*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 311
  • จำนวนผู้ชม : 405113
  • จำนวนผู้โหวต : 1768
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1768 คน
<< ธันวาคม 2012 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม 2555
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 1810 , 09:58:58 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน นายเขียว , ชลัยย์มาศ และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

 

 > ธ.

 ธาตุรู้ ทุก ๆ คนมีความรู้  หรือมีธาตุรู้

อยู่ด้วยกันทั้งนั้น  ถ้าไม่มีความรู้  หรือไม่มีธาตุรู้  ก็จะเป็นคนไม่ได้  เพราะฉะนั้น 

จึงมีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ว่าฉธาตุโร  อยํ  ปุริโส  คนนี้มีธาตุ ๖ คือ 

ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ  ธาตุลมธาตุอากาศและธาตุรู้  เหล่านี้เป็นต้น  

 รูปกายคือกายที่เป็นส่วนรูป  แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้ก็เป็นหุ่น  หรือเป็นร่างกายของคนตาย  

ไม่สามารถจะทำกิจการงานทั้งหลายให้สำเร็จไปได้  ต่อเมื่อมีวิญญาณธาตุ ธาตุรู้

ประกอบกันไปอาศัยกันและกันเป็นไป  นั่นแหละธาตุรู้

จึงจะใช้ ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  ที่เป็นธาตุไม่รู้อันเป็นรูปกายนั้น  ให้ทำกิจการงานเพื่อสำเร็จกิจ 

สำเร็จประโยชน์แก่ตน  เพื่อสำเร็จประโยชน์ต่อบุคคลผู้อื่น

    ลำพังแต่ธาตุรู้เดิมที่มีอยู่ในบุคคล  ก็ประมวลกันอยู่ ไม่มีอาการที่แสดงออกมาว่า

เป็นอย่างไร  เช่นเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาหรือคนนอนหลับหรือคนสลบ 

เพราะมีธาตุรู้อยู่แต่ประมวลกันอยู่  ไม่แสดงอาการออกมา จึงไม่รู้ยิ่งขึ้นไป  

ต่อเมื่อเด็กนั้นคลอดจากครรภ์มารดาออกมาและได้อาศัยความเจริญที่มีอยู่ตามธรรมดา

อุปถัมภ์  ก็ให้เจริญยิ่งขึ้นโดยลำดับ  หรือคนนอนหลับคนสลบ  ฟื้นตื่นจากหลับ

จากสลบ  ธาตุรู้นั่นแหละ  จึงแสดงออกมาทางทวาร  คือออกมาทางตาให้เห็นรูป

ก็เกิดความรู้สึกขึ้น เรียกว่าจักขุวิญญาณ  ออกมาทางหูได้ประสบเสียง  เกิดความ

รู้สึกขึ้น  เรียกว่าโสตวิญญาณ  ออกมาทางฆานะคือจมูก  เกิดความรู้สึกขึ้น  เรียกว่า

ฆานวิญญาณ  ออกมาทางสิ้นและรู้รสเกิดความรู้สึกขึ้น  เรียกว่าชิวหาวิญญาณ

ออกมาทางกายมาประสบโผฏฐัพพะ  คือสิ่งที่กายถูกต้อง  เกิดความรู้สึกขึ้น  เรียกว่า

กายวิญญาณ  ออกมาทางมนะ  คือมนะนึกคิดอารมณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ 

เกิดความรู้สึกขึ้น  เรียกว่ามโนวิญญาณ  วิญญาณของธาตุรู้อาศัยกับกาย  ซึ่งเป็นธาตุไม่รู้

จัดเป็นวิญญาณขันธ์  คือกองวิญญาณในขันธ์ห้า,   นี้ธาตุรู้ตื่นขึ้นมา  แต่ว่าธาตุรู้นั้น

ก็รู้เพียงที่จะปกครอง  บริหารตนให้เป็นไปได้  ป้องกันอันตรายที่พึงมีมาตามสามารถที่จะพึงป้องกันได้

  รู้เช่นนี้เสมอกันไปในคนและในสัตว์ เพราะสัตว์ดิรัจฉาน  ก็มีความรู้เช่นนี้ 

นี้ได้ชื่อว่ารู้ ตื่นจากไม่รู้หรือจากหลับ  จากสลบมาชั้นหนึ่ง  แต่ยังไม่วิเศษอะไร 

เพราะว่า  ถ้าปล่อยให้ธาตุรู้นั้นเป็นไปตามอารมณ์ที่ได้ประสบ  กิเลสที่มีภายใน 

คือโลภะ ความต้องการได้โทสะ  ความโกรธแค้น  โมหะ  ความหลง

ก็ออกไปเกี่ยวข้องพัวพันกับอารมณ์ที่รู้นั้นและอยากได้  โกรธแค้น หลงไปตามอารมณ์

เมื่อเป็นเช่นนี้  ก็เป็นเหตุให้ประพฤติปฏิบัติทางกายด้วยทำ  ทางวาจาด้วยพูด  ทางใจ

ด้วยคิด  ผิดบ้างถูกบ้าง  ไม่รู้สึกดีชั่วอย่างไร  ต่อเมื่อธาตุรู้นั้นแหละ  ได้รู้ยิ่งขึ้นไป

จนถึงรู้ว่าใครเป็นคนดี  ใครเป็นคนชั่ว  เมื่อรู้จักว่า  ใครเป็นคนดี  ใครเป็นคนชั่ว

ดังนี้แล้ว  สืบเข้าไปว่า  เขาดีเพราะอะไรหรือชั่วเพราะอะไร  ก็จะเห็นได้ด้วยความรู้ของตนเองว่า 

คนที่ทำดี  ก็เพราะเขารู้ดีรู้ชั่ว  และตั้งใจเว้นชั่วตั้งใจทำดี  คนที่เป็นคนชั่ว 

ก็เพราะรู้ชั่วรู้ผิด  แต่ไม่รู้ดีรู้ชอบจึงทำแต่ชั่วแต่ผิดออกไป  คนที่รู้ดีรู้ชั่วและ

ตั้งใจเว้นชั่วทำแต่ดีเช่นนี้  อยู่ที่ไหนตนก็เป็นคนดี  ทำหมู่ที่อยู่ด้วยกันให้เป็นสุข

คนที่รู้ชั่วอยู่ที่ไหนก็ทำชั่ว  ทำผู้ที่อยู่ด้วยกันให้เดือดร้อน  พิจารณาเห็นได้ในปัจจุบันนี้

บุคคลที่รู้ดีรู้ชั่วแล้ว  ตั้งใจเว้นชั่ว   ตั้งใจทำดีนี้  ก็ได้ชื่อว่า  เป็นผู้ประกอบด้วยสุจริต 

คือความประพฤติดี  ไม่เป็นผู้ประกอบด้วยทุจริต  ความประพฤติชั่วเมื่อเป็นเช่นนี้

ตัวเองก็เป็นคนดี  ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยก็ไม่เป็นทุกข์  มีแต่จะเป็นสุขความเป็นเช่นนี้ 

ก็เพราะธาตุรู้นั้นแหละที่มีอยู่ด้วยกันทุก ๆ คน  แต่ถ้าใช้ธาตุรู้หรือความรู้ออกไปพิจารณาดูบุคคลอื่น 

ให้เห็นตามเป็นจริงตามเหตุและผล  และน้อมความรู้ดีรู้ชอบเข้ามาในตน  มาฝึกตนทำตนให้เป็นคนตื่น

เพราะรู้ตามเป็นจริง  นี้ก็จะเป็นทางทำให้เป็นคนดี  หรือเป็นคนประกอบด้วยสุจริต  เป็นกัลยาณชนคนงาม.  

( วชิร.  ๔๓๓-๔๓๖ ).

 

 อีกนัยหนึ่ง  ทุก ๆ คน  มีธาตุรู้อยู่ในตนด้วยกันทั้งนั้น  ไม่มีใครไม่มีธาตุรู้

เพราะมีธาตุรู้เป็นพื้นเพเดิมอยู่นั่นแหละ  เมื่อธาตุรู้ผสมกับดิน  น้ำ  ไฟ ลม 

และอากาศคือช่องว่างอันเป็นรูปกาย  กายที่เป็นส่วนรูป  ธาตุรู้ก็ออกมาทางอายตนะคือ 

จักขุ  โสตะ  ฆานะ  ชิวหา  กาย  มนะ  ออกมารู้รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะและธรรมคือเรื่อง 

เพราะธาตุรู้ออกมาทางอายตนะภายใน  มาประสบอารมณ์หรืออายตนะภายนอกเช่นนี้  จึงเป็นปัจจัย

ให้ธาตุรู้เดิมนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากพื้นเพเดิม  แต่ว่าเปลี่ยนเป็นดีขึ้นก็ได้  เปลี่ยน

เป็นชั่วลงก็ได้  พึงพิจารณาดูคนทั้งหลายเมื่อยังไม่ได้ทำอะไรทางกาย  ทางวาจาให้ปรากฏ 

แม้จะเกิดในสกุลสูง กลาง  ต่ำต่างกันอย่างไร  ธาตุรู้ที่มีอยู่เดิมนั้นก็คงมี  ประจำอยู่ด้วยกัน  แต่ยังไม่แสดง

อาการออกมาให้ปรากฏว่าเป็นคนดีหรือคนชั่ว  แต่เพราะธาตุรู้ออกมาทางอายตนะ  มารู้อารมณ์ทั้งหลาย 

และด้วยความรู้ผิดจากความเป็นจริง  อารมณ์ทั้งหลายที่มาประสบ  จึงยั่วให้เกิดความยินดีบ้าง  ให้เกิด

ความยินร้ายบ้าง  ให้เกิดหลงงมงายบ้าง  เมื่อบุคคลไม่รู้จักความยินดี  ความยินร้าย

ความหลงงมงายที่มีอยู่ในตนอันเป็นภายในและแสดงอาการออกไปยินดียินร้าย  และหลงงมงายในอารมณ์

ที่มาประสบ  จึงปล่อยให้ความยินดีความยินร้ายความหลงงมงายในอารมณ์ที่มาประสบนั้น  ฉุดชักไปให้ทำ

กิจการงานทางกาย  ทางวาจา  ทางใจเป็นไปในทางชั่ว  บุคคลก็เป็นคนชั่วปรากฏอยู่  แต่ถ้าบุคคลรู้จัก

พิจารณาดูรู้จักยินดี  ยินร้าย  ความหลงมงายที่มีอยู่ภายใน และออกไปยินดี ยินร้ายหลงงมงายในอารมณ์ 

เป็นภายในอันมาประสบ  รู้เช่นนี้แล้วไม่ยอมเป็นไปตามอำนาจของความยินดี  ยินร้าย

และความหลงงมงาย, เมื่อจะทำอะไรทางกาย  ก็เลือกทำแต่ที่ถูกต้อง  เมื่อจะพูดอะไรทางวาจา  ก็เลือกพูด

แต่ที่ถูกต้อง  เมื่อจะคิดอะไรด้วยใจ  ก็เลือกคิดแต่ที่ถูกต้อง  หรือที่ดี  เมื่อเป็นเช่นนี้

บุคคลก็เป็นคนดียิ่งขึ้นโดยลำดับ.  

( วชิร.  ๓๒-๓๓ ).  

................... 

> ร.  ได้แก่ความไม่รู้  หรือความมืดเหมือนดังคนเข้าอยู่ในห้องมืด  

 ไม่เห็นอะไร  นี้เป็นตัวเดิม  เป็นพื้นเพ แต่เมื่อมีอารมณ์เข้ามาประสบ  คือ  

 รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  และธรรมคือเรื่องราว  เข้ามาประสบทาง

 ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  มนะ  ก็รู้อารมณ์นั้น 

 แต่รู้ผิดจากความเป็นจริงไป ไม่รู้ทั่วถึง  รู้แต่เพียงเอกเทศคือบางส่วน  

 เหมือนดังคนอยู่ในที่มืด  เมื่อมีแสงสว่างเข้าไปเป็นช่อง ๆ  ก็ให้เห็นที่อยู่ใน

 ทางของแสงสว่าง  และก็เข้าใจว่า  มีอยู่เท่านั้น  เท่าที่ตาเห็น  

 เท่าที่แสงสว่างเข้ามา  แต่ว่าไม่รู้ทั่วถึง  เช่นรู้เกิด  แต่ไม่รู้จักสลาย

 คือทำลาย  หรือรู้จักทำลาย  แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลายมีเพราะเกิด 

  เช่นบุคคลได้ประสบสิ่งที่เกิดขึ้นมาและชอบใจ  ก็ยินดีหมกมุ่น  ต้องการ

 ให้มีให้เป็นอยู่ต่อไป ไม่นึกถึงว่าสิ่งที่เกิดมานั้นในที่สุดก็ต้องสลายเหมือนกันหมด  

     ครั้นสิ่งที่ไม่ชอบใจเกิดขึ้น  ก็เดือดร้อนกระวนกระวาย  ต้องการทำลาย

 ล้างผลาญให้เสื่อมไป  ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ต้องมีใครทำอะไร

 ในที่สุดเขาก็สลายไปเอง  ดังภาษิตของท่านผู้รู้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น

 ที่แสดงไว้ว่า  ยงฺกิญฺจิ  สมุทยธมฺมํ (สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา)

 สพฺพนฺตํ  นิโรธธมฺมํ  (สิ่งนั้นทั้งหมด มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ดังนี้)

 รู้เกิดได้ชื่อว่ารู้ส่วนหนึ่ง  แต่ไม่รู้ดับหรือรู้สลาย  รู้ดับหรือรู้สลาย  

 แต่ไม่รู้ว่ามีมาจากเกิด  

     เพราะฉะนั้น  จึงยินดีส่วนที่ชอบ  ยินร้ายส่วนที่ไม่ชอบ  ผลัดเปลี่ยนกันไปไม่รู้จักจบ

          กิเลสที่ออกไปประสบอารมณ์ และรู้จักอารมณ์  แต่รู้ผิดจากความ

 จริงไป  จึงเป็นความหลงงมงายซึ่งเรียกว่าโมหะ  และก็ต้องการได้ส่วนที่ชอบ

 อันเป็นกามะ  ต้องการเป็นภพที่ชอบอันเป็นภวะ  เพราะฉะนั้น กามตัณหา  

 ความดิ้นรนไปเพราะความใคร่  หรือเพื่อความใคร่ที่จะให้ได้  

 ภวตัณหา ความดิ้นรนไป เพื่อภพหรือความเป็น หรือดิ้นรนไปเพื่อจะให้เป็น

 ภพที่ชอบ  วิภวตัณหา  ความดิ้นรนไปเพื่อให้สิ่งที่ไม่ชอบซึ่งมาประสบสูญไป

 จนถึงมุ่งล้างผลาญ  นี้เป็นอาสวสมุทัยเหตุให้เกิดอาสวะ  

     เพราะโมหะความหลงงมงายเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว  แม้ดับไปไม่คงอยู่  

 แต่ความยึดถือเป็นไปตามความดิ้นรนของใจ  ยังเก็บอยู่ยังหมักหมมอยู่

 เป็นอันเข้าไปซ้อนอาสวะคือความมืดให้มีอาการมีรูปร่าง  

 แปลกออกไปจากความมืด เหมือนดังบุคคลเมื่อไม่รู้จักทองคำเพชรนิลจินดา  

 ก็ไม่มีความปรารถนาจะให้ได้มาและไม่มีความปรารถนาจะให้คงอยู่  

 แต่เพราะรู้ว่าทองคำ  เพชรนิลจินดามีค่า  คนนิยมนับถือกัน  จึงปรารถนาต้องการได้  

 ความปรารถนาต้องการนั้นไม่ใช่มีอยู่เสมอไป  เกิดชั่วคราวแล้วดับแต่ความที่

 รู้สึกว่าเพชรนิลจินดาหรือทองคำมีค่ายังชอบใจยังต้องการอยู่เสมอ  แม้นอน

 หลับฝันก็คงเป็นไปเช่นนั้น  นี้ได้ชื่อว่า อาสวสมุทัย  เหตุให้เกิดอาสวะ

 คือก่อกามะ  ภวะ  อวิชชา ให้เกิดขึ้นทับกามะ ภวะ อวิชชาเดิม ให้ซ้อน ๆ

 ขึ้นไป  จึงเป็นคุณคือกิเลสที่ซ้อนกันและทับอยู่ในใจสัตว์  

        อีกปริยายหนึ่ง  ปฏิจจสมุทบาท( ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ) สายสมุทัย

 พระสัมมาสัมพุทธะทรงแสดงว่า  อวิชชาเป็นต้นเดิม คือ 

 เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขารเป็นต้นไป  จนถึงชรามรณะและ

 โสกะ  ประเทวะ  ทุกขะ  โทมนัส อุปายาส  

 ( และทรงแสดงว่า ) ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้อย่างนี้

     ส่วนสายนิโรธ ทรงแสดงว่า เพราะดับไม่เหลือแห่งอวิชชา 

 (ในเมื่ออวิชชเกิดขึ้น)  จึงดับสังขารเป็นต้นไป  จึงถึงดับชรา  มรณะ  และ

 โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะโทมนัส อุปายาส  

 ( และทรงแสดงว่า )  ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ อย่างนี้

          ศัพท์ว่า  อวิชชา  ตามพยัญชนะและอัตถะในที่มาต่าง ๆ :  อ ( ไม่ )  

 วิทฺ  ( รู้ ) รวมเป็นอวิชชา  ( โดยไวยากรณ์ )  แปลว่าไม่รู้  หรือไม่รู้แจ้ง  

 น่าจะหมายความว่า รู้ไม่ถูก  หรือรู้ไม่ตรงตามความเป็นจริง  วิชชา  ก็แปล

 ว่า  รู้  หรือรู้แจ้ง

       บางท่านกล่าวว่า อวิชชาเป็นรูป เห็นจะหมายว่า  เพราะลำพังแต่รูป

 ย่อมไม่มีความรู้  เช่น  ก้อนดิน  ท่อนไม้  ย่อมไม่มีความรู้  

 แต่ไม่สมกับอรรถ  เพราะว่าอวิชชากับวิชชา  เป็นคู่กัน  แต่ตรงกันข้าม  

 เมื่อฝ่ายหนึ่งมี  อีกฝ่ายหนึ่งไม่มี  ในเทวธาวิตักกสูตร  พระองค์

 ทรงแสดงว่า  " อวิชฺชา  วิหตา " อวิชชา อัน----กำจัดเสียแล้ว วิชฺชา อุปฺปนฺ

 นา  วิชชาเกิดขึ้น  " ตโม  วิหโต "  มืดอัน----กำจัดเสียแล้ว  

 อาโลโก  อุปฺปนฺโน   แสงสว่างเกิดขึ้น "  ดังนี้เป็นต้น  

 ถ้าอวิชชาเป็นรูป  วิชชาก็เป็นรูปด้วย  กำจัดอวิชชาก็ต้องกำจัดรูป

   อนึ่ง  มืดอันเป็นไวพจน์ของอวิชชาก็ต้องเป็นรูป  และเมื่ออวิชชา

 และมืดซึ่ง ( ถ้าเอา ) เป็นรูปอัน----กำจัดเสียแล้ว วิชชาและแสงสว่างจะเกิด

 ขึ้นอย่างไร  

       อีกนัยหนึ่ง พระพุทธสุภาษิตแสดงไว้ว่า อวิชชา  ไม่รู้จักอริยสัจ ๔  

 วิชชาก็รู้จักอริยสัจ ๔  นั่นเอง เมื่อเช่นนี้  รูปจะไม่รู้จักและรู้จักอริยสัจ ๔  

 ได้อย่างไรกัน

        บางท่านเห็นว่า อวิชชาในที่มาแห่งปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่อวิชชาที่มี

 วัตถุ ( คือเรื่องที่ไม่รู้ ) ๘  อวิชชาที่ว่ามีวัตถุ ๘ นั้น  เป็นคำอรรถกถาจารย์  

 ไม่ใช่พระพุทธภาษิต ข้อนี้น่าพิจารณา  คำของพระอรรถกถาจารย์ไม่ควรถือ

 เอาตามทั้งหมด  หรือควรถือเอาตามทั้งหมด  หรือควรถือเอาตามแต่ที่

 พิจารณาเห็นความ  และไม่ค้านกับพระบาลี  แม้คำที่ท่านอ้างว่า  เป็นพระ

 บาลีพุทธภาษิต  เพราะขึ้นต้นว่า " เอวมฺเม  สุตํ " บางแห่งเนื้อความที่แสดง

 ส่อให้เห็นว่าไม่ใช่พุทธภาษิตก็มี  เหตุนี้จึงควรพิจารณา

         อวิชชา ในปฏิจจสมุปบาทนั้น ไม่รู้แจ้งอะไร  จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร.

 พิจารณาดูน่าจะเห็นว่า  ไม่รู้แจ้งกายนี้ ที่แยกออกโดยอาการเป็นปัญจขันธ์  

 ว่าเป็นทุกขอริยสัจ  ( สงฺขิตฺเตน  ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา  ทุกฺขา: โดยย่อ  ขันธ์

 อันเป็นที่ยึดถือ ๕ อย่างเป็นทุกข์ )  เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่า  " เอตํ  มม  

 นั่นของเรา  เอโสหมสฺมิ  เราเป็นนั่น  เอโส  เม  อตฺตานั่นเป็นตัวของเรา  

 ( ตามนัยแห่งอนัตตลักขณสูตร ) " นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในทุกข์   

 ( ๑ ) เพราะไม่รู้แจ้งในทุกข์ จึงดิ้นรนเพื่อใคร่ได้ ( อารมณ์ที่ใคร่ ) 

 เพื่อเป็น ( ภพที่ชอบ ) เพื่อให้เสื่อมเสีย ( อารมณ์และภพส่วนที่ไม่ชอบ )  

 นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในทุกขสมุทัย 

 ( ๒ ) เมื่อเช่นนี้ก็เป็นอันไม่รู้จักหน้าของความดับทุกข์  นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งใน

 ทุกขนิโรธ 

 ( ๓ ) ทั้งนี้เพราะไม่รู้แจ้งในมรรคมีองค์ ๘  ซึ่งเป็นเครื่องถึงความดับทุกข์  

 นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทา 

 ( ๔ ) เมื่ออารมณ์มาประสบทวาร  เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ เวทนา  

 สัญญา  สังขาร  แล้วก็ล่วงไปตามธรรมดา  

 แต่เพราะไม่รู้ตามเป็นจริงจึงส่งใจไปเคล้าอยู่  และยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง  

 หลงงมงายบ้าง  นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในอดีต 

 ( ๕ ) คำนึงถึงเรื่องที่จะเป็นไปข้างหน้า  และยินดีบ้าง  ยินร้ายบ้าง 

 หลงงมงายบ้าง  นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในอนาคต   

 ( ๖ )  ระลึกถึงเรื่องที่ล่วงมาแล้ว  และเอาไปคำนึงถึง  หวังถึงข้างหน้า  

 ไม่เห็นความยินดี  ความยินร้ายความหลงงมงายในปัจจุบัน นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งทั้ง

 ในอดีต  ทั้งในอนาคต

 ( ๗ ) ทั้งหมดที่เป็นไปเช่นนั้น  ก็คือปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง แต่ไม่รู้ประจักษ์

 ตามที่เป็นจริง  นี่ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท  ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น 

 ( ๘ ) เมื่อพิจารณาตามพยัญชนะ  ( สพฺพยญฺชน ) และโดยอัตถะ( สาตฺถ )

 ตามเค้าความ ก็ดูไม่น่าจะเป็นปัญหา

     ว่าถึงปฏิจจสมุปบาท  ตามนัยที่มาในมหาตัณหาสังขยสูตร ใน

 มัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์  มีเรื่องว่า  พระสาติภิกษุกล่าวว่าวิญญาณนั่นเอง

 เที่ยวไปไม่ใช่อื่น แล ( พระสาติภิกษุ ) อ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงอย่างนี้  

 พระสาติภิกษุ  ได้รู้ถึง พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านและทรงกล่าวว่า  พระสาติภิกษุ

 กล่าวตู่พระองค์  พระองค์ไม่ได้แสดงอย่างนั้น  พระองค์ทรงแสดงว่า วิญญาณ

 อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น นอกจากปัจจัย  วิญญาณย่อมไม่เกิดขึ้น  และทรงแสดงต่อ

 ไปโดยความว่า  อาศัยอายตนะภายในและอายตนะภายนอก  วิญญาณจึง

 เกิดขึ้น  แล้วจึงทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท  นี้เป็นอรรถที่พิจารณา  ไม่ใช่รส  

 ส่วนรสจะปรากฏแก่ผู้รู้แจ้งจำเพาะตน  เหมือนคนกินอาหาร  ย่อมรู้จักรสของ

 อาหารนั่นจำเพาะตน  

.....................

 

> ม.  ศัพท์ว่า  มาร  มาจาก  มรฺ ธาตุ แปลว่า ตาย  

 มารแปลว่าผู้ให้ตาย หมายความว่าผู้ฆ่า คนเราไม่สามารถทำ

 ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ก็เพราะมารจึงตั้งตัวไม่ได้  คนไม่สามารถปฏิบัติ

 สัมปรายิกัตถประโยชน์ก็เพราะมาร จึงไม่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อกัน  

 คนไม่ได้ปฏิบัติในปรมัตถประโยชน์ก็เพราะมาร

 มารเป็นผู้คอยทำลายล้าง  เป็นผู้ฆ่าคุณความดี  ตามภูมิตามชั้น 

 มารนั้นท่านแจกเป็น ๕  คือ 

  ขันธ  เรียกว่าขันธมาร ได้แก่กายอันนี้ที่แยกออกโดยอาการเป็นขันธ์ ๕

 เป็นมารอย่างไร ?  คนมุ่งที่จะทำดีทำชอบและจะทำได้ก็ต้องอาศัยกายอันนี้

 กายอันนี้ถ้าเจ็บไข้ได้พยาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง  ก็ทำไม่ได้  เช่นคนเจ็บอยู่ 

 จะทำกิจการอย่างใด  ในทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือสัมปรายิกัตถะ  หรือ  

 ปรมัตถะ  ก็ทำไม่ได้  หรือได้บ้างก็ไม่สะดวก  เพราะฉะนั้น ขันธ์ ๕  

 อันรวมเข้าเป็นกายอันนี้ จึงเรียกว่ามาร อีกอย่างหนึ่งขันธ์ ๕

 เป็นที่ยึดถือของสัตว์  ที่ยังข้องอยู่  เมื่อสัตว์ยึดถือข้องอยู่ในขันธ์ ๕  

 ขันธ์ ๕ ก็เป็นมาร  ทำลายล้างคุณงามความดีเรียกว่าขันธมาร  

 มารคือขันธ์ อย่าง ๑

    อภิสังขาร  ความคิดนึกอันประกอบกับอารมณ์  ท่านแยกเป็น ๓ คือ  

 อปุญญาภิสังขาร  คิดนึกเรื่องที่ชั่วอันปรุงแต่งจิตให้ชั่วอย่างหนึ่ง  

 ปุญญาภิสังขาร  คิดนึกเรื่องที่ดี อันปรุงแต่งจิตให้ดีอย่างหนึ่ง 

 อเนญชาภิสังขาร  คิดนึกอยู่ในอารมณ์อันเดียวจนจิตแน่วแน่ไม่หวั่นไหว

 อีกอย่างหนึ่ง  

 อปุญญาภิสังขาร เป็นมารของปุญญาภิสังขาร  ปุญญาภิสังขารก็เป็นมาร

 ของอเนญชาภิสังขาร อเนญชาภิสังขารก็เป็นมารของความตรัสรู้  

 เป็นมารกันเป็นชั้น ๆ รวมเข้าก็เรียกว่าอภิสังขารมาร  

 มาร คือ อภิสังขาร  นี่อย่าง ๑.

  มัจจุ  แปลว่า ความตาย  ความตายมีแก่อะไร ?  มีแก่ร่างกายอันนี้

 ที่แยกออกเป็นขันธ์ ๕  

 กายอันนี้ยังมีอยู่  ก็สามารถจะช่วยให้ทำกิจการงานได้  ถ้ากายอันนี้สลาย  

 แม้จะตั้งใจทำกิจการงานก็ไม่สำเร็จเพราะไม่มีกายที่เป็นเครื่องมือ  มัจจุความ

 ตายของกายอันนี้จึงเป็นมาร  เรียกว่ามัจจุมาร  มารคือความตาย  อย่าง ๑

    เทวปุตตมาร  มารคือเทวบุตร  แต่ก่อนท่านแสดงกันว่าได้แก่พระยามาร 

ที่มาผจญพระพุทธเจ้า  ขี่ช้างนาฬาคีรี สูง๑๕๐ โยชน์ 

เท้าหน้ายันบัลลังก์  เท้าหลังยันขอบจักรวาล แต่เมื่อพิจารณาแล้วอาจสำเร็จสันนิษฐาน

 ว่า อารมณ์  คือ  รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  นี่เอง  

 รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะที่เป็นสำคัญก็รวมลงที่คนหรือ

 ตลอดถึงสัตว์ด้วย รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ ของคนตลอด

 จนถึงของสัตว์  ควรจัดเข้าว่าเป็นเทวปุตตมาร  เพราะมีรูปร่างมีเสียงมีกลิ่นมี

 รสมีโผฏฐัพพะ  

 คนมุ่งจะทำดีทำชอบ  แต่ถ้ามี  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ที่

 ชอบใจเข้ามาประสบ  ก็ไปยินดี  ใน รูป เสียง  กลิ่น  รส โผฏฐัพพะ  ที่

 ชอบ  เพราะฉะนั้น  รูป  เสียง กลิ่น  รส โผฏฐัพพะ ที่ชอบที่เป็นที่ตั้งของ

 ราคะ  จึงเป็นมาร  ถ้ารูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  เป็นที่ตั้งของความ

 ยินร้าย  คือโกรธแค้นขัดเคืองคนก็ไปโกรธแค้นขัดเคืองต่อ  รูป  เสียง 

 กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ที่รวมเข้าเป็นรูปเป็นร่างเป็นคนเป็นสัตว์  นี้ก็ป้องกัน

 หรือทำลายความดี  ถ้ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นที่ตั้งของความหลง  

 คนก็หลงต่อ  รูป เสียง กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะเช่น หลงกลัวผี กลัวสัตว์ร้าย  

 กลัวอะไรต่าง ๆ  ตลอดถึงกลัว แต่ เจ็บ ตาย นี้ก็ป้องกันหรือทำลายความดี 

 รวมความว่ารูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี  

 ก็ยั่วให้เกิดความยินดี  ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้าย  ก็ยั่วให้เกิดความยินร้าย  

 เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ก็ยั่วให้เกิดความหลงงมงาย ไม่กล้าทำคุณความดีได้  

 จึงเป็นมาร  เรียกว่า  เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร  อย่าง  ๑

  อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสำคัญก็คือกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจ หรือเครื่อง

 ที่ทำใจให้เศร้าหมอง  เคยแสดงกันมาแล้ว  เมื่อกล่าวโดยย่อ  กิเลสอย่าง

 ละเอียดอย่างกลางอย่างต่ำเป็นมารของกันและกันเป็นชั้น ๆ  

 กิเลสอย่างต่ำ  เป็นมารของกิเลสอย่างกลาง

 กิเลสอย่างกลาง  เป็นมารของกิเลสอย่างสูง 

 กิเลสอย่างสูง  เป็นมารของการตรัสรู้  แต่ว่าโดยนัย ตามพระพุทธภาษิตที่

 แสดงถึงกิเลสมีอาการต่าง ๆ ท่านแยกเป็น ๔ คือ 

  กามะ  ความใคร่ที่นอนเนื่องอยู่กับจิตเมื่อมีอารมณ์มาประสบ ก็ออกมาใคร่

 อารมณ์  นี่อย่างหนึ่ง

   ภวะ  ความเป็นที่นอนเนื่องอยู่กับจิตเมื่อได้รู้ความเป็นอะไรต่าง ๆ  ก็ออก

 มาเป็นนั่นเป็นนี่  อีกอย่างหนึ่ง

  ทิฏฐิ  ความเห็นที่มีอยู่ในจิต  มุ่งเอาความเห็นผิดอยู่  แต่ถ้ามีอารมณ์มา

 ประสบความเห็นที่มีอยู่ก็ออกมาเห็นอารมณ์  แล้วก็เห็นผิดจากความจริงไป  นี่

 อีกอย่างหนึ่ง.

  อวิชชา  ตามศัพท์  แปลว่า  ความไม่รู้จะพึงแยกออกได้เป็น ๒  คือ 

 อวิชชาเดิมได้แก่ความไม่รู้  คือไม่รู้อะไร ๆ ออกไปเหมือนดังคนอยู่ในห้อง

 มืด  ไม่รู้ว่าในห้องนั้นมีอะไร  มืด  ท่านจึงเรียกว่า ตโม หรือตมะ  แปลว่า 

 มืด  เมื่อมีอารมณ์มาประสบอวิชชานั้นออกไปรู้จักอารมณ์  อวิชชาก็มี

 อาการคือรู้ผิดจากความจริง  ความจริงเป็นอย่างหนึ่ง แต่รู้ผิดจากความจริงไป

 เป็นอีกอย่างหนึ่ง  นี่เป็นอวิชชามีอาการหรืออาการของอวิชชา  เหมือนดังคน

 อยู่ในห้องมืด  ไม่รู้ว่าในห้องมีอะไร  เมื่อมีแสงสว่างเข้าไปในช่องหนึ่ง  ก็เห็น

 สิ่งที่อยู่ในห้องนั้นช่องหนึ่ง  ก็นึกว่ามีเท่านี้แหละ ครั้นมีแสงสว่างเข้าไปอีกช่อง

 หนึ่ง  ก็เห็นว่ามีเท่านี้แหละ  ไม่เห็นตลอด เช่นเห็นเกิดแล้วก็ดีใจ  เห็นตายก็

 เสียใจ  สำหรับคนที่รักใคร่กัน  แต่ถ้าคนที่เกลียดกัน  เกิดขึ้นก็ไม่ชอบใจ  

 ตายไปก็ยินดี

   กาม  ภพ  ( ภวะ )  ทิฏฐิ  อวิชชา  ทั้ง ๔ นี้ 

 ที่นอนเนื่องครอบงำจิตอยู่  ยังไม่แสดงออกมาให้ปรากฏ ท่านเรียกว่า 

 อัณณวะ อัณณพ  แปลว่า  ทะเล  เหมือนดังน้ำในทะเลที่นอนอยู่ไม่ไหลก็ท่วม

 ปกปิดของที่อยู่ภายใต้ไว้  เรียกว่า  โอฆะ บ้าง  โอฆะแปลว่ากระแส  หมาย

 ความว่า  กระแสน้ำที่ไหลไปพัดพานท่วมทับสิ่งที่อยู่ในกระแสนั้น  

 กาม  ภพ  ทิฏฐิ  อวิชชา  ที่แสดงอาการออกไป  ก็ท่วมทับไหลพัดพานใจ

 สัตว์  จึงเรียกว่า  โอฆะ   กาม  ภพ  ทิฏฐิ อวิชชานี้  ที่มีอาการผูกใจสัตว์

 ไว้ให้ติดอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ  หรือในภพ  เรียกว่าโยคะ   แปลว่า  เครื่อง

 ประกอบร้อยรัดใจสัตว์ไว้  เรียกว่าคันถะ   แต่ก็ ๔ อาการนี้แหละ 

  ถ้ามีอาการที่ท่วมทับให้จมอยู่ก็เปรียบด้วยทะเล  เรียกว่าอัณณพ  ที่ไหล

 พัดพานท่วมทับใจเรียกว่า โอฆะ ที่ผูกใจไว้  เรียกว่า โยคะ  ที่ร้อยรัดใจไว้ก็

 เรียกว่า คันถะ  สังโยชน์ก็ศัพท์เดียวกับโยคะแปลว่าประกอบพร้อม  

 แม้พระอริยบุคคลชั้นต้นก็ละได้เพียงสังโยชน์บางอย่าง  ต่อขั้นสูงสุดจึงละ

 สังโยชน์ได้หมด  เหล่านี้แหละเป็นกิเลส  เป็นมารทำลายล้างคุณ

 ความดีที่ไม่ให้คนทำถูกต้องตามคลองธรรม  จึงเรียกว่า  กิเลสมาร  มาร 

 คือ  กิเลส

  เมื่อคนอยู่ในอำนาจของมาร  มารทำลายล้างความดี ใช้ไปให้ทำชั่วต่าง ๆ  

 คนหรือสัตว์ก็ทำตามอำนาจมาร  นี่แหละมันจึงเกิดยุ่งกันขึ้น  คนตั้งตัวไม่ได้ก็

 เพราะมาร  อยู่ด้วยกันไม่เป็นสุขก็เพราะมาร ไม่รู้ตามเป็นจริงก็เพราะมาร 

 แม้เราจะยังละมารกำจัดมารไม่ได้  แต่ก็ควรจะรู้จักหน้าตาของมารไว้  เมื่อ

 มารอะไรเกิดขึ้นครอบงำใจ  ก็มีสติระลึกได้และรู้ตัว

   ท่านแสดงว่าพระพุทธเจ้าชนะมารก็ด้วยผจญมาร  ผจญก็ต่อสู้มาร  

 ต่อสู้มารด้วยอะไร ?  

 ด้วยบารมี  คือ  ทานบารมี  สีลบารมี  เนกขัมมบารมี  ปัญญาบารมี  นี่เป็น

 ข้อปฏิบัติโดยตรง  วิริยะ  ขันติ  สัจจะ อธิษฐาน  เมตตา  อุเบกขา  เป็น

 อุปการะช่วยอุดหนุน  ชนะมารชั้นต้นก็เป็นด้วยบารมีสามัญ 

 ชนะมารชั้นกลางก็ด้วยอุปบารมี  บารมีที่จวนใกล้  

 ชนะมารสูงสุดก็ด้วยปรมัตถบารมี  จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า

  เพราะฉะนั้น  พระพุทธเจ้าชนะขันธ์เพราะท่านไม่ยึดถือขันธ์  ไม่อยู่ใน

 อำนาจของขันธ์ ชนะอภิสังขารเพราะท่านไม่อยู่ในอำนาจของความนึกคิด ชนะ

 มัจจุมารคือความตาย  เพราะท่านอยู่เหนือความตาย  ความตายไม่เข้ามา

 เกี่ยวข้องกับท่านชนะเทวปุตตมาร  คือ  ชนะ  รูป  เสียง  กลิ่น รส  

 โผฏฐัพพะ  ชนะกิเลสมาร  มารคือกิเลส  เพราะฉะนั้น จึงได้ชื่อว่ามารชิโน 

 ผู้ชนะมาร  หรือ  ชิตมาโร  มีมารอันพระองค์ชนะแล้ว

   เรายังตกอยู่ในอำนาจหรือวิสัยของมารเพราะบำเพ็ญบารมียังไม่เต็มที่  

 แต่ถึงเช่นนี้  เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว  ก็ควรจะนำคำสั่ง

 สอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาบำเพ็ญให้เป็นบารมีไป ชั้นต้นก็ปฏิบัติ

 ทิฏฐธัมมิกัตถะ ชั้นที่ ๒  ก็ปฏิบัติสัมปรายิกัตถะ  ส่วนปรมัตถะแม้จะ

 ยังไม่เห็นทาง  หรือเห็นว่าไม่สามารถจะปฏิบัติได้ ก็พึงรู้ไว้ตามเรื่องตามราว  

 และก็ควรปฏิบัติในข้อที่พอสามารถปฏิบัติได้ถึงยังจะไม่ได้บรรลุปรมัตถะใน

 ชาตินี้  ก็จักเป็นบุญกุศลให้ผลดีทั้งในชาตินี้และต่อไปกว่าจะถึงที่สุด  

 เพราะคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย  เมื่อไม่มีที่ยึดเหนี่ยวของ

 ใจ  ใจก็ว้าเหว่  ถ้ามีที่ยึดเหนี่ยวของใจแล้ว  ใจก็อุ่นหนาฝาคั่งตายไปด้วยใจ

 ที่อุ่นหนาฝาคั่งก็เป็นสุข ตายด้วยใจที่ว้าเหว่ก็เปล่าเปลี่ยวไม่เป็นสุข

 ( โอ.  ๑/๒๑๓-๒๑๙ ).

        อีกนัยหนึ่ง มาร  คือ  ผู้ทำลายล้างความดี  ได้แก่

 โลภะ  คือความอยากได้หรือราคะ  คือความยินดี  ติดอยู่ในอารมณ์ที่ชอบ ๑  

 โทสะ  ความประทุษร้ายใจเพราะโกรธในอารมณ์ที่ไม่ชอบ  ๑  

 โมหะ ความหลงเพราะไม่พิจารณาดูให้รู้อารมณ์ตามเป็นจริง ๑  

 เกิดขึ้นที่จิต  ทำจิตให้กระวนกระวาย  จนถึงให้ทำชั่วทางกายบ้าง  ทางวาจา

 บ้าง  เพราะความจงใจ 

  โลภะ  หรือ  ราคะ  โทสะ  โมหะ  จึงเป็นอกุศลมูล ที่ตั้งแห่งอกุศลด้วย  

 เป็นอกุศลด้วย  และเป็นมารผู้ทำลายล้างความดี.  

 ( วชิร.  ๒๑๕ ).

 

> ปัจจุบันธรรม


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 25/02/2013 เวลา : 06.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


_/l\_

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
อาโป วันที่ : 17/01/2013 เวลา : 12.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile
อชิระ/อาโป


ความคิดเห็นที่ 1

wansuk วันที่ : 30/12/2012 เวลา : 13.51 น.
http://www.oknation.net/blog/wansuk

ความคิดเห็นที่ 2

Cat@ วันที่ : 31/12/2012 เวลา : 02.43 น.
http://www.oknation.net/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha
ความคิดเห็นที่ 3

อักษราภรณ์ วันที่ : 31/12/2012 เวลา : 10.28 น.
http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn


ความคิดเห็นที่ 5

ณัฐรดา วันที่ : 03/01/2013 เวลา : 15.27 น.
http://www.oknation.net/blog/nadrda



ความคิดเห็นที่ 6

ชลัยย์มาศ วันที่ : 05/01/2013 เวลา : 20.42 น.
http://www.oknation.net/blog/chalaimas



.................

คนเรามัวเมาศึกษาเอาความมีไปศึกษาปรุงแต่งสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น...แล้วเมามัน ไม่เคยศึกษาสิ่งที่มีในความไม่มี

....โชควาสนาที่มีที่ได้มาเลยเมามัน..หลง!

....ขอให้ทุกๆท่านเจริญใน พระ รัตนไตร


สังขารสาม คือคัมภีร์ไตรปิฎก อายตนะหก นอกใน
พระ สิกขา...ใต้ผมขนเล็บฟันหนัง รังที่มา..เจริญห้าศีลสัจจ์ ละ ตัวตน
..

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 16/01/2013 เวลา : 22.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


_/l\_

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ชลัยย์มาศ วันที่ : 05/01/2013 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chalaimas


สาธุ ค่ะ



สวีสดีปีใหม่ ๒๕๕๖ ค่ะ อาโป

รักษาสุขภาพ...นะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 03/01/2013 เวลา : 15.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สาธุ
และ สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 31/12/2012 เวลา : 18.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


_/l\_

ความคิดเห็นที่ 3 อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อักษราภรณ์ วันที่ : 31/12/2012 เวลา : 10.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 2 อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Cat@ วันที่ : 31/12/2012 เวลา : 02.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wansuk วันที่ : 30/12/2012 เวลา : 13.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

สวัสดีปีใหม่

กาย ใจ แข็งแรง นะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน