• ก.บ้านเรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-08-21
  • จำนวนเรื่อง : 76
  • จำนวนผู้ชม : 484276
  • ส่ง msg :
  • โหวต 65 คน
@^บ้านเรา^@
วันนี้บ้านเรา...ไร้เหตุแห่งความสุข.. ก็ได้แต่มองหาความสุข...ในบ้านเรา.. ให้เจอ......
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Zongpetch
วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน 2553
Posted by ก.บ้านเรา , ผู้อ่าน : 12908 , 13:52:56 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน มะอึก , ประจิ้มประเจ๋อ โหวตเรื่องนี้

พิบพลี (Pipeli)

ชื่อเมืองหนึ่งในสยามประเทศ ถูกบันทึกไว้โดยชาวต่างชาดินาม 'ลาลูแบร์'

ซึ่งชื่อนี้ได้ถูกจารึกไว้ในพงศาวดาร,ตำนาน,ประวัติศาสตร์ และบันทึกจดหมายเหตุ ไว้คือ

'เมืองพริบพรี หรือพลิบพลี หรือเพ็ชรบุรี' นั่นเอง

มีการกล่าวขานเป็นจารึกเป็นตำนานถึงความเป็นมาของจังหวัดเพชรบุรีไว้มากมาย พอจะยกเป็นตัวอย่างที่สามารถอ้างอิงมีหลักฐานไว้ดังต่อไปนี้

ตราประจำจังหวัดเพชรบุรี


รูปเขาวัง ผืนนา และต้นตาลโตนด

เขาวังหมายถึง เขาที่ตั้งของพระนครคีรี ซึ่ง ร. 4ทรงสร้าง

และพระเจดีย์พระธาตุจอมเพชร นับเป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมือง

ผืนนาหมายถึง เมืองเกษตรกรรมและความอุดมสมบูรณ์

ต้นตาลโตนดหมายถึง ต้นไม้สัญลักษณ์ของจังหวัด

จังหวัดเพชรบุรีใช้อักษรย่อว่า"พบ"

 คำขวัญของจังหวัดเพชรบุรี
"เขาวังคู่บ้าน ขนมหวานเมืองพระ เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรมะ ทะเลงาม"
 
ธงประจำจังหวัดเพชรบุรี 


   
ต้นไม้ประจำจังหวัด 
ชื่อพรรณไม้ หว้า
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sysygium cumini


จังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางตอนล่าง

“บ้างก็จัดอยู่ในภาคตะวันตก ด้านของการพยากรณ์อากาศจัดอยู่ภาคใต้ตอนบน”

มีภูมิประเทศทั้งเป็นที่สูงติดเทือกเขาและที่ราบชายฝั่งทะเลอ่าวไทยเป็นเมืองเก่าแก่

มักเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า เมืองเพชร

ชื่อจังหวัดนี้ออกเสียงตามราชบัณฑิตยสถานว่า เพ็ด-ชะ-บุ-รี

แต่ชาวเมืองเพชรนิยมออกเสียงว่า เพ็ด-บุ-รี

และมีการรณรงค์ให้ออกเสียงเช่นนี้ด้วย

เพชรบุรีในสมัยโบราณเรียกกันว่า พริบพรี ก็มีบ้างก็ว่ามาจาก ศรีวัชรบุรี

จังหวัดเพชรบุรีมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตน้ำตาลเนื่องจากมีต้นตาลหนาแน่น เป็นเมืองเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนานเพชรบุรีเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของไทยในกลุ่มหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ปัจจุบันมีวัดเก่าแก่และบ้านเรือนทรงไทยจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีคำพูดติดปากว่า นักเลงเมืองเพชร

ปัจจุบันเพชรบุรีเป็นเมืองด่านสำคัญระหว่างภาคกลางและภาคใต้
 มีการแบ่งยุคแบ่งการปกครองประวัติศาสตร์ไทยที่มีบันทึกไว้คือ

-ยุคก่อนประวัติศาสตร์
บ้านเชียงประมาณ 2500 ก่อน พุทธศตวรรษ
บ้านเก่าประมาณ 2000 ก่อน พุทธศตวรรษ
-ยุคอาณาจักรสุวรรณภูมิ
ก่อนพุทธศตวรรษที่ 3-5
สุวรรณโคมคำ
พุทธศตวรรษที่ 4-5
-ยุคอาณาจักรทวารวดี-นครชัยศรี
ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 5-15
-ยุคอาณาจักรโยนกนาคพันธุ์
พุทธศตวรรษที่ 638-1088
-ยุคอาณาจักรคันธุลี
พุทธศตวรรษที่ 994-1202
-ยุคอาณาจักรเวียงปรึกษา
พุทธศตวรรษที่ 1090-1181
-ยุคอาณาจักรศรีวิชัย
พุทธศตวรรษที่ 1202-1758
-ยุคอาณาจักรละโว้
พุทธศตวรรษที่ 1191 -1470
-ยุคอาณาจักรหิรัญเงินยาง
พุทธศตวรรษที่ 1181 - 1805
-ยุคอาณาจักรหริภุญชัย
พุทธศตวรรษที่ 1206-1835
เกิดสงครามสามนคร พ.ศ. 1467-1470(สุพรรณภูมิ-ละโว้-ตามพรลิงค์)
-ยุคอาณาจักรพริบพรี-นครศรีธรรมราช-สุโขทัย
พุทธศตวรรษที่ 1792-1981
-ยุคอาณาจักรพะเยา
พุทธศตวรรษที่ 1190-2011
-ยุคอาณาจักรเชียงราย
พุทธศตวรรษที่ 1805-1835
-ยุคอาณาจักรล้านนา
พุทธศตวรรษที่ 1835-2101
-ยุคอาณาจักรอยุธยา(1)
พุทธศตวรรษที่ 1893-2112 
เกิดสงครามตะเบ็งชเวตี้ ,สงครามช้างเผือกและเสียกรุงครั้งที่ 1
พุทธศตวรรษที่ 2112
-ยุคอาณาจักรพิษณุโลก
พุทธศตวรรษที่ 2106-2112
(ล้านนาของพม่า
พุทธศตวรรษที่ 2101-2317)
-ยุคอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา(2)
พุทธศตวรรษที่ 2112-2310
เสียกรุงครั้งที่ 2
-ยุคอาณาจักรกรุงธนบุรี
พุทธศตวรรษที่ 2310-2325
(ล้านนาของสยาม
พุทธศตวรรษที่ 2317-2442
รวม นครเชียงใหม่,เมืองแพร่,แคว้นน่าน)
-ยุคอาณาจักรกรุงรัตนโกสินทร์
พุทธศตวรรษที่ 2325-ปัจจุบัน
(เกิดสงครามเก้าทัพ,อานามสยามยุทธ,การเสียดินแดนมณฑลเทศาภิบาล,สงครามโลก:ครั้งที่ 1-ครั้งที่ 2)
-ยุครัฐประชาชาติประเทศไทย
-ปฏิวัติ พุทธศตวรรษที่ 2475
-เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศสหรัฐไทยเดิม พุทธศตวรรษที่ 2485-2489

อาณาจักรเพชรบุรี(พริบพรี)

อาณาจักรแคว้นหนึ่งของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อยุธยาโดยตรง

ทั้งนี้มีกษัตริย์ปกครองราชอาณาจักร ภายหลังเกิดโรคระบาดจึงได้มีการย้ายการตั้งถิ่น

ความสำคัญของทฤษฎีหนึ่งของนักประวัติศาสตร์ให้ความสำคัญ

ถึงที่มาของกษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาก็คือพระเจ้าอู่ทอง

ซึ่งมาการกล่าวอ้างในหนังสือลาร์ลูแบร์และคำให้การของคนกรุงเก่า

@จากตำนานเมืองนครศรีธรรมราช


กล่าวไว้ว่า พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชพระบวรเชษฐพระราชกุมาร อันเป็นพระราชนัดดา ได้ลาพระเจ้าปู่พระเจ้าย่ามาตั้งบ้านเมืองอยู่ ณ เพชรบุรีโดยได้นำคนมาสามหมื่นสามพันคน ช้างพังทลายห้าร้อยเชือก ม้าเจ็ดร้อยตัว สร้างพระราชวังและบ้านเรือนอยู่หน้าพระลาน ให้คนเหล่านั้นทำนาเกลือ ครองราชย์อยู่กรุงเพชรบุรีไม่นานนัก มีสำเภาจีนลำหนึ่งถูกพายุมาเกยฝั่ง

ชาวเพชรบุรีได้นำขุนล่ามจีนเข้าเฝ้า ขุนล่ามได้ถวายเครื่องราชบรรณาการแก่กษัตริย์เมืองเพชรบุรีขุนล่ามจีนได้ขอฝาง ทางเมืองเพชรบุรีได้มอบฝางให้จนเต็มเรือ เมื่อเรือกลับถึงเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนทรงทราบจึงโปรดพระราชทานบุตรีชื่อ พระนางจันทรเทวีศรีบาทราชบุตรีทองสมุทร ซึ่งประสูติแต่นางจันทรเมาลีศรีบาทนาถสุรวงศ์พระธิดาเจ้าเมืองจำปาได้ถวายแก่พระเจ้ากรุงจีน

พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชทรงมี พระราชบุตรหลายพระองค์ องค์หนึ่งพระนามว่าพระพนมวังมีมเหสีทรงพระนามว่าพระนาง สะเดียงทอง พระพนมทะเลโปรดให้ไปสร้างเมืองนครดอนพระ พร้อมด้วยพระเจ้าศรีราชา พระราชทานคนเจ็ดร้อยคน แขกห้าร้อยคน ช้างสามร้อยเชือก ม้าสองร้อยตัว เมื่อไปถึงเมืองและสร้างพระธาตุ

จากตำนานเรื่องนี้แสดงว่า เมืองเพชรบุรีได้เจริญรุ่งเรืองและเป็นเมืองหลวง เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง พระโอรสของกษัตริย์เมืองนี้ได้ไปสร้างเมืองศิริธรรมนครหรือนครศรีธรรมราชและสร้างพระบรมธาตุเมืองนครด้วย

@จากบันทึกของลาลูแบร์
ได้กล่าวถึงกษัตริย์เมืองเพชรบุรีไว้ว่า ปฐมกษัตริย์สยามทรงพระนามว่าพระปฐมสุริยเทพนรไทยสุวรรณบพิตร ครองนครไชยบุรี พ.ศ. 1300 สืบราชสันติวงศ์มาสิบชั่วกษัตริย์ องค์สุดท้ายทรงพระนามว่าพญาสุนทรเทพมหาเทพราช โปรดฯ ให้ย้ายเมืองหลวงตั้งชื่อใหม่ว่าธาตุนครหลวง (Tasoo Nocorn Louang)

ในปี พ.ศ. 1731 กษัตริย์องค์ที่ 12 สืบต่อมาจากพญาสุนทรฯ ทรงพระนามว่าพระพนมไชยศิริ พระองค์โปรดฯ ให้ราษฎรไปอยู่ ณ เมืองนครไทยทางตอนเหนือของเมืองพิษณุโลก ส่วนพระองค์เองไปสร้างเมืองใหม่ชื่อพิบพลี (Pipeli)

ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา

มีพระมหากษัตริย์สืบต่อมา 4 ชั่วกษัตริย์จนถึงองค์สุดท้ายทรงพระนามว่า

รามาธิบดี ได้สร้างเมืองสยามขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1894 จากบันทึกนี้กับตำนานเมืองนครศรีธรรมราชมีส่วนคล้ายคลึงกันมาก

เพียงแต่เพี้ยนนามเท่านั้น คือ พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชกับพระพนมไชยศิริ ส่วนองค์ที่สร้างกรุงศรีอยุธยานั้นพระนามตรงกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องพระพนมไชยศิรินี้ บางตำนานได้กล่าวไว้ว่า เป็นเจ้าเมืองเวียงไชยปราการได้หนีข้าศึกมาจากเมืองสุธรรมวดี (สะเทิม) เมื่อ พ.ศ. 1547

ในตอนแรกจะอพยพครอบครัวไปทางทิศตะวันตกของแม่น้ำกก แต่ในขณะนั้นในแม่น้ำมีมาก จึงล่องใต้มายังตำบลหนึ่งแล้ว จึงสร้างเมืองขึ้นให้ชื่อว่า กำแพงเพชร และที่เมืองสุโขทัยยังมีเมืองๆ หนึ่งชื่อ เมืองเพชรบุรีอยู่ที่อำเภอคีรีมาศริมฝั่งคลองสาระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง

จดหมายเหตุของลาร์ลูแบร์ได้บันทึกจากคำบอกเล่าขณะเดินทางมากรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า
           “…ปฐม กษัตริย์สยามทรงพระนามว่า พระปฐมสุรยเทพนรไทยสุวรณบพิตร ครองนครชัยบุรี พ.ศ.1300สืบราชสันติวงศ์มาสิบชั่วกษัตริย์ องค์สุดท้ายทรงพระนามว่าพญาสุนทรเทพมหาเทพราช โปรดฯให้ย้ายเมืองหลวงตั้งชื่อใหม่ว่าธาตุนครหลวง ในปี พ.ศ.1731
กษัตริย์องค์ที่12สืบต่อมาจากพญาสุนทรฯ ทรงพระนามว่า พระพนมไชยศิริ พระองค์โปรดให้ราษฎรไปอยู่ ณ เมืองนครไทยทางตอนเหนือของเมืองพิษณุโลก ส่วนพระองค์เองไปสร้างเมืองใหม่ ชื่อ พิบพลี
ตั้งอยู่บนแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีพระมหากษัตริย์สืบต่อมา4ชั่วกษัตริย์ จนถึงองค์สุดท้าย ทรงพระนามว่ารามาธิบดี ได้สร้างเมืองสยามขึ้นเมื่อ พ.ศ.1894…”

           

นอกจากนี้หลักศิลาจารึกที่1 สมัยสุโขทัยยังกล่าวถึงเมืองเพชรบุรีว่า
“เบื้องหัวนอน รอดคนธี พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรีเพชรบุรีศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว”

สมัยพ่อขุนรามคำแหง เมืองเพชรบุรีมีฐานะสำคัญเทียบเท่าเมืองต่างๆที่กล่าวอยู่ในศิลาจารึก หลักที่1เป็นนัยสำคัญที่เดียวแหละ
           

ชื่อเมืองเพชรบุรียังปรากฎในเอกสารจีนราชวงศ์หงวนว่า ปีที่31ในรัชกาลจี้หยวนเดือน6วันเกิงอิ๋นกันมู่ติง(กมรเตง)ส่งทูตจากเมืองปี้ชาปู้หลี่ มาถวายเครื่องราชบรรณาการ ซึ่งตรงกับวันที่5กรกฎาคม พ.ศ.1837ตรงกับสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แสดงว่าเมืองเพชรบุรีในระยะนั้นมีความสำคัญพอที่จะส่งบรรณาการไปจีนได้ด้วยตนเอง ซึ่งเท่ากับว่าเมืองเพชรบุรีและเมืองจีนมีความสัมพันธวไมตรีต่อกัน คล้ายกับระบบรัฐต่อรัฐ เมืองต่อเมืองเลยทีเดียว
           

กล่าวได้ว่าสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น เมืองเพชรบุรีก็นับว่ามีความสำคัญทางด้านการปกครอง และการบริหารราชกิจในฐานะที่มีเจ้าเมืองปกครองเยี่ยงพระมหากษัตริย์

ในเอกสารของชาวตะวันตกที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยายังได้บันทึกเรื่องราวของเมืองเพชรบุรีไว้อีกหลายที่ด้วยกัน เช่น

Tome Pires ชาวโปรตุเกสที่เดินทางไปยังอินเดียและมะละกา ในปี พ.ศ.2054 และได้ทำบันทึกเกี่ยวกับเมืองที่สำคัญที่มีบทบาททางการค้าระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก เอาไว้ โดยกล่าวถึง เมืองเพชรบุรี(Peperim , Pepory) ว่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญ เมืองหนึ่งใน เขตฝั่งตะวันออก แล้วยังเป็นเมืองที่มีเจ้าเมืองปกครองเยี่ยงกษัตริย์ และยังมีสำเภาส่งไปค้าขายยังภูมิภาคต่างๆด้วยส่วนในประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม

ของนายฟรังซัวร์ อังรี ตุรแปง กล่าวว่า เมืองเพชรบุรี(Pipli) เป็นท่าเรือติดทะเล ค้าข้าว ผ้า และฝ้ายมาก

นิโกลาส์ แชรแวส ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ได้กล่าวไว้ในประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ในบทที่ว่าด้วยเมืองบางกอกและเมืองท่าอื่น ๆ กล่าวถึง เมืองเพชรบุรีไว้ด้วยคือ"เมืองพิบพลี (Piply :เพชรบุรี)…อยู่ไกลจากปากน้ำเพียง 10 หรือ 12 ลี้ เท่านั้น เป็นเมืองเก่ามาก กล่าวกันว่าเคยเป็นเมืองที่งดงาม…"

จดหมายเหตุการเดินทางของพระสังฆราชแห่งเบริธ ที่เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2205 (สมัยสมเด็จพระนารายณ์) ได้กล่าวถึงเมืองเพชรบุรีไว้ว่า"จากเมืองปราณบุรี เรามาถึงเมืองเพชรบุรี(Pipili) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม โดยใช้เวลาเดินทาง 5 วัน เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่และมีกำแพงเมืองก่ออิฐ"

จาก The History of Japan together with a description of the Kingdom of Siam 1690 - 92 ของ Engellbert Kaempfer M.D. ที่เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.2233 ได้บรรยายเส้นทางการเดินทางไว้ตอนหนึ่งว่า"…ต่อจากนั้นก็ถึงจาม (Czam) ถัดขึ้นไปคือเพชรบุรี(Putprib)"

ในจดหมายเหตุของมองสิเออร์เซเบเรต์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนที่กล่าวถึงการเดินทางเพื่อไปลงเรือที่เมืองมะริด ในปี พ.ศ.2230 ได้บรรยายเมืองเพชรบุรีไว้ว่า
"เมืองเพชรบุรีนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ในประเทศสยามและเดิม ๆ มาพระเจ้าแผ่นดินสยามก็เคยมาประทับอยู่ในเมืองนี้เสมอ ๆ เมืองนี้มีกำแพงก่อด้วยอิฐล้อมรอบ และมีหอรบหลายแห่ง แต่กำแพงนั้นชำรุดหักพังลงมากแล้วยังเหลือดีอยู่แถบเดียวเท่านั้น บ้านเรือนในเมืองนี้ไม่งดงามเลย เพราะเป็นเรือนปลูกด้วยไม้ไผ่ทั้งสิ้นสิ่งที่งามมีแต่วัดวารามเท่านั้น และวัดในเมือง
นี้ก็มีเป็นอันมาก…"

จากเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในเอกสารฝ่ายไทย เรียก เมืองเพชรบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า เมืองเพชญบุรีย

ส่วนที่เรียกว่า เมืองวิดพรี ในคำให้การชาวกรุงเก่านั้น เอกสารฉบับนี้ต้นฉบับ
เป็นภาษาพม่า กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณขอคัดสำเนามาจากพม่า แล้วมาแปลเป็นภาษาไทยอีกทีหนึ่ง เป็นเรื่องราวพงศาวดารไทยที่พระเจ้าอังวะกษัตริย์พม่าให้เรียบเรียงจากคำให้การของชาวไทยที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งพม่ายกมาตีกรุงศรี อยุธยา จึงเป็นไปได้ว่าชื่อวิดพรีนั้น เป็นการเรียกตามสำเนียงพม่า

ส่วนในเอกสารชาวตะวันตกที่เข้ามากรุงศรีอยุธยา ก็เรียกชื่อเมืองเพชรบุรีแตกต่างกันไปหลายแบบคือ

Tome Pires ชาวโปรตุเกส (พ.ศ.2054) เรียกว่า Peperim , Pepory

ในจดหมายเหตุการเดินทางของพระสังราชแห่งเบริธ (พ.ศ.2205) เรียก Pipili

ในประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ของนิโกลาส์ แชรแวส เรียก Piply

ส่วนใน The History of Japan together with a description of the Kingdom of Siam 1690 - 92 ของ Engellbert Kaempfer M.D.(พ.ศ.2233) เรียก Putprib

เหตุที่มีการเรียกชื่อเมืองเพชรบุรีแตกต่างกันหลายแบบน่าจะเป็นการถ่ายเสียง จากภาษาไทยตามสำเนียงของแต่ละชาติแต่ละภาษา

@จากคำให้การของชาวกรุงเก่า
ได้กล่าวถึงพระเจ้าอู่ทองสร้างเมืองเพชรบุรีไว้ว่า

พระอินทราชาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าชาติราชาได้ครองเมืองสิงห์บุรี

พระอินทราชาไม่มีโอรส จึงทรงมอบราชสมบัติให้พระราชอนุชาครองราชสมบัติแทน

พระนามว่าพระเจ้าอู่ทอง ส่วน พระองค์ได้เสด็จไปซ่อมแปลงเมืองเพชรบุรีเป็นเมืองหลวง

บ้างก็กล่าวว่าพระองค์ถูกพระอนุชาและพระมเหสีคบคิดกันจะลอบปลงพระชนม์

พระองค์จึงหนีไปสร้างเมืองเพชรบุรีต่อมาทรงได้พระราชโอรสองค์หนึ่ง

ทรงพระนามว่า พระอู่ทอง ตามชื่อพระเจ้าอา พระโอรสองค์นี้

ประสูติแต่พระมเหสีชื่อ มณีมาลา เมื่อพระอู่ทองมีพระชนม์ได้ 16 พรรษา

พระอินทราชาสวรรคต พระองค์จึงได้ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าอู่ทอง

มเหสีทรงพระนามว่า พระนางภูมมาวดีเทวี

จากคำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวว่า
“พระเจ้าพิชัยราชาได้เสด็จประพาส พร้อมด้วยหมู่ราชบริพาร ทรงเลือกหาชัยภูมิจะสร้างพระนครใหม่ให้สมควรแก่พระองค์ เมื่อได้ชัยภูมิดีแล้วก็ทรงสร้างพระนครขึ้น ให้ชื่อว่า พระนครชัยบุรี(เข้าใจว่าเป็นเพชรบุรี)”

และได้กล่าวถึงเมืองเพชรบุรีอีกว่า เชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าชาติราชาได้ครองราชสมบัติในพระนครสิงห์บุรีชื่อว่า พระอินทราชา ได้เสด็จมาซ่อมแซมแปลงเมืองเพชรบุรีเป็นนครหลวงประทับอยู่ ถึงกระทั่งมีพระโอรสมีชื่อว่า อู่ทอง

เมื่อพระเจ้าอู่ทองขึ้นครองราชสมบัติในพระนครเพชรบุรีสืบต่อมา พระนครเพชรบุรีมีเรื่องเกิดขึ้น3ประการ
     ประการแรก   ราษฎรอดอยากขัดสน
     ประการที่สอง ช้างม้าโคกระบือเป็นโรคป่วยไข้
     ประการที่สามผู้คนและสัตว์ล้มตายลงโดยมาก
 พระเจ้าอู่ทองเห็นว่า พระนครเพชรบุรีจะไม่เป็นสุขสบายเสียแล้ว จึงไปหาชัยภูมิใหม่ จึงอพยพราษฎรไปสร้างเมืองใหม่ ที่ตำบลจังหวัดหนองโสน(กรุงศรีอยุธยา)

@แบ่งแยกอาณาเขต
ในศักราช 1196 พระเจ้าอู่ทองได้ทรงแบ่งเขตแดนกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราช เจ้าเมืองศิริธรรมนคร โดยใช้แท่นหินเป็นเครื่องหมาย

ทางเหนือเป็นของพระเจ้าอู่ทอง ทางใต้เป็นของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช และทั้งสองประเทศจะเป็นไมตรีเสมอญาติกัน

หากพระเจ้าศรีธรรมโศกราชสิ้นพระชนม์เมื่อใด ก็ขอฝากนางพญาศรีธรรมโศกราช พญาจันทรภานุและพญาพงศ์สุราหะพระอนุชาด้วยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนสินค้ากัน

โดยทางฝ่ายเพชรบุรีส่งเกลือไปให้ ทางเมืองนครศรีธรรมราชส่งหวาย แซ่ม้าเชือก เป็นต้น มาให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชฯ ให้ซ่อมแปลงพระธาตุและส่งเครื่องราชบรรณาการและพระราชสาส์นมายังพระเจ้าอู่ทอง

พระองค์โปรดฯ ให้นำเครื่องไทยทานไปยังเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาเมืองเพชรบุรีเกิดข้าวยากหมากแพง ราษฎรอดอยาก เกิดโรคภัยไข้เจ็บ พระเจ้าอู่ทองจึงทรงหาที่ตั้งเมืองใหม่ โดยทรงตกลงสร้างเมืองขึ้น ณ ตำบลหนองโสน ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ทรงสร้างนครอินทปัตย์

เมื่อ พ.ศ. 1111 เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้วทรง ตั้งชื่อว่ากรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกบวรรัตนราชธานีบุรีรมย์
และทรงสถาปนาพระองค์ใหม่ว่าพระเจ้ารามาธิบดีสุริยประทุมสุริยวงศ์

@ตำนานเพ็ชรบุรี


ฉบับราชบุรี พ.ศ. 2368 กล่าวว่า

แต่ในกาลปางก่อนดึกดำบรรพ์โพ้น พระนครเพ็ชรบุรี เป็นเมืองมีกษัตริย์สมมุติราช ครอบครองมาเป็นลำดับๆ เป็นเมืองเกษมสารพร้อมสรรพด้วยความสนุกสำราญรื่นรมย์ ทุกประการ

มั่งคั่งด้วยคุณสมบัติและทรัพย์ศฤงคาร ทั้งมีปาโมชอาจารย์เป็นประทานทิศ สั่งสอนสานุศิษย์บรรลุศิลปวิทยาคาถา อาคม เวททางค์ศาสตร์สำเร็จ อิทธิฤทธิ์เป็นเมืองมีเกียรติยศไพศาลแผ่เผยเดชานุภาพความมั่งคั่งสมบูรณ์ไปในนาๆชาติทั้งหลายปราศจากภัยอันตรายศัตรู

หมู่ปรปักษ์เสี้ยนหนามชาวเมืองเกษมสำราญบานใจไพร่ฟ้าหน้าใสทั่วหน้ามีฝูงชนกล่นเกลือนล้นหลามไปทั่วทุกภูมิลำเนามากมาย ด้วยชาวเจ้าและพวกพ่อค้านานาชนิดแขกเมืองมาพึ่งพาค้าขายสินค้าใหญ่ที่เป็นประธานทรัพย์นับว่าขึ้นชื่อ

ฤๅชา คือ ป่าตาล ดงตาล มีอยู่ทั่วอาณาเขตต์ มีโคตรเพ็ชร์อันเตร็ด ตรัด จำรัสศรี เพลากลางราตรี ส่องแสงสว่างพราวราวกับดาวประดับเขา บังเกิดมีปรากฏขึ้นเป็นเดิม ณ ยอดเขาใหญ่ด้านดินแดน

ได้อาศัย แสงเพ็ชร์ พลอยแห่งภูเขานั้นเป็นเหตุภูเขานั้น จึงได้สมญาพิเศษเรียกว่า เขาแด่น คือแลดูด่างพร้อย เพราะเหตุเพ็ชร์พลอย ปรากฏแล้ว ณ ยอดภูเขา นั้นท่านโบราณกษัตริย์ ทั้งหลาย ผู้เป็นต้น ก่น สร้างพระนคร

จึงขนานนามกรเมืองนั้นว่า เมืองเพ็ชรบุรี กระนี้แล

จังหวัดเพชรบุรีแต่เดิมตามสมุดราชบุรี 2468
เขียนว่าเพ็ชร์บุรีบางยุค บางสมัยก็เรียกว่าพลิบพลีบ้างก็เรียกว่า
“วิดพลี”ในจารึกปราสาทพระขรรค์ที่พระเจ้าชัยวรมันที่7แห่งเมืองพระนคร
(พุทธศตวรรษที่17-18)จารึกไว้ว่าศรีชัยวัชรบุรีคือเมืองเพชรบุรีจากการบันทึกของบาทหลวงและพ่อค้าชาวยุโรป เรียกเมืองเพชรบุรีว่าปิปิลหรือปิปิลิ
และพลิบพลีและในเอกสารจีนราชวงศ์หงวน เรียกเมืองเพชรบุรีว่า เมือง
ปี้ชาปู้หลี่
จากจดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ใต้เชง
เรียกไทยครั้งโบราณว่า เสียมหลอก๊ก มีเมืองใหญ่9เมือง เมืองเล็ก14เมือง เรียกเพชรบุรีว่าพีพี
 

เกร็ดตำนานเมืองเพชรบุรีจากหนังสือสมุดราชบุรี2468กล่าวว่า
“พระนครเพชรบุรีเป็นเมืองที่มีกษัตริย์ สมมุติราชครอบครองมาเป็นลำดับ เป็นเมืองเกษมศานต์ พร้อมสรรพด้วยความสนุกสำราญรื่นรมย์ทุกประการ มั่งคั่งด้วยสมบัติและทรัพย์ศฤงคาร ทั้งมีปาโมกข์อาจารย์เป็นประธานในทิศสั่งสอนสานุศิษย์ บรรลุศิลปวิทยาคาถาคม เวทมนตร์ทางไสยศาสตร์ สำเร็จอิทธิฤทธิ์ บุญฤทธิ์ เป็นเมืองมีเกียรติยศ แผ่เผยเดชานุภาพ ความมั่งคั่งสมบูรณ์ไปในนานาชาติทั้งหลาย ปราศจากภัยอันตราย ศัตรูหมู่ปรปักษ์เสี้นหนาม ชาวเมืองเกษมสำราญบานใจ ไพร่ฟ้าหน้าใสทั่วหน้า มีฝูงชนกล่นเกลื่อนล้นหลาย ไปทั่วทุกภูมิลำเนา มากมายด้ายชาวเจ้าและพ่อค้านานาชาติ”

เพชรบุรีเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของไทยในกลุ่มหัวเมืองฝ่ายตะวันตก มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ มีหลักฐานชื่อเรียกปรากฏในหนังสือชาวต่างประเทศ เช่น ชาวฮอลันดาเรียกว่า “พิพรีย์” ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า “พิพพีล์” และ“ฟิฟรี” จึงสันนิษฐานกันว่าชื่อ “เมืองพริบพรี” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองเพชรบุรีซึ่งสอดคล้องกับชื่อวัดพริบพลี ที่เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดและที่วัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งเสาชิงช้าอีกด้วย

@พระนามกษัตริย์


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้ข้อคิดเห็นว่า

"เดิมเมื่อประมาณพันปีเศษมาแล้ว เมืองเพชรบุรีมีกษัตริย์ปกครองเช่นเดียวกับเมืองนครศรีธรรมราช มาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นใหญ่ อำนาจของเมืองทั้งสองจึงอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยา"
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะรวบรวมพระนามกษัตริย์อาณาจักรเพชรบุรีที่ปรากฏมีดังนี้
-ลำดับพระนาม/นามตำแหน่งราชวงศ์ช่วงเวลา

1 พระพนมทะเลศรีมเหนทราชาธิราช
2 พระพนมไชยศิริ
3 พระกฤติสาร
4 พระอินทราชา
5 พระเจ้าอู่ทอง (เพชรบุรี: ไม่ทราบปี -พ.ศ. 1748;
อโยธยา:พ.ศ. 1748-1796)
6 เจ้าสามกษัตริย์เพชรบุรี(พ.ศ. 1748- ไม่ทราบปี)
*เจ้าวรเชษฐ์กษัตริย์เพชรบุรี-สายน้ำผึ้ง(เพชรบุรี: หลังพ.ศ. 1868-1887;
อโยธยา:พ.ศ. 1887-1893;
อยุธยา:พ.ศ. 1893-1912)

ต้นวงศ์ของกษัตริย์เพชรบุรีคือ พระพนมทะเลศรีมเหนทราชาธิราช ผู้เป็นเชื้อสายของพระเจ้าพรหมแห่งเวียงไชยปราการ
ราชวงศ์นี้ได้ครองเมืองเพชรบุรีมาจนถึงสมัยพระเจ้าอู่ทองเพชรบุรีเกิดข้าวยากหมากแพง ราษฎรอดอยาก เกิดโรคภัยไข้เจ็บ พระเจ้าอู่ทองจึงได้เสด็จไปสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
อาณาจักรเพชรบุรีจึงขึ้นตรงกับกรุงศรีอยุธยา ความสำคัญของอาณาจักรจึงเป็นเพียงเมืองหนึ่งของอยุธยา
นอกจากนี้ยังสามารถศึกษาศิลปกรรมเมืองเพชรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นอย่างลงตัวแสดงความรุ่งเรืองมาก่อนในอดีตกาล

           จากหลักฐานทั้งของไทยและต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจดหมายเหตุของจีน บันทึกของราชทูตชาวฝรั่งเศส และบันทึกของบาทหลวง จารึกของ
พระเจ้าชัยวรมันที่7และบันทึกในเอกสารชาวต่างชาติที่มาติดต่อค้าขายและราชทูตอื่นๆอีกนั้น กล่าวถึงเมืองเพชรบุรีเป็นเสียงเดียวกันว่า
เมืองเพชรเป็นเมืองที่มีอารยธรรม มีความสำคัญทางการค้า ที่สำคัญเป็นเมืองหนึ่งที่ปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาหลายพระองค์

 เมืองเพชรบุรีเป็นเมืองใหญ่ที่มีความหมายในทางประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่มาก ไม่ต่างกับอาณาจักรอื่นๆ ทั้งนี้เมืองเพชรเป็นเมืองที่มีอารยธรรม มีความรุ่งโรจน์มาตั้งแต่อดีตกาล ประมาณ4,000 – 2,000ปีก่อนพุทธกาล หรือเรียกว่ามีผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองเพชรแห่งนี้มาก่อนยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งได้มีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากมาย อาทิ เครื่องมือเครื่องใช้ ขวานหินขัด เครื่องประดับ เช่น ลูกปัด กำไลข้อมือ และตุ้มหูที่ทำด้วยหิน เครื่องภาชนะดินเผาที่ถ้ำเขากระปุก บ้านหนองแฟบ บริเวณเขากระจิว อำเภอท่ายาง พบโครงกระดูกและโบราณวัตถุ เช่น ภาชนะดินเผา ลูกปัดหินอาเกต ลูกปัดหินคาร์นีเลียน ลูกปัดแก้ว และเครื่องมือเหล็ก อีกทั้งยังมีการติดต่อกับชุมชนที่ห่างไกล เช่น อินเดีย และจีน เนื่องจากชุมชนในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะภาคกลางของไทย อยู่ในเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญระหว่างอินเดียกับจีน
           ในราวพุทธศตวรรษที่7จากจดหมายเหตุของจีน ทำให้ทราบว่า เส้นทางการค้าทางทะเลเป็นการเดินเรือที่เดินทางเลียบชายฝั่งคาบสมุทรมลายู ทั้งด้านตะวันตก(อ่าวอันดามัน)และทางด้านตะวันออก(อ่าวไทย)เพชรบุรีตั้งอยู่ตรงชายฝั่งตะวันออก จึงน่าจะเป็นท่าเรือที่สำคัญแห่งหนึ่งด้วย
           พุทธศตวรรษที่11-16
วัฒนธรรมอินเดียเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะด้านพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ การลื่นไหลทางวัฒนธรรมภายนอกโดยเฉพาะเรื่องศาสนานั้น จึงเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา เกิดเป็นอยู่ทั่วไป ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ เช่น พระพุทธรูป ธรรมจักรที่หนองปรง อำเภอเขาย้อย ที่เขากระจิว บ้านหนองพระ อำเภอท่ายาง ที่เนินโพธิ์ใหญ่ อำเภอบ้านลาด ที่ทุ่งเศรษฐี อำเภอชะอำ
           ต่อมาในพุทธศาสนาที่17-18
วัฒนธรรมลพบุรี ได้เข้ามาเป็นที่นิยม มีอิทธิพลต่อรูปแบบศิลปกรรมแบบทราวดี ที่เป็นหลักฐานการเปลี่ยนแปลงด้านศิลปกรรม เห็นได้ชัดคือ สถูปเจดีย์ก่อด้วยอิฐ เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยม ที่เรียกว่า พระปรางค์ ก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย อยู่ระยะหนึ่ง หลักฐานที่หลงเหลืออยู่คือ พระปรางค์วัดกำแพงแลง ฐานล่างของพระปรางค์วัดมหาธาตุ ก็ก่อด้วยศิลาแลง พระปรางค์ทั้งสองแห่งย่อชี้ให้เห็นว่า เดิมน่าจะเป็นศิลปะลพบุรีมาก่อนที่จะมาบูรณะในชั้นหลัง


          จากหลักฐานด้านการจารึกปราสาทพระขรรค์ ที่พระเจ้าชัยวรมันที่7
แห่งเมืองพระนครโปรดให้จารึกขึ้น ได้กล่าวถึงเมืองต่างๆ จำนวน23เมือง ทรงส่งพระพุทธรูปชื่อ พระไชยพุทธมหานาค ไปประดิษฐานนั้นมี6เมือง ได้แก่ ลโวทยปุระ สุวรรณปุระ สัมพูกปัฏฏะ ชัยราชบุรี ศรีชัยสิงห์บุรี และศรีชัยวัชรบุรี กล่าวกันว่า ทั้ง6เมืองอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งร่องรอยโบราณสถาน ศิลปะลพบุรี อันมีลักษณะแบบศิลปขอมโบราณ ลโวทยปุระคือเมืองลพบุรี สัมพูกปฏฏะ คือเมืองโบราณที่สระโกสินารายณ์จังหวัดราชบุรี ชัยราชบุรีคือเมืองราชบุรี ศรีชัยสิงห์บุรีคือเมืองโบราณที่ปราสาทเมืองสิงห์ และศรีชัยวัชรบุรีก็คือเมืองเพชรบุรี
           ทั้งนี้ ชุมชนในจังหวัดเพชรบุรียังพบเศษภาชนะดินเผาของจีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง สมัยห้าราชวงศ์ และราชวงศ์สุ้ง สะท้อนให้เห็นว่า เมืองเพชรมีการไหลลื่นทางวัฒนธรรม และการค้าขายกับจีนมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่12-18หรือระหว่างสมัยทราวดี และสมัยลพบุรี

@ร่องรอยของผู้คนในอดีตในเขตจังหวัดเพชรบุรีปรากฏหลักฐานในรูปของโบราณวัตถุ โบราณสถาน แหล่งที่อยู่อาศัยหลงเหลืออยู่ทั่วไปตั้งแต่ในช่วงที่เป็นชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์พบหลักฐานแถบภูเขาทางตะวันตกในเขตอำเภอท่ายาง จวบจนสังคมพัฒนาขึ้นภายใต้วัฒนธรรมแบบทวารวดี ก็พบร่องรอยของชุมชนเหล่านี้ในหลายพื้นที่ เช่น กลุ่มผลิตรูปเคารพหนองปรง ในเขตอำเภอเขาย้อย กลุ่มบ้านหนองพระ เนินโพธิ์ใหญ่ เนินดินแดง วัดป่าแป้นในเขตอำเภอบ้านลาด กลุ่มเขากระจิว ในเขตอำเภอท่ายาง กลุ่มทุ่งเศรษฐี ในเขตอำเภอชะอำ แต่ในลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีก็ยังไม่พบหลักฐานของเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบแบบเมืองทวารวดีที่ พบทั่วไปใน ลุ่มแม่น้ำสำคัญอื่น ๆ ในแถบภาคกลางของไทยแต่ก็พบหลักฐานโบราณวัตถุแบบทวารวดี คือธรรมจักรหินในบริเวณชุมชนเก่าทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเพชรบุรี

เพชรบุรีในวัฒนธรรมเขมรโบราณ
เมื่อชุมชนในแถบลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรโบราณในช่วงเวลานี้น่าจะมีการพัฒนาขึ้นในระดับหนึ่ง คงมีการสร้างเมืองในรูปแบบของวัฒนธรรมเขมรโบราณเป็นรูปสี่เหลี่ยมขึ้นที่ทางฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเพชรบุรี(ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลช่องสะแก อำเภอเมืองเพชรบุรี) ผลจากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศ (โดยผ่องศรี วนาสิน และทิวา ศุภจรรยา) พบว่าบริเวณเมืองเพชรบุรีมีร่องรอยของแนวคูเมืองและกำแพงเมือง ที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ที่ใกล้จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมากกว่าสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวของแนวคูเมืองกำแพงเมืองแต่ละด้านกว่า 1 กิโลเมตร เมืองนี้ใช้แม่น้ำเพชรบุรีเป็นคูเมืองด้านทิศตะวันตก ลักษณะของผังเมืองที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบสม่ำเสมอเป็นเมือง
ที่มีอายุหลังสมัยทวารวดีมักพบมากในช่วงที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรโบราณลงมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จึงอาจกล่าวได้ว่าร่องรอยของแนวคูเมืองกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่นี้ เป็นร่องรอยของเมืองตั้งแต่ในช่วงที่ได้รับ

อิทธิพลวัฒนธรรมเขมร หลักฐานที่เป็นเครื่องสนับสนุนความเป็นบ้านเป็นเมืองในช่วงเวลานี้คือ โบราณสถานที่วัด
กำแพงแลง อันได้แก่ปรางค์ศิลาแลง 5 องค์ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและรูปเคารพที่ได้จากบริเวณนี้ล้วนมีอิทธิพล
ศิลปเขมรโบราณแบบบายน ที่มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 19 และถ้าหากเชื่อว่าเมืองนี้คือหนึ่งในเมืองที่
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ทรงประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถไว้ เมืองนี้ก็คือเมือง ศรีชัยวัชรบุรี

ชื่อเมืองและที่ตั้งของเมือง
ชื่อของเมืองเพชรบุรีปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในศิลาจารึกสุโขทัย 2 หลัก คือ ศิลาจารึกหลักที่ 1 และศิลาจารึกวัดเขากบ ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ตอนที่กล่าวถึงเมืองในอาณาเขตของสุโขทัยที่อยู่ทางใต้กล่าวว่า
"…เบื้องหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรีเพชรบุรีศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว…"

จากข้อความในจารึกแสดงให้เห็นว่าเพชรบุรีมีฐานะเป็นเมืองที่น่าจะมีความสำคัญใกล้เคียงกับเมืองต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวถึงในจารึก เช่น สุพรรณภูมิ ราชบุรี และนครศรีธรรมราช และในศิลาจารึกวัดเขากบ ที่กล่าวถึงการแสวงหาพระธาตุจนถึงเมืองอินเดียและลังกาตอนหนึ่งกล่าวถึงเส้นทางขากลับที่ ได้เดินทางมาขึ้นบกที่ตะนาวศรี แล้วตัดข้ามมาเพชรบุรีย้อนขึ้นไปยังราชบุรีและอโยธยาดังนี้
"…โสด ผสมสิบข้าว ข้ามมาลุตะนาวศรี เพื่อเลือกเอาฝูงคนดี …. สิงหลทีป รอดพระพุทธศรีอารยไมตรีเพชรบุรีราชบุรีน…ส อโยธยา ศรีรามเทพนคร…"

สำหรับที่ตั้งของเมืองเพชรบุรีในช่วงเวลาดังกล่าวไม่อาจกล่าวได้

เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ถ้าหากพิจารณาจากหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ในด้านศิลปสถาปัตยกรรมก็ไม่พบอิทธิพลศิลปะสุโขทัย ที่เด่นชัด แต่มีข้อน่าสน ใจประการหนึ่งคือ ที่วัดมหาธาตุเมืองเพชรบุรีแม้ว่าจะไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นมาเมื่อใดและผ่านการบูรณะมาหลายครั้งหลายสมัย แต่ก็พบว่าฐานรากมีอิฐขนาดใหญ่แบบเดียวกับที่ใช้สร้างโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดี น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานชัดแจ้ง รูปทรงองค์ปรางค์ที่ปรากฏอยู่ก็เป็นการบูรณะในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งอาจคงเค้าเดิมไว้คล้ายกับองค์มหาธาตุอื่น ๆ ที่ได้รับการบูรณะในสมัยกรุงศรีอยุธยา
คือทรงเรียวแบบฝักข้าวโพด ประกอบกับหลักฐานแวดล้อมอื่น เช่น ศาสนสถานอื่น ๆ ก็ปรากฏเป็นสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเมื่อมีการบูรณะในปัจจุบัน พบโบราณวัตถุ เช่น เครื่องถ้วยจีนเป็นเครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์สุ้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีอายุในราว พุทธศตวรรษที่ 16 - 19 อาจเป็นการนำของมีค่าในยุคก่อนนำมาฝังก็เป็นได้ แต่ก็ไม่น่าจะมีอายุห่างจากโบราณวัตถุมากนัก อาจจะราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามก็ยังมีหลักฐานอื่นที่เก่าไปกว่า
สมัยอยุธยาเป็นเครื่องสนับสนุน คือ พระพุทธรูปหินทรายแดงขนาดใหญ่ ศิลปะแบบอู่ทอง และยังมีเสมา ที่มีลวดลายซึ่งนักวิชาการบางท่านเชื่อว่า เป็นศิลปะอู่ทอง หรือศิลปะแบบก่อนอยุธยา จึงกล่าวได้ว่าวัดมหาธาตุ เมืองเพชรบุรีนี้ มีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา อันเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนาเถรวาทจากลังกา ที่นครศรีธรรมราชแพร่หลายขึ้นมาผ่านเพชรบุรีดินแดนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปยังสุโขทัย แล้วเป็นศาสนาหลักของสังคมที่เป็นบ่อเกิดของ วัฒนธรรมอีก หลายด้าน โดยเฉพาะในส่วนที่เนื่องในศาสนาเป็นต้นว่าการสร้างศาสนสถาน เมื่อไทยรับเอาลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาเมื่อต้นสุโขทัย

ได้เกิดธรรมเนียมการมีวัดมหาธาตุเป็นวัด สำคัญ ของเมือง แต่มิได้หมายความว่าพระธาตุเจดีย์เพิ่งจะเริ่มมีในสมัยสุโขทัย เนื่องจากมีธาตุเจดีย์อีกหลายองค์ที่มีอายุเก่ากว่ายุคสุโขทัย เช่น พระบรมธาตุเมืองไชยาจังหวัดสุราษฎร์ธานี

พระธาตุพนมจังหวัดนครพนม ธรรมเนียมการสร้างธาตุเจดีย์เป็นปูชนียสถานน่าจะเข้ามาตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธศาสนาเข้ามาใน ดินแดนที่ เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ในระยะแรก ๆ ส่วนธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากลัทธิลังกาวงศ์คือ การมีวัดมหาธาตุเป็นหลักของเมือง มีข้อสนับสนุนจากโบราณสถานที่ปรากฏในปัจจุบัน ในเมืองสำคัญ ๆ หลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นเมืองสุโขทัย ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก สวรรคโลก สุพรรณบุรี ราชบุรี สวรรค์บุรี และสิงห์บุรี เป็นต้น ล้วนแต่มีวัดมหาธาตุเป็นวัดหลักของเมืองทั้งสิ้น รวมทั้งเมืองเพชรบุรีด้วย ความสัมพันธ์ของเมืองเพชรบุรีกับสุโขทัยในช่วงเวลาดังกล่าวแม้ว่าจะไม่เด่นชัด

แต่จากข้อความในจารึกสุโขทัยทั้ง 2 หลักที่กล่าวข้างต้น ก็บ่งชัดว่า
เพชรบุรีมีฐานะเป็นเมืองเมืองหนึ่ง ตำแหน่งที่ตั้งของมหาธาตุนี้อยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีทางฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่คนละฟากกับเมืองในสมัยที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ปราสาทวัดกำแพงแลง หากว่าวัดมหาธาตุได้สถาปนาขึ้นในช่วงสมัยสุโขทัย บ้านเมืองทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชรบุรีก็คงมีความสำคัญอาจเป็นศูนย์กลางของเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว ในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏหลักฐานในกฎหมายตราสามดวง

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดให้ชำระขึ้นมีความตอนหนึ่งว่าสมัยพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา ตอนหนึ่งในพระราชบัญญัติหัวเมืองบัญญัติไว้ว่า
"…ออกพระศรีสุริทฤาไชย เมืองเพชญบุรีย ขึ้นประแดงเสนฎขวา…"โดยมีฐานะเป็นเมืองจัตวา และในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองเพชรบุรีจัดอยู่ในหัวเมือง
ฝ่ายตะวันตก โดยปรากฏหลักฐานอยู่ใน คำให้การชาวกรุงเก่า โดยเรียกว่า เมืองวิดพรี

เพชรบุรีเป็นเมืองเก่าแก่มาแต่โบราณ เคยเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ อาณาจักรหนึ่ง บางสมัยมีเจ้าผู้ครองนครหรือกษัตริย์ปกครองเป็นอิสระ บางสมัยอาจจะตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรที่เข้มแข็งกว่า เจ้าผู้ครองนครได้ส่งเครื่องบรรณาการไปยังเมืองจีนเป็นประจำเพชรบุรีมีปรากฏเป็นหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เช่น พระปรางค์ 5ยอด ณ วัดมหาธาตุวรวิหาร และปราสาทหินศิลาแลง ณ วัดกำแพงแลงเป็นต้น

โดยที่มาของชื่อเมืองนั้นอาจเรียกตามตำนานที่เล่าสืบกันมาว่าในสมัยโบราณเคยมีแสงระยิบระยับในเวลาค่ำคืนที่เขาแด่น ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่ามีเพชรพลอยบนเขานั้นจึงพากันไปค้นหาแต่ก็ไม่พบ จึงได้ออกค้นหาในเวลากลางคืนแล้วใช้ปูนที่ใช้สำหรับกินหมากป้ายเป็นตำหนิไว้เพื่อมาค้นหาในเวลากลางวัน แต่ก็ไม่พบ บ้างก็ว่าเรียกตามชื่อของแม่น้ำเพชรบุรีเมืองเพชรบุรีมีศิลปะวัตถุมากมาย เป็นหลักฐานที่แสดงว่าเพชรบุรีเคยเป็นบ้านเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นชุมชนถาวรมาตั้งแต่สมัยทวารวดี เช่น ศิลปะปูนปั้น

เพชรบุรีในสมัยสุโขทัย  


อาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงแม้จะมีอำนาจครอบคลุมเพชรบุรี   แต่เพชรบุรีก็ยังมีอิสระอยู่มาก สามารถส่งทูตไปจีนได้    ต้นวงศ์ของกษัตริย์เพชรบุรีในช่วงสมัยสุโขทัยคือ พระพนมทะเลศิริ ผู้เป็นเชื้อสายของพระเจ้าพรหมแห่งเวียงไชยปราการ ราชวงศ์นี้ได้ครองเมืองเพชรบุรีมาจนถึงสมัยพระเจ้าอู่ทอง จึงได้เสด็จไปสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

 เพชรบุรีในสมัยอยุธยาตอนต้น 
เพชรบุรีขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาในแบบศักดินาสวามิภักดิ์มีขุนนางควบคุมเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถอำนาจใน  ส่วนกลางมีมากขึ้น เพชรบุรียังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นอำนาจจากส่วนกลางจึงมามีส่วนในการปกครองเพชรบุรีมากกว่าเดิม

ในสมัยพระมหาธรรมราชา ทางเขมรได้ให้พระยาจีนจันตุยกทัพมาตีเมืองเพชรบุรีแต่ชาวเพชรบุรีป้องกันเมืองไว้ได้ ต่อมาพระยาละแวกได้ยกทัพมาเองมีกำลังประมาณ7,000คน เมืองเพชรบุรีจึงตกเป็นของเขมร จนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเขมรชนะเพชรบุรีจึงเป็นอิสระ และเนื่องจากทรงโปรดปรานเมืองเพชรบุรีเป็นพิเศษ จึงได้เสด็จมาประทับที่เมืองเพชรบุรีเป็นเวลาถึง5ปี ก่อนจะทรงยกทัพใหญ่ไปปราบพม่า และสวรรคตที่เมืองหาง

เจ้าเมืองเพชรบุรีและชาวเมืองเพชรบุรีได้ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับข้าศึกหลายครั้ง นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเชษฐาธิราชและสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ โดยเฉพาะในสมัยพระเทพราชานั้น การปราบปรามเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชซึ่ง แข็งเมืองพระยาเพชรบุรีได้เป็นกำลังสำคัญในการส่งเสบียงให้แก่กองทัพฝ่ายราชสำนักอยุธยา อย่างไรก็ดีเมืองเพชรบุรีถูกตีแตกอีกครั้งเมื่อพม่าโดยมังมหานรธราได้ยกมาตีไทย จนไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่2นั่นเอง

           เพชรบุรีในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์  

 
ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินจนถึงแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไทยยังคงทำสงครามกับพม่ามาโดยตลอดซึ่ง เจ้าเมืองและชาวเมืองเพชรบุรีก็ยังคงมีส่วนในการทำสงครามดังกล่าว จนเมื่อพม่าตกเป็นของอังกฤษบทบาทของเมืองเพชรบุรีที่มีต่อเมืองหลวงและราชสำนักจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานเมืองเพชรบุรีตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชอยู่เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว โปรดให้สร้างพระราชวัง วัดและพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นบนเขาเตี้ย ๆใกล้กับตัวเมืองและพระราชทานนามว่า “พระนครคีรี”

 

 ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังอีกแห่งหนึ่งในตัวเมืองเพชรบุรีคือ“พระรามราชนิเวศน์”หรือที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า“วังบ้านปืน”


และด้วยความเชื่อที่ว่าอากาศชายทะเลและ  น้ำทะเลอาจบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าให้สร้างพระราชวัง“พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน”

ขึ้นที่ชายหาดชะอำเพื่อใช้เป็นที่ประทับรักษาพระองค์

@ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม 

และการละเล่นพื้นเมืองประจำจังหวัด
จังหวัดเพชรบุรีมีขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และการละเล่นพื้นเมืองที่สำคัญ ที่นิยมปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน   ดังนี้

1. งานพระนครคีรีเมืองเพชร

เป็นงานประจำปี  เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์เมืองเพชร ตลอดจนเพื่อเผยแพร่สิ่งที่ดีงามในทุกด้านให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

 2.ประเพณีวัวลาน 
เป็นการละเล่นของสังคมชาวนาเมืองเพชรบุรีหลังฤดูเก็บเกี่ยว  ขึ้นชื่อว่าลูกผู้ชายเมืองเพชรต้องเคยผ่านการร่วมแข่งขันวัวลานมาบ้างแล้ว เป็นการละเล่นที่มีวิวัฒนาการมาจากการนวดข้าว ซึ่งจะต้องต้อนวัวโดยการผูกติดกันเป็นพรวนให้ย่ำไปบนข้าว และบังคับให้เดินเป็นวงกลม ชาวเมืองเพชรจึงนำวิธีการดังกล่าวมาปรับเป็นการแข่งขัน 
โดยการปักหลักเกียด ซึ่งเป็นหลักไม้ไว้กลางลาน แล้วนำวัวตัวผู้มาผูกติดเป็นรัศมีออกไปยาวประมาณ19  ตัว และจะแบ่งวัวออกเป็น  2 ฝ่าย
คือ  วัวรอง  และวัวนอก (ตัวที่อยู่นอกสุด)    
ในการแข่งขันถือว่า วัวฝ่ายใดวิ่งแซงอีกฝ่ายหนึ่งได้ถือว่าฝ่ายนั้นชนะ  ปัจจุบันประเพณีนี้จะจัดขึ้นเป็นกิจกรรมหนึ่งในงานพระนครคีรีเมืองเพชร

3. ละครชาตรีละครชาตรีเป็นละครรำที่เก่าแก่ที่สุด 


ได้รับวัฒนธรรมจากละครของอินเดีย  เข้ามาสู่เมืองเพชรบุรีตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน  มีเพียงประวัติว่า  “หม่อมเมือง”  ซึ่งเป็นหม่อมในรัชกาลที่  5 เป็นคนเพชรบุรี   ด้วยเป็นผู้มีความสามารถในการเล่นละครชาตรี   จึงมักเล่นถวายหน้าพระที่นั่งทุกครั้งที่เสด็จมา   จนได้รับพระราชทานบริเวณ  “หน้าพระลาน”  เพื่อเป็นที่แสดงละครเป็นประจำ    

ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 6  มีผู้นำละครนอกมาประสมกับละครชาตรี    เรียกว่า ละครเข้าเครื่องหรือละครชาตรีเครื่องใหญ่  เป็นละครที่รวมศิลปะการร้อง 
และการรำเข้าด้วยกัน  และได้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน


4.ไทยทรงดำ หรือไทดำ  หรือไทยโซ่ง  หรือลาวโซ่ง 


เป็นชื่อกลุ่มชนเผ่าไทยกลุ่มหนึ่งในท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี   ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในอำเภอเขาย้อย  อาชีพหลักของชาวไทยทรงดำ คือทำนา  ทำไร่  หาของป่า 
และจับสัตว์ป่า  นอกจากนี้ยังมีความสามารถเป็นพิเศษในการจับปลาตามห้วย  หนอง  ลำคลอง  ส่วนอาชีพรอง คือ อาชีพจักสานเป็นอาชีพที่แพร่หลายของชาวไทยทรงดำในเขตอำเภอเขาย้อย  โดยเฉพาะการจักสานหลัวหรือเข่ง 
ภาษาของชาวไทยทรงดำ  มีลักษณะคล้ายกับภาษาไทยอื่นๆ ทั่วไป แต่มีลักษณะเฉพาะในการออกเสียงและศัพท์เฉพาะบางคำ  และมีอักษรเขียนของตน   ซึ่งปัจจุบันมีผู้อ่านได้น้อยลง  ทรงผมเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ  โดยเฉพาะทรงผมของผู้หญิงมีถึง  8  แบบ    แต่ละแบบจะบ่งบอกถึงสถานภาพของสตรีผู้นั้น

@ภูมิประเทศ

จังหวัดเพชรบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 ระยะทางประมาณ 123 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด6,225,138 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,890,711.20 ไร่ โดยมีส่วนที่กว้างที่สุดวัดได้ 103 กิโลเมตรจากทิศตะวันออก-ตะวันตก และส่วนที่ยาวที่สุดวัดได้ 80 กิโลเมตรจากทิศเหนือ-ใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและประเทศใกล้เคียงต่อไปนี้
-ด้านเหนือติดกับอำเภอปากท่อจังหวัดราชบุรี และ อำเภออัมพวาจังหวัดสมุทรสงคราม
-ด้านตะวันออกติดชายฝั่งอ่าวไทย (น่านน้ำติดต่อกับน่านน้ำจังหวัดชลบุรี)
-ด้านใต้ติดกับอำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
-ด้านตะวันตกติดกับเขตตะนาวศรีของสหภาพพม่า
พื้นที่ด้านตะวันตกเป็นป่าไม้และภูเขาสูง มีประชากรอาศัยหนาแน่นทางตะวันออกของพื้นที่

@ ลักษณะภูมิประเทศ

แบ่งเป็น 3 เขต คือ


1.เขตภูเขาและที่ราบสูง อยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัดติดกับพม่าในบริเวณอำเภอแก่งกระจาน และอำเภอหนองหญ้าปล้อง มีภูเขาสูงและเป็นบริเวณที่สูงชันของจังหวัดมีลักษณะเป็นเทือกเขาทอดยาวจากเหนือมาใต้ พื้นที่ถัดจากบริเวณนี้จะค่อย ๆ ลาดต่ำลงมาทางด้านตะวันออก บริเวณนี้เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี

2. เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ บริเวณตอนกลางของจังหวัดซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุด มีแม่น้ำเพชรบุรีซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญ ไหลผ่าน และมีเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนเพชรบุรีซึ่งเป็นแหล่งน้ำระบบชลประทาน บริเวณนี้เป็นเขตเกษตรกรรมที่สำคัญ ของจังหวัดเขตนี้คือบริเวณบางส่วนของอำเภอเมืองเพชรบุรีท่ายาง ชะอำ บ้านลาด บ้านแหลม และเขาย้อย

3. เขตที่ราบฝั่งทะเลอยู่ทางด้านตะวันออกของจังหวัดติดกับชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย บริเวณนี้นับเป็นแหล่ง เศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของจังหวัดในด้านการประมง การท่องเที่ยว เขตนี้ได้แก่ บางส่วนของอำเภอเมืองเพชรบุรีบ้านแหลม ท่ายาง และชะอำ ลักษณะพื้นที่ชายฝั่งเพชรบุรีเหนือแหลมหลวงไปทางทิศเหนือเป็นพื้นที่ชายฝั่งหาดโคลน มีระบบนิเวศป่าชายเลน ด้านทิศใต้ของแหลมหลวงลงไปด้านทิศใต้เป็นหาดทราย มีระบบนิเวศเป็นหาดทราย แหลมหลวงซึ่งอยู่ในพื้นที่ตำบลแหลมผักเบี้ยจึงเป็นแหลมที่แบ่งระบบนิเวศป่าชายเลน ออกจากระบบนิเวศหาดทราย เหนือแหลมหลวงขึ้นไปด้านทิศเหนือมีลักษณะเป็นหาดโคลนเพราะอยู่ใกล้พื้นที่ชุมน้ำของแม่น้ำสายใหญ่ ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรีแม่น้ำบางตะบูน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง เมื่อฤดูน้ำหลากน้ำจากแม่น้ำได้พัดพาตะกอนลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้พื้นที่ของชายฝั่งแถบนี้มีตะกอนในน้ำสูง ส่งผลให้ชายฝั่งมีโคลนจำนวนมาก ซึ่งเหมาะแก่ระบบนิเวศป่าชายเลน ภายหลังได้มีการตัดไม้ป่าชายเลนนำไปเผาถ่าน ทำลายป่าเพื่อทำนากุ้งกุลาดำ จึงส่งผลให้ป่าชายเลนถูกทำลายเป็นจำนวนมาก

@ ลักษณะภูมิอากาศ
จังหวัดเพชรบุรีอยู่ติดอ่าวไทยจึงได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ในฤดูฝน ซึ่งมีผลทำให้ฝนตกชุก และ อิทธิพลจาก ลมมรสุมรตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงฤดูหนาว จึงทำให้มีอากาศหนาวเย็นในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถแบ่งฤดูกาล ออกเป็น 3 ฤดู

-ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 32.13องศาเซลเซียส

-ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีละ959.5 มิลลิเมตร

-ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด24.16 องศาเซลเซียส

ในปี 2550 อุณหภูมิอากาศสูงที่สุด 37.0 องศาเซลเซียส (วันที่ 19เมษายน 2550) อุณหภูมิอากาศต่ำที่สุด 16.0 องศาเซลเซียส (วันที่ 4กุมภาพันธ์ 2550) อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยทั้งปี 28.02 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนตก รวมทั้งปี 1,113.4 มิลลิเมตร มีจำนวนวันฝนตกวัดได้ตั้งแต่ 0.1 มิลลิเมตร จำนวน 99 วัน จากสถิติปริมาณน้ำฝนตั้งแต่ปี2537-2550 เฉลี่ย วันฝนตกประมาณปีละ 103 วัน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ในรอบ 12 ปี (ปี 2539 - 2550) 1003.43 มิลลิเมตรต่อปี มีฝนตก มากในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม

หน่วยการปกครอง
@ จังหวัดเพชรบุรีมีรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน 3 รูปแบบ คือ

1. การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วยหน่วยงานสังกัดส่วนกลางซึ่งมาตั้งหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 75 ส่วนราชการ

2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มีหน่วยราชการที่อยู่ในความควบคุมดูแลของ ผู้ว่าราชการจังหวัดคือ ส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับจังหวัดและอำเภอ ส่วนราชการในระดับจังหวัดเป็นหน่วยงาน 2ลักษณะ คือ หน่วยราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคประจำจังหวัดและหน่วยราชการบริหารส่วนกลางในจังหวัด(ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง)

หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคประจำจังหวัดของจังหวัดเพชรบุรีมีทั้งสิ้น33 หน่วยงาน สังกัดกระทรวงมหาดไทย 8 หน่วยงาน และสังกัดกระทรวง ทบวง กรมอื่นๆ 26 หน่วยงาน

-ระดับจังหวัดประกอบด้วยส่วนราชการประจำจังหวัดจำนวน 26 ส่วนราชการ

-ระดับอำเภอ ประกอบด้วย 8 อำเภอ
อำเภอเมืองเพชรบุรี
อำเภอเขาย้อย
อำเภอหนองหญ้าปล้อง
อำเภอชะอำ
อำเภอท่ายาง
อำเภอบ้านลาด
อำเภอบ้านแหลม
อำเภอแก่งกระจาน

3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น มี 3 รูปแบบ คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล

การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี1 แห่ง เทศบาล 13 แห่ง (แบ่งเป็นเทศบาลเมือง 2 แห่ง และเทศบาลตำบล 11 แห่ง) องค์การบริหารส่วนตำบล 71 แห่ง

@ เทศบาลในจังหวัดเพชรบุรีประกอบด้วย
เทศบาลเมืองเพชรบุรี
เทศบาลเมืองชะอำ
เทศบาลตำบลหาดเจ้าสำราญ
เทศบาลตำบลหัวสะพาน
เทศบาลตำบลท่ายาง
เทศบาลตำบลหนองจอก
เทศบาลตำบลบ้านแหลม
เทศบาลตำบลบางตะบูน
เทศบาลตำบลนายาง
เทศบาลตำบลบ้านลาด
เทศบาลตำบลเขาย้อย
เทศบาลตำบลท่าไม้รวก
เทศบาลตำบลท่าแลง

@ ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย เพชรบุรี
ชื่ออักษรโรมัน Phetchaburi
ชื่อไทยอื่นๆ เมืองเพชร

@ ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 6,225.138 ตร.กม.(อันดับที่ 36)
-ที่ตั้งศูนย์ราชการ ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรีถนนราชวิถี ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรีจังหวัดเพชรบุรี76000
โทรศัพท์ (+66) 0 3242 5573

ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย
@ประชากร
ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 30 กันยายน 2550
จังหวัดเพชรบุรีมีประชากร จำนวน 456,061 คน เป็นชาย 220,847 คน หญิง235,214 คน จำนวนบ้าน 156,457 หลังคาเรือน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ (ร้อยละ 97.35) และศาสนาอื่น ๆ ได้แก่ ศาสนาอิสลาม (ร้อยละ 2.49) และศาสนาคริสต์ (ร้อยละ 0.16 ) นอกนั้นเป็นศาสนาอื่นๆ รายได้ต่อหัวของประชากรจังหวัดเพชรบุรีปี พ.ศ.2549คือ 102,202 บาท/คน/ปี

@ สถานศึกษา
-มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี
-มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ศูนย์วิทยพัฒนา
-มหาวิทยาลัยเวบสเตอร์
-มหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมฟอร์ด
-มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

@การเดินทาง
รถยนต์ เดินทาง จากกรุงเทพ ฯ
ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (สายธนบุรี - ปากท่อ) ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และอำเภอปากท่อ แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข
4 ไปจังหวัดเพชรบุรีรวมระยะทางประมาณ 123 กิโลเมตร หรือจากกรุงเทพฯ เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านนครปฐม ราชบุรี ไปยังเพชรบุรีเป็นระยะทาง 166 กิโลเมตร หรือใช้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โทรศัพท์ 1543

รถไฟ จากกรุงเทพฯ
มีบริการรถไฟไปเพชรบุรีและอำเภอชะอำทุกวัน รถไฟออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง โทรศัพท์1690 หรือ 0-2220-4334 และยังมีรถไฟออกจากสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

โทรศัพท์ 0-2411-3102

รถโดยสารประจำทาง
สะดวกสบายคือมีทั้งรถประจำทางปรับอากาศ และรถธรรมดาออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

โทรศัพท์ 0-2435-1199, 0-2434-7192, 0-2435-5605

นอกจากนี้ ยังสามารถโดยสารรถประจำทางสายใต้หลายสายที่วิ่งผ่านเพชรบุรีเช่น สายกรุงเทพฯ - ชุมพร สายกรุงเทพฯ – หัวหิน - ปราณบุรี เป็นต้น จากกรุงเทพฯ ยังสามารถเดินทางไปยังอำเภอต่างๆ ของจังหวัดเพชรบุรีได้ คือ กรุงเทพฯ - ชะอำ, กรุงเทพฯ - ท่ายาง, กรุงเทพฯ บ้านแหลม อีกด้วย นอกจากนี้ จากตัวเมืองเพชรบุรียังมีรถโดยสารไปหัวหิน ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และราชบุรี

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
สำนักงานจังหวัดเพชรบุรี
โทรศัพท์ 0-3242-5573

ประชาสัมพันธ์จังหวัด
โทรศัพท์ 0-3242-8047

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเทศบาลเมืองเพชรบุรี
โทรศัพท์ 0-3240-2220, 0-3242-7579

::อ้างอิงที่มา::
-จดหมายเหตุลาลูแบร์ พงศาวดารสยามครั้งกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์, ผู้แปล
-ความรู้เรื่องเมืองสยามจากจดหมายเหตุ ลา ลูแบร์
-ภาพสแกนจากฉบับแปลภาษาอังกฤษของจดหมายเหตุลาลูแบร์จากเว๊บไซต์ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยคอร์เนล
-คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ.วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดเพชรบุรี. 2544.(จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2542)
-บัวไทย แจ่มจันทร์.ศิลปกรรมเมืองเพชร.วิทยาลัยครูเพชรบุรี,2532.
-บัวไทย แจ่มจันทร์. ช่างเมืองเพชร.เพชรบุรี:โรงพิมพ์เพชรภูมิการพิมพ์,2535.(อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพผู้ช่วยศาสตราจารย์ บัวไทย แจ่มจันทร์)
-เพชรบุรี,จังหวัด.สมุดเพชรบุรี2525. กรุงเทพ:โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์.2525.(จังหวัดเพชรบุรีจัดพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสงานฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ. 2525)
วิชาการ,กรม.เพชรในเมือง.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,2536.
-สนอง ประกอบชาติ. ท้องถิ่นของเรา. เพชรภูมิการพิมพ์.เพชรบุรี พ.ศ. 2534
. เอกสารประกอบการเรียนรู้ รายวิชา ส 313020เพชรบุรีของเรา: โรงพิมพ์ธรรมรักษ์,2546.
-สุภาพร จันทร์กลัด."หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 ท่องไปในแดนเพชร"เอกสารประกอบการเรียน ท้องถิ่นศึกษา
-ประวัติศาสตร์จังหวัดเพชรบุรี
พระราชพงศาวดารเหนือ ระบุว่า เมื่อทรงไปครองอโยธยาแล้ว ทรงให้เจ้าอ้ายไปครองเมืองนคร เจ้ายี่ไปครองเมืองตะนาว และเจ้าสามครองเมืองเพชรบุรี
-เครือข่ายกาญจนาภิเษกฯhttp://kanchanapisek.or.th/oncc-cgi/text.cgi?no=7826
-ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์
โจรกระจอกปิดเมืองปล้น…เพชรบุรี…ถกโสร่งพม่าที่วัดท่าไชยฯ
-www.tayang.police7.go.th





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เคียงดิน วันที่ : 06/02/2011 เวลา : 16.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

ดองนานค่ะคุณ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
roselobster วันที่ : 06/02/2011 เวลา : 09.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Memyself
 º°” ไม่มีความรักใดในโลกจะยิ่งใหญ่เท่าคนไทย รักในหลวง””°

แวะมาเยี่ยมค่ะ
สบายดีมั๊ยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
roselobster วันที่ : 06/02/2011 เวลา : 09.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Memyself
 º°” ไม่มีความรักใดในโลกจะยิ่งใหญ่เท่าคนไทย รักในหลวง””°

แวะมาเยี่ยมค่ะ
สบายดีมั๊ยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 22.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pakapoo
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ”ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา..  สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... . 


สวัสดีปีใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ประจิ้มประเจ๋อ วันที่ : 23/11/2010 เวลา : 18.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuiboc
สะเปะสะเปือยเรื่อยเปื่อยอยู่เรื่อยไป & รัก"ทองกบ"ที่โลกในสุดเลย! โอ้เย่เย๊เย่  ฮ่าๆๆและ+อีก28.75ฮ่า...จิ้มมียิ้มสุข...ยิ้มสุขส่งให้ด้วยใจเปี่ยมสุข สวัสดีครับผม

โห! ข้อมูลเยอะมากๆเลยค่ะ
อ่านไม่จบต้องเม้นต์ก่อนเลย
ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้อ่านต่อตอนว่างๆแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 22/11/2010 เวลา : 00.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

When You Told Me You Loved Me

old song

View All
<< พฤศจิกายน 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]


ชาวโอเค ทำอาชีพอะไรกันหรือ
กลุ่มวัยเกษียณ
6 คน
ครู-ติวเตอร์
4 คน
ข้าราชการ
7 คน
แพทย์-พยาบาล-สาธารณะสุข
2 คน
นักสื่อสารมวลชน
0 คน
พนักงานเอกชน
9 คน
ธุรกิจส่วนตัว
7 คน
เกษตรกรรม-ปศุสัตว์
5 คน
นักศึกษา
4 คน
อื่นๆ
2 คน

  โหวต 46 คน