• เหตุต้น-ผลกรรม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bling000@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-16
  • จำนวนเรื่อง : 107
  • จำนวนผู้ชม : 647893
  • ส่ง msg :
  • โหวต 32 คน
การเข้าถึงพระนิพพาน
หนทางแห่งการเข้าถึงพระนิพพาน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Taweechai
วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน 2551
Posted by เหตุต้น-ผลกรรม , ผู้อ่าน : 3896 , 14:51:50 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                  ท่านสาธุชน พุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับคืนนี้ก็มาเริ่มปฏิบัติเนื่องในโสดาปัตติมรรค หรือว่า ปฏิบัติเพื่อพระโสดาบันปัตติมรรค การเจริญพระกรรมฐานนี่ พระพุทธเจ้ามีความต้องการให้ผู้ปฏิบัติทุกท่านเข้าถึงพระอริยมรรค พระอริยผล ถ้าเราจะปฏิบัติกันอย่างเลื่อนลอยก็มีความสุขเหมือนกัน แต่มีความสุขไม่จริง ที่จะปฏิบัติให้มีความสุขจริง ๆ ก็จะต้องมีจุดใดจุดหนึ่งเป็นเครื่องเข้าถึงจึงจะใช้ได้
ในอันดับแรกนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงต้องการผลอันดับต้น คือ ได้พระโสดาบันปัตติมรรคหรือพระโสดาปัตติผล หรือที่เราเรียกกันว่า พระโสดาบัน
ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะศึกษาอย่างอื่น ก็โปรดทราบว่า สำหรับพระโสดาบันนี้ละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ
๑. สักกายทิฏฐิ ตัวนี้มีปัญญาเพียงเล็กน้อย เพียงแค่มีความรู้สึกว่าเราจะต้องตายเท่านั้น เป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต คิดอยู่เสมอว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงความตายให้พ้นได้ และความตายนี้ จะปรากฏขึ้นกับเราเมื่อไรก็ไม่แน่นอนนัก และเชื่อว่า ตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยง ตายกลางคืน ตายกลางวัน อย่างนี้ก็ไม่มีความแน่นอน
เพราะว่าความตายไม่มีนิมิต ความตายไม่มีเครื่องหมาย แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงให้พ้นจากความตายไปได้ นี่สำหรับข้อแรก

สักกายทิฏฐิ ที่เห็นว่าร่างกายก็คือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เรานิยมเรียกกันว่า ร่างกาย
พระโสดาบันมีความรู้สึกว่ามีปัญญาเพียงเล็กน้อย รู้แค่ตายเท่านั้น ยังไม่สามารถจะจำแนกแยกร่างกายว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราได้ ความรู้สึกของพระโสดาบันยังมีความรู้สึกว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา ทรัพย์สินทั้งหลายยังเป็นเรา เป็นของเรา
แต่ทว่ามีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายที่เป็นของเรานี้ทั้งหมด เมื่อเราตายแล้วเราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาครอบครอง หรือถ้าว่าเรายังไม่ตาย สักวันหนึ่งข้างหน้ามันก็ต้องสลายตัวไป เนื่องในข้อว่า สักกายทิฏฐิ พระโสดาบันคิดได้เพียงเท่านี้ ยังไม่สามารถจะแยกกายทิ้งไปได้ทันทีทันใด องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงกล่าวว่า พระโสดาบันมีปัญญาเพียงเล็กน้อย

ในข้อที่ ๒. วิจิกิจฉา พระโสดาบันไม่สงสัยในคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คำว่า คำสั่ง ก็ได้แก่ ศีล
คำสอน ก็ได้แก่ จริยาอันหนึ่งที่เราเรียกกันว่า ธรรมะ เป็นความประพฤติดีประพฤติชอบ
ศีล พระพุทธเจ้าสั่งให้ละ หมายความว่า ละตามสิกขาบทที่กำหนดไว้ให้ คำสอนทรงแนะนำว่า จงทำอย่างนี้จะมีความสุข อีกทั้งคำสั่งก็ดี ทั้งคำสอนก็ดี พระโสดาบันมีความเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือ เชื่อพระพุทธเจ้า ในการเชื่อก็ใช้ปัญญาพิจารณาก่อน ไม่ใช่สักแต่ว่าเชื่อ
นี่สำหรับสังโยชน์ข้อที่ ๓. สัลัพพตปรามาส เพราะอาศัยที่พระโสดาบันมีความเคารพในพระพุทธเจ้า มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแนะนำบรรดาพระสงฆ์ว่า จงนำธรรมะนี้ไปสอน พระสงฆ์ก็ไปสอน พระโสดาบันใช้ปัญญาเล็กน้อยมีความเข้าใจดี ยินยอมรับนับถือคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระชินสีห์ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสมา แล้วพระสงฆ์นำมาแสดง

อาศัยมีศรัทธาในพระรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการนี้ พระโสดาบันจึงเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
เป็นอันว่า พระโสดาบัน ถ้าเราจะไปพิจารณากันจริง ๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรสำคัญ มีสภาวะเหมือนชาวบ้านชั้นดีนั่นเอง ทีนี้เราจะกล่าวถึง องค์ของพระโสดาบัน ท่านที่เป็นพระโสดาบันจริง ๆ นั้น มีอารมณ์ใจ คำว่า "องค์" นี่หมายความว่า อารมณ์ที่ฝังอยู่ในใจ อารมณ์ใจของพระโสดาบันจริง ๆ ก็คือ
๑. มีความเคารพในพระพุทธเจ้า
๒. มีความเคารพในพระธรรม
๓. มีความเคารพในพระสงฆ์
๔. มีศีล ๕ บริสุทธิ์
อันนี้ก็ตรงกับพระบาลี ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี เป็นผู้มีอธิศีล
สำหรับกิเลสส่วนอื่นจะเห็นได้ว่า พระโสดาบันยังมีกิเลสทุกอย่าง ตามที่เรากล่าวกันคือ : -
โลภะ ความโลภ
ราคะ ความรัก
โทสะ ความโกรธ
โมหะ ความหลง
จะว่ารักก็รัก อยากรวยก็อยากรวย โกรธก็โกรธ หลงก็หลง แต่ไม่ลืมความตาย คำที่ว่าหลงก็เพราะว่า พระโสดาบันยังต้องการความร่ำรวยด้วยสัมมาอาชีวะ พระโสดาบันยังต้องการความสวยสดงดงาม ต้องการมีคู่ครอง
อย่าง นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ดี ภรรยาของพระกุกกุฏมิตรก็ดี ทั้งสองท่านนี้เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ปี แต่ในที่สุด ท่านก็แต่งงานมีเครื่องประดับประดาสวยงาม เป็นอันว่ากิเลสที่เราต้องการกัน เนื่องจากการครองคู่ระหว่างเพศ พระโสดาบันยังมี และก็ยังมีครบถ้วน เพราะว่าอยู่ในขอบเขตของศีล
ไม่ทำกาเมสุมิจฉาจาร ไม่ละเมิดความรักของบุคคลอื่น
ไม่ทำให้ผิดประเพณีหรือกฎหมายของบ้านเมือง และเป็นไปตามศีลทุกอย่าง คือ รักอยู่ในคู่ผัวตัวเมียตามปกติ
นี่ขอบเขตของพระโสดาบันมีเท่านี้ มีความต้องการรวยด้วยสัมมาอาชีวะ พระโสดาบันยังประกอบอาชีพ แต่ไม่คดไม่โกง ไม่ยื้อไม่แย่งใครเท่านั้น หามาได้แม้จะร่ำรวยแสนจะร่ำรวยก็ได้มาด้วยคามบริสุทธิ์ ไม่คดไม่โกงเขา พระโสดาบันยังมีความโกรธ ไอ้โกรธน่ะโกรธได้ แต่ว่าพระโสดาบันยังไม่ฆ่าใคร เกรงว่าศีลจะขาด
พระโสดาบันยังมีความหลง แต่หลงไม่เลยความตาย ยังมีความรู้สึกอยู่ว่าต้องการชีวิต ชีวิตของเรามีอยู่ ต้องการทำประโยชน์ให้เกิดขึ้น ยังไง ๆ เราก็ตายแน่ การที่จะหลีกเลี่ยงให้พ้นจากความตายไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้
เป็นอันว่าถ้าเราพิจารณากันจริง ๆ ความเป็นพระโสดาบันนี่รู้สึกว่าไม่ยาก

                  สำหรับในวันนี้ก็จะขอแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัท ให้พยายามใคร่ครวญถึงความตายเป็นสำคัญ เรื่องของความตายนี่ก็ดี การควบคุมอารมณ์จิตให้ปราศจากความฟุ้งซ่านก็ดี ควรจะทำให้เป็นปกติ ถ้าวันใดถ้าเราเผลอจากการควบคุมอารมณ์จิตให้ระงับจากความฟุ้งซ่านก็ดี วันใดถ้าเราเผลอไปลืมนึกถึงความตายก็ดี ก็จงประฌามตนเองว่าเรานี้เลวเต็มทีแล้ว
เพราะว่าองค์สมเด็จพระประทีปแก้วสอนตามความเป็นจริง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าท่านทั้งหลายจะพิจารณาเห็นได้ว่า คนและสัตว์ทุกอย่าง ทั้งคนและสัตว์ที่เกิดมาตายให้เราดูเป็นตัวอย่างและในเรื่องความตายนี้ไม่จำเป็นต้องศึกษาละเอียด เห็นกันอยู่แล้วทุกคน เพราะว่าคนส่วนใหญ่ลืมคิดว่าวตัวเองจะตาย เคยไปในงานศพของชาวบ้าน แต่ไม่ได้เคยคิดว่าเราจะเป็นศพอย่างชาวบ้านที่เขาตายกัน
นี่เราประมาทกันอย่างนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์จึงได้แนะนำว่า "จงนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ อย่าประมาทในชีวิต คิดว่าเราจะไม่ตาย"
นี่เป็นความคิดผิด เรื่องนึกถึงความตายเป็นอารมณ์นี่เป็นความดี เป็นปัจจัยสำคัญให้เข้าถึงความเป็นพระโสดาบันได้ง่าย จะยกตัวอย่างบุคคลที่มีความเคารพในองค์สมเด็จพระจอมไตร แล้วก็มีความเคารพในคำสั่งและคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

         พระจอมไตรหรือพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน นั่นก็คือ เปสการีธิดา เปสการีธิดานี่เคยอยู่ที่เมืองอาฬวี
วันหนึ่ง องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงเสด็จประทับสำราญอิริยาบถอยู่ในพระคันธกุฎีมหาวิหาร ในตอนเช้าองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงเสด็จไปแต่พระองค์เดียว ไม่มีใครติดตาม เข้าสู่เขตเมืองอาฬวี องค์สมเด็จพระชินสีห์ถือตอไม้เป็นธรรมาสน์ที่ประทับ ประทับยับยั้งอยู่ตรงนั้น ชาวบ้านได้ฟังข่าวเข้าก็มาเฝ้าพระพุทะเจ้า นำภัตตาหารมาถวาย ขณะนั้นเปสการีธิดา คือ ลูกสาวนายช่างหูก ( เปสการี แปลว่า ช่างหูก ธิดา แปลว่า ลูกสาว ) ทราบข่าวก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากับเขาเหมือนกัน เมื่อเข้าไปแล้วถวายอาหารแก่องค์สมเด็จพระภควันต์เสร็จ
หลังจากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเทศน์ ทรงเทศน์แบบสั้น ๆ ว่า
"... ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต เพราะว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ว่าความตายเป็นของเที่ยง ขอทุกท่านจงคิดไว้เสมอว่า อย่างไรก็ดีเราต้องตายแน่ สำหรับเวลากำหนดการตายของเราไม่มีแน่นอน เพราะความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ท่านทั้งหลายจงประกอบแต่ความดีเข้าไว้ ..
ถ้าใครสร้างความชั่ว ตายแล้วจะไปสู่อบายภูมิมีนรกเป็นต้น เกิดมาเป็นคนก็จะมีแต่ความเร่าร้อน มีแต่ความลำบาก แต่ถ้าคนใดสร้างความดี คิดถึงความตายไมม่ประมาทในชีวิต คิดไว้เสมอว่าเราต้องตายแน่ จงอย่าคิดว่า วันพรุ่งนี้ หรือ เดือนหน้า ปีหน้า เดือนโน้น เราจึงจะตาย คิดไว้เสมอว่าวันนี้เราอาจจะตาย แล้วก็สร้างความดีเข้าไว้ ความดีจะส่งผลให้ท่านมีความสุข ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพ .. "
และเมื่อองค์สมเด็จพระนราสภพูดเท่านี้ องค์สมเด็จพระมหามุนี้ก็เสด็จกลับ เมื่อพระพุทธเจ้าไปแล้ว เทศน์ที่พระพุทธเจ้าสอนก็ตามพระพุทธเจ้าไปด้วย คือ ไม่ตามชาวบ้านไปที่บ้าน ตามพระพุทธเจ้ากลับวิหาร คือ ชาวบ้านไม่สนใจ
ทว่าสาวน้อยกลอยใจ หรือ เปสการีธิดา เธอสนใจในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเหตุ ทุกวันทุกคืน เธอนึกถึงวงหน้าขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ว่ามีดวงหน้าสวยงามคล้ายดวงจันทร์ และพระสุรเสียงขององค์สมเด็จพระภควันต์ก็แจ่มใสไพเราะ ลีลาแห่งการแสดงพระธรรมเทศนาก็น่าฟังเป็นที่ชื่นใจ เธอจำไว้ได้เสมอว่าองค์สมเด็จพระบรมศาสดา
พระองค์ทรงสอนว่า .. ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต จงคิดแต่สร้งความดีไว้เสมอ ..
แล้วเธอก็ทำความดีทุกอย่าง ตามที่บิดามารดาและองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำ การแนะนำในคราวนั้นก็มีศีลห้าเป็นสำคัญ
เธอนึกถึงพระพุทธเจ้าทุกวัน จัดเป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน แบบที่เราภาวนาวา พุทโธ
เธอนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ จัดเป็น มรณานุสสติกรรมฐาน
เธอไม่ประมาทในการประกอบกรรมทำกุศล สร้างสิ่งที่เป็นมงคลไว้ตลอดชีวิต ที่ว่ามีสิทธิ์เข้าถึงธรรม ไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่ออารมณ์จิตของเธอดีอย่างนี้ มีอารมณ์ผ่องใส วันทั้งวันนึกถึงความตาย แต่ก็ไม่เศร้าหมอง คิดว่าเวลานี้แม่ของเราก็ตายไปแล้วเหลือแต่พ่อ สักวันหนึ่งพ่อก็ดี เราก็ดีจะต้องตาย
แต่ก่อนที่เราจะตาย เราเป็นคนก็ควรจะเป็นคนดี เวลาเป็นผีก็ควรจะเป็นผีดี คือ ผีที่มีความสุข ไม่ใช่ผีในอบายภูมิ เธอคิดอย่างนี้จนเป็นเอกัคคตารมณ์
ทุกวันนึกถึงความตาย ทุกวันนึกถึงวงพักตร์ขององค์สมเด็จพระจอมไตร ทุกวันคิดถึงพระสุรเสียงขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ขึ้นใจจับใจจนเป็นเอกัคคตารมณ์
เวลานั้นวันที่พระพุทธเจ้าทรงเทศน์ครั้งแรก เธอมีอายุได้ ๑๖ ปี ต่อมาเมื่อเธออายุย่างเข้า ๑๙ ปี องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงตรวจอุปนิสัยของสัตว์ในเวลาเช้ามืด เห็นนางตกอยู่ในข่ายของญาณ ก็ตกใจว่านี่เรื่องอะไร ก็ทรงทราบด้วยอำนาจญาณว่า
ในตอนสายวันนี้ กุลสตรีคนนี้ก็จะถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์จึงได้พิจารณาว่า ถ้าเราไม่ช่วยเธอ เธอจะมีคติแน่นอนไหม องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงทราบว่า ถ้าเราไม่ช่วยเธอ เธอมีคติไม่แน่นอน
คำว่า "คติ" แปลว่า การไป
แน่นอนหรือไม่แน่นอน ก็หมายความว่า ถ้าแน่นอนก็ไม่ไปทุคติ ไม่ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ไม่เกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องเกิดเป็นคน หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหม ไปนิพพานอย่างนี้ ชื่อว่ามีคติแน่นอน
องค์สมเด็จพระชินวรจึงมาคิดว่า ถ้าเราจะช่วยเธอ เธอจะมีคติแน่นอนไหม ก็ทรงทราบว่าถ้าทรงช่วยจะมีคติแน่นอน และพิจารณาต่อไปว่าจะช่วยเธอยังไง จึงจะมีคติแน่นอน
องค์สมเด็จพระชินวรก็ทรงทราบว่า ถ้าเราถามปัญหาเธอ ๔ ข้อ เธอตอบเราให้สาธุการรับรอง พอจบคาถา ๔ ข้อ เธอก็จะได้บรรลุพระโสดาบัน การตายคราวนั้นของเธอก็จะไปสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นที่อยู่อันเป็นบรมสุข
ฉะนั้นในตอนเช้า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ชวนใคร ไปองค์เดียวไปนั่งอยู่ในที่เดิม หลังจากนั้นแล้วคนมาเฝ้า ( ขอเล่าลัด ๆ ) ลูกสาวของนายช่างทำหูกทำงานเสร็จ ตัดสินใจมาเฝ้าพระพุทธเจ้าก่อน องค์สมเด็จพระชินวรจึงได้ทรงมองดูหน้าเธอ เมื่อตาสบกัน เธอก็ทราบว่าองค์สมเด็จพระภควันต์ต้องการให้เข้าไปใกล้ เธอเข้าไปแล้ว
องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้ถามปัญหา ๔ ข้อว่า
"เธอมาจากไหน"
เธอตอบว่า "ไม่ทราบพระเจ้าข้า"
พระองค์ทรงถามว่า "เธอจะไปไหน"
เธอตอบว่า "ไม่ทราบพระเจ้าข้า"
พระองค์ทรงถามว่า "เธอไม่ทราบหรือ"
เธอตอบว่า "ทราบพระเจ้าข้า"
พระองค์ทรงถามว่า "เธอทราบหรือ"
เธอตอบว่า "ไม่ทราบพระเจ้าข้า"
ปัญหา ๔ ข้อนี้ คือ : -
ข้อที่หนึ่ง ทรงถามว่า "เธอมาจากไหน...?" เธอตอบว่า "อาศัยที่องค์สมเด็จพระจอมไตรถามว่า เมื่อก่อนจะเกิดมาแต่ไหน เธอไม่ทราบ"
ข้อที่สอง ทรงถามว่า "เธอจะไปไหน...?" เธอตอบว่า "ตายแล้วไปไหน หม่อมฉันก็ไม่ทราบ"
ข้อที่สาม ท่านถามว่า "ไม่ทราบหรือ...?" เธอตอบว่า "ทราบว่ายังไง ๆ ก็ตายแน่ พระเจ้าข้า"
ข้อที่สี่ แล้วองค์พระพุทธเจ้าทรงถามว่า "เธอทราบหรือ..?" เธอก็ตอบว่า "ไม่ทราบ ก็เพราะว่าจะตายเวลาเช้า เวลาสาย เวลาบ่าย เวลาเที่ยง ก็ไม่ทราบพระเจ้าข้า และไม่ทราบอาการตาย ยังไง ๆ ก็ตายแน่"
              พระพุทธเจ้าก็รับรองด้วยสาธุการ จึงถามเพียงเท่านี้ ความมั่นใจของเธอทำให้เธอเป็นพระโสดาบัน แต่ความจริงในตอนต้นนั้น เธอเข้าถึงพระโสดาปัตติมรรคอยู่แล้ว คือ หนึ่งนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ไม่ประมาทในชีวิต ในข้อที่ว่า สักกายทิฏฐิ เธอเข้าถึงแล้วในเบื้องต้น

ข้อที่ ๒ เธอนึกถึงองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ทุกวัน จัดว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน

ข้อที่ ๓ นึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนที่องค์สมเด็จพระชินวรทรงสอนไว้เสมอว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง เธอทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต

ข้อที่ ๔ ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระธรรมสามิสร มีศีล ๕ เป็นต้น ที่องค์สมเด็จพระทศพลทรงสอนไว้ เธอจำได้ทุกอย่าง และ ปฏิบัติทุกอย่าง อย่างนี้ถ้าจะกล่าวกันไป ก็ชื่อว่าเธอเป็นโสดาปัตติมรรคแล้ว

แต่ว่าอารมณ์จิตยังไม่มั่นคง
ต่อมา เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเสด็จมาสนับสนุนอีกวาระหนึ่ง เธอมีความมั่นคงในความรู้สึก จิตก็มีความมั่นในคุณพระรัตนตรัย มั่นในความตาย คิดว่าจะตายเมื่อไหร่ก็เชิญ มันตายแน่ มั่นในศีลที่เธอรักษา แล้วก็มีศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และในพระธรรมคำสั่งสอน
อย่างนี้แหละบรรดาท่านทั้งหลาย องค์สมเด็จพระชินวรกล่าวว่า ท่านผู้นั้นเป็นพระโสดาบัน
เป็นอันว่า ท่านพุทธบริษัททุกท่าน กาลเวลาที่เราจะแนะนำกันวันนี้ ก็รู้สึกว่าจะหมดเวลาเสียแล้ว เท่าที่พูดมาแล้วนี้ทั้งหมด เป็นปฏิปทาที่เราจะปฏิบัติให้เข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน ท่านทั้งหลายมีความรู้สึกว่ายากไหม ถ้ายากก็ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำไป
ดูตัวอย่าง เปสการีธิดา เป็นตัวอย่าง ว่าเขามีความรู้สึกอย่างไร ท่านจึงกล่าวว่าเธอเป็นพระโสดาบัน ย้อนหลังไปนิด เธอนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ไม่ประมาทในชีวิต แล้วกาลต่อไปเธอนึกถึงวงพักตร์ของพระจอมไตรบรมศาสดา คือ มีความเคารพในพระพุทธเจ้า นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นธรรมดา เป็นเอกัคคตารมณ์ อารมณ์ทรงตัว
แล้วเธอก็ปฏิบัติตามกระแสพระสัทธรรมเทศนา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอน มีปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเป็นต้น เข้าใจว่าท่านทั้งหลายผู้รับฟังคำสอนคงจะเห็นว่า คำสอนขององค์สมเด็จพระชินวรในตอนนี้เป็นของไม่หนัก แล้วก็เป็นของไม่ยากสำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัท
สำหรับวันนี้ก็หมดเวลาเสียแล้ว ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทพยายามทรงอารมณ์ให้เป็นสมาธิ
จะนั่งก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ จะนอนก็ได้ ให้จิตใจทรงอารมณ์ตามคำสั่งและคำสอน ที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นจนอวสาน ชอบใจตรงไหนทำตรงนั้นให้ทรงตัว และผลที่ท่านทั้งหลายจะพึงได้ นั่นก็คือ ความเป็นพระโสดาบัน
และต่อจากนี้ไป ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน พยายามทรงอารมณ์และตั้งไว้ในความดีตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้เวลาที่ท่านจะได้พึงปรารถนา สวัสดี*
ยะธาพุทโมนะ

09-23-2007, 11:53 PM
พระโสดาบันพุทธจริต
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย เวลากาลบรรจบครบตอบของการเจริญพระกรรมฐานหมุนมาถึงพวกเราอีกวันหนึ่งคือวันนี้ สำหรับเมื่อวันก่อน ได้พูดถึงการปฏิบัติพระกรรมฐานสายสุกขวิปัสสโก ในเรื่องของ สักกายทิฏฐิ เป็นสำคัญ ได้กล่าวไว้แล้วว่า
สำหรับสักกายทิฏฐินั้น พระโสดาบันยังมีปัญญาน้อย ยังตัดได้เพียงอารมณ์รู้สึกว่ามีความตายเป็นปกติ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง แล้วก็มีความไม่ประมาทในชีวิต คิดสร้างความดีไว้เสมอ
อันนี้เป็นกิจอันหนึ่ง ที่การที่จะเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน ตัวอย่างที่แล้วมา ก็ได้แก่ เปสการีธิดา คือ ลูกสาวของนายช่างหูก บรรดาท่านพุทธบริษัทก็ทราบแล้วในวันก่อน
ในการที่จะเป็นพระโสดาบันได้นั้น องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ทรงตรัสว่า ต้องตัดสังโยชน์ ๓ ประการ คือ : -
              สักกายทิฏฐิ เห็นอัตภาพร่างกายของเรานี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา และบางท่านตามพระบาลี ท่านกล่าวว่า พิจารณาเห็น ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะว่าความจริง ขันธ์ ๕ นี้ พวกเรามักจะรวมตัวไว้ในคำว่า ร่างกาย ที่มีร่างกายเป็นสำคัญ
แต่กำลังของพระโสดาบันนั้นตัดได้แค่นิดเดียว คือ มีความรู้สึกว่าชีวิตจะต้องตายเท่านั้น ยังไม่ถึงกับปลดเปลื้องว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง เท่านี้หวังว่าคงไม่เป็นการสุดวิสัยท่านพุทธบริษัทชายหญิง ที่จะพึงกระทำให้เข้าถึงได้
วันนี้ก็เห็นจะไม่พูดซ้ำถึงเรื่องการไม่สงสัยถึงคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตร เพราะว่าการที่เรานึกถึงความตาย เราเชื่อพระพุทธเจ้า ก็แสดงว่าเราไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ต่อไปนี้ก็ไปจับ
สังโยชน์ตัวที่ ๓ คือ สีลัพพตปรามาส องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถทรงตรัสว่า พระโสดาบันจะต้องมีศีลบริสุทธิ์ สำหรับศีลนี่บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับฟัง มีทั้งพระมีทั้งเณร มีทั้งฆราวาส ทีนี้การรักษาศีลก็จะต้องเป็นศีลเฉพาะของแต่ละเพศ
พระมีสิกขาบท ๒๒๗ รวมทั้งอภิสมาจารด้วย
สำหรับสามเณรมีสิกขาบท ๑๐ รวมทั้งเสขิยวัตรอีก ๗๕ เป็น ๘๕
สำหรับฆราวาสก็ต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์ รวมทั้งพรหมวิหาร ๔ ด้วย อย่างนี้จึงจะช่วยให้มีศีลบริสุทธิ์
ทั้งนี้สำหรับศีลเขาเว้นกันแบบไหน ศีลที่จะขาดหรือไม่ขาดอยู่ที่เจตนาเป็นสำคัญ เราต้องไม่มเจตนาทำลายชีวิตสัตว์หรือทรมานสัตว์ให้ได้รับความลำบาก ความจริงการทรมานสัตว์ให้ได้รับความลำบากไม่ถึงกับศีลขาด แต่รู้สึกว่าศีลจะทะลุไปเสียแล้ว ยังไม่ขาดแต่ว่ามันทะลุ ผ้านุ่งของเราที่ไม่ขาดแต่เป็นรูพรุนมันจะดีหรือ
ฉะนั้น จึงควรจะงดเว้นเสียทั้งหมด คือ ไม่ทำให้ขาด้วยแล้วก็ทำให้ไม่ทะลุด้วย ไม่ฆ่าสัตว์แล้วก็ไม่ทรมานสัตว์

นอกจากไม่ฆ่าไม่ทรมานแล้ว ก็มีอารมณ์จิตเมตตาสงเคราะห์ มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าสัตว์กับเรามีสภาวะเสมอกัน คือ ยังมีความต้องการในความสุข ไม่ต้องการในความทุกข์ ต้องการในความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แทนที่เราจะฆ่ากลับมีความเมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร

http://www.putthawutt.com/pic/soda04.jpg
อาตมารู้สึกสลดใจที่เห็นว่าท่านผู้ใดแสดงอาการรังเกียจในสัตว์ เห็นเข้าแล้วหนักใจมากและสลดใจมาก ทั้งนี้เพราะอะไร คนและสัตว์ สัตว์กับเรามีสภาวะเหมือนกัน มีความหิว มีความกระหาย มีความต้องการทุกอย่างเหมือนกัน ในเมื่อความรู้สึกมันเหมือนกันอย่างนี้ เราจะไปนั่งรังเกียจกันเพื่ออะไร
รังเกียจว่าร่างกายของสัตว์สกปรกหยาบคายต่ำช้า ร่างกายของเราล่ะมันดีกว่าสัตว์ตรงไหน สัตว์มีอุจจาระ เราก็มีอุจจาระ สัตว์มีปัสสาวะ เราก็มีปัสสาวะ สัตว์มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เราก็มีเหมือนกัน สัตว์กินของที่สดที่คาว เราก็กินของสดคาวเหมือนกัน สัตว์ต้องการเสพกาม เราก็มีความปรารถนาในการเสพกามเหมือนกัน แต่ว่าสัตว์ฆ่าคนน้อย แต่คนฆ่าสัตว์มาก สัตว์เบียดเบียนคนมีน้อย แต่คนเบียดเบียนสัตว์มาก อย่างนี้ใครควรจะรังเกียจใคร
มานึกว่าคนเราควรจะรังเกียจสัตว์ หรือสัตว์ควรจะรังเกียจเรา นั่งนึกนั่งพิจารณาดูให้ดี มนุษย์มักจะยกย่องตัวเราเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่เนื้อแท้จริง ๆ แล้ววันหนึ่งพวกปลาทู ปลาเล็ก ปลาใหญ่ฆ่าคนตายกี่คน และคนฆ่าสัตว์ตายวันละกี่ตัว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ทำไมเราจะมานั่งรังเกียจสัตว์เพื่อประโยชน์อะไร
ถ้าจะว่ากันไปเราเองซิมีความร้ายกว่าสัตว์มาก แล้วเราจะไม่พูดกันถึงในข้อนี้ เราก็จะพูดกันเฉพาะในข้อที่ว่า เรามีความต้องการเมตตาปรานีสัตว์ เราไม่รังเกียจในสัตว์ก็แล้วกัน เราจะไม่ฆ่าสัตว์ เราจะไม่ทรมานสัตว์ มีความรู้สึกว่าสัตว์กับเราเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนกัน อย่างนี้สบายใจดีไหม
ถ้าเราอยากจะฆ่าเขา ถ้าเขาจะฆ่าเราเข้าบ้าง เราจะมีความรู้สึกอย่างไร เราไม่ต้องการ สัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่น ยุง ขอเลือดเราหยดเดียว เราเกิดตีเสียจนตาย ค่าของชีวิตสัตว์ช่างไม่มีราคาค่างวด ไม่มีใครรับรองชีวิตเสียเลย
เป็นอันว่าความร้ายแรงของคนมีความร้ายแรงยิ่งกว่าสัตว์ ทำไมเราจะต้องไปนั่งรังเกียจสัตว์ว่าเป็นสัตว์ชั้นเลว สัตว์เดรัจฉานนะ มายกย่องตนเองว่ามนุษย์เป็นสัตว์ชั้นดี สัตว์ประเสริฐ หนักใจ ทีนี้ขอพูดตรง ๆ ว่าหนักใจ ไม่ทราบว่าจะแก้ไขอย่างไรจะให้มีความรู้สึกดีไปกว่านี้
เป็นอันว่า ท่านทั้งหลายเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์
เราปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน เราก็ต้องการจิตเมตตาความรัก กรุณาความสงสารไว้เป็นที่ตั้ง เราก็ไม่ยอมทำลายชีวิตสัตว์ ไม่ยอมกลั่นแกล้งให้สัตว์ได้รับความลำบาก มีความปลาบปลื้มใจ เมื่อมีโอกาสได้สงเคราะห์สัตว์ให้มีความสุข นี่เป็นข้อที่หนึ่งสำหรับศีล
ข้อที่ ๒ อทินนาทาน การลักขโมยทรัพย์สินของบุคคลอื่น ความจริงทรัพย์สินของเราไม่ต้องการให้ใครมาลักขโมย แล้วก็มีชาวบ้านที่ไหนที่เคยประกาศทางหนังสือพิมพ์ ประกาศทางวิทยุ แจกใบปลิว หรือโฆษณา หรือขยายเสียงว่าทรัพย์สินของฉันมีมาก ขอท่านทั้งหลายจงมาช่วยกอบโกยทรัพย์ของฉันไปโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจจะมีที่ไหนบ้างก็ได้
อาตมาชีวิตยังน้อย แต่ว่าชีวิตที่เกิดมาผ่านมายังไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น ก็เป็นอันว่าเท่าที่ทราบ คนก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่ต้องการให้เรายื้อแย่งทรัพย์สินของเขา เรามีความรู้สึกฉันใด เขาก็มีความรู้สึกฉันนั้น
ทีนี้ความต้องการในทรัพย์สินของบุคคลอื่น เราจะทำลายด้วยวิธีไหน องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงตรัสว่า การอยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นนั้นเป็นเรื่องจากความโลภเป็นสำคัญ การที่เราจะทำลายความโลภให้หมดไป เราก็ต้องมีการให้ทาน เป็นการต่อต้านกับความรู้สึกนั้น ความรู้สึกอยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นของตน เราไม่เอาล่ะ เราไม่ต้องการอยากได้ทรัพย์สินของเขา แต่เรากลับให้ทรัพย์สินของเราให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น
นี่เป็นปฏิปทาเพื่อก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระโสดาบัน จะเห็นว่าพระโสดาบันทุกท่านพอใจในการสงเคราะห์ เป็นการทำลายความโลภ ไม่มีความทะเยอทะยาน อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นของตน
ทว่าพระโสดาบันยังร่ำรวย แต่ว่าการทำมาหากินโดยปกติท่านเรียกว่า สัมมาอาชีวะ อันนี้พระพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิ และไม่ทรงถือว่าเป็นความโลภ ความโลภในที่นี้ เป็นการถือเอาทรัพย์สินที่บุคคลอื่นให้โดยไม่ชอบธรรมเท่านั้น
นี่การจะแก้ตัวนี้ แก้โลภตัวนนี้ก็ต้องมีการให้ทานเป็นกำลัง การให้ทานที่จะมีขึ้นได้ก็อาศัยจิตเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร เป็นอันว่าถ้าเรามีเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร ก็คุมศีลได้สองสิกขาบทแล้ว
ต่อไปองค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงแนะนำว่า โทษแห่งความทุกข์
และเหตุแห่งความทุกข์ข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร การละเมิดความรักในบุคคลอื่น ข้อนี้ยังมีความเข้าใจว่า แย่งสามีเขา แย่งภรรยาเขาเป็นกาเมสุมิจฉาจาร
แต่เนื้อแท้แล้วองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาทรงตรัสว่าสามีเขาก็ดี ภรรยาเขาก็ดี ลูกเขาก็ดี เหลนเขาก็ดี ญาติเขาก็ดี คนรับใช้ก็ดี คนอยู่กับผู้บังคับบัญชาก็ดี ทั้งหมดนี้ถ้าไปละเมิดโดยที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ปกครองเขาไม่รู้ บิดามารดาไม่รู้ ไม่อนุญาต เขาผู้นั้นมีโทษเป็นกาเมสุมิจฉาจาร อันนี้ต้องละให้หมด ยินดีแต่เฉพาะคู่ตัวผัวเมียเท่านั้น จึงจะถูกต้องตามจังหวะของการรักษาศีลเพื่อความเป็นพระโสดาบัน
นี่ความรู้สึกอย่างนี้เราจะทำยังไง ดีไม่ดีเห็นคู่ครองของบุคคลอื่นมันน่ารัก น่าปรารถนา น่าร่วมรักเสียจริง ๆ
อย่าลืมท่านชายก็ดี ท่านหญิง
ก็ดี มานึกถึงตัวเราก็แล้วกัน ว่าเขากับเราผู้เป็นเจ้าของย่อมมีความรู้สึกเสมอกัน เราไม่ต้องการให้ใครมาทำลายคนรักของเรา และบุตรหลานของเรา โดยที่เราไม่เห็นชอบด้วยฉันใด คนอื่นทั้งหลายเขาก็มีความรู้สึกฉันนั้น อดใจยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ใช้เมตตาความรัก กรุณาความสงสารบุคคลผู้เป็นผู้ปกครอง ว่าเขากับเรามีความรู้สึกเหมือนกัน ในตอนนี้ ท่านเรียกว่า สันโดษ ยินดีแต่เฉพาะคู่ครองของตัวเท่านั้น หักอารมณ์ข่มใจเข้าไว้ เพราะว่าการสัมผัสระหว่างเพศไม่ได้สร้างให้เรามีความสุขตลอดกาลตลอดสมัย ถ้าทำผิดจังหวะเข้าไปร่วมละเมิดคนรักของบุคคลอื่นเขาเข้า หรือที่เขาหวงแหนชีวิตจะสั้น ตัวเองก็จะมีแต่ความเดือดร้อน ข้อนี้องค์สมเด็จพระชินวรจึงได้ทรงแนะนำให้ละเสีย เราจะมีความสุข
ข้อที่ ๔ มุสาวาท องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถให้ปรารภว่าเราเองต้องการไหมว่าคนอื่นเขาจะมาโกหกมดเท็จ ในเรื่องที่เราต้องการความจริง อันนี้ก็จะมองเห็นได้ว่าทั้งท่านชายและท่านหญิงก็ไม่พึงปรารถนา เราไม่ต้องการฉันใดเขาก็ไม่ต้องการฉันนั้น นอกจากคำมุสาวาท วาจาที่ไม่ตรงกับความจริงแล้ว
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วให้ระงับถ้อยคำคือ คำหยาบ เป็นเครื่องสะเทือนใจของบุคคลผู้รับฟัง วาจาส่อเสียดยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นเขาแตกร้าวซึ่งกันและกัน เพ้อเจ้อเหลวไหล วาจาที่ไร้ประโยชน์ พูดแล้วไม่เกิดประโยชน์ อันนี้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแนะนำให้ละเสีย รวมความว่าสิ่งทั้งหมดนี้เราเองเราก็ไม่ต้องการ เมื่อเราไม่ต้องการแล้วใครเขาจะต้องการ
ข้อที่ ๕ องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงแนะนำให้ละจากการดื่มสุราและเมรัย เพราะว่าเป็นฐานะที่ตั้งแห่งความประมาท ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าตามปกติเราก็เมาอยู่แล้ว ถ้าเราไปดื่มสุราเมรัยเข้าประสาทมันจะฟั่นเฟือน ทำลายทรัพย์สินที่เรามีอยู่โดยใช่เหตุ และเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเขาเหยียดหยามดูถูกดูหมิ่น คนดื่มสุราเมรัยไม่เป็นที่นิยมของคนดี จะมีอยู่บ้างก็สำหรับคนเลวเท่านั้น ที่มันเลวเท่ากันเขาก็นิยมกันเอง คนที่ดีนี่เขาไม่นิยม พูดอย่างนี้คนเขาไม่เข้าใจ คนดื่มสุราก็ช่างประะไร
เราพูดกันเฉพาะบุคคลที่ต้องการความเป็นพระโสดาบันเท่านั้น 
 
ศีล ๕ ประการสำหรับฆราวาส องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถถือว่าเป็นปกติ ศีลที่คนทุกคนต้องการ สำหรับพระ สำหรับเณรก็จงระวัง ท่านจงอย่าถือว่ามีศีล ๒๒๗ มีศีล ๑๐ หากว่าศีล ๕ สิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งท่านพลาด ก็แสดงว่าสิกขาบททั้ง ๒๒๗ สิกขาบท หรือสิกขาบท ๑๐ ของท่านไม่มีเลย และของเล็กยังรักษาไม่ได้ แล้วของใหญ่จะรักษาได้อย่างไร
เป็นอันว่าท่านทั้งหลาย การที่จะเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ศีล รักษาศีลให้มั่นคง ดำรงจิตให้ทรงอยู่ อย่างนี้เราจะเห็นตัวอย่างสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู เวลามีน้อย ยกตัวอย่างมาแต่น้อย ๆ
http://www.putthawutt.com/pic/soda05.jpg
อย่าง นางขุชชุตตรา สาวใช้ของพระนางสามาวดี ในตอนต้นนี้นางขโมยค่าดอกไม้ของพระนางวันละ ๔ ตำลึง เพราะว่าพระนางสามาวดีได้รับความเมตตาจากพระเจ้าอุเทนบรมกษัตริย์ พระบาทท้าวเธอทรงพระราชทานค่าดอกไม้วันละ ๘ ตำลึง ขุชชุตตราสาวชาววังใกล้ชิด ได้รับใช้ให้ไปซื้อดอกไม้ก็ว่ากันเสียวันละ ๔ ตำลึง ๆ วันละครึ่งของผลที่ให้ไป
ต่อมา เมื่อนางได้ฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเทศน์จบที่บ้านของนายมาลาการ ก็ปรากฏว่า นางนั้นได้เป็นพระโสดาบัน เมื่อได้เป็นพระโสดาบันในวันนั้นเป็นต้นมา นางก็เลิกโกงค่าดอกไม้
นี่จะเห็นว่าคนที่เป็นพระโสดาบันนั้น เขาไม่ละเมิดศีล ๕ จริง ๆ
อีกอันหนึ่งในเรื่องเดียวกัน สำหรับการรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต นี่ก็ได้แก่ คณะของพระนางสามาวดี ก็มีขุชชุตตราเป็นอาจารย์ เมื่อกลับถึงพระราชฐาน พระนางสามาวดีเห็นดอกไม้มากขึ้นเท่าตัว จึงถามว่าวันนี้พระราชาทรงพระราชทานค่าดอกไม้ให้ฉันเพิ่มหรืออย่างไร นางขุชชุตตราก็บอกว่าไม่ใช่พระแม่เจ้า พระราชทานเท่าเดิม
เพราะวันก่อน ๆ นี่หม่อมฉันโกงเสียครึ่งหนึ่ง ซื้อมาครึ่งหนึ่ง นี่คนที่เป็นพระโสดาบันนี่เขาก็ไม่โกหกด้วย เขาพูดตามความเป็นจริง พระนางสามาวดีถามว่าวันนี้ทำไมจึงไม่เอา นางก็บอกว่าไม่เอาแล้ว ฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ท่านบอกว่าบาป เป็นความชั่ว พระนางสามาวดีขอให้เธอเทศน์ให้ฟัง พร้อมด้วยหญิงอีก ๕๐๐ ( ขอพูดแต่ลัด ๆ ) เธอพูดให้ฟังจบเดียว ก็ปรากฏว่าหญิงทั้งหมดเป็นพระโสดาบันหมด
ในขณะนั้นเองที่องค์สมเด็จพระบรมสุคตยังอยู่ในประเทศนั้น วันหนึ่งพระนางมาคันทิยา มีความริษยาในพระนางสามาวดีกับคณะที่บำรุงพระพุทธเจ้า จึงตั้งใจจะเข่นฆ่าพระนางสามาวดีกับหญิง ๕๐๐ คนทั้งหมด เพราะว่าสนใจในองค์สมเด็จพระบรมสุคต ที่เธอไม่เลื่อมใส นางจึงให้อาเอาไก่เป็นไปให้พระนางสามาวดีแกงไปให้พระราชา
นี่ขอเล่ากันแบบลัด ๆ เป็นการประกอบเรื่อง พระนางสามาวดีพร้อมด้วยหญิง ๕๐๐ ได้ฟังข่าวว่า พระราชาต้องการเสวยแกงไก่ แต่ว่านำไก่เป็นมาให้ นางก็บอกว่ารับไม่ได้ ด้วยฉันรักษาศีล ฆ่าสัตว์ไม่ได้ เขาบอกว่าเป็นคำสั่งของพระราชา อาจจะต้องถึงตาย นางก็บอกว่าไม่เป็นไร ถ้าฉันจะตายเพราะทรงศีลบริสุทธิ์ฉันยอมรับ เป็นอันว่านางก็ไม่ยอมฆ่าสัตว์ ไม่ยอมฆ่าไก่
นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย จะเห็นว่าการเป็นพระโสดาบัน นี่มีความมั่นคงในศีลจริง ๆ อย่างนางขุชชุตตรานั่น เขาไม่ยอมนำเอาทรัพย์สินที่พระนางสามาวดีให้ไปซื้อดอกไม้ที่เคยโกงไว้วันละ ๔ ตำลึง เขาก็ไม่โกง เมื่อไม่โกงแล้วก็ไม่โกหกมดเท็จ
และต่อมาคนของพระนางสามาวดีทั้งหมด อาจจะมีโทษถึงประหารชีวิต เพราะขัดคำสั่งของพระราชา แต่ทว่าพระนางทั้งบรรดานางทั้งหมดมีหญิง ๕๐๐ คนที่มีพระนางสามาวดีเป็นประธาน ก็กล้าที่จะยืนยันว่าเราจะไม่ยอมฆ่าไก่เด็ดขาด เพราะว่าเราเคารพในองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ จะตายก็ตามที ยอมรักษาศีลยิ่งกว่ารักษาชีวิต
นี่แหละ บรรดาท่านทั้งหลาย ที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระธรรมสามิสร ไหน ๆ ท่านก็ประกาศตน เคารพในองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แล้วก็ต้องการความเป็นพระโสดาบัน คือ เป็นความสุขขั้นต้นในพระพุทธศาสนา
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยทั่วหน้า จงพากันรักษาสังโยชน์ข้อที่ ๓ คือ ทำลายอารมณ์ที่รัดรึงใจ ได้แก่ สีลัพพตปรามาส
การเป็นผู้ทำลายศีลจงอย่ามีแก่จิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านจงมีความมั่นใจในการรักษาศีล และจงเชื่อว่าท่านผู้มีศีลบริสุทธิ์นั้น ย่อมมีความสุขทั้งในชาติปัจจุบันและสัมปรายภพ คือ คนดีที่มีศีลบริสุทธิ์ ชาตินนี้ก็มีความสุข เมื่อตายจากชาตินี้แล้วเกิดมาในชาติใหม่ก็มีความสุข ขึ้นชื่อว่าความทุกข์ใด ๆ ที่มีปัจจัยเกิดแก่ศีล ไม่มีสำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัท
เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาการที่จะแนะนำกันก็หมดแล้ว ต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว จงใช้อิริยาบถตามสมควรนั่งปฏิบัติ นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งห้อยขาจากเก้าอี้ หรือเอนกายบนเตียงนอน หรือที่พื้นข้างล่าง จะยืนหรือจะเดินจงกรมก็ได้ ให้ทรงใจนึกถึงศีลไว้เสมอ ที่เรียกว่า สีลานุสสติกรรมฐาน
เพราะว่าสีลานุสสติกรรมฐานจะทรงอยู่ได้นานก็เพราะอาศัยมีพรหมวิหาร คือ เมตตากับกรุณา ทั้ง ๒ ประการคงอยู่ด้วย จะช่วยให้อารมณ์ใจของท่านเป็ฯเอกัคคตารมณ์
มองดูเวลาสำหรับการที่จะพูดกันก็หมดแล้ว ต่อนี้ไปขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว จงปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนที่องค์สมเด็จพระชินวรแนะนำมาตามที่กล่าวแล้ว จนกว่าจะถึงกาลเวลาอันสมควรของท่าน สวัสดี*



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]