*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 311
  • จำนวนผู้ชม : 408840
  • จำนวนผู้โหวต : 1784
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1784 คน
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม 2551
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 1657 , 09:56:38 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ชลัยย์มาศ , อิมกุดั่น และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้



ว่าถึงอุปาทาน เรียกกันตาม

ภาษาบาลีว่า อุปาทานะ แปลว่า ความยึดถือ

 ตามปฏิจจสมุปบาท ว่า อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิด ภว คือภพ

อุปาทาน ความยึดถือ ท่านแยกออก

เป็น ๔ คือ :


๑. กามอุปาทาน หรือเรียกตาม

สนธิว่า กามุปาทาน ความยึดถือกาม.

กามนี้ท่านแสดงถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นวัตถุกาม

 แต่ รูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นวัตถุกาม ก็เพราะกิเลสกาม

ถ้าไม่มีกิเลสกาม รูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็เป็นอยู่ตามธรรมดา

เพราะฉะนั้น กามุปาทานความยึดถือกามก็น่าจะหมายถึงยึดถือ

ความใคร่ ซึ่งเป็นกิเลสกาม ( เพื่อให้เหมือนทิฏฐุปาทาน ) นี่อย่างหนึ่ง.


๒. ทิฏฐิอุปาทาน ความยึดถือทิฏฐิ

หรือเรียกสั้นว่า ทิฏฐุปาทาน ความยึดถือทิฏฐิ.

 ทิฏฐิ ก็คือความเห็น

ว่าถึงทิฏฐิ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะพึงติทั้งหมด เป็นส่วนที่ควรชมก็มี เช่น

พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า คนบางคนเป็นทิฏฐิวิปันนะ

คือวิบัติจากทิฏฐิ นี่เป็นส่วนติ

คนบางคนเป็นทิฏฐิสัมปันนะ คือถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ นี่เป็นส่วนชม

 เห็นผิด เป็นทิฏฐิวิปันนะ เห็นชอบ เป็นทิฏฐิสัมปันนะ

เพราะทิฏฐิมีได้ทั้งเห็นผิดเห็นชอบ

 แต่ในที่นี้หมายถึงความเห็นที่ผิดจากความจริง.

ความเห็นของคนย่อมเกิดเพราะ

ได้เห็นได้ยินหรือได้ฟัง ได้ดม ได้ลิ้ม ได้ถูกต้อง

แต่รวมลงแล้วท่านมุ่งถึงเห็นด้วยได้ยินได้ฟังอย่างหนึ่ง

เห็นด้วยความคิดอย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง เห็นด้วยทำให้มีให้เป็นขึ้น

เป็นอย่างไรก็เห็นอย่างนั้น นี่เห็นตามเป็นจริง ไม่เกี่ยวกับทิฏฐุปาทาน.

ทิฏฐุปาทาน

หมายถึงยึดถือความเห็นที่ผิดจากความเป็นจริง เพราะได้ยินได้ฟังบ้าง

ได้คิดเอาบ้างจัดเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ คือเห็นผิด.

มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด ท่านแจกไว้เป็น ๒ อย่าง


: สัสสตทิฏฐิ เห็นว่ายังยืน

 คืออะไรเป็นอย่างไร ก็คงเป็นอย่างนั้นอยู่เสมอ เช่นคนตายไปแล้วก็

ต้องเป็นคน สัตว์ชนิดอะไรตายไปแล้วก็ต้องเป็นสัตว์ชนิดนั้น ไม่มีแปร

ปรวนเปลี่ยนแปลงนี่เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ เห็นว่ายั่งยืน หรือเที่ยง อย่างหนึ่ง.


: อิจเฉททิฏฐิ เห็นว่าขาดสูญ

ตายแล้วสูญหมดไม่มีเกิดใหม่ และถึงเกิดใหม่ก็ไม่ใช่เรา เช่นธาตุทั้ง ๔

คือดิน น้ำ ไฟ ลม หรือ ๕ เติมอากาศเข้าด้วย ไปประชุมถูกต้องตามส่วน

เมื่อไรก็เกิดมีวิญญาณ เวทนา สัญญา สังขารวนเวียนกันไป

 เมื่อธาตุแยกจากกันไปดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ก็เป็นดิน น้ำไฟ ลม อากาศ

คงอยู่ตามธรรมดาไม่เป็นเราไม่เป็นใคร

แต่ถ้าไปประชุมกันเข้าใหม่ก็เกิดวิญญาณ เวทนา สัญญาสังขาร ไปใหม่อีก นี่เป็นพวก อุจเฉททิฏฐิ


เห็นว่าตายสูญ.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านแยกทิฏฐิเป็น ๓

คือ อกิริยทิฏฐิ เห็นว่าไม่เป็นอันทำ คนจะทำอะไรก็ทำไป แต่ว่าเท่ากับไม่

ได้ทำทำแล้วก็แล้วทำไป ไม่มีผลอะไร ทำดีก็ไม่ได้ผลดี ทำชั่วก็ไม่ได้ผล

ชั่ว สักแต่ว่าทำเท่านั้น อย่างหนึ่ง. อเหตุกทิฏฐิ เห็น

ว่าไม่มีเหตุ คือคนจะได้ดีก็ได้ดีเอง ได้ชั่วก็ได้ชั่วเอง ไม่มีเหตุไม่มีผล

ถึงคนจะทำดีเท่าไร ๆ แต่ถ้าไม่มีใครยกย่องก็ไม่ดี

ถึงคนจะทำชั่วเท่าไร ๆ แต่ถ้าไม่มีใครลงโทษก็ไม่ได้ชั่ว ไม่มีเหตุไม่มีผล

นี่อย่างหนึ่ง.


นัตถิกทิฏฐิ เห็นว่าไม่มี คือไม่มีมารดาบิดา ไม่มีบุตร เมื่อมารดาบิดามีลูก

ออกมาก็แล้วกันไป ต่างคนก็ต่างไป มารดาบิดาไม่มีคุณอะไรกับลูก

ลูกก็ไม่ต้องเป็นกตัญญูกตเวทีต่อมารดาบิดา แม้คนที่เป็นอยู่นี้ก็สักแต่ว่า

ธาตุอันหนึ่ง ๆ ที่รวมกันเข้าจะทำอะไรใคร ก็ไม่เป็นอะไร คนหนึ่งไป

ตีหัวคนอีกคนหนึ่ง ก็เป็นแต่ธาตุต่อธาตุกระทบกัน นี่อีกชนิดหนึ่ง


 อกิริยทิฏฐิ

กับ อเหตุกทิฏฐิ แย้งกับพระพุทธภาษิตเพราะพุทธภาษิตสอนว่า

คนที่ทำอะไรลงไป การที่ทำนั้นมีดีมีชั่ว ถ้าทำดีก็ต้องมี ผลดี ถ้าทำชั่วก็

ต้องมีผลชั่ว ไม่ใช่เพียงสักแต่ว่าทำแล้ว ๆ ไป

และพระพุทธภาษิตแสดงว่ามีเหตุมีผล คือคนที่เป็นคนดีก็เพราะทำเหตุที่ดี

ได้ผลดีอยู่ที่คน คนที่เป็นคนชั่วก็เพราะทำเหตุชั่ว ได้ผลชั่วอยู่ที่คน.


 นัตถิกทิฏฐิ เห็นว่าไม่มีอะไร ก็แย้งกับพระพุทธภาษิตที่แสดงว่ามีอยู่ คือ

ดินน้ำ ไฟ ลม อากาศ และธาตุรู้ รวมเป็นธาตุ ๖

 เพราะธาตุรู้นั่นแหละที่มีอยู่รวมกับดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ที่เป็นธาตุไม่รู้จึง

ปรากฏเป็นคน.

 คนนั่นแหละเมื่อทำดีก็ได้เลื่อนชั้นเป็นดียิ่งขึ้นไปโดยลำดับจึงถึงเป็นพระ

อริยะ เมื่อทำชั่วก็ได้ผลชั่ว.

ทิฏฐิเหล่านี้จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด เพราะได้ฟังมาจากอื่นบ้าง

เพราะคิดเอาเองบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้มีให้เป็นปรากฏขึ้นชัด จึงขาดความ

เห็นจริง เมื่อขาดความเห็นจริง ก็ไปเห็นไม่จริงเห็นผิดจึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ.

 

ความยึดทิฏฐิ ความเห็นอันผิดจากความจริง เป็น ทิฏฐุปาทาน

หรือ ทิฏฐิอุปาทาน ยึดถือความเห็น อย่างหนึ่ง.

สีลัพพตอุปาทาน หรือ สีลัพพตุปาทาน ความยึดถือศีลและวัตร.

พระอาจารย์เก่าท่านแสดงว่า ถือศีลและวัตร

เอาอย่างโค เอาอย่างสุนัข เป็น สีลัพพตุปาทาน เพราะยึดถือผิด

ถ้าถือศีลถือวัตรทางพระพุทธศาสนาท่านไม่ว่าเป็น สีลัพพตุปาทาน เพราะ

ยึดถือถูก แต่พิจารณาดูไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะแม้คนถือศีลและวัตร

ทางพระพุทธศาสนา เช่นถือศีล ๕

แต่ใจยังอยากล่วง แต่ก็ไม่กล้าล่วงกลัวศีลขาด

 ผู้บวชเป็นภิกขุ ยึดถือศีลของภิกขุ อยากจะทำล่วงแต่ไม่กล้าล่วง เพราะ

กลัวศีลวิบัติ หรือศีลขาด นี่ชื่อว่ายึดถือศีล.

 ส่วนวัตร ก็คือข้อปฏิบัติที่ถือกันมาตามประเพณี

 ยึดถือศีลและวัตรเหล่านี้แหละ เป็นสีลัพพตปรามาส

 แต่ไม่ใช่หมายความว่าคนถือศีล ๕ เป็นผิด เพราะถือศีล

 และภิกขุเป็นผิด เพราะถือศีลและวัตรของภิกขุ

 เพราะในชั้นต้น เมื่อยังไม่เห็นโทษของการล่วงศีล

เห็นว่าศีลดีก็ยึดถือไป ถึงได้ชื่อว่ายึดถือ ก็ยึดถือข้างดีเป็นบุญ

ไม่ใช่ยึดถือข้างชั่วอันเป็นบาป ต่อเมื่อเห็นโทษของการล่วงศีลแล้วไม่

ประพฤติล่วง เช่นนี้ไม่ยึดถือศีล แต่มีศีล

เหมือนอย่างพระอริยะท่านไม่ได้ถือศีล แต่ท่านมีศีล.


      ศีลในที่นี้หมายถึงข้อปฏิบัติที่ดีที่ประพฤติล่วงก็เป็นโทษเป็นไปตามโลก

ซึ่งเรียกว่า โลกวัชชะ

 เช่นการลักของเขา แม้จะไม่มีพระบัญญัติห้าม ก็มีโทษเพราะทำของเขา

ให้เสีย ทำผู้ลักให้เป็นคนเลวเป็นขี้ขโมย

ไม่ใช่เป็นเพียงพระบัญญัติเหมือนดังการเด็ดดอกไม้มาบูชาพระ

การเด็ดดอกไม้สามเณรก็เด็ดได้ชาวบ้านก็เด็ดได้ไม่มีโทษ และเอามาบูชา

พระก็เป็นการดี แต่เพราะมีพระบัญญัติห้ามไม่ให้ภิกขุทำภูตคามหรือ

พืชคามให้กำเริบ ถ้าพระไปเด็ดดอกไม้ก็ต้องอาบัติ

วัตรก็เหมือนกัน คือไม่ถือเป็นขลัง

แต่เห็นเป็นการดีการชอบ ควรทำก็ทำ  ประพฤติปฏิบัติไปเช่นนี้

ไม่เป็นวัตตปรามาส คือยึดถือวัตร

เพราะฉะนั้น สีลัพพตปรามาส จึงหมายเอาถือศีลและวัตร เพราะไม่เห็นคุณ

ของศีลของวัตร แต่เชื่อเอาว่าศีลดี วัตรดี เป็นบุญก็ถือไป ไม่เห็นโทษของ

การล่วง ถ้าเห็นโทษของการล่วงแล้วไม่ล่วงเอง

ก็ไม่ต้องถือ แต่ก็มีศีลมีวัตรเป็นอันดีไม่เป็นสีลัพพตปรามาส.


 

อัตตวาทอุปาทาน หรือ อัตตวาทุปาทาน

 ยึดถือการกล่าวว่าคน

 อัตต ตน

วาท กล่าว

อุปาทาน ยึดถือ

 รวมเป็นอัตตวาทุปาทาน ยึดถือวาทะ คำที่กล่าวว่าตน

โดยตรงก็ยึดถือตน ยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน

 เป็นนั่น เป็นนี่ เป็นโน่น.

( โอ. ๒/๙๐-๙๕ ).


ดู พระพุทธศาสนา ด้วย

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 20/06/2016 เวลา : 13.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 8 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 05/04/2016 เวลา : 22.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 7 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 28/12/2013 เวลา : 01.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


wm

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 05/08/2012 เวลา : 00.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 30/05/2011 เวลา : 19.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

เป็นไท...
จากอุปาทาน...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 30/05/2011 เวลา : 19.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
times วันที่ : 23/05/2010 เวลา : 10.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ting วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

สาธุคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซันญ่า วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 15.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

ตนกล่าวยึดถือ

................

ตน

กล่าว

ยึดถือ

..............จีรัง หรือไม่ อจีรัง.........????

สวัสดีค่ะ

สบายดีนะคะ

.........อเมริกา อ่านตนเอง ......

.....ดึกมากแล้ว

แวะมาน้อมรับ ธรรมะ

..............

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน