*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 311
  • จำนวนผู้ชม : 408605
  • จำนวนผู้โหวต : 1784
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1784 คน
<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน 2552
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 4521 , 16:14:18 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน อิมกุดั่น , ..เวลาสวัสดิ์.. โหวตเรื่องนี้

   บรรดาคนที่เกิดมา ปัญญานั่นแลเป็นสำคัญอย่างหนึ่ง

เพราะย่อมปันบุคคลให้เป็นผู้โมห์หรือฉลาด  ให้เป็นผู้ไม่สามารถหรือสามารถ

ให้เป็นผู้ทำผิดหรือทำถูกเป็นต้น  จนถึงอาจทำให้ติดอยู่กับทุกข์ 

หรือพ้นจากทุกข์ก็ได้ตามชั้นและน้อยหรือมากตามกำลังของความรู้ 

   ความรู้นั้นบุคคลอาจทำให้เกิดขึ้นก็ได้  แม้ไม่ได้คราวละมาก  ก็คราวละน้อย

เมื่อบ่อยๆ เข้าก็คงมากขึ้นเอง และเมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจปล่อยปละละเลยทำให้เสื่อมไปก็ได้ 

   เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสแสดงปัญญาพร้อมทั้งเหตุไว้ว่า

              โยคา  เว  ชายเต  ภูริ

              อโยคา  ภูริสงฺขโย

              เอตํ  เทฺวธาปถํ ญตฺวา

              ภวาย  วิภวาย จ

              ตถตฺตานํ  นิเวเสยฺย

              ยถา  ภูริ  ปวฑฺฒติ

       แปลว่า  ปัญญาย่อมเกิดขึ้นเพราะประกอบ  เสื่อมสิ้นไปก็เพราะไม่ประกอบ

รู้ทางทั้งสองของความเกิด ความเสื่อมแห่งปัญญาแล้ว ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ด้วยประการใด 

ก็พึงตั้งตนไว้ด้วยประการนั้นดังนี้

     ปัญญา  ในที่นี้  หมายเอาความรู้ดีความรู้ชอบ  รู้ถูกต้อง  ตรงกันข้ามกับ

ความรู้ชั่วรู้ผิด  รู้ไม่ถูกต้อง 

และตรงกับสัมมาทิฏฐิเห็นชอบ  ตรงกันข้ามกับมิจฉาทิฏฐิเห็นผิด ทางที่เกิดของปัญญา

ก็คือ  ตา หู จมูก ลิ้น กาย  มนัส บุคคลย่อมมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมนัส  

อยู่ด้วยกัน  เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า  มีทางให้เกิดปัญญาอยู่ด้วยกัน 

 ส่วนเหตุที่ให้เกิดปัญญานั้น  พระบรมศาสดา  ทรงแสดงไว้โดยปริยายหนึ่ง

เป็น ๓ ประการ  หยาบและละเอียดต่างกันเป็นชั้น ๆ คือ 

   การตั้งใจศึกษา  ตั้งใจดู  ตั้งใจฟัง  แต่ผู้รู้อื่นให้สำเร็จผล  คือถ่ายความรู้ของท่าน

มาให้เกิดเป็นความรู้มีในตน  ได้แก่รู้เพราะความจำ  เรียก  สุตมยปัญญา 

ปัญญาสำเร็จด้วยการฟัง ๑ 

   การพิจารณาสอบสวนใคร่ครวญ  จับเหตุหยั่งถึงผล  จับผลสาวหาเหตุด้วยมนัส 

เจาะตัดวินิจฉัยด้วยทิฏฐิ  ความเห็น  ได้แก่รู้เพราะคิด เรียกจินตามยปัญญา 

ปัญญาสำเร็จด้วยการคิด ๑ 

    การทำให้เกิดปรากฏเห็นแจ่มแจ้งขึ้นแก่จิต  จนไม่ต้องเชื่อแต่ผู้อื่น  และไม่ต้อง

คิดคาดคะเนว่าจะเป็นเช่นนั้นจะเป็นเช่นนี้ ได้แก่รู้แจ้ง  เรียกภาวนามยปัญญา 

ปัญญาสำเร็จด้วยการบำเพ็ญ  คือทำให้เกิดขึ้น ๑

    สุตมยปัญญา  รู้เพราะฟังจำเผล็ดผลเป็นอธิโมกข์  คือ  น้อมใจเชื่อตามไป

ผู้เชื่อเช่นนั้นเป็นโลกาธิบดี  มีโลก  คือผู้อื่นเป็นใหญ่  อาจผิดในเมื่อเขาผิด  อาจถูก

ในเมื่อเขาถูก  ไม่มีหลักฐานแน่นอนในตนเอง 

   จินตามยปัญญา  รู้เพราะคิดเผล็ดผลเป็นจลสัทธา  คือ  เชื่อที่คลอนแคลน  ยังไม่

มั่น  ผู้เชื่อเช่นนั้นเป็นอัตตาธิบดี  มีตนเป็นใหญ่  อาจผิดได้ในเมื่อคิดผิด 

อาจถูกได้ในเมื่อคิดถูก  ยังไม่แน่นอนมั่นคง  แต่ก็ใกล้ตนเข้ามากว่าโลกาธิบดี 

เพราะต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง 

   ภาวนามยปัญญา  รู้เพราะทำให้เกิดปรากฏ เผล็ดผลเป็นอจลสัทธา เชื่อมั่น

ไม่หวั่นไหว  ผู้เชื่อเช่นนั้นเป็นธรรมาธิบดี  มีธรรมเป็นใหญ่

ย่อมถูกได้โดยส่วนเดียวไม่ผิดพลาด 

 

  มีอุปมาในทางโลกเป็นข้อเทียบที่พอจะเห็นได้เหมือนดับบุคคลไม่รู้จักไฟว่าเป็นอย่างไร 

เมื่อได้ฟังผู้อื่นบอกเล่าว่าไฟร้อน  ก็น้อมใจเชื่อตามไปว่าไฟร้อนดังนี้  ความรู้  เป็น

สุตมยปัญญา  ความเชื่อเป็น  อธิโมกข์ผู้เชื่อเป็น โลกาธิบดี 

เมื่อผู้ฟังเช่นนั้นแล้ว  พิจารณาดูอาการของไฟที่สว่างรุ่งเรือง ทำสิ่งที่มาถูกไฟให้เปลี่ยน

จากสภาพเดิมจนกลายเป็นถ่านเป็นเถ้าเป็นต้นก็ลงสันนิษฐานว่าไฟร้อนดั่งนี้ 

   ความรู้เป็นจินตามยปัญญา  ความเชื่อเป็น  จลสัทธา  ผู้เชื่อเป็น  อัตตาธิบดี 

เมื่อบุคคลได้ถูกไฟด้วยตนเอง  จนรู้สึกว่าร้อนแล้ว  ก็รู้ได้แน่นอนว่าไฟร้อนดังนี้ 

ความรู้เป็นภาวนามยปัญญา  ความเชื่อเป็น อจลสัทธา  ผู้เชื่อเป็น  ธรรมาธิบดี

มีธรรม  คือ  ความถูกต้องเป็นใหญ่ ด้วยประการดังนี้ 

  อารมณ์หรือสิ่งทั้งหลายที่มาประสบ  เป็นเหตุให้เกิดความรู้เหล่านี้

ที่เป็นส่วนสามัญ ถึงบุคคลไม่สู้ตั้งใจก็คงได้เห็นได้ยินและได้ความรู้บ้างเป็นธรรมดา 

แต่ว่ารู้ได้น้อย  ส่วนผู้ตั้งใจย่อมได้ความรู้ดียิ่งกว่า 

 เพราะฉะนั้น  บุคคลถึงอยู่ในถิ่นฐานเดียวกัน  ก็รู้มากและฉลาดกว่ากัน  เพราะความ

ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เพื่อจะฟังเพื่อจะคิดเพื่อจะทำให้เกิด

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นธรรมิสสราธิบดี  เป็นใหญ่ในธรรม  ก็เพราะปัญญา

ภาวนาที่เป็นอริยมรรค  อันพระองค์ทรงทำให้เกิดขึ้น  กำจัดความรู้ผิดเสีย 

แต่นั้นความเข้าใจถูกหรือรู้แจ่มแจ้งโดยไม่ต้องสงสัย  อันเป็นตัววิชชาก็เกิดขึ้น

กำจัดความเข้าใจผิด  คือ อวิชชา  อันเป็นพื้นภูมิเดิมให้หมดสิ้นไป 

  แสดงโดยนัยแห่งวัฏฏะ ๓ ว่า  เพราะอวิชชาความเข้าใจผิดเป็นปัจจัยเดิม 

ซึ่งเรียกว่า อนุสัยกิเลส มีอยู่ จึงเป็นเหตุให้คิดทำดีบ้างชั่วบ้างอันเป็นตัวกรรม 

เมื่อทำดี ก็เผล็ดผลดี  เมื่อทำชั่ว ก็เผล็ดผลชั่ว  ปรากฏอยู่ในตัวเอง  เป็นส่วนวิบาก 

แต่เพราะไม่ตั้งใจดูตัวเอง  จึงไม่เห็นตัวเอง 

ส่วนผลที่เผล็ดมาแต่กรรมอันเป็นวิบากนั้น ก็เป็นสังขาร  คงไม่เที่ยงเป็นทุกข์

เป็นอนัตตาบังคับไม่ได้อยู่ตามธรรมดา  เพราะไม่รู้เท่าจึงหลงติดอยู่ในผลนั้น 

การหลงติดอยู่ในผลเป็นกิเลส  การคิดแก้ไขจะให้เป็นไปตามชอบใจให้ผิดธรรมดา 

และทำกรรมเข้าอีกเป็นกรรม  ผลก็เผล็ดเป็นวิบากอีก  วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ไม่มีที่สุด 

    เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบชัดตามเป็นจริง  และไม่หลงติดอยู่ในสิ่ง

ที่ไม่เที่ยง  เพราะต้องแปรเปลี่ยนว่าเที่ยง  ในสิ่งที่เป็นทุกข์  เพราะทนอยู่คงที่ไม่ได้

และต้องลำบาก ว่าสุข  ในสิ่งที่เป็นอนัตตา  เพราะบังคับไม่ได้ว่าเป็นอัตตาจึงเป็นผู้พ้น

ทุกข์ด้วยประการทั้งปวง  และทรงอาศัยพระมหากรุณาในผู้อื่นเป็นเบื้องหน้า 

จึงทรงพระอุตสาหะแสดงธรรมเทศนาสั่งสอนแก่ผู้อื่น  ให้รู้จักเหตุรู้จักผล 

และทรงแนะนำให้ดำรงตนในเหตุที่ดีเพื่อบรรลุผลที่ดีสำหรับตนและเป็นประโยชน์ในปัจจุบัน 

ทั้งสำหรับหมู่และเป็นประโยชน์แก่ตนในภายหน้า  ทั้งเพื่อประโยชน์อย่างสูง 

คือ  รู้จริงเห็นจริง  ชื่อว่าทรงอาศัยสังขาร  คือ  พระกายบำเพ็ญประโยชน์ได้เต็มที่ 

ทั้งเพื่อพระองค์ทั้งเพื่อผู้อื่น  และทรงสรรเสริญผู้อาศัยกายบำเพ็ญคุณความดีว่า 

ถือเอาสาระและส่วนที่ประเสริฐของกายไว้ได้  ถึงรูปกายจะแตกทำลายไปตายไป

ธรรมดาของสังขารคุณความดีก็คงอยู่ไม่สลายไป 

  ดังพระพุทธภาษิตว่า 

ปญฺจหิ  ภิกฺขเว  วฑฺฒีหิ  วฑฺฒมาโน  อริยสาวโก  อริยาย  วฑฺฒิยา

วฑฺฒติ  สาราทายี  จ  โหติ  วราทายี  จกายสฺส  ดั่งนี้เป็นต้น 

ความว่า อริยสาวก  เมื่อเจริญด้วยธรรมเครื่องเจริญ ๕ อย่าง 

คือ  สัทธา  สีล  สุตะ  จาคะ  ปัญญา ชื่อว่า  ย่อมเจริญด้วยธรรมเครื่องเจริญ

อันประเสริฐ  ทั้งชื่อว่าเป็นผู้ถือเอาส่วนที่ประเสริฐของกายไว้ได้ ดังนี้. 

( วชิร.  ๓๑๘-๓๒๓ ).

          

    อนึ่ง  ปัญญานั้น  ต้องเป็นปัญญาเห็นชอบ  ซึ่งเป็น  สัมมัปปัญญา  ไม่ใช่

ปัญญาผิด  ซึ่งเป็นมิจฉัปปัญญา  เพราะปัญญาชอบเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อเป็นใน

ทางที่ชอบ  เมื่อเกิดความเชื่อเป็นในทางที่ชอบ  ก็เป็นเหตุให้ประกอบบุญกุศล

ทางกาย  ทางวาจา อันสำเร็จมาจากทางใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ได้ชื่อว่า  ถือเอาประโยชน์ของกายซึ่งมีความเกิด  ความเสื่อม 

ความสลายไปตามธรรมดาไว้ได้ตามสมควรแก่ความปฏิบัติ 

 ส่วนมิจฉัปปัญญา  ความรู้ผิดนั้น  เมื่อเกิดขึ้น  ก็เป็นเหตุให้ทำชั่วทำผิด  ทำตนให้

เสื่อมจากคุณความดี  ทำพื้นเพของตนให้เลวทรามกว่าพื้นเพเดิมด้วย 

ทำผู้อื่นให้เดือดร้อนด้วย 

  เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จึงทรงแสดงแนะนำไว้ใน อธิษฐานธรรม 

ให้บุคคลไม่ประมาทปัญญาเป็นเบื้องต้น

    ดังพระพุทธนิพนธภาษิตว่า

   ปญฺญํ  นปฺปมชฺเชยฺย  บุคคลไม่ควรประมาทปัญญา อย่าง ๑

   สจฺจมนุรกฺเขยฺย  ควรตามรักษาสัจจะอย่าง ๑

   จาคมนุพฺรูเหยฺย  ควรเจริญจาคะ  คือสละบริจาคอย่าง ๑

   สนฺติเมว  สุสิกฺเขยฺย  ผู้นั้นควรศึกษาสันติ  คือ  ความสงบระงับที่ทำให้เกิดขึ้นด้วย

ปัญญาและสัจจะ  จาคะ  นั้นให้รู้จักตามเป็นจริงว่าเป็นอย่างไร อีกอย่างหนึ่ง ๑ 

          

     ปัญญาความรู้นั้น ทุก ๆ  คนย่อมมีประจำอยู่ในตัวด้วยกันทั้งนั้น 

แต่จะมากน้อยกว่ากันก็แล้วแต่ความอบรมสั่งสมมาในเบื้องต้น  ถ้าบุคคลตั้งใจอบรมสั่งสม

ปัญญามาก  ความรู้ความฉลาดก็มาก 

 ถ้าบุคคลตั้งใจอบรมสั่งสมปัญญาน้อย  หรือไม่ตั้งใจอบรมปัญญา  ความรู้ความฉลาด

ก็มีน้อย  เป็นไปตามเหตุแลผลด้วยประการฉะนี้

     ( วชิร.  ๔๐๑ ).

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 10/08/2018 เวลา : 20.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 24 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 21/06/2016 เวลา : 23.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 23 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 16/03/2016 เวลา : 00.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 01/01/2012 เวลา : 03.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 21 (0)
times วันที่ : 12/12/2010 เวลา : 11.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 20 (0)
times วันที่ : 02/12/2010 เวลา : 08.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 19 (0)
times วันที่ : 29/10/2010 เวลา : 09.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 18 (0)
times วันที่ : 31/07/2010 เวลา : 18.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
times วันที่ : 28/07/2010 เวลา : 23.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 16 (0)
times วันที่ : 26/07/2010 เวลา : 20.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

"...ส่วนผลที่เผล็ดมาแต่กรรมอันเป็นวิบากนั้น ก็เป็นสังขาร คงไม่เที่ยงเป็นทุกข์
เป็นอนัตตาบังคับไม่ได้อยู่ตามธรรมดา เพราะไม่รู้เท่าจึงหลงติดอยู่ในผลนั้น

การหลงติดอยู่ในผลเป็นกิเลส การคิดแก้ไขจะให้เป็นไปตามชอบใจให้ผิดธรรมดา และทำกรรมเข้าอีกเป็นกรรม
ผลก็เผล็ดเป็นวิบากอีก วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ไม่มีที่สุด..."


ความคิดเห็นที่ 15 (0)
times วันที่ : 26/07/2010 เวลา : 20.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 14 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 14.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 13 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 13.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 12 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 09.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

สาธุ.......อนุโมทนาค่ะ
กำลังเพียร...สะสมและเจริญปัญญาอยู่จ้า

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 09.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Cat@ วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 04.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

หลวงอา สอนเสมอ
ให้ อธิษฐาน ขอให้มีสติปัญญา

สาธุ

....

ว่างแวะมาแม่แคท
ลงเรืองใหม่
ไม่มีอะไร แค่แวะมาทักทาย
วันธรรมดา ..สำคัญไฉน

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
times วันที่ : 26/04/2009 เวลา : 22.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
times วันที่ : 26/04/2009 เวลา : 22.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
times วันที่ : 26/04/2009 เวลา : 22.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 5 (0)
times วันที่ : 26/04/2009 เวลา : 22.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
passama วันที่ : 26/04/2009 เวลา : 20.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/passama
สิ่งที่เราไม่มีเราจะไม่สูญเสียมันไป

จึงมาตามห้วงอารมณ์..ผสมกับความคิดถึง
มาหาสิ่งดี..กำลังใจเพื่อประเทืองปัญญาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 26/04/2009 เวลา : 19.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 26/04/2009 เวลา : 19.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลานเทวา วันที่ : 26/04/2009 เวลา : 18.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

สาธุ

ปัญหามา ปัญญามี
แต่กว่าจะถึงปัญญาบริสุทธิ์ นั้นยากนัก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน