• ช่างนอกตำรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-26
  • จำนวนเรื่อง : 80
  • จำนวนผู้ชม : 812836
  • ส่ง msg :
  • โหวต 100 คน
ช่างซ่อมภาษา
มาช่วยกันซ่อมแซม แก้ไข การใช้ภาษาไทยของเราให้ถูกต้องกันเถอะ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/VRThai
วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน 2551
Posted by ช่างนอกตำรา , ผู้อ่าน : 15758 , 06:12:49 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สำนวนไทย....

12 เมษายน 2551

เทศกาลสงกรานต์เริ่มแล้ว...หลาย ๆ คนคงกำลังเตรียมตัวเดินทาง....บ้างก็กลับภูมิลำเนา...บ้างก็ไปเที่ยวเล่นน้ำสงกรานต์ตามจังหวัด หรือสถานที่ที่เขาจัดงานกัน..บ้างก็ขออยู่กับบ้านไม่อยากเดินทางไปไหนในช่วงนี้..ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องแก่งแย่งกันแทบทุกอย่าง...ไม่ว่าจะเป็น....การกิน (เต็มแทบทุกร้านที่ขึ้นชื่อว่า..อร่อย) ......การอยู่(เต็มแทบทุกโรงแรม..สมัยก่อนแทบทุกวัด) .....การเที่ยว (แย่งกันไปจนรถราติดขัดตามเส้นทาง)

อย่างไรก็ตาม...ขอให้เที่ยว เล่นสงกรานต์กันให้สนุก ปลอดภัย กันทั่วหน้านะครับ...

กลับมาเข้าเรื่องกันบ้างดีกว่า..นั่นคือเรื่องของ...สำนวนไทย...ที่ผมได้จั่วหัวไว้ในวันนี้...

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตบอกกล่าวเพื่อน ๆ และท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า บทความของวันนี้ ค่อนข้างยาว เนื่องจากเป็นสาระสำคัญที่ผมไม่อยากจะตัดทอนเลยแม้แต่คำเดียว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบและเข้าใจถึงความเป็นมา และเจตนารมณ์ของการนำเสนอบทความนี้อย่างแท้จริง...ดังนั้น ถ้าท่านคิดว่ามีเวลาไม่มากพอ ก็ขอแนะนำว่า..ควรหยุดอ่านเพียงแค่นี้ก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อเมื่อมีเวลามากพอ..เพราะผมคิดว่าถ้าท่านรีบอ่านจนเกินไป อาจจะเสียเวลาโดยไม่ได้อะไรจากบทความนี้เลย นอกจากแค่ได้อ่านผ่านตาเท่านั้นเอง...

เอาละครับกลับเข้าเรื่องกันอีกที....

บทความที่เสนอในคราวนี้ ผมได้นำมาจากหนังสือ “สำนวนไทย” ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ และเป็นส่วนที่ท่าน ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา (อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร) ได้เขียนไว้ในตอนต้นของหนังสือเล่มนี้ในหัวเรื่องที่ว่า “สำนวน คำพังเพย สุภาษิต คือสมบัติของชาติ” ที่ได้อธิบายถึงความสำคัญ ความหมาย ความแตกต่างของ สำนวน  คำพังเพย  และสุภาษิต พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบไว้อย่างชัดเจน.....ดังนี้..

            ภาษา..นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารให้ทราบถึงข่าวสารข้อมูล ความรู้สึกนึกคิด ระหว่างบุคคลในสังคมแล้ว... ภาษายังมีความสำคัญในการบันทึกและถ่ายทอดวัฒนธรรม คือสภาพความเป็นอยู่ของแต่ละสังคมไว้เป็นหลักฐาน.... ดังนั้น ภาษาจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ทำให้เราทราบถึงสภาพของวัฒนธรรมในสังคมทุกยุคทุกสมัยและทุกแง่ทุกมุมด้วย.... เพราะการใช้ภาษาย่อมขึ้นกับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมที่แตกต่างกันออกไป คนไทยจึงมีสิทธิที่จะภูมิใจในความเป็นไทย ที่เรามีภาษาไทยอันงดงาม ทั้งปริมาณอันมหาศาลและมีความไพเราะลึกซึ้งกินใจ.... ผิดกับบางชาติที่ไม่มีภาษาของตนเอง ไม่มีตัวอักษร ไม่มีตัวเลข ต้องนำเอาภาษาของชาติอื่นมาใช้เป็นภาษาราชการของตน.... ภาษาไทยจึงเป็นสมบัติอันมีค่าของชาติไทย ที่พวกเราทุกคนควรรักและหวงแหน ร่วมใจกันอนุรักษ์และส่งเสริมให้ภาษาไทยเจริญมั่นคงคู่กับชาติไทยตลอดไป

            ความงดงามประการหนึ่งของภาษาไทย คือ เรามี สำนวน-คำพังเพย-สุภาษิต ที่จะช่วยให้คำพูดคำเขียนมีความหลากหลาย มีความคมคาย ให้แง่คิดที่กว้างขวางและสละสลวยยิ่งขึ้น.... แต่ความหมายหรือคำจำกัดความของ สำนวน-คำพังเพย-สุภาษิต บางทีก็ยากที่จะแยกออกจากกันให้ชัดเจน ดังเช่น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 อธิบายไว้ดังนี้….

            สำนวน เป็นคำนาม มีหลายความหมาย คือ

๑.  ถ้อยคำที่เรียบเรียงหรือโวหาร บางทีก็ใช้ว่า สำนวนโวหาร เช่น สารคดีเรื่องนี้สำนวนโวหารดี ความเรียงเรื่องนี้สำนวนโวหารลุ่ม ๆ ดอน ๆ

๒.  ถ้อยคำหรือข้อความ ที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายไม่ตรงตามตัว หรือมีความหมายอื่นแฝงอยู่ เช่น สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ...   รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง

๓.     ถ้อยคำที่แสดงออกมาเป็นถ้อยคำพิเศษเฉพาะภาษาหนึ่ง ๆ เช่น สำนวนฝรั่ง สำนวนบาลี

๔.    ชั้นเชิงหรือท่วงทำนองในการแต่งหนังสือหรือพูด เช่น สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง (หน)  สำนวนยาขอบ

๕.    ลักษณะนามใช้เรียกบทความหรือบทประพันธ์รายหนึ่ง ๆ เช่น อิเหนามีหลายสำนวน บทความ ๒ สำนวน

            พังเพย เป็นคำนาม หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว โดยกล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง เช่น กระต่ายตื่นตูม

            ภาษิต เป็นคำนาม หมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายเป็นคติ เช่น กงเกวียนกำเกวียน รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ คือเป็นคำพูดเชิงเตือนสติว่า อย่าขัดขวางผู้มีอำนาจ

            ดังนั้น คำว่า “สำนวน” ที่ใช้ในที่นี้จึงหมายถึงเฉพาะถ้อยคำที่มีความหมายไม่ตรงตามตัวอักษร มีความหมายเป็นเชิงเปรียบเทียบ.... แต่ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่า สำนวนเป็นแต่คำพูดชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ได้วางหลักวิชาหรือให้คติอย่างไร เช่น

            หนังหน้าไฟ   เกลือจิ้มเกลือ     ตาบอดได้แว่น 

            เรือล่มเมื่อจอด    อาภัพเหมือนปูน

           

            ส่วน คำพังเพย มีความหมายลีกซึ้งกว่าสำนวน มีลักษณะติชมหรือแสดงความเห็นอยู่ในตัว แต่ยังไม่ได้วางหลักความจริงอันเที่ยงแท้ และยังไม่เป็นคำสอนแท้ คือส่วนมากเป็นข้อคิดค่อนไปในทางเป็นภาษิต แต่ก็ไม่เชิงโดยตรงทีเดียว เช่น

            ทำนาบนหลังคน       ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น

            เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย      น้ำถึงไหน ปลาถึงนั่น

            มาถึง คำภาษิตหรือสุภาษิต ต้องประกอบไปด้วยลักษณะ ๒ ประการ คือ เป็นข้อความสั้น ๆ แต่กินความลึกซึ้ง และเป็นคำสอนหรือวางหลักความจริง เช่น

            ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน       ฆ่าควายเสียดายพริก

            น้ำขึ้นให้รีบตัก        อย่าข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า

            เมื่อแกงจืดจึงจะรู้จักคุณเกลือ

            การรู้ภาษิตมาก ๆ จึงมีประโยชน์อย่างน้อยก็ ๓ ประการ คือ  ทำให้เกิดความคิดลึกซึ้ง ทำให้รู้จักประพฤติตัวดีขึ้น และทำให้ทราบถึงนิสัยใจคอ และจารีตประเพณีของสังคมต่าง ๆ ...คนที่ไม่ชอบสุภาษิต ท่านจึงกล่าวว่าเป็นคนใจร้าย ดังพุทธสุภาษิตว่า..

            นตฺถิ ทุฏเฐ สุภาษิตํ  - คนใจร้ายย่อมไม่ชอบสุภาษิต

            เนว ทุฏเฐ นโย อตฺถิ -เมื่อหัวใจร้ายแล้วความคิดที่แยบคายก็ไม่มี

            น ธมฺโม น สุภาสิตํ   - ธรรมะไม่มี สุภาษิตก็เลยไม่มีไปด้วย

            การศึกษา สำนวน-คำพังเพย-สุภาษิต ของไทย จึงทำให้เราทราบถึง ประวัติศาสตร์หรือความเป็นมาของชาติ วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา การกินอยู่ ความรู้สึกนึกคิด ..... เช่น ความจงรักภักดี ความอ่อนโยน ความประนีประนอม ความเคารพผู้ใหญ่ ความประสานประโยชน์ การให้อภัย การอยู่ร่วมกันอย่างมีไมตรี ฯลฯ ...เรื่องเหล่านี้ทำให้เรามีความรู้กว้างขวางขึ้นและสนุกต่อการอ่านเรื่องเก่า เพราะทำให้เราเข้าใจถึงสภาพความเป็นจริงของสังคมสมัยนั้น ๆ เช่น

            ประวัติศาสตร์- ศิลาจารึก กฎหมายตราสามดวง พงศาวดาร ทำให้เกิดสำนวนไทยไว้มาก ดัง ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว... ไพร่ฟ้าหน้าใส... บ้านท่านเคยอยู่ อู่ท่านเคยนอน... ผัวหาบเมียคอน....  ลูกขุนพลอยพยัก

            ศาสนา- หูเข้าพรรษา... ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว...นั่งเป็นพระอันดับ... ตักบาตรอย่าถามพระ... วันโกนไม่ละวันพระไม่เว้น.... เห็นขนมอยากบวช เห็นนมสวดอยากสึก (สวด เป็นภาษาถิ่น แปลว่า พุ่ง)

            การนิยมความสุภาพ อ่อนโยน มีสัมมาคารวะ- บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น... น้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก.... อ่อนหวานมานมิตรล้นเหลือหลาย หยาบบ่มีเกลอกรายเกลื่อนใกล้...  เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด.... เป็นผู้น้อยคอยก้มประนมกร

            ภาษาหมากรุก-

                 เข้าตาจน           - หมดทางทำมาหากิน

                 จนแต้ม             - ไม่มีทางเดินสู้

                 จนมุม               - ไม่มีทางหนี

            หน้าเป็นม้าหมากรุก   - หน้าเง้างอ

                 ล้มกระดาน         - เลิกกระทำกิจการใด ๆ

                 ไม่ดูตาม้าตาเรือ   - ซุ่มซ่าม

            ภาษาชนไก่-

                 คลุมถุงชน  สู้จนเย็บตา  ไม่ตายก็คางเหลือง ฯลฯ

            การใช้สำนวนฯ จึงควรระมัดระวังเพราะ สำนวน-คำพังเพย-สุภาษิต เมื่อนำไปใช้ถูกที่ เขียนได้ถูกต้องตามแบบฉบับ ก็เหมือนได้อาภรณ์ประดับข้อความให้งดงาม.... แต่หากวิปริตผิดเพี้ยนไป คุณค่าย่อมลดลง.... สำนวนของเก่าส่วนใหญ่เล่นคำไว้เหมาะเจาะดีแล้ว น่าจะรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติสืบไป ถ้าดัดแปลงให้ผิดเพี้ยนไป ก็เท่ากับทำให้เป็นรอยตำหนิเสียโฉม.... แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าไม่ให้คิดสำนวนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ความจริงเป็นเรื่องควรส่งเสริมด้วยซ้ำ ภาษาจึงจะเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น.... เป็นแต่เสนอให้ระมัดระวังการดัดแปลงของเก่าเท่านั้น.... ดังจะยกตัวอย่างบางประการ

           

            ปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบันคนหนึ่ง ได้ดัดแปลงสำนวน “น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ”  เป็น  “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง” ความหมายน่าจะไม่ตรงกับของเดิม เข้าใจว่าเจตนาของท่านเป็นเช่นนั้น

            พวกพูดด้วยความคะนอง โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ภาษาเสียหายอย่างใด เอาความสนุกเป็นเกณฑ์ เช่น “อ้อยเข้าปากช้าง”  เป็น “อ้อยเข้าปากหมา”  “เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด”  เป็น “เดินตามหมาผู้ใหญ่ไม่กัด”  “ขายผ้าเอาหน้ารอด”  เป็น “แก้ผ้าเอาหน้ารอด”

            อีกตัวอย่างเป็นประเภทรู้ไม่หมดหรือรู้ไม่จริง สำนวนเดิมว่า “ช้า ๆ ได้พร้าสองเล่มงาม”  แก้ของเก่าเหลือเพียง “ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม” ...ทั้งนี้เพราะไม่เคยรู้ว่าสำนวนเดิมเขามีต่อไปอีกว่า “ด่วนได้ด้วยสามผลามนักมักพลิกแพลง”

            หรือสำนวน “เด็ดบัวไว้ใย” คือไม่ตัดไมตรีให้ขาด ...ขยายความผิดเป็น “เด็ดบัวไม่เหลือเยื่อใย”

            การศึกษา สำนวน-คำพังเพย-สุภาษิต จึงเป็นเรื่องชวนสนุกให้ค้น ให้คิด ให้ตีความ... ครูบาอาจารย์ควรส่งเสริมให้ศิษย์อ่าน โคลงโลกนิติ สุภาษิตพระร่วง สุภาษิตอิศรญาณ หรือ พุทธสุภาษิตจากธรรมบท ก็จะเกิดความคิดสติปัญญาสุขุมลึกซึ้งขึ้น ....ดังในที่สุดนี้ ขอฝากโคลงกลบทจากประชุมจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม บทหนึ่งว่า

            คำปราชญ์ว่าอย่า ค้า   ยาพิษ

       คำปราชญ์ว่าอย่า คิด       คดจ้าว

       คำปราชญ์ว่าอย่า ชิด       คนชั่ว

       คำปราชญ์ว่าอย่า ห้าว      หักเหี้ยนหายคม.

ครับ..ทั้งหมดนี้คือ ที่มาและที่ไป ของการนำเสนอเกี่ยวกับ..สำนวนไทย..ที่ผมจะทยอยนำมากล่าวถึงในโอกาสต่อไปเป็นระยะ ๆ นะครับ.....สวัสดี.... 




คอมเมนต์อ่านได้เฉพาะเจ้าของ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]