• อดิศักดิ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : adisak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-12
  • จำนวนเรื่อง : 396
  • จำนวนผู้ชม : 667284
  • ส่ง msg :
  • โหวต 556 คน
คิดใหม่วันอาทิตย์
วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เศรษฐกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/adisak
วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม 2549
Posted by อดิศักดิ์ , ผู้อ่าน : 3043 , 09:51:08 น.  
หมวด :

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

17 ธ.ค.49 
  ปรากฏการณ์ "สถานีโทรทัศน์ไอทีวี" สถานีโทรทัศน์ที่จัดตั้งขึ้น  ภายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่มีการปิดกั้นสื่อโทรทัศน์ไม่ให้รายงาน "ความจริง" บนถนนราชดำเนิน  ด้วยเป้าหมาย "โทรทัศน์เสรี" ให้เป็นสื่อเพื่อสาธารณะสร้างประชาธิปไตย แต่กลับถูกกำหนดด้วยกลไก "เงิน" เป็นใหญ่มาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้นประมูล จนถูกบิดเบือนแปรเปลี่ยนเจตนารมณ์แทบไม่เหลือซากเดิม "โทรทัศน์เสรี"
   ความล้มเหลวของ "สถานีโทรทัศน์ไอทีวี" ที่มีสโลแกน "ทีวีเสรี" ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นองค์ความรู้ความเข้าใจของสังคมไทยที่มีต่อการถวิลหา "สื่อเพื่อสาธารณะ"( Public Service Broadcasting)เป็นเครื่องมือทำให้ "ประชาธิปไตย" ของไทยเข้มแข็ง  กลับค่อนข้างสับสน อลหม่าน และจับต้นชนปลายไม่ถูก
   รัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน รอบ 2 เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ 2535 ออกนโยบาย "โทรทัศน์เสรี" นำคลื่นความถี่ยูเอชเอฟ 1 คลื่นความถี่จาก 2 คลื่นความถี่ มาให้สัมปทาน "สถานีโทรทัศน์" ช่องที่ 6 กำหนด สเปคเป็น "โทรทัศน์เสรี" เพื่อสร้าง "พื้นที่สาธารณะ" ไม่ให้เกิดการปิดหูปิดตาประชาชนได้อีกต่อไป
   แต่รัฐบาล นายชวน หลีกภัย แห่งพรรคประชาธิปัตย์ มารับช่วงนโยบายนี้ แล้วตัดสินใจเลือกผู้ชนะการประมูลเป็นกลุ่มสยามทีวีที่มีแกนหลักคือ ธนาคารไทยพาณิชย์,กลุ่มสหศินิม่า(สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่),กลุ่มหนังสือพิมพ์เดลินิวส์,กลุ่มบอร์นของนายไตรภพ ลิมปพัทธ์ ด้วยเหตุผลยื่นเสนอการประกันรายได้ขั้นต่ำตลอดอายุสัญญาสัมปทาน 25 ปีสูงสุดกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ผลตอบแทนขั้นต่ำกว่าเท่าตัว
    ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งที่ประกอบด้วยผู้ผลิตคอนเทนท์เป็นส่วนใหญ่คือ กลุ่มเนชั่น,กลุ่มแปซิฟิค ของ คุณปีย์ มาลากุล เป็นเจ้าของแต่อาจารย์สมเกียรติ  อ่อนวิมล เป็นผู้ควบคุมเนื้อหา,กลุ่มมติชน และกลุ่มสามารถ คอร์ป ได้คะแนนรวมเป็นอันดับสอง เพราะเสนอผลตอบแทนตามเกณฑ์ขั้นต่ำประมาณปีละ 500 ล้านบาท แม้ว่าคะแนน "เนื้อหา" จะมาอันดับหนึ่ง
    จุดเริ่มต้นของการคัดเลือก "โทรทัศน์เสรี" จึงเป็น "จุดจบ" เมื่อการตัดสินใจเลือกผู้ชนะมาจากเกณฑ์ "เงินสูงสุด" มากกว่า "เนื้อหามีคุณภาพมากที่สุด"
     แล้วสังคมไทยก็เริ่มต้น "หลอกตัวเอง" ว่ากำลังก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่มี "โทรทัศน์เสรี" ที่ถูกอุปโลกน์ว่าจะพัฒนาไปสู่การเป็น "สื่อเพื่อสาธารณะ" ที่จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้สื่อโทรทัศน์ของรัฐบิดเบือนข่าวสารได้อีกต่อไป
     โดยมีเพียงความหลงผิด และไร้เดียงสาทางธุรกิจ เชื่อว่าการควบคุมสัดส่วนเนื้อหาข่าว และสาระ 70% กับบันเทิง 30% รวมทั้งข้อกำหนดไม่ให้มีผู้ถือหุ้นรายใดถือหุ้นเกิน 10% จะสามารถป้องกันการครอบงำสื่อโทรทัศน์เสรีจาก "อำนาจเงิน" จากกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้
     สังคมไทยยัง "วาดวิมานฝันเฟื่อง" ต่อไปอีก เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองในเดือนตุลาคม 2540 ระบุ ไว้ในมาตรา 40 ว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติจะต้องนำมาจัดสรรใหม่ให้เกิดประโยชน์สาธารณะ  แต่จนแล้วจนรอด "องค์กรอิสระ" หรือ "กสช." ภายใต้มาตรานี้ไม่เกิดขึ้นได้จริง
     สถานีโทรทัศน์ไอทีวีเริ่มแพร่ภาพอย่างเป็นทางการในเวลา 19.00 น.ของวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ 1 ปีพอดี และก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญประมาณ 1 ปี 4 เดือน
     กลุ่มผู้บริหาร และถือหุ้นในสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ในวันแพร่ภาพจริงเป็นการจับกลุ่มพันธมิตรใหม่ระหว่างกลุ่มเดิม คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ กับกลุ่มเนชั่น ที่ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้ามาถือหุ้นแทนพันธมิตรผู้ร่วมยื่นประมูลกับไทยพาณิชย์ที่ไม่สามารถผลิตเนื้อหาได้ตามสัดส่วน 70%
    แล้วความเป็นจริงทางธุรกิจในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 ทำให้ไอทีวีไม่สามารถหารายได้เพียงพอ แม้กระทั่งการจ่ายค่าสัมปทานต่อปีประมาณ 1,000 ล้านบาท จนนำไปสู่การเข้ามาของกลุ่มชิน คอร์ป ที่มาพร้อม "เงินทุนก้อนใหญ่" ในการเพิ่มทุนหลายพันล้านบาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม  โดยไม่ขอ "แฮร์คัต" เงินกู้กับธนาคารไทยพาณิชย์ที่ "สวมหมวก 2 ใบ" คือผู้ถือหุ้นกับเจ้าหนี้กว่า 4,000 ล้านบาท
    ธนาคารไทยพาณิชย์ รับข้อเสนอของกลุ่มชิน คอร์ป ด้วยความยินดี  บนพื้นฐาน "ผลประโยชน์ขัดแย้งทับซ้อน" ที่หนทางนี้ไม่เสียหายทั้งในฐานะผู้ถือหุ้นกับเจ้าหนี้ที่ไม่ต้องแฮร์คัตหนี้ โดยไม่พิจารณาข้อเสนอของกลุ่มเนชั่นที่ขอ "แฮร์คัต" หนี้จำนวนมากที่ต่อมากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายเล็กมากไม่ถึง 1-2 % หลังการลดทุนแล้วเพิ่มทุนของกลุ่มชิน คอร์ป
   ในระหว่างนั้นกลุ่มเนชั่น ได้เตรียมการก่อตั้ง Nation Channel "สถานีข่าว 24 ชั่วโมงแห่งแรกของไทย" ออกอากาศในช่องรายการของยูบีซี เคเบิลทีวี ในฐานะ Content Provider อย่างเดียว
    ภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้นใหม่ของบริษัท ไอทีวี เพียง 1 วันปลายเดือนพฤษภาคม 2543  Nation Channel ได้เริ่มแพร่ภาพออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ในยูบีซีตั้งแต่เวลา 12.00 น.ของวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย จนเข้าสู่ยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นับตั้งแต่การชนะเลือกตั้งวันที่ 6 มกราคม 2544
    เมื่อ Nation Channel ครบอายุสัญญา 3 ปีแรก ในการแพร่ภาพผ่านยูบีซีในวันที่ 30 เมษายน 2546 ทางเลือกเหลือน้อยมาก จากแรงกดดันทางการเมืองในยุครัฐบาลทักษิณที่มอง "กลุ่มเนชั่น" ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเพราะไม่ยอมศิโรราบ  ทั้งๆ ที่ใช้อำนาจรัฐ และกลไกธุรกิจกดดันทุกวิถี
     ด้วยความเห็นใจยูบีซีที่ไม่สามารถรับแรงกดดันได้อีกต่อไป จึงเป็นการจากกันด้วยดีในวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 Nation Channel ตัดสินใจย้ายบ้านมาอยู่สถานีโทรทัศน์ไททีวีในระบบ MMDS ที่สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ ที่ในช่วงนั้นยังมีผู้ชมน้อยนิดเทียบไม่ได้กับยูบีซีที่มีสมาชิกกว่า 4 แสนครัวเรือน
     การตัดสินใจของ Nation Channel นำไปสู่การสร้าง "โทรทัศน์ทางเลือก"  ด้วยการแพร่ภาพทุกช่องทางที่เข้าถึงผู้ชม เช่น แผ่นวีซีดี,เวบไซต์,บรอดแบนด์,ไอพีทีวี,จอทีวีในพื้นที่สาธารณะ,เคเบิลทีวีท้องถิ่น ฯลฯ
    แม้ว่าอุปสรรคมากมายในการรับชม  แต่ Nation Channel กลับมีฐานผู้ชมกว้างขวางกว่าเดิมผ่านเคเบิลทีวีท้องถิ่นที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 5-6 แสนครัวเรือน และผู้ชมในกรุงเทพฯ กับปริมณฑล ที่รับชมฟรีจากเสาอากาศ MMDS กว่า 5 แสนครัวเรือน รวมแล้วกว่า 1 ล้านครัวเรือน โดยยังไม่รวมการรับชมผ่านสื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั่วโลก
     Nation Channel ได้พิสูจน์การยืนระยะความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลทักษิณตลอด 5 ปี อย่างเที่ยงตรงไม่เคยมีวาระซ่อนเร้นใดๆ พร้อมกับการสร้างชื่อเป็น "โรงเรียน" สร้างนักสื่อสารมวลชนภาคโทรทัศน์ที่มีคุณภาพทั้งปรากฏบน "หน้าจอ" และทำงาน "หลังจอ"
   แม้ว่า Nation Channel ยังห่างไกลจากความเป็น "สื่อเพื่อสาธารณะ" ในความหมายแท้จริงแต่ Nation Channel ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการรักษาความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ "สถานีข่าว 24 ชั่วโมง" มานานกว่า 6 ปี 6 เดือนอย่างเป็นกลาง ยืนหยัดข้างความถูกต้อง และยังอุทิศ "เวลาในผังรายการส่วนใหญ่" กลายเป็น "พื้นที่สาธารณะ" ขนาดย่อมๆ ในการแสดงความคิดหลากหลายได้ระดับหนึ่ง 
     ในช่วงรอยต่อหลังการยุบสภาของรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2543  กลุ่มเนชั่นได้รับการชักชวนจากกลุ่มไทยพาณิชย์ที่ยังมีสิทธิในการบริหารไอทีวีให้เข้าไปร่วมทำข่าว "เลือกตั้ง" และการจัดเวทีสัญจร ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของไอทีวี แต่ยังไม่ได้ส่งผู้บริหารเข้ามาเต็มตัว
    ความร่วมมือในระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างทีมข่าวเนชั่น ทีวี กับทีมข่าวไอทีวี กลายมาเป็นความขัดแย้งในแนวทางระหว่างผู้ถือหุ้นใหญ่ชิน คอร์ป ที่ไม่พอใจไทยพาณิชย์ที่เป็นผู้ถือหุ้นข้างน้อย
     จนนำไปสู่ "กบฏไอทีวี 23 คน" ที่ถูกไล่ออก ก่อนการเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2544 เพียงไม่กี่วัน แล้วกลุ่มชิน คอร์ป ได้ส่งผู้บริหารชุดใหญ่ที่นำโดย นายบุญคลี ปลั่งศิริเข้ามาควบคุมทิศทางการบริหารธุรกิจ และข่าวแบบเบ็ดเสร็จ
     หลังจากนั้นทิศทางไอทีวีที่เคยสร้างชื่อในฐานะ "สถานีข่าวอิสระ" ได้ถูก "ชำเรา" ด้วยแนวคิดเรื่อง "เงิน" มาก่อน "ข่าว" จนไม่เหลือภาพเดิม
     "ไอทีวี" เพิ่งฉลองครบรอบ 10 ปี ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2549  แต่ปัจจุบันกลับพบกับวิบากกรรมถูกศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้แพ้คดีอนุญาโตตุลาการ อนุมัติให้ปรับผังรายการลดสัดส่วนข่าว และสาระเหลือ 50% เวลาไพร์มไทม์ ถูกนำไปให้รายการบันเทิงเพื่อหารายได้ และลดค่าสัมปทานเหลือเพียงปีละ 230 ล้านบาท
     ชะตากรรม "ไอทีวี" นับจากนี้ไปจะต้องหาเงินมาจ่ายค่าสัมปทานในส่วนที่ลดลงไปประมาณ 2,600 ล้านบาท ภายใน 45 วัน และค่าปรับผิดสัญญาปรับผังรายการอีกกว่า 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งแทบมองไม่เห็นหนทางเลยว่าผู้ถือหุ้นใหม่กลุ่มเทมาเส็ก แห่ง สิงคโปร์ จะยอมเสียเงินมากมายมหาศาลเพื่อเก็บรักษาไอทีวีไว้อีกทำไม
     แม้ว่าปี 2539 เป็นจุดเริ่มต้น "ไอทีวี" ที่แท้จริงคือ จุดจบ "สื่อโทรทัศน์เสรี" แต่ "จุดจบ" ไอทีวีในปี 2549 ควรจะเป็น "จุดเริ่มต้น" การเป็น "สื่อเพื่อสาธารณะ" ที่มีประเด็นถกเถียงแตกต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง
    "สื่อใหม่" (New Media)ในยุคดิจิทัล ที่เกิดขึ้นมากมายในช่วง 10 ปีหลังการเกิดขึ้นของไอทีวี เช่น อินเทอร์เน็ต เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม ดิจิทัลทีวี ทีวีบนโทรศัพท์มือถือฯลฯ ได้กลายเป็น "สื่อทางเลือก" ของการเกิด "สื่อเพื่อสาธารณะ" ที่มีความหลากหลาย ยิ่งกว่าการนำ "คลื่นความถี่ยูเอชเอฟ" มาเป็นไอทีวี" เมื่อ 10 ปีที่แล้วหลายเท่า
     การแย่งกันพูดอย่างอื้ออึงของนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์,นักนิติศาสตร์,นักพัฒนาองค์กรเอกชน และนักสื่อสารมวลชนเพียงความ สะใจกับการยึดคืน "ไอทีวี" ให้มาเป็น "โทรทัศน์สาธารณะ" ลอกแบบบีบีซีของอังกฤษ,พีบีเอสของสหรัฐอเมริกา,เอ็นเอชเคของญี่ปุ่น ฯลฯ
     โดยไม่รู้ความหมายแท้จริงของ "สื่อเพื่อสาธารณะ" และยังขาดองค์ความรู้ทางเทคโนโลยี "สื่อใหม่"(New Media) ในยุคอินเทอร์เน็ต และดิจิทัล กลับจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และบทเรียนความล้มเหลวของไอทีวีจะไม่เกิด "คุณค่าใหม่" ใดๆ ให้กับสังคมไทยได้เลย บนเส้นทางการสร้าง "สื่อเพื่อสาธารณะ" ยุคใหม่




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2006 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]