*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 313
  • จำนวนผู้ชม : 450325
  • จำนวนผู้โหวต : 1921
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1921 คน
<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2552
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 4300 , 15:17:09 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ..เวลาสวัสดิ์.. โหวตเรื่องนี้

         

   ในอธิษฐานธรรมซึ่งมาในธาตุวิภังคสูตรนี้ 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแนะนำให้ไม่ประมาทปัญญา  คือให้ใช้ปัญญาที่มีอยู่ในตน 

พิจารณาดูกายของตนให้รู้ตามเป็นจริงอย่างไร 

ตามนัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้  ฉ  ธาตุโร  อยํ  ปุริโส  บุคคลนี้มีธาตุ ๖ คือ

ปฐวีธาตุ  ธาตดิน ๑  อาโปธาตุ ธาตุน้ำ ๑

เตโชธาตุ ธาตุไฟ ๑  วาโยธาตุ ธาตุลม ๑  

อากาสธาตุ ธาตุอากาศ  ( คือช่องว่าง ) ๑

   ธาตุทั้ง ๕ นี้  ย่อมมีอยู่ภายใน  คือ  ในตัวบุคคลและสัตว์ทั้งหลายทั่วไปด้วย 

มีอยู่ในภายนอก คือเป็นโอกาสโลกด้วย  แต่แล้วก็ถ่ายกันไปถ่ายกันมา:  ธาตุภายในก็ถ่ายออกไปเป็น

ธาตุภายนอก  ธาตุภายนอกก็ถ่ายเข้ามาเป็นธาตุภายใน  ผลัดเปลี่ยนกันไปตามธรรมดา

จนกว่าจะถึงที่สุด 

   เพียงแต่ธาตุทั้ง ๕ เหล่านี้  ไม่จัดว่าเป็นบุคคลเป็นสัตว์  ต่อเมื่อวิญญาณธาตุ  ธาตุรู้

อีกอย่าง ๑ เข้าประกอบกัน  จึงเป็นบุคคล

  ตามพระพุทธภาษิตที่แสดงว่า  ฉ  ธาตุโร อยํ  ปุริโส บุคคลนี้มีธาตุ  ๖  ดังนี้ 

ธาตุรู้ นั้น  ถ้าไม่ได้อาศัยดินน้ำไฟลมอากาศ  ก็ไม่แสดงให้ปรากฏ 

เหมือนดังไฟที่ไม่ติดเชื้อ  ถ้ามีแต่ดินน้ำไฟลมอากาศ  ไม่มีธาตุรู้ประกอบ  ก็เหมือนดังเชื้อที่ไฟยัง

ไม่ติดฉะนั้น  แต่ธาตุดินน้ำไฟลมอากาศอันเป็นธาตุไม่รู้  และวิญญาณธาตุ  ธาตุรู้

ประสมกัน  จึงเป็นบุคคล 

   ทรงแสดงต่อไปว่า ฉผสฺสายตโน  มีอายตนะ  คือ บ่อเกิดแห่งผัสสะ ๖ 

ก็เพราะวิญญาณธาตุที่อาศัยดินน้ำไฟลมอากาศ 

อันเป็นส่วนรูปกาย: 

   ออกมาทางจักษุ  คือ  ตา  ก็มารู้รูป เป็นจักษุวิญญาณ 

   ออกมาทางโสต  คือ  หูก็มารู้เสียง  เป็นโสตวิญญาณ 

   ออกมาทางฆานะ  คือ  จมูก  ก็มารู้กลิ่น  เป็นฆานะวิญญาณ 

   ออกมาทางชิวหา  คือ  ลิ้น  ก็มารู้รส  เป็นชิวหาวิญญาณ 

   ออกมาทางกายก็มารู้โผฏฐัพพะ  เป็นกายวิญญาณ 

   ออกมาทางมนะ  คือใจที่นึกคิด  ก็มารู้ธรรมารมณ์  คือเรื่องต่าง ๆ  เป็นมโนวิญญาณ 

จึงมีวิญญาณ ๖ คือ  จักขุวิญญาณ  โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ  กายวิญญาณ 

มโนวิญญาณ  เป็น ๖ ประการ  ด้วยประการฉะนี้. 

   เมื่อธาตุรู้ออกมาทางอายตนะภายใน ๖  มาประสบอายตนะภายนอก ๖  หรืออารมณ์ ๖  เกิด

วิญญาณ ๖  แล้วทั้ง ๓ ประชุมกันเข้าอีกส่วนหนึ่ง  หรืออีกคราวหนึ่ง  จึงเกิดผัสสะคือความ

กระทบ  เมื่อเกิดผัสสะแล้วก็เกิด สัญญาความจำ  และเกิดสังขารคือความนึกคิด

สังขารความนึกคิด  ก็ได้แก่มโนที่น้อมนึกอารมณ์  ที่ประสบมาทางตาหูจมูกลิ้นกายมนะนั้นเข้าอีก

คราวหนึ่ง  มนะนึกถึงรูปที่ตาได้เห็น  นึกถึงเสียงที่ได้ยิน  นึกถึงกลิ่นที่เคยได้ดม  นึกถึงรสที่เคย

ได้ลิ้ม  นึกถึงโผฏฐัพพะที่เคยได้ถูกต้อง  นึกถึงธรรมคือเรื่องต่าง ๆ  ที่ได้เคยนึกคิด

    เพราะฉะนั้น  รูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  และธรรม  จึงเป็นอารมณ์ 

เป็นที่เที่ยวของมนะ(ใจ) 

อารมณ์ทั้ง ๖ นั้น  เป็นที่ตั้งแห่งความสุข ๖  เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ ๖ 

เป็นที่ตั้งแห่งความไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ๖ จึงรวมเป็น ๑๘  พระพุทธภาษิตจึงแสดงไว้ว่า 

อฏฺฐารสมโนปวิจาโร  มีอารมณ์คือที่เที่ยวของมนะ ๑๘ ประการด้วยประการฉะนี้ 

    นี้เป็นสัจจธรรม  ธรรมที่เป็นจริง  อันปรากฏอยู่ที่บุคคลทุก ๆ คนนั่นเอง  ไม่ใช่มีที่อื่น

 เมื่อบุคคลไม่ประมาทปัญญา  ใช้ปัญญาพิจารณาดูที่ตนจะรู้ตามเป็นจริงว่า  ธาตุทั้ง ๕  คือ 

ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ มีทั้งภายใน ทั้งภายนอกไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา 

แม้วิญญาณธาตุ  ธาตุรู้ก็เป็นธาตุ รู้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา 

  เมื่อพิจารณาเห็นตามเป็นจริงเช่นนี้แล้ว ผู้พิจารณาก็เป็นมุนี  คือ ผู้รู้ธาตุทั้ง ๖ ซึ่ง

รวมกันเป็นบุคคลก็เป็นธาตุทั้ง ๖  เมื่อเป็นเช่นนี้  วิญญาณธาตุ  ธาตุรู้จึงเป็น

วิญญาณธาตุที่บริสุทธิ์  เพราะไม่เกี่ยวข้องกับความติดอยู่ในสิ่งที่ได้รู้  จึงเป็นอุเบกขาอ่อนละมุน

เหมือนดังทองคำ  ที่นายช่างชำระจากมลทินของทองคำให้หมดจดแล้ว

สามารถจะน้อมนำไปทำเครื่องประดับต่าง ๆ ได้  ข้อนี้ฉันใด  วิญญาณธาตุ  ที่มุนีท่านผู้รู้

ได้พิจารณาเห็นตามเป็นจริงจนเป็นอุเบกขาที่บริสุทธิ์แล้ว  ก็ฉันนั้น  ท่านผู้รู้สามารถจะน้อมนำไป

เพื่ออรูปฌานทั้ง ๔ ได้  แต่ท่านผู้รู้นั้นพิจารณาเห็นว่าอรูปฌานทั้ง ๔ นั้นก็เป็นสังขตธรรม 

ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งเมื่อมีความเกิดในเบื้องต้น ก็มีความแปรปรวนในท่ามกลาง  มีความ

สลายในที่สุด  

   เมื่อเป็นเช่นนี้  จึงไม่น้อมใจไปเพื่ออรูปฌานทั้ง  ๔  คงเป็นผู้รู้ตามเป็นจริง  เมื่อรู้ตามเป็น

จริงอยู่เช่นนี้  ก็ได้ชื่อว่าไม่ประมาทปัญญา  เพราะใช่ปัญญาพิจารณาจนเห็นตามเป็นจริง

           ความจริงที่เกิดขึ้นเพราะใช้ปัญญาพิจารณาเป็นสัจจธรรม  ธรรมะที่เป็นจริง

เมื่อสัจจธรรมปรากฏขึ้น  เพราะใช้ปัญญาพิจารณาเช่นนี้แล้ว  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงนำ

ให้รักษาสัจจะ คือธรรมที่จริง หรือสภาพที่จริงที่ปรากฏเพราะใช้ปัญญาพิจารณานั้นไว้

           เมื่อเป็นเช่นนี้  สิ่งใด หรือ อารมณ์อันใด ที่ได้เคยยึดถือไว้ว่า  เอตํ  มม  นั่นเป็น

ของเรา  เอโสหมสฺมิ  เราเป็นนั่น  เอโส  เม  อตฺตา  นั่นเป็นตัวตนของเรา 

ก็เป็นอันสละทิ้งไปไม่ยึดถือ  จาคะ  ความสละบริจาคสิ่งที่เคยยึดถือเพราะไม่รู้  ก็ปรากฏเกิดขึ้น 

ได้ชื่อว่าเป็นอันเจริญจาคะคือสละบริจาคความยึดถือที่ได้เคยยึดถือเพราะไม่รู้ตามเป็นจริง

           เมื่อเจริญจาคะ  สละบริจาคความยึดถือเพราะไม่รู้ตามเป็นจริงเสียได้  วิญญาณ

ธาตุก็จะปลอดโปร่งผ่องใสรุ่งเรือง  ก็จะถึงสันติความสงบระงับ  สันติ,  คือ  ความสงบระงับ

ย่อมปรากฏเกิดขึ้น  เพราะใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง  เป็นเบื้องต้น 

และเกิดสัจจะความจริงเพราะใช้ปัญญาพิจารณาเห็นเป็นข้อที่สอง  สละความยึดถือที่เคยยึดถืออยู่

เพราะไม่รู้ตามเป็นจริงเป็นข้อที่สาม  เมื่อสันติ  ความสงบปรากฏขึ้น 

  พระพุทธภาษิตก็แสดงแนะนำให้ศึกษาสำเหนียกกำหนดพิจารณาดูสันตินั้นให้รู้

ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อรู้ได้ตามเป็นจริงเช่นนี้แล้ว  ความสงบระงับอย่างยิ่ง

ก็ย่อมปรากฏเกิดขึ้น  เพราะจาคะสืบเนื่องมาจากสัจจะ  และสืบเนื่องมาจากไม่ประมาทปัญญา

ด้วยประการฉะนี้

          เมื่อได้ปฏิบัติตามอธิษฐานธรรมซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้

ในธาตุวิภังคสูตรเช่นนี้  บุคคลผู้ไม่ประมาทปัญญา รักษาสัจจะ  เจริญจาคะ  ศึกษาสันติ 

ก็ได้ชื่อว่าถือเอาประโยชน์ของกายที่ประชุมด้วยธาตุไม่รู้ ๕ ธาตุรู้ ๑ เป็น ๖ไว้ได้  ตามสมควร

แก่ปฏิบัติ  แม้ชั่วครู่ชั่วขณะ  ความสุขอย่างสงบระงับหรือสันติสุข หรือสันติความสงบก็ย่อม

ปรากฏขึ้นที่ใจ  ด้วยประการฉะนี้. 

( วชิร.  ๓๘๑-๒๘๕ ).

           อนึ่ง  ปัญญานั้น  คือ  ความพิจารณารู้เห็นถูกต้องตามคลองธรรม

 กำจัดความเห็นผิดเสีย  ความเห็นถูกเกิดขึ้นมากเพียงใดก็กำจัดความเห็นผิดเสียได้เพียงนั้น

ความเห็นถูกเป็นแสงสว่าง ความเห็นผิดเป็นความมืด  ย่อมเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง

เพราะฉะนั้น  พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า"ในกาลใดบัณฑิตเปลื้องความประมาทเสีย

ด้วยความไม่ประมาท ในกาลนั้นย่อมขึ้นสู่ปราสาท"  คือ  ปัญญา  กล่าวคือรู้เห็นเป็นจริง 



คลิกดู อารมณ์ ด้วย
                
            

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 19/06/2021 เวลา : 09.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


😇🌾

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 19/06/2021 เวลา : 09.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


😇🌾

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
times วันที่ : 13/02/2011 เวลา : 11.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.....ไม่ประมาทปัญญา

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
ซันญ่า วันที่ : 31/01/2011 เวลา : 08.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

ทุกขณะจิต สติ สมาธิต้อง อยู่คู่กันไป ถึงจะได้ กิริยา สำรวม ก็ฝึกฝน ตาม อารมณ์ ด้วยรู้ และ ก็ ดู อารมณ์ นั้นๆ แล้วก็ปล่อย ให้เข้าใจ ว่า เป็น อารมณ์ ไหน และก็ วาง
เฉย กับ อารมณ์ นั้น พอเราไม่ ยึดเหนี่ยว ก็ผ่าน ไปตาม
เวลา ที่ล่วง ไป
.
.

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
times วันที่ : 27/01/2011 เวลา : 17.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


..
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแนะนำให้ไม่ประมาทปัญญา คือให้ใช้ปัญญาที่มีอยู่ในตน

พิจารณาดูกายของตนให้รู้ตามเป็นจริงอย่างไร ..
..
เมื่อบุคคลไม่ประมาทปัญญา ใช้ปัญญาพิจารณาดูที่ตนจะรู้ตามเป็นจริงว่า ธาตุทั้ง ๕ คือ

ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ มีทั้งภายใน ทั้งภายนอกไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

แม้วิญญาณธาตุ ธาตุรู้ก็เป็นธาตุ รู้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
..

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
times วันที่ : 15/12/2010 เวลา : 15.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


บุคคลผู้ไม่ประมาทปัญญา รักษาสัจจะ เจริญจาคะ ศึกษาสันติ

ก็ได้ชื่อว่าถือเอาประโยชน์ของกายที่ประชุมด้วยธาตุไม่รู้ ๕ ธาตุรู้ ๑ เป็น ๖ไว้ได้ ตามสมควร
แก่ปฏิบัติ แม้ชั่วครู่ชั่วขณะ ความสุขอย่างสงบระงับหรือสันติสุข หรือสันติความสงบก็ย่อม
ปรากฏขึ้นที่ใจ ด้วยประการฉะนี้.

ความคิดเห็นที่ 45 (0)
times วันที่ : 15/12/2010 เวลา : 15.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


บุคคลผู้ไม่ประมาทปัญญา รักษาสัจจะ เจริญจาคะ ศึกษาสันติ

ก็ได้ชื่อว่าถือเอาประโยชน์ของกายที่ประชุมด้วยธาตุไม่รู้ ๕ ธาตุรู้ ๑ เป็น ๖ไว้ได้ ตามสมควร
แก่ปฏิบัติ แม้ชั่วครู่ชั่วขณะ ความสุขอย่างสงบระงับหรือสันติสุข หรือสันติความสงบก็ย่อม
ปรากฏขึ้นที่ใจ ด้วยประการฉะนี้.

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
times วันที่ : 13/11/2010 เวลา : 09.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


เมื่อเจริญจาคะ สละบริจาคความยึดถือเพราะไม่รู้ตามเป็นจริงเสียได้ วิญญาณ
ธาตุก็จะปลอดโปร่งผ่องใสรุ่งเรือง ก็จะถึงสันติความสงบระงับ สันติ, คือ ความสงบระงับ
ย่อมปรากฏเกิดขึ้น เพราะใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง เป็นเบื้องต้น
และเกิดสัจจะความจริงเพราะใช้ปัญญาพิจารณาเห็นเป็นข้อที่สอง สละความยึดถือที่เคยยึดถืออยู่
เพราะไม่รู้ตามเป็นจริงเป็นข้อที่สาม เมื่อสันติ ความสงบปรากฏขึ้น
พระพุทธภาษิตก็แสดงแนะนำให้ศึกษาสำเหนียกกำหนดพิจารณาดูสันตินั้นให้รู้
ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อรู้ได้ตามเป็นจริงเช่นนี้แล้ว ความสงบระงับอย่างยิ่ง
ก็ย่อมปรากฏเกิดขึ้น เพราะจาคะสืบเนื่องมาจากสัจจะ และสืบเนื่องมาจากไม่ประมาทปัญญา
ด้วยประการฉะนี้

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
times วันที่ : 02/10/2010 เวลา : 13.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

....เมื่อได้ปฏิบัติตามอธิษฐานธรรม.
ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในธาตุวิภังคสูตรเช่นนี้
บุคคลผู้ไม่ประมาทปัญญา รักษาสัจจะ เจริญจาคะ ศึกษาสันติ
ก็ได้ชื่อว่าถือเอาประโยชน์ของกายที่ประชุมด้วยธาตุไม่รู้ ๕ ธาตุรู้ ๑ เป็น ๖ไว้ได้ ตามสมควรแก่ปฏิบัติ
แม้ชั่วครู่ชั่วขณะ ความสุขอย่างสงบระงับหรือสันติสุข
หรือสันติความสงบก็ย่อมปรากฏขึ้นที่ใจ ด้วยประการฉะนี้.
( วชิร. ๓๘๑-๒๘๕ ).

อนึ่ง ปัญญานั้น คือ
ความพิจารณารู้เห็นถูกต้องตามคลองธรรม
กำจัดความเห็นผิดเสีย ความเห็นถูกเกิดขึ้นมากเพียงใด
ก็กำจัดความเห็นผิดเสียได้เพียงนั้น
ความเห็นถูกเป็นแสงสว่าง ความเห็นผิดเป็นความมืด
ย่อมเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงเพราะฉะนั้น
พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า

"ในกาลใดบัณฑิตเปลื้องความประมาทเสียด้วยความไม่ประมาท
ในกาลนั้นย่อมขึ้นสู่ปราสาท" คือ ปัญญา
กล่าวคือรู้เห็นเป็นจริง

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
times วันที่ : 02/10/2010 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.......ยึดสินธุ์แร่แปรรูปธาตุออกแบบทุกข์

ยึดความสุขสมมุติกามสร้างนามข่าย

ยึดพวงตัวสร้างอัตตาพากินใช้

ละให้ได้ไม่ติดหล่มต้มตัวตน..ฯ

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
times วันที่ : 02/10/2010 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 40 (0)
times วันที่ : 29/09/2010 เวลา : 00.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
times วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 09.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


ลมเข้า-ออกว่างทางอัตตา
ขุดลอกกิเลสหนาที่ปรุงแต่ง
เผาไหม้อนุสัยด้วยไฟแรง
ด้วยไฟแห่งศรัทธา..พาพ้นกาล..

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
ชลัยย์มาศ วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chalaimas


สาธุค่ะ.
สวัสดียามค่ำ คะ

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
times วันที่ : 22/09/2010 เวลา : 09.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


_/|\_

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
times วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 12.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
times วันที่ : 17/09/2010 เวลา : 22.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
times วันที่ : 17/09/2010 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

.

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
times วันที่ : 10/08/2010 เวลา : 18.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 32 (0)
times วันที่ : 21/06/2010 เวลา : 18.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 30/04/2009 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



น้องเนทเกเรค่ะ

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
times วันที่ : 30/04/2009 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
times วันที่ : 30/04/2009 เวลา : 08.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 28 (0)
เคียงดิน วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 21.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

นมัสการค่ะ อ่านจนจบ ปวดตามจริงๆค่ะ นิมนต์ท่านใช้ตัวหนังสือสีดำด้วยเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
times วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 18.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


นี่..มือกวาดจ้า..

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
times วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 16.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 25 (0)
times วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 15.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 24 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 09.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


เอาเตโชธาตุ
มาฝากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
times วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 08.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 22 (0)
times วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 08.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


ทีละวันดั้นด้นไปข้างในจิต
ทีละนิดรู้ลมไม่จมไหล
ทีละก้าวคงมั่นเป็นขั้นไป
ทีละคราวเตือนใจอย่าไร้เพียร


ความคิดเห็นที่ 21 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 07.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

อุเบกขาบริสุทธิ์
อยากให้เกิดจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
Cat@ วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 05.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha


ความคิดเห็นที่ 19 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 28/04/2009 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


ความคิดเห็นที่ 18 (0)
times วันที่ : 28/04/2009 เวลา : 22.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times




ฝันดี ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ไพศาล_เหล็มสัน วันที่ : 28/04/2009 เวลา : 19.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/TePee
ก ลุ่ ม ค น ไ ม่ บ า ย


.

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 28/04/2009 เวลา : 13.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 15 (0)
times วันที่ : 28/04/2009 เวลา : 09.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 14 (0)
times วันที่ : 28/04/2009 เวลา : 08.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 13 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 23.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 12 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 23.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 11 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 22.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 10 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 21.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 21.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 18.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

กลับมา
อ่านรายละเอียดค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 17.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เคียงดิน วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 15.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

นมัสการค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 15.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

ไม่ประมาท ไม่ค่อยพลาดพลั้ง
ขอบคุณผู้ใฝ่ธรรม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
redribbons07 วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

"ในกาลใดบัณฑิตเปลื้องความประมาทเสีย
ด้วยความไม่ประมาท"

ในกาลนั้นย่อมขึ้นสู่ประสาท คือ ปัญญา กล่าวคือรู้เห็นเป็นจริง





สาธุค่ะ





ความคิดเห็นที่ 1 (0)
times วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 15.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times




สาธุค่ะ..

แวบ..มาเจิมก่อน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน