• collectorsman
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : Tchirdbhun@sanook.com
  • วันที่สร้าง : 2012-01-29
  • จำนวนเรื่อง : 117
  • จำนวนผู้ชม : 287524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
อะแซหวุ่นกี้
แต่ละช่วงวัยคือบันไดของชีวิต การเดินทางของความคิดผ่านวันเวลา ทุกการเดินทางมีบันทึกเรื่องราวทางความคิดเลยอยากบันทึกเรื่องราวต่างๆเพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านความคิด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Thejourneyofanidea
วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2555
Posted by collectorsman , ผู้อ่าน : 4187 , 08:13:12 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หลายชีวิตในพงศาวดารสามก๊ก กาเซี่ยง ปีศาจกลยุทธ์

 

 

   ว่ากันว่า วรรณกรรมคือภาพสะท้อนของมนุษย์และสังคม  เมื่อเราได้อ่านสามก๊ก

จะพบว่า วรรณกรรมเรื่องนี้มีตัวละครอยู่เป็นจำนวนมาก ตัวละครแต่ละตัวต่างมีคุณค่า

และการเรียนรู้และศึกษาที่แตกต่างกันไป การได้รู้จักชีวิตหลายๆแบบตั้งแต่ กษัตริย์ 

ขุนนาง กุนซือ แม่ทัพ จนถึงประชาชนธรรมดา ทำให้เราได้รู้สึกว่า มนุษย์เราเป็น

สิ่งมีชีวิตที่น่าพิศวงในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป 

 

      ความรู้สึกของท่านหลังจากอ่านจบในตัวละครแต่ละตัว อาจจะเกิดความครั่นคร้าม

ในชะตากรรมของตัวละครเหล่านั้น และย้อนกลับไปพินิจพิเคราะห์ตนเองว่าเราเป็น

ผู้กำหนดชะตากรรมของตัวเองหรือสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นผู้ลิขิต  ผู้อ่านจะเกิดอาการปลง

และทำใจยอมรับในความจริงที่ว่า ชีวิตคนเราเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ยั่งยืน ต่อให้

ร่ำรวยยศถาบรรดาศักดิ์แค่ไหน สุดท้ายทุกชีวิตก็ต้องจบลงที่ความตาย ไม่มีใครที่สามารถ

หนีพ้นวัฏจักรนี้ไปได้  แต่จะตายอย่างไร จะตายพร้อมเกียรติภูมิที่คนข้างหลังยกย่อง

อย่างกวนอู ขงเบ้ง หรือตายพร้อมกับเสียงสาบแช่งอย่างตั๋งโต๊ะ  โดยพร้อมกับการ

ตั้งคำถามที่ว่า "ชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราสามารถลิขิตได้เองจริงหรือ ? "

ตัวละคร ตัวแรกที่ผมอยากเอ่ยถึง คือ กาเซี่ยง  เพราะตัวละครตัวนี้ทำให้ผมทั้งรักทั้งเกลียด            ได้ในคราเดียวกัน  ชื่นชอบเพราะสามารถลิขิตชีวิตได้เอง แม้จะต้องเปลี่ยนนายหลายคน               แต่เปลี่ยนเจ้านายแล้วมีความเจริญ ในหน้าที่ราชการสูงกว่าเดิม เพราะประเมินนายได้เก่ง              สำหรับความเก่ง เก่งขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่าได้รับยกย่องว่าเป็นบุคคลที่เสมือนเอาตันแผงและ      เตียวเหลียงมารวมกัน ในประเทศจีนเทียบกาเซี่ยงว่ามีสติปัญญาทัดเทียมฮกหลงเลยทีเดียว            แต่ที่ผมไม่ชอบ ก็เพราะ กาเซี่ยงคนนี้แหละครับที่มีส่วนทำให้แผ่นดินจีนต้องแตกออกเป็นสามก๊ก       มีส่วนอย่างไรลองเข้าไปอ่านดูครับ

 

 

ภาพ กาเซี่ยง จากเรื่องหงสาจอมราชันย์ 

 

 

กาเซี่ยง ปีศาจกลยุทธ์

 

เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊ก ที่ปรึกษาคนสำคัญของเตียวสิ้ว 

มีชื่อรองว่า เหวินเหอ เกิดเมื่อปี  พ.ศ. 690  ถึงแก่กรรม พ.ศ. 766 เป็นคนมีประสบการณ์สูงและมีสติปัญญาเป็นเลิศ เริ่มแรกเป็นที่ปรึกษาให้แก่ลิฉุยและกุยกี ด้วยสติปัญญาอันสูงส่ง สามารถทำให้ลิฉุย กุยกีอยู่บนอำนาจได้นาน แต่ต่อมาเกิดไม่พอใจลิฉุยและกุยกี จึงไปอยู่กับเตียวสิ้ว

          ในนิยายอิงพงศาวดารจีนเรื่อง สามก๊ก อันลือชื่อนั้น มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ

ลิ่วล้อที่ชอบเปลี่ยนนายอย่าง เบ้งตัด ตอนแรกก็อยู่กับ เล่าเจี้ยง พอเล่าปี่ได้เมืองเสฉวน ก็ยอมอยู่กับเล่าปี่ พอมีคดีเรื่องไม่ยกทหารไปช่วยกวนอู จนกวนอูแพ้

ซุนกวน ถูกจับไปประหารชีวิต ก็เลยหนีไปอยู่กับพระเจ้าโจผี ทายาทของ โจโฉ ต่อมาสมัยพระเจ้า โจยอย ไม่ชอบใจก็จะย้ายกลับมาเข้ากับ ขงเบ้ง เลยถูก  สุมาอี้ จัดการสังหารเสีย แล้วก็ยังมีอีกหลายคน ที่เปลี่ยนนายแล้วชะตาชีวิตก็แย่ลง ไม่เจริญรุ่งเรืองอย่างที่คิดหวัง  แต่ผมยกให้คนหนึ่ง ที่เปลี่ยนเจ้านายแล้วมีความเจริญ ในหน้าที่ราชการสูงชึ้นกว่าเดิม  คนคนนั้นก็คือ กาเซี่ยง


แต่อย่างว่าละครับ การที่คนเราเปลี่ยนเจ้านายแล้วมีความเจริญรุ่งเรือง

นอกจาก นายจะให้โอกาสให้แสดงฝีมือแล้ว เราก็ต้องเก่งและมีความสามารถที่จะทำให้งานของนายเราประสบความสำเร็จด้วย

 

กาเซี่ยงเก่งขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่าได้รับยกย่องว่าเป็นบุคคลที่เสมือนเอาตันแผงและเตียวเหลียงมารวมกัน เป็นที่ปรึกษาที่วางแผนไม่เคยผิดพลาด และเป็นอีกคนในเรื่องสามก๊ก นอกจากจูล่งที่ได้ตายดี คือแก่ตายไม่ได้ตายในสงครามหรือเจ็บช้ำน้ำใจจนตายเหมือนตัวละครสามคนในเรื่องสามก๊ก  แต่กาเซี่ยงคนนี้แหละครับที่มีส่วนทำให้แผ่นดินจีนต้องแตกออกเป็นสามก๊ก เพราะกาเซี่ยงผู้นี้เองที่สนับสนุนโจผีในการยึดบัลลังก์จากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทำให้เล่าปี่ และซุนกวนประกาศตัวเป็นกษัตริย์ตามมา

 

๑.    ช่วย ลิฉุย กุยกี ชนะอ้องอุ้น และ ลิโป้                                                                                                                                     

 

 

กาเซี่ยง ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเป็นกุนซือ หรือที่ปรึกษาของ ลิฉุย และกุยกี

สองสหายคู่บารมีของตั๋งโต๊ะ มหาอุปราชคนแรกของ พระเจ้าเหี้ยนเต้ หรือ

หองจูเหียบ ราชโอรสคนรองของพระเจ้าเลนเต้ ที่ตั๋งโต๊ะยกขึ้นเป็นฮ่องเต้ แทน หองจูเปียนพี่ชาย

เมื่อตั๋งโต๊ะถูกฆ่าตาย โดยฝีมือของ ลิโป้ บุตรบุญธรรมคนโปรด เพราะขัดใจกันเรื่อง นางเตียวเสียน ไส้ศึกของอ้องอุ้นแล้ว ลิ่วล้อของตั๋งโต๊ะ คือ ลิยู ลิซก ขุนนางผู้ใหญ่ที่เป็นคนสนิทก็ถุกกำจัดไปพร้อมกันด้วยแล้ว ลิฉุย กับ กุยกี และนายทหารรอง เตียวเจ กับหวนเตียว ก็พากันหนีไปตั้งหลักที่เมืองเซียงไส แล้วแต่งหนังสือมาขอนิรโทษกรรม กับอ้องอุ้น ผู้สำเร็จราชการคนใหม่ ขอเข้ารับราชการตามเดิม แต่อ้องอุ้นไม่ยอมอภัยโทษให้ ถ้าจับตัวได้เมื่อไรก็ต้องโดนประหารทุกคน

ทั้งสี่นายก็ปรึกษากันว่า ต่างคนควรจะแยกย้ายกันหนีเอาตัวรอดไปคนละทาง แต่ กาเซี่ยง ให้ความเห็นว่า

“....ซึ่งจะคิดหนีนั้นเห็นไม่พ้น ขอได้เกลี้ยกล่อมชาวเมืองเซียงไสได้แล้ว ประจบกับกองทัพเรา ยกไปตีเอาเมืองเตียงฮัน ถ้าได้เมืองแล้ว จึงจะให้ฆ่าอ้องอุ้นเสีย แลท่านทั้งสี่คนนี้ จึงจะได้ทำราชการในเมืองหลวงสืบไป  แม้ไม่สมคิด จึงพากันหนี....

ทั้งสี่นายก็เห็นชอบด้วย จึงให้ทหารที่มีสติปัญญา ไปเจรจากับชาวเมืองเซียงไสว่า อ้องอุ้นได้เป็นใหญ่แล้ว จะยกทหารมาฆ่าชาวเมืองเซียงไส ซึ่งหาความผิดมิได้ให้สิ้น ถ้าผู้ใดกลัวความตายก็ให้ไปรายงานตัว กับลิฉุย เพื่อยกกองทัพไปปราบอ้องอุ้น จึงจะรอดตัว ก็มีชาวเมืองเซียงไสชวนกันมาเข้าพวกกับสี่สหายเป็นจำนวนถึงสิบห้าหมื่น ลิฉุยจึงแบ่งทหารให้กุยกี เตียวเจ หวนเตียว และตนเองยกไปเป็นสี่กอง เข้าล้อมเมืองเตียงฮัน

ฝ่ายอ้องอุ้นก็ให้ลิโป้เป็นแม่ทัพ เข้ารบพุ่งกับฝ่ายลิฉุย กุยกี เป็นเวลานานพอสมควร แต่สู้กลยุทธของข้าศึกไม่ได้ สุดท้าย ฝ่ายลิฉุยก็เข้าเมืองได้ ฆ่าอ้องอุ้นตาย และลิโป้ก็ต้องหนีเตลิดไปอยู่หัวเมืองอื่น จนตั้งตัวได้ที่เมืองชีจิ๋ว ลิฉุย กับกุยกี ก็ได้เป็นผู้สำเร็จราชการฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ่น ไปตามธรรมเนียม   เตียวเจ กับหวนเตียวก็ได้เป็นแม่ทัพทั้งสองคน และกาเซี่ยงกุนซือคนเก่ง ก็ได้เป็นที่ปรึกษาใหญ่คับเมืองต่อไป

 

 

๒.    วางแผน ช่วย เตียวสิ้ว ชนะ โจโฉ

 

อยู่ต่อมาอีกไม่นาน พระเจ้าเหี้ยนเต้ หาทางติดต่อให้โจโฉ ซึ่งตั้งหลักฐาน

อยู่ที่เมืองกุนจิ๋ว เข้ามาปราบ ลิฉุย กุยกีได้สำเร็จ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการคนต่อไป กาเซี่ยงกับเตียวเจจึงหนีไปอยู่กับ เตียวสิ้ว เจ้าเมืองอ้วนเซีย จนเตียวเจถึงแก่ความตาย ทิ้งภรรยา ชื่อนางเจ๋าซือไว้เป็นแม่ม่ายทรงเครื่องมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองอ้วนเซีย ในฐานะอาสะใภ้ของเจ้าเมือง
จนเวลาล่วงไปเมื่อจัดราชการในเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว โจโฉจึงยกกองทัพจะมาตีเมืองอ้วนเซีย ที่ยังไม่ยอมอยู่ในความปกครอง แต่กาเซี่ยงแนะนำให้เตียวสิ้ว ยอมอ่อนน้อมต่อโจโฉ เพื่อสงวนชีวิตทหารไว้ก่อน ซึ่งโจโฉก็ยอมรับ และไม่ยกกองทหารเข้าไปอยู่ในเมือง แต่แล้วก็เกิดเรื่องจนได้

เมื่อโจโฉได้ยินกิตติศัพท์ของนางเจ๋าซือ จึงให้หลานชายไปพานางมาหาในค่ายของตนที่นอกเมือง นางไม่กล้าขัดขืนจึงยอมอยู่ปรนนิบัติโจโฉ ตามบัญชาของท่านผู้สำเร็จราชการ เตียวสิ้วก็คิดแค้นที่โจโฉดูหมิ่นตน จึงปรึกษากับกาเซี่ยง กาเซี่ยงก็ได้วางแผนมากมายให้เตียวสิ้ว วางแผนลอบโจมตีค่ายทหารของโจโฉ   ในเวลาที่โจโฉมัวเมาอยู่กับนางเจ๋าซือ จนพ่ายแพ้อย่างยับเยินต้องสูญเสีย  เตียนอุย นายทหารองค์รักษ์คนสนิท  โจงั่งผู้บุตรและโจอันบิ๋นผู้หลานด้วย  ยังความเจ็บแค้นให้แก่โจโฉเป็นอันมาก

๓.    วางแผน ช่วย เตียวสิ้ว ร่วมมือกับ เล่าเปียว ชนะ โจโฉซ้ำสอง

 

ภายหลังที่โจโฉรบกับ อ้วนสุด น้องอ้วนเสี้ยว อยู่ทางเมืองลำหยง ก็ได้ข่าวว่า เตียวสิ้วร่วมมือกับเล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋ว ยกทัพมาตีเมืองซงหยงกับเมืองกังเหล็ง ที่เป็นหัวเมืองขึ้น จึงล่าทัพจากเมืองลำหยงหันมาจะเล่นงานเตียวสิ้ว คู่อาฆาตเก่าที่เมืองซงหยง เตียวสิ้วก็เข้าไปยึดเมืองซงหยงปิดประตูตั้งป้อมรักษาเชิงเทินให้มั่นคงจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด

การรบคราวนี้ โจโฉทำอุบายจะเผากำแพงเมืองด้านตะวันตก โดยหลอกให้ เตียวสิ้วป้องกัน แล้วจะได้ยกทหารไปตีด้านอื่น กาเซี่ยงจึงบอกว่า

“................ซึ่งโจโฉให้ทำการครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าโจโฉทำกลอุบาย ข้าพเจ้าจะคิดซ้อนกลโจโฉ ให้เสียทีแก่เราให้จงได้........

เตียวสิ้วถามว่าจะทำประการใด กาเซี่ยงก็บอกว่า

“........ข้าพเจ้าเห็นโจโฉขึ้นดูบนหอคอยถึงสามเวลา เห็นผู้คนซึ่งรักษาหน้าที่ด้านตะวันออกนั้นเบาบาง โจโฉจึงให้ขนเอาไม้แลหญ้าไปไว้ข้างตะวันตก  จะให้เราจัดแจงป้องกันระวังด้านตะวันตก แล้วโจโฉจะคิดการข้างตะวันออกในเวลากลางคืนเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจะให้ชาวเมืองแต่งตัวปลอมเป็นทหารขึ้นรักษาหน้าที่ฝ่ายด้านตะวันตก แล้วจะยกทหารนั้นมาซุ่มไว้หน้าที่ตะวันออก ถ้าโจโฉยกมาทำการเมื่อใด จึงให้จุดประทัดสัญญาณ แล้วยกทหารซึ่งซุ่มไว้นั้น ตีกระหนาบ เห็น โจโฉจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง......

ในการรบครั้งนี้โจโฉก็ทำตามแผนของกาเซี่ยงที่วางซ้อนกลไว้ ในเวลาสองยามเศษ แต่ผลของการเข้าตี ปรากฏว่าฝ่ายโจโฉต้องแตกพ่าย ถอยไปเข้าค่าย    เตียวสิ้วก็คุมทหารติดตามไปตีค่ายแตกอีกด้วย ทหารเอกของโจโฉก็ถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บไปสองคน ทหารเลวบาดเจ็บล้มตายไปเป็นหมื่น แต่สามารถควบคุมทหารที่เหลือถอยทัพมาได้อย่างเป็นระเบียบ และตั้งแนวดักรับทหารของเตียวสิ้วที่ตามไปในเวลากลางคืน จึงถูกทหารของโจโฉล้อมกรอบสังหาร จนต้องแตกกลับไปบ้าง

เมื่อโจโฉยกทัพกลับไปใกล้จะถึงถึงเมืองฮูโต๋แล้ว เตียวสิ้วก็รวมกำลังกับกองทัพเล่าเปียวจะยกทัพไปตีโจโฉตอบแทนบ้าง กาเซี่ยงก็ห้ามปรามไว้ แต่เล่าเปียวนั้นไม่ฟัง ชวนเตียวสิ้วยกตามไปตีโจโฉ  แต่โจโฉเตรียมการตั้งรับไว้แล้ว จึงยันทัพทั้งสองเสียหายกลับมา เตียวสิ้วจึงขอโทษกาเซี่ยงที่ไม่เชื่อคำแนะนำ

แต่กาเซึ่ยงกลับแนะนำว่า

“.......บัดนี้ขอให้ท่านยกตามโจโฉไปอีก  เห็นจะได้ชัยชนะเป็นมั่นคง ถ้าไม่สมคำข้าพเจ้า ท่านจงตัดศีรษะข้าพเจ้าเสีย.......

เตียวสิ้วก็เชื่อคำกาเซี่ยง ชวนเล่าเปียวยกทหารไปอีกครั้ง แต่เล่าเปียวเข็ดเสียแล้ว  เตียวสิ้วจึงยกไปกองเดียว โจโฉกำลังประมาทนึกว่าเตียวสิ้วเลิกทัพไปแล้ว จึงถูกเตียวสิ้วตีแตกพ่ายไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลับมาถึงค่ายแล้ว เล่าเปียวก็ถามกาเซี่ยงว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น กาเซี่ยงก็ตอบว่า

“........ท่านเคยทำศึกมามากก็จริง แต่ความคิดท่านไม่รู้ถึงโจโฉ เมื่อแรกโจโฉยกไปนั้น หมายว่ากองทัพเราจะตามไป  จึงให้ทหารมาอยู่ป้องกันข้างท้ายล้วนมีฝีมือกว่าทหารเรา เราจึงแตกมา ครั้งหลังโจโฉประมาทมิได้ตระเตรียมทหารไว้ตามกระบวนทัพ แล้วก็กังวลอยู่จะรีบไปเมืองฮูโต๋ เราจึงตีแตกโดยง่าย..........
ล่าเปียวกับเตียวสิ้ว ก็สรรเสริญความคิดกาเซี่ยง ว่ามีสติปัญญาหาผู้เสมอยาก.

 

 

๔.    แนะนำให้เตียวสิ้วสวามิภักดิ์กับโจโฉ

 

ต่อมาเมื่อโจโฉได้รับความร่วมมือจากเล่าปี่ ช่วยกันตีเมืองชีจิ๋วจับลิโป้มา

ประหารเสียได้ และเล่าปี่ขออาสาโจโฉไปรบกับอ้วนสุด จนอ้วนสุดพ่ายแพ้และถึงแก่ความตายไป โจโฉก็จับได้ว่าเล่าปี่เคยลงนามร่วมมือกับตังสินพี่ชายของนางตังกุยฮุย สนมเอกของพระเจ้าเหี้ยนเต้ เพื่อกำจัดโจโฉ ซึ่งโจโฉจับมาประหารเสียหมดทั้งโคตรแล้วนั้น จึงจะยกทัพไปปราบเล่าปี่ ซึ่งตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองชีจิ๋วแทน

ลิโป้ และกำลังร่วมมือกับอ้วนเสี้ยวจะยกทหารมารบโจโฉอยู่

ที่ปรึกษาก็แนะนำ ให้โจโฉเกลี้ยกล่อมเตียวสิ้วไว้เป็นพวก ก่อนที่จะไปเข้าด้วยอ้วนเสี้ยว   โจโฉจึงส่ง เล่าหัว ให้ถือหนังสือไปเกลี้ยกล่อมเตียวสิ้ว พอดีกับ

 

อ้วนเสี้ยวก็ส่งทหารไปหาเตียวสิ้วด้วยเหมือนกัน กาเซี่ยงก็ฉีกหนังสือของอ้วนเสี้ยวทิ้ง และแนะนำให้เตียวสิ้วเข้าเป็นพวกโจโฉ รบกับอ้วนเสี้ยวแทน เตียวสิ้วก็สงสัยเพราะโจโฉเป็นข้าศึกเก่า เคยรบพุ่งกันมาหลายครั้งแล้ว   ถ้าอ้วนเสี้ยวยกทัพมาจะทำอย่างไร กาเซี่ยงจึงอธิบายว่า

“............ถ้าท่านเกรงอยู่ดังนั้น เราจำจะเข้าทำการด้วยโจโฉ   ถึงอ้วนเสี้ยวจะยกมาทำร้าย โจโฉก็จะได้ช่วย......

เตียวสิ้วก็ว่า  แม้โจโฉจะเป็นมหาอุปราช แต่ก็มีทหารน้อยกว่าอ้วนเสี้ยวหลายเท่า ทั้งเคยรบพุ่งกับเรามาแต่ก่อน คงจะพยาบาทเราอยู่ไม่หาย แล้วจะมาช่วยเราหรือ กาเซี่ยงก็อธิบายว่า

“.........ซึ่งจะกลัวโจโฉพยาบาทนั้น ท่านอย่าวิตกเลย ถ้าจะไปเข้าด้วยโจโฉ ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยสามประการ.....

แล้วก็แถลงรายละเอียดว่า

ประการหนึ่ง โจโฉได้เป็นมหาอุปราช แม้จะทำการสิ่งใด ก็ถือเอารับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นประมาณ


ประการหนึ่ง ถึงโจโฉมีทหารน้อย แต่มีสติปัญญากว้างขวาง จะทำการสงครามแห่งใด ก็ย่อมมีชัยชนะมากกว่าแพ้ อ้วนเสี้ยวซึ่งมีทหารมากนั้น อุปมาเหมือนคนมีทรัพย์มาก ท่านจะเอาทรัพย์ไปให้ จะไม่มีความยินดี  อันโจโฉนั้นเหมือนคนไร้ทรัพย์ เอาทรัพย์ไปให้แต่น้อย ก็มีความยินดีเป็นอันมาก

ประการหนึ่ง โจโฉทำการครั้งนี้ มีใจโอบอ้อมอารีต่อทหารทั้งปวง มิได้มีพยาบาทแก่ผู้ใด คิดเอาราชการเป็นประมาณ

เตียวสิ้วก็เห็นชอบด้วย จึงยกทหารไปคำนับโจโฉที่เมืองฮูโต๋  โจโฉก็ต้อนรับ เตียวสิ้ว กับ กาเซี่ยงด้วยความยินดี เชิญนั่งในที่อันสมควรแล้วกล่าวว่า

“...........ก่อนนั้นเราได้ประมาทมีความผิดต่อท่านนั้น ท่านจงอดโทษเสีย อย่ามีความพยาบาทเราเลย......

แล้วก็แต่งตั้งให้เตียวสิ้วเป็นนายทหารผู้ใหญ่ และให้กาเซี่ยงเป็นที่ปรึกษา รับราชการอยู่ในเมืองฮูโต๋ต่อไปอีกนาน

 

๕.    ช่วยโจผีให้ได้เป้นรัชทายาท

หลังจากที่ กาเซี่ยงติดตามโจโฉออกทำศึกเหนือจรดใต้ สร้างผลงานในฐานะที่ปรึกษาทางทหารไว้มาก กลายเป็นที่ปรึกษาสำคัญของโจโฉนับแต่นั้น

เมื่อถึงครั้งที่โจโฉคิดจะแต่งตั้งรัชทายาท โจโฉคิดไม่ตกว่าจะเลือกใครระหว่าง โจผี กับ โจสิด แต่มีแนวโน้มว่าจะเลือกโจสิดมากกว่า
โดย
โจผีซึ่งเป็นบุตรคนรอง แต่ก็มีบทบาทในการสืบทอดอำนาจจากโจโฉ เนื่องจากบุตรชายคนโต คือ โจงั่ง ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังอายุน้อย และโจผี ยังได้เคยติดตามบิดาออกไปทำสงครามบ่อยครั้ง ตั้งแต่ยังเยาว์

ขณะที่โจ สิด (Cao Zhi) นั้นเป็นบุตรชายคนที่ 3 ของโจโฉและนางเปียนซี เป็นบุคคลที่ได้ชื่อว่าเฉลียวฉลาดมาก อายุเพียง 10 ขวบ สามารถท่องจำโคลงกลอนได้ถึง 1 แสนบท จนกล่าวกันว่า ถ้าปัญญาของคนทั่วไปมี 1 ส่วน แต่ของโจสิดมีถึง 10 ส่วน 

 

โจ สิด เป็นบุตรชายที่โจโฉรักมากเพราะความปราดเปรื่องทางสติปัญญา และมักแต่งโคลงสดุดีโจโฉเสมอ ๆ

โจผีร้อนใจจึงรุดไปปรึกษากาเซี่ยง และด้วยอุบายของกาเซี่ยง  ที่แนะนำ โจผี โดยบอกว่า ในการแข่งกับน้องนั้น ท่านอย่าไปแข่งขันกับสิ่งที่เป็นจุดแข็งของน้อง แต่ให้ใช้จุดแข็งของท่านเข้าสู้  เพราะจริงๆแล้ว ถึงแม้โจผีจะเชี่ยวชาญในการแต่งกลอน กาพย์กวี เช่นเดียวกับโจโฉผู้บิดา แต่เมื่อเทียบกับโจสิดแล้วยังสู้ไม่ได้ ขณะที่ โจ สิด แต่งโคลงสดุดีโจโฉเสมอ ๆ ยามออกรบ แต่กาเซี่ยงให้โจผีใช้ความจริงใจ ความห่วงใยต่อโจโฉยามออกรบแทน

 

และเมื่อ โจโฉถามกาเซี่ยงเรื่องรัชทายาทว่าจะตั้งใครระหว่างโจผีและโจสิด กาเซี่ยงก็ทำทีเป็นไม่ได้ยิน เสมือนกำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่  จนโจโฉต้องถามว่าคิดถึงเรื่องอะไรอยู่ กาเซี่ยงตอบชัดถ้อยชัดคำว่า "นายครับ ผมกำลังคิดถึงเรื่องที่ตระกูลของเล่าเปียวและอ้วนเสี้ยวที่ตายหมดไปแล้วทั้งคู่"  และไม่พูดถึงเรื่องที่โจโฉถาม  แต่นี่แหละครับคือการตอบโดยไม่ต้องตอบ  เพราะความหมายของคำตอบนี้ก็คือเล่าเปียวและอ้วนเสี้ยวไม่ได้ตั้งลูกชายคนโตเป็นรัชทายาท ให้ผู้น้องเป็นรัชทายาทแทน ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายตามมาภายหลัง ควรที่จะตั้งโจผีลูกชายคนโตของโจโฉขึ้นเป็นรัชทายาทแทน ซึ่งทำให้โจโฉได้คิดและเห็นด้วยกับความคิดนี้ โจผีจึงได้เป็นรัชทายาทคนต่อไป เรียกได้ว่ากาเซี่ยงมีส่วนทำให้โจผีได้ครองราชย์ต่อจากโจโฉ  โจผีก็รู้ว่าตำแหน่งของเขาได้มาเพราะการสนับสนุนของเขา จึงแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสามองคมนตรี

ก่อนจะพูดถึงผลงานของกาเซี่ยง ต่อไป ขอนอกเรื่องนิดนึงครับ คือเมื่อโจผีขึ้นครองราชย์ ทรงคิดที่จะกำจัดโจสิด พระอนุชาแท้ๆ เพราะถือว่าเป็นศัตรูคนหนึ่งของพระองค์ และข้องใจว่า โจ สิด ปราดเปรื่องจริงหรือไม่ จึงบีบบังคับให้ โจสิดแต่งบทกวีภายใน 7 ก้าว กล่าวถึงพี่น้องที่มิอาจฆ่ากัน แต่ห้ามไม่ให้เอ่ยคำว่าพี่น้องในบทกวีนั้นไม่เช่นนั้นจะสั่งประหารชีวิต

นี่แหละครับคือ ที่มาของ บทกวี 7 ก้าวที่เปรียบความคับแค้นเศร้าโศกของต้นถั่ว ที่เกิดแต่การใช้เถาถั่วซึ่งกำเนิดแต่รากเดียวกันไปต้มหรือคั่วถั่ว เทียบกับความเศร้าโศกอาดูรของพี่น้องญาติตระกูลเดียวกัน ไม่มีเรื่องใดยิ่งใหญ่ล้ำลึกกว่าการที่พี่น้องต้องล้างผลาญกันเอง  

 

ซึ่งมีความเป็นร้อยแก้วตามสำนวนของท่านเจ้าพระยา ดังนี้

คั่วถั่วเอากิ่งถั่วมาเป็นฟืนใส่ไฟ เมล็ดถั่วในกระทะจะไหม้
ก็เพราะกิ่งถั่ว ต้นรากอันเดียวกันนั่นเอง
เหตุใดจึงเร่งไฟเข้าให้หนักนัก
....
ซึ่งในสามก๊กฉบับแปลใหม่ ของ วรรณไว พัธโนทัย ได้เรียบเรียงเป็นกลอน ไว้ว่า

เขาต้มถั่วด้วยถั่วเป็นต้นต้น
มันร้อนรนร้องลั่นจากอวยใหญ่
โอ้เกิดหน่อเดียวกันใช่ห่างไกล
เหตุไฉนเข่นฆ่าไม่ปราณี
....
และในสามก๊กฉบับคลาสสิค ของ วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์ ก็ได้เรียบเรียงไว้เป็นกาพย์มีความว่า

เถาถั่วเผาต้มถั่ว ร่ำระรัวถั่วในกระทะ

ร่วมรากเกิดแล้วจะ เร่งเผาผลาญกันทำไม

 

สำนวนสุดท้ายเป็นของเล่าเซี่ยงชุนผู้เรียบเรียงสามก๊กฉบับลิ่วล้อก็เป็นกลอนแปดเช่นเดียวกัน

เมล็ดถั่วถูกคั่วกะทะใหญ่

กลางเปลวไฟไหม้เชื้อร้อนเหลือหลาย ทั้งกิ่งก้านรากเถาเผาวอดวาย
โอ้น่าอายแท้จริงเราเหง้าเดียวกัน.


เมื่อ โจผีได้ฟังโคลงบทนี้แล้ว ก็ระลึกถึงความรักความผูกพัน ระหว่างพี่น้องได้ จึงต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจ และยอมอภัยให้แก่น้องชาย และไม่สั่งประหารชีวิต แต่เนรเทศโจสิดออกไปนอกเมืองแทน และไม่นาน โจสิดก็ถึงแก่ความตายด้วยความตรอมใจ ในปี พ.ศ. 775

 

๖.  สนับสนุนโจผีในการยึดบัลลังก์จากพระเจ้าเหี้ยนเต้

 

เมื่อโจโฉสิ้นชีวิตไปด้วยโรคในสมอง และโจผีบุตรชายคนโตก็ได้ตำแหน่ง  วุยอ๋อง แทนบิดา กาเซี่ยงก็รับราชการเป็นที่ปรึกษาของวุยอ๋อง  จนกระทั่งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย คิดจะถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกจากราชบัลลังก์ แล้วยกโจผีจากตำแหน่งวุยอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน  กาเซี่ยงก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนประมาณสี่สิบคน ที่เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ที่เมืองฮูโต๋ แล้วกราบทูลว่า

“........โจผีเป็นวุยอ๋องแทนบิดานั้นมีบุญมาก แล้วก็มีสติปัญญารู้รอบคอบโอบอ้อมไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ราษฎรทั้งปวงก็อยู่เย็นเป็นสุข ข้าพเจ้าขุนนางทั้งปวง แลทหารผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ปรึกษาพร้อมกันเห็นสมควรแล้ว ที่จะปกป้องรักษาแผ่นดินสืบไปได้ ขอให้พระองค์มอบราชสมบัติให้แก่โจผีเถิด ..............”

พระเจ้าเหี้ยนเต้จะปฏิเสธบ่ายเบี่ยงหรือผัดผ่อนอย่างไร พวกขุนนางทั้งนั้นก็ชวนกันข่มขู่ฮ่องเต้ และสรุปว่า

“........เป็นประเพณีมีมาแต่โบราณ ที่ดีกลับเป็นชั่ว ที่ชั่วกลับเป็นดีก็มี เหมือนหนึ่งบ้านเมืองมั่งคั่งบริบูรณ์อยู่แล้ว กลับเกิดศึกยับเยินไปก็มี ที่ยับเยินไปแล้วกลับมั่งคั่งบริบูรณ์อยู่เย็นเป็นสุขไปก็มี สมบัติซึ่งได้สืบต่อแต่ต้นวงศ์ของพระองค์มาช้านาน ประมาณสี่ห้าร้อยปีแล้ว....ขอให้พระองค์ละราชสมบัติมอบให้โจผีเถิด ถ้าพระองค์จะขัดขืนไป เห็นจะเป็นอันตรายเป็นมั่นคง.....

พระเจ้าเหี้ยนเต้ไม่เห็นผู้ใดจะเข้าข้างพระองค์เลย จึงไม่สามารถขัดขืนได้ ต้องยอมตกลงที่จะมอบราชสมบัติให้โจผี เพื่อรักษาชีวิตไว้ก่อน แม้นางโจเฮามเหสีซึ่งเป็นบุตรีของ โจโฉ  จะได้ออกมาด่าว่าและทวงบุญทวงคุณขุนนางทั้งหลายเหล่านั้น ก็ไม่เป็นผล จึงจำใจต้องทำหนังสือมอบราชสมบัติให้  โจผี แต่กาเซี่ยงก็แนะนำให้คืนไปก่อน จนส่งมาเป็นครั้งที่สามจึงยอมรับ

แล้วขุนนางก็ถวายพระนามว่า พระเจ้าอ้วยโซ่ ฮ่องเต้ใหม่ก็ตั้งให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ หรือนามเดิม หองจูเหียบ เป็นที่ ซันเอียงก๋ง  ให้ไปอยู่ตำบลซันเอี๋ยง และไม่ต้องมาเฝ้า ไม่มีเบี้ยหวัดผ้าปี  

ซันเอียงก๋งก็กราบถวายบังคมลา พาภรรยาเดินทางจากเมืองหลวงไปตามรับสั่ง แล้วก็เงียบหายสาบสูญไปไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย

และประเด็นนี้เองที่ผมมองว่า แม้ กาเซี่ยงจะทำงานให้นายสำเร็จ คือช่วย โจผี ล้มราชวงศ์เก่า คือราชวงศ์ฮั่น และตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ คือ ราชวงศ์วุย แต่เพราะเหตุนี้แหละครับ แผ่นดินจีนจึงแตกเป็นสามก๊กโดยสมบูรณ์แบบ เพราะเล่าปี่ถือว่าตนเองเป็นเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น ไม่ยอมรับ พระเจ้าโจผีเป็นกษัตริย์ จึงตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์สืบราชวงศ์ฮั่น ใช้เมืองเสฉวนเป็นราชธานี ซุนกวนก็ไม่ยอมขึ้นกับพระเจ้าโจผีหรือเล่าปี่ ก็ตั้งตัวเป็นกษัตริย์บ้าง มีเมืองกังตั๋งเป็นราชธานี

แต่โดยสรุปก็ถือว่า กาเซี่ยงเป็นกุนซือที่เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาและนิสัยอีกคนหนึ่ง ในขณะที่โจผีครองราชย์ได้ 3 ปี นับว่าสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ฝ่ายวุยก๊กมหาศาลนับว่าเป็นอัฉริยะที่เกิดขึ้นมาในยุคสามก๊กอีกคนหนึ่งโดยในประเทศจีนเทียบกาเซี่ยงว่ามีสติปัญญาทัดเทียมฮกหลงเลยทีเดียว เนื่องจากแผนการที่ออกมาจากมันสมองของกาเซี่ยงนั้นไม่เคยผิดพลาดเลยซักครั้ง

กาเซี่ยงก่อนจะถึงแก่กรรมได้สั่งเสียลูกๆไว้ว่าให้ทำตนรักสันโดดไม่เด่นดังเพราะจะนำภัยมาสู่ตน และกาเซี่ยงก็สิ้นอายุขัยในวัย 77 ปี ซึ่งเมื่อกาเซี่ยงสิ้นแล้วพระเจ้าโจผีก็ได้แต่งตั้งกาเซี่ยงเป็น "เจ้าพระยาสมถะ" และได้รับการยกย่องจากเหล่าแม่ทัพนายกองของวุยก๊กมาก

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน