• Dr.Sixteen
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 373425
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
Thaidialogue
อำนาจของการฟังอย่างลึกซึ้ง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Thaidialogue
วันเสาร์ ที่ 14 เมษายน 2561
Posted by Dr.Sixteen , ผู้อ่าน : 1426 , 12:21:08 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การศึกษาวิจัยที่ต้องไปให้สุด ขุดให้ถึง

 

การทำวิจัยแบบเก็บข้อมูลแล้วเขียนรายงานส่งเจ้าของทุนนั้น ผมถือว่ายัง "ไปไม่สุด ขุดไม่ถึง" คือหมายความว่า ยังเดินทางไม่ครบ loop (วงจรแห่งพัฒนาการ)

ดังนั้น เมื่อผมหลุดจากกรอบภารกิจการวิจัยในมหาวิทยาลัย ผมจึงสามารถออกแบบการเรียนรู้จากการวิจัยด้วยตนเองอย่างอิสระ ผมจะยกตัวอย่างเรื่อง การนวดแบบตอกเส้น ซึ่งผมไปทำวิจัยมากับมือ

ปลายปีที่แล้ว(๒๕๖๐) พระมหาสีไพร เจ้าสำนักตอกเส้นที่โด่งดังในจอทีวี ท่านเมตตาอนุญาตให้ผมเข้าไปศึกษาวิจัยขบวนการตอกเส้นแบบ "เข้าคลุกวงใน" เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ให้สังคมเกิดความเข้าใจว่า การตอกเส้น ไม่ใช่การรักษาแบบพิสดาร อ้างอิงอภินิหาร แต่เป็นวิธีการที่เรียบง่าย ได้ผลเป็นที่ประจักษ์ ไม่สิ้นเปลืองเงินทองจากการซื้อยากิน หรือเสียค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด

ผมเลือกที่จะไม่เป็น "ผู้สังเกต" (the observer) เพียงอย่างเดียว คือ นั่งสังเกต สัมภาษณ์และจดบันทึกข้อมูลโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์  แต่ผมเลือกเข้าวงในเป็นผู้กระทำหรือ "ผู้ถูกสังเกต" (the observed) ด้วย นั่นคือ ไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด ครูสอนอะไร จำ ให้ทำอะไรลงมือทำเหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆทุกประการ ภาษาทางการศึกษาเขาเรียกว่า การเรียนรู้โดยการสร้างประสบการณ์จริง หรือใช้ประสบการณ์จริงเป็นฐาน (Experience-based Learning)

ครูเขาให้ทำอะไร ทำหมดเหมือนคนอื่น ทั้งจิตภาวนา สมาธิหมุน ความรู้เรื่องสรีระ การเชื่อมโยงของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นกับอวัยวะภายใน การออกกำลังกายท่าต่างๆเพื่อบำบัดโรค การบริหารร่างกาย การนวดแบบมือ การตอกเส้นซึ่งครูให้จับคู่ผลัดกันทำ สิบวันของการเรียนรู้ตื่นตั้งแต่ตีสี่ เข้านอนห้าทุ่ม ทั้งตอกทั้งนวดกันเองตามหลักสูตร

ผลปรากฏว่าระบมกันไปทั้งตัว แต่สิ่งที่ได้คือ ประสบการณ์ตรง "รู้จริง" ซึ่งทำให้เราสามารถ "ทำเป็น" ไม่ใช่แค่จดข้อมูลแล้วเอามาถ่ายทอดแบบ "รู้จำ"

สิ่งที่บรรดาครูๆและพระอาจารย์สีไพร เน้นย้ำตลอดเวลาคือ อย่าเพียงแค่จำ แต่ให้เข้าใจสาระสำคัญ (Concept-ความคิดรวบยอด) ของการตอกนวด ว่าการตอกนวดแต่ละจุดมีความหมาย ความสำคัญอย่างไร ตอกนวดจุดนี้เพื่อให้เกิดผลอย่างไร และต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตรายอย่างไร ฯลฯ

 

เมื่อผู้เรียนเข้าใจสาระสำคัญแล้ว ก็นำมาฝึกฝนกับตัวเองจนชำนาญ ในขณะเดียวกันก็ปรับแก้ ดัดแปลงวิธีการตอกนวดให้เหมาะสมกับบริบทผู้ป่วย เพราะคนป่วยแต่ละคนจะมีอาการไม่เหมือนกัน มีศักยภาพในการตอบรับการรักษาไม่เหมือนกัน บางคนเจ็บมาก แต่บางคนสามารถทนได้ ฯลฯ คนตอกนวดต้องสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองตลอดเวลา

สิ่งเหล่านี้ ต้องใช้กระบวนการเรียนรู้แบบพลวัตร (dynamic learning process) ทำไปด้วย เรียนรู้ไปด้วยเพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของผู้ป่วยแต่ละคน

การนวดตอกเส้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเหมือนการนวดตามตำราแพทย์แผนไทย คนทำลงมือทำด้วยสมาธิ เอาใจใส่ มุ่งผลสัมฤทธิ์ (คือคนไข้หายจากอาการบาดเจ็บ หรือดีขึ้นจนเป็นที่พอใจ) เป็นเป้าหมาย ไม่ใช่สักแต่ว่า บีบนวดให้ครบคอร์ส และข้อสำคัญ ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับโจทย์ปัญหาใหม่ๆที่มากับผู้ป่วย

หลังจากนวด จนเกิดความชำนาญในระดับหนึ่ง ขั้นตอนต่อไปคือ การออกแบบ (course design) การตอกนวดให้เหมาะสม อาจมีการเตรียมไว้หลายคอร์สเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย เช่น คอร์สการตอกนวดแบบผ่อนคลายของร่างกายทั้งระบบ การตอกนวดแก้อาการเฉพาะจุด เช่นอาการกระดูกทับเส้น อาการปวดเข่า ปวดแขน ปวดคอจากอาการ office syndrome อาการนิ้วชา นิ้วล็อค ฯลฯ ซึ่งแต่ละอาการต้องใช้ความรู้ความชำนาญที่เกิดจากการลงมือทำ และเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน

แต่ละคนที่เรียนจบออกไป ไม่จำเป็นต้องออกแบบคอร์สนวดเหมือนกัน แต่ต้องวางอยู่บนหลักการเดียวกันคือ ต้องไม่เกิดอันตราย ต้องหายหรือมีพัฒนาการที่ดีขึ้นโดยมีเครื่องบ่งชี้ทางกาย เช่น เดินได้ ก้มได้ หายปวด ฯลฯ และผู้ป่วยต้องยืนยันด้วยตัวเองเท่านั้น

ถึงแม้การตอกนวดแบบนี้ จะยังไม่ได้รับการยอมรับจากแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ก็ได้รับความนิยมชมชอบจากคนธรรมดามาขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถทำให้อาการป่วยหายได้จริง เช่น อาการกระดูกทับเส้นซึ่งต้องเสียค่าผ่าตัดเป็นแสนบาท อาการปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นทุกส่วนของร่างกาย และข้อดีที่น่ายกย่องของการนวดตอกคือ ไม่ต้องกินยาและไม่ต้องผ่าตัด เสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ

ปัจจุบันมีคนป่วยในลักษณะนี้มาก พอไปหาหมอที่โรงพยาบาล ท่านก็ให้ยาและบอกให้กลับมาดูอาการอีกคราวหน้า คิดแบบคนทำมาหากิน คงไม่มีใครอยากทุกข์ทรมาน และต้องกินยาไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้จะหายเมื่อไหร่ แต่เมื่อมีทางเลือก เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ต้องลอง

แต่อย่างไรก็ตาม การที่สาธารณสุขห้ามปรามไว้บ้าง ก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเมื่อการนวดตอกเส้นกลายเป็นที่นิยม ก็มักจะมีนักฉวยโอกาสแอบอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญ ให้บริการรักษาและอาจเป็นอันตรายเพราะไม่รู้จริง

 

 

จุดหมายปลายทางของการวิจัยนวดตอกเสนแบบ "ไปให้สุด ขุดให้ถึง" คือ การนำความรู้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ไม่ใช่นำไปใช้เพื่อสร้างความร่ำรวย เพื่อประโยชน์ของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว

.........................he observed) ด้วย นั่นคือ ไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด ครูสอนอะไร จำ ให้ทำอะไรลงมือทำเหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆทุกประการ

ทั้งจิตภาวนา สมาธิหมุน ความรู้เรื่องสรีระ การเชื่อมโยงของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นกับอวัยวะภายใน การออกกำลังกายท่าต่างๆเพื่อบำบัดโรค การบริหารร่างกาย การนวดแบบมือ การตอกเส้นซึ่งครูให้จับคู่ผลัดกันทำ สิบวันของการเรียนรู้ตื่นตั้งแต่ตีสี่ เข้านอนห้าทุ่ม ทั้งตอกทั้งนวดกันเองตามหลักสูตร ผลปรากฏว่าระบมกันไปทั้งตัว แต่สิ่งที่ได้คือ ประสบการณ์ตรง "รู้จริง" ทำให้เราสามารถ "ทำเป็น" ไม่ใช่แค่จดข้อมูลแล้วเอามาท่องแบบ "รู้จำ"

สิ่งที่บรรดาครูๆและพระอาจารย์สีไพร เน้นย้ำคือ อย่าเพียงแค่จำ แต่ให้เข้าใจสาระสำคัญ (Concept-ความคิดรวบยอด) ของการตอกนวด ว่าแต่ละจุดมีความหมาย ความสำคัญอย่างไร ตอกนวดจุดนี้เพื่อให้เกิดผลอะไร และต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตรายอย่างไร ฯลฯ

เมื่อเข้าใจสาระสำคัญแล้ว ก็นำมาฝึกฝนกับตัวเอง ปรับแก้ ดัดแปลงวิธีการตอกนวดให้เหมาะสมกับบริบท เพราะคนป่วยแต่ละคนจะมีอาการไม่เหมือนกัน ศักยภาพในการตอบรับการรักษาไม่เหมือนกัน บางคนเจ็บมาก แต่บางคนสามารถทนได้ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ ต้องใช้กระบวนการเรียนรู้แบบพลวัตร (dynamic learning process) เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละคน ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ลงมือทำโดยมีผลสัมฤทธิ์ (คือคนไข้หายจากอาการบาดเจ็บ หรือดีขึ้นจนเป็นที่พอใจ) เป็นเป้าหมาย และต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับโจทย์ปัญหาใหม่ๆ

หลังจากเกิดความชำนาญในระดับหนึ่ง ขั้นตอนต่อไปคือ การออกแบบ (course design) การตอกนวดให้เหมาะสม เช่น การตอกนวดแบบผ่อนคลายของร่างกายทั้งระบบ การตอกนวดแก้อาการเฉพาะจุด เช่นอาการกระดูกทับเส้น อาการปวดเข่า ปวดแขน ปวดคอจากอาการ office syndrome อาการนิ้วชา นิ้วล็อค ฯลฯ ซึ่งแต่ละอาการต้องใช้ความรู้ความชำนาญที่เกิดจากการลงมือทำ และเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน

แต่ละคนที่เรียนจบออกไป ไม่จำเป็นต้องออกแบบคอร์สนวดเหมือนกัน แต่ต้องวางอยู่บนหลักการเดียวกันคือ ต้องไม่เกิดอันตราย ต้องหายหรือมีพัฒนาการที่ดีขึ้นโดยมีเครื่องบ่งชี้ทางกาย เช่น เดินได้ ก้มได้ หายปวด ฯลฯ และผู้ป่วยต้องยืนยันด้วยตัวเองเท่านั้น

ท้ายสุดคือจุดหมายปลายทางของกระบวนการเรียนรู้แบบ "ไปให้สุด ขุดให้ถึง" คือ ต้องนำความรู้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ไม่ใช่นำไปใช้เพื่อสร้างความร่ำรวย เพื่อประโยชน์ของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Dr.Sixteen วันที่ : 14/04/2018 เวลา : 17.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thaidialogue
KhunSlot

ใครที่เป็นโรคกระดูกทับเส้น ปวดแขน ปวดขา กินยาไม่หาย ยินดีช่วยครับ พระสงฆ์รักษาฟรีครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Dr.Sixteen วันที่ : 14/04/2018 เวลา : 12.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thaidialogue
KhunSlot

ขออภัยผู้อ่าน ต้องการตัดข้อความซ้ำกันทิ้ง แต่ไม่ได้เข้ามานานแล้ว หาเมนูคำว่า edit ไม่เจอครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน