุตตันตะเหล่านี้อาจทำให้ใครบางคนเกิดความสนใจในพุทธศาสนาขึ้นมาอย่างจริงจังก็ได้ เพราะแง่มุมต่างๆ ในครั้งพุทธกาลยังคงมีความร่วมสมัย สามารถนำมาใช้ได้อย่างไม่ตกยุค อย่างเรื่องของความอ่อนน้อมถ่อมตนของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาสาวกในครั้งพุทธกาลทั้งสองท่านนี้เป็นต้น

          ขอให้ความสงบสุขและความเจริญในจิตใจกลับมาสู่จิตใจของคนไทยอีกครั้งในเร็ววัน

           

1 – พระไตรปิฎกในพุทธศาสนาประกอบด้วย 3 ปิฎกคือ 1) พระวินัยปิฎกว่าด้วยวินัยของบรรพชิตในพระศาสนา 2) พระสุตตันตปิฎกหรือพระสูตรว่าด้วยเรื่องราวเรื่องราว คำสอนที่พระพุทธเจ้าแสดงตามที่ต่างๆ โดยเหมาะกับบุคคล สถานที่ เหตุการณ์นั้น และกรณีศึกษาต่างๆ ในครั้งพุทธกาล และ 3) พระอภิธรรมปิฎกว่าด้วยหลักแห่งธรรมล้วนๆ

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 04/05/2010 เวลา : 09.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

...อ่านจบเกือบได้ "ดวงตาเห็นธรรม" เลยครับ...

...แต่บังเอิญเห็น "เสิ้อแดง" เสียก่อน...

..."โทสะ" เลยพุ่งปรี๊ดออกมาอีก...!!!

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน