• Dr.Sixteen
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 372310
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
Thaidialogue
อำนาจของการฟังอย่างลึกซึ้ง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Thaidialogue
วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน 2561
Posted by Dr.Sixteen , ผู้อ่าน : 526 , 07:38:38 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน february26 โหวตเรื่องนี้

ความเป็นมาของศาสตร์การรักษาแบบตอกเส้น

ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่า ศาสตร์การรักษาด้วยการตอกเส้นในประเทศไทย พบครั้งแรกที่ภาคเหนือ คนจึงเรียกว่าเป็น “การตอกเส้นแบบล้านนา” สรรพคุณคือ ช่วยให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นที่หดตึงเกิดการผ่อนคลาย เลือดสามารถผ่านเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ได้

การตอกเส้น มีประสิทธิภาพแตกต่างจากการบีบนวดโดยทั่วไป กล่าวคือ การบีบนวดไม่สามารถเข้าถึงเส้น กล้ามเนื้อที่อยู่ลึกลงไปได้ แต่การตอกด้วยอุปกรณ์และ แรงสั่นสะเทือนจากการกระแทกที่พอเหมาะ จะทำให้กล้ามเนื้อที่เป็นปัญหาผ่อนคลายตัวเองได้

การตอกเส้นแบบล้านนา ถูกถ่ายทอดสืบต่อกันมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่สามารถระบุเวลาของการเริ่มต้นได้

คำถามต่อไปคือ พระมหาสีไพร ได้ศาสตร์ตอกเส้นมาจากไหน แต่ที่ยืนยันได้แน่ๆคือ ท่านไม่ได้ศาสตร์นี้มาโดยอภินิหาร หลับตาแล้วผุดบังเกิด แต่ได้จากความใฝ่รู้ ศึกษาจากชาวบ้าน และนำมาปรับปรุง ดัดแปลง ต่อยอดโดยไม่หยุดนิ่ง

ท่านบอกว่า ได้ศาสตร์นี้มาจากชาวบ้านวัย ๘๑ ปีคนหนึ่ง (ขอสงวนนาม)และท่านพระอาจารย์ได้แนะนำให้ผู้วิจัยรู้จักและสัมภาษณ์เชิงลึกที่ศูนย์ตอกเส้นบ้านไร่ ได้ความว่า ลุงคนนี้มีความรู้ความเชี่ยวชาญการบีบนวดเส้นเอ็นกล้ามเนื้อมาก่อน

มื่อประมาณสี่สิบปีล่วงมาแล้ว ลุงคนนี้เดินทางท่องเที่ยวไปภาคเหนือ และมีโอกาสรู้จักชาวบ้านซึ่งมีความชำนาญเรื่องการตอกเส้นคนหนึ่ง ด้วยความอยากรู้ จึงขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์และได้รับการถ่ายทอดความรู้อย่างหมดเปลือก

ถามต่อไปว่า หมอตอกเส้นคนนั้นอยู่จังหวัดอะไร ลุงบอกจำไม่ได้ เพราะเวลาล่วงเลยมานานแล้ว ความทรงจำก็ค่อนข้างเลอะเลือนตามอายุ แต่ลุงหลุดออกมาประโยคหนึ่งว่า ตามไปอยู่กับคนจีนฮ่อเขาบนภูเขาเพื่อรับการถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องการตอกเส้น

ได้หลักฐานมาแค่นี้เอง แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ศาสตร์การตอกเส้นถูกถ่ายทอดสืบต่อผ่านประสบการณ์มนุษย์ ไม่ใช่อภินิหารความรู้ที่ผุดออกมาจากถ้ำ

ศาสตร์การตอกเส้นถูกเผยแพร่ในแนวระนาบจากชาวบ้านสู่ชาวบ้าน เริ่มต้นจากผู้สนใจใฝ่รู้ออกไปแสวงหา เมื่อได้ความรู้มาแล้ว ก็ถ่ายทอดต่อไปยังคนอื่นที่มีนิสัยใจคอเข้ากันได้ บางคนนำไปพัฒนาต่อ แต่บางคนก็ตายไปพร้อมกับความรู้เพราะไม่มีการถ่ายทอดให้คนอื่น

นอกจากเบาะแสจากลุงแก่วัย ๘๑ ปีที่กล่าวมาแล้ว ยังมีร่องศาสตร์ตอกเส้นจากคำบอกเล่าของหมอนวดแผนไทยวัย ๕๘ ปี ที่กาญจนบุรีอีกท่านหนึ่ง หมอรายนี้สืบทอดวิทยายุทธการรักษาพยาบาลแบบนวดมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย โดยมีเครื่องมือและตำราเก่าแก่ที่ตกทอดสืบต่อกันมาแต่โบราณ

ที่น่าทึ่งคือ อุปกรณ์ ๒ ชื้น คือ ไม้ค้อนและแท่งไม้คล้ายสิ่ว ถูกเก็บรักษาไว้ในฐานะของเก่าโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมื่อมีเรื่องพิพาทเกี่ยวกับการตอกเส้นปรากฏทางจอทีวี ทำให้หมอนวดแผนไทยรายนี้รู้จักพระมหาสีไพร ทำให้เชื่อมต่อจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ได้ว่า ไม้ค้อนกับแท่งไม้คล้ายสิ่วนี้ ในอดีตมีไว้ทำอะไร

ศาสตร์การตอกเส้น ถูกสืบทอดมาตามเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มีการตกหล่นสูญหายพร้อมกับการจากไปของผู้สืบทอดบางคน และเจริญงอกงามต่อไปในคนบางเช่นเดียวกัน

เมื่อพระมหาสีไพรได้ความรู้มาจากลุงวัย ๘๑ ปี ท่านได้นำมาทดลองกับตัวเอง มีการตัดแปลงพัฒนาเครื่องมือ เช่น จากไม้สิ่ว เป็นไม้ง่ามเพื่อให้สามารถตอกคร่อมกระดูกสันหลัง ไม้ปลายมนแหลมเพื่อส่งแรงสะเทือนไปยังกล้ามเนื้อส่วนลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แท่งยางเพื่อลดแรงกระแทกลดอาการเจ็บปวด รวมทั้งท่าตอก ระดับความแรงและองศาของไม้ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาอาการเจ็บป่วย

ข้อสำคัญศาสตร์ตอกเส้นไม่เคยหยุดนิ่ง มีการพัฒนา ดัดแปลงไปตามศักยภาพและภูมิปัญญาของมนุษย์ ผู้เป็นเจ้าของ

ควรกล่าวด้วยว่า ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์ตอกเส้น จะต้องรับเอาข้อวัตรปฏิบัติ (Code of Conducts) ของผู้ประกอบวิชาชีพตอกเส้นติดตัวมาด้วย เช่น ต้องถือศีล ๕ ซึ่งการให้ “ของแถม” ดังกล่าว สามารถเข้าใจได้

เพราะหมอตอกเส้นได้รับความไว้วางใจ ให้ใกล้ชิดและสามารถสัมผัสร่างกายของคนเจ็บป่วยในที่ลับหูลับตาคนได้ หากไม่มีกรอบของศีลธรรมเป็นอนุสติเตือนใจ อาจมีเรื่องเสื่อมเสียเกิดขึ้น

สำหรับสำนักตอกเส้นสีไพร นอกจากคนตอกเส้นต้องถือศีล ๕ และปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังถูกปลูกฝังอุดมคติเรื่อง การเกิดมาเพื่อสร้างความดี การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตเมตตาเพื่อสะสมบารมีให้มากขึ้นๆเพื่อไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้น

..................

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน