*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 311
  • จำนวนผู้ชม : 404754
  • จำนวนผู้โหวต : 1764
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1764 คน
<< กรกฎาคม 2013 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม 2556
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 1488 , 05:47:29 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ชลัยย์มาศ , อักษราภรณ์ โหวตเรื่องนี้

ธรรม (๑)

ศัพท์ว่า ธัมมะ หรือ
ธรรม นั้น คิดว่ามาจาก " ธร " ธาตุ
ที่แปลว่า " ทรง " หมายความว่า ทรง
ตนเองไว้ คือ ถ้าดีก็ทรงดีอยู่เสมอ ไม่
กลายเป็นชั่ว, ถ้าชั่วก็ทรงความชั่วอยู่
เสมอ ไม่กลายเป็นดี, ถ้าไม่ดีไม่ชั่ว
( ตามอภิธรรมนัย ) ก็ทรงความไม่ดี
ไม่ชั่วอยู่เสมอ ไม่กลายเป็นดีหรือเป็น
ชั่ว, และทรงคนให้เป็นดีหรือเป็นชั่ว
หรือไม่ดีไม่ชั่วด้วย. เพราะดีหรือชั่ว
ย่อมปรากฏที่บุคคล ไม่ปรากฏที่อื่น
นอกจากบุคคล. แต่ในพระพุทธภาษิต
บางแห่งแสดงว่า ธรรม หมายถึงส่วนดี
คู่กับ อธรรม หรืออาธรรม ซึ่งหมาย
ถึงส่วนไม่ดีก็มี, ดังพระบาลีแปลว่า
" ธรรมกับอธรรมมีผลไม่เหมือนกัน
อธรรมย่อมนำ บุคคล ไปสู่นิรยะ,
ส่วนธรรม ให้ถึงสุคติ, " อีกอย่างหนึ่ง
ธรรม หมายถึงสัจจธรรม สภาพที่จริง
และจริงอยู่เสมอไปเปลี่ยนแปลง จึงเป็น
อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา ๑,
ศาสนธรรม ธรรมคือคำสอนอันประกาศ
แสดงสัจจธรรมนั้น ๑.
ธรรมนั้น แสดงโดยปริยายหนึ่ง
ตามพระพุทธภาษิตว่า " เย เต ธมฺมา
อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโย-
สานกลฺยาณา ธรรมเหล่าใดงามในเบื้อง
ต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าว
พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ คือเนื้อความ
พร้อมทั้งพยัญชนะ คือถ้อยคำบริบูรณ์
บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง " ดังนี้.
ศัพท์ว่า " ธรรม " ในที่นี้ ความ
หมายถึงศาสนธรรม คือคำสั่งสอนของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันประกาศแสดง
สัจจธรรม, ที่ว่า งามในเบื้องต้น ก็เพราะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อให้ผู้ฟัง
ได้ความรู้ตามเป็นจริง ได้ในพระพุทธ-
ภาษิตว่า " อภิญฺญา โข โส ภควา
ธมฺมํ เทเสติ โน อนภิญฺญาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อให้
รู้ ไม่ทรงแสดงธรรมเพื่อให้ไม่รู้ " ดังนี้.
ที่ว่า งามในท่ามกลาง ก็คือชี้เหตุชี้ผล
ให้บุคคลผู้สนใจพิจารณาจับเหตุสาวหาผล
จับผลสาวหาเหตุ เข้าใจเนื้อความด้วย
ตนเองได้ในพระพุทธภาษิตว่า " สนิทานํ
ธมฺมํ เทเสติ โน อนิทานํ พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงแสดงธรรมมีเหตุ คือมีเหตุมี
ผล ไม่ทรงแสดงธรรมไร้เหตุ, " ที่ว่า มี
คุณหรืองามในที่สุด ก็คือเมื่อบุคคลผู้
สนใจฟังเข้าแล้วพิจารณาจับเหตุจับผล,
จนเห็นจริงด้วยใจตนจนถึงได้ปฏิบัติตาม
สมควร คือส่วนใดควรละ ก็ละ, ส่วนใด
ควรบำเพ็ญ ก็บำเพ็ญ จนปรากฏผลอัน
เกิดแต่การปฏิบัตินั้น ได้ในพระบาลีว่า
" สปฺปาฏิหาริยํ ธมฺมํ เทเสติ โน อปฺ-
ปาฏิหาริยํ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ธรรมมีปาฏิหาริย์ คือผู้ปฏิบัติตามย่อมได้
ประสบผลด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใครมา
บำเหน็จรางวัลหรือหยิบยกยื่นให้ เหมือน
วัตถุต่าง ๆ ไม่ทรงแสดงธรรมไร้ปาฏิ-
หาริย์, " ศาสนธรรมคือคำสั่งสอนของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมกล่าว
พรหมจรรย์บริบูรณ์บริสุทธิ์สิ้นเชิง.

( วชิร.
๓๙-๔๑ ).


อีกปริยายหนึ่ง ธรรมนั้น กล่าวตาม
ศัพท์ท่านแสดงว่า ส่วนที่ทรงตัวเองไว้ :
ที่เป็นส่วนดี ก็ทรงตัวเป็นดีอยู่เสมอไม่
เปลี่ยนเป็นชั่ว และเป็นไปตามชั้น, ส่วน
ที่ชั่ว ก็คงทรงตัวเป็นชั่วอยู่เสมอ ไม่
เปลี่ยนเป็นดี และเป็นไปตามชั้น, ธรรม
ที่ท่านไม่ยืนยันว่าเป็นดีหรือเป็นชั่ว ก็คง
ทรงตัวเป็นไม่ดีไม่ชั่วอยู่นั่นเอง โดยนัย
แห่งอภิธรรมสังคณี. เพราะธรรมเหล่านี้
มีในบุคคลนั้นเองไม่ได้มีที่อื่นจึงทรงบุคคล
ให้เป็นดีบ้าง ให้เป็นชั่วบ้างต่าง ๆ กัน
ดังที่ปรากฏเห็นกันอยู่. คนที่ปรากฏเป็น
คนดีต่าง ๆ จะมีคนอื่นรู้หรือไม่รู้ก็ตาม,
ก็เพราะทำดีเป็นเหตุ จึงปรากฏเป็นคนดี
เป็นผล, คนที่ปรากฏเป็นคนชั่วต่าง ๆ ก็
เพราะทำชั่วเป็นเหตุ จึงปรากฏเป็นคนชั่ว
เป็นผล. นี้เป็นดีหรือเป็นชั่วตามคลอง
ธรรม ไม่ใช่ดีหรือชั่วตามความเห็นของ
หมู่หรือของตัวเอง, เช่นคนที่ทำร้ายเขา
ได้มาก หรือถือเอาของของเขาได้มาก,
พวกหรือหมู่ของเขาก็ว่าดี หรือตนเองก็ว่า
ดี แต่ถ้าพวกนั้นหรือผู้นั้น ถูกเขาทำเช่น
นั้นแก่ตน ก็กลับเห็นว่าไม่ดี.
( วชิร. ๑๑๔ ).


  อีกนัยหนึ่ง ธรรม สภาพที่ทรงไว้ คือ

ทรงตัวเองอยู่ จะเป็นส่วนดีหรือส่วนชั่ว
หรือส่วนที่ไม่ดีไม่ชั่วก็ทรงตัวเองอยู่เสมอ
ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง
ได้แก่ธรรมดานั้นเอง, และธรรมหรือ
ธรรมดานั้น เมื่อแยกออกไปโดยส่วนใหญ่
ก็เป็นสอง คือ ธรรมดาส่วนชั่วธรรมดา
ส่วนดี. ธรรมดานี้ย่อมมีปรากฏสำหรับ
โลกธาตุ เช่นฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน
มีประจำอยู่, บุคคลที่ไม่รู้จักธรรมดาก็ต้อง
ทนหนาว ทนร้อน ทนฝน, แต่ถ้ารู้จัก
ธรรมดา ก็หาเครื่องป้องกันหนาว ป้อง
กันร้อน ป้องกันฝน ให้ได้ความสุขได้ จน
ถึงสามารถแสวงหาเหตุผล ทำสิ่งที่ยังไม่มี
ไม่เป็นให้ปรากฏเกิดขึ้นได้ แปลก ๆ
ต่าง ๆ เช่นเรือบิน เรือดำน้ำ รถไฟ เรือ
ไฟ, นี้อาศัยบุคคลที่รู้ธรรมดาอันมีประจำ
อยู่ในโลก กล่าวคือเหตุผล แล้วและประ
กอบขึ้น. แต่ถึงเช่นนั้นก็ไม่ทำให้คนพ้น
จากทุกข์ ได้ประสบความสุขเสมอไป
เพราะเมื่อบุคคลยังเป็นคนชั่วอยู่ ก็ย่อม
นำสิ่งที่ตนทำให้เกิดขึ้นนั้นไปประหัตประ-
หารกัน ทำลายกัน, แต่ถ้าคนที่ดี นำสิ่งที่
ทำให้เกิดขึ้นนั้น ไปเกื้อกูลอุดหนุนแก่
กันและกัน, เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าทรงมุ่งขั้นที่จะให้พ้นจากความเป็น
คนชั่ว ให้ถึงความเป็นคนดีเป็นสำคัญ
เป็นหลัก. ส่วนเครื่องประกอบที่จะทำให้
เกิดทุกข์อันเป็นส่วนโลกนั้น นั่นเป็นเรื่อง
ที่เป็นไปตามธรรมดาของบุคคลจะพึงแสวง
หา จะพึงประกอบขึ้นเอง, เพราะฉะนั้น
ธรรมดาคือเหตุผลภายในที่บุคคลนั้นแหละ
จึงเป็นหลักสำคัญ. บุคคลที่เกิดมา จะ
ในตระกูลสูงกลางต่ำอย่างไร ทางพระพุทธ
ศาสนาไม่กำหนดไว้ว่าเป็นคนดี หรือเป็น
คนชั่ว เพราะเขายังไม่ได้ทำดี ยังไม่ได้
ทำชั่ว ก็ยังไม่ปรากฏเป็นคนดีคนชั่วได้,
ต่อเมื่อบุคคลนั้นแหละจะเกิดในตระกูลสูง
ก็ตาม กลางก็ตาม ต่ำก็ตาม ทำชั่วอันเป็น
เหตุ ผลคือความชั่วก็เกิดที่บุคคล แต่ถ้า
ทำดีเป็นเหตุ ผลคือความดีก็เกิดขึ้นที่
บุคคล, บุคคลที่ทำชั่วให้เกิดขึ้น ปรากฏ
ผลชั่วที่ตนแล้ว ยังแผ่ความชั่วของตน
ไปถึงผู้อื่น, บุคคลที่ทำดีให้เกิดปรากฏผล
เป็นคนดี ก็แผ่ความดีไปถึงคนอื่น ปรา-
กฏอยู่เช่นนี้. คำสั่งสอนของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมหรือธรรมดา
อันแยกเป็นเหตุผลทั้งเหตุผลส่วนชั่ว ทั้ง
เหตุผลส่วนดีดังนี้. ให้บุคคลใช้ปัญญา
พิจารณาตรวจดูที่ตนเอง ตรวจดูที่ผู้อื่น
ให้เห็นตามเป็นจริง, เมื่อบุคคลใช้ปัญญา
ตรวจดูที่ตน ตรวจดูที่ผู้อื่น ๆ จะเห็นได้
ตามเป็นจริง. เพราะฉะนั้น คำสั่งสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประกาศ
แสดงสัจจธรรมจึงได้ชื่อว่า สฺวากฺขาโต
ภควตา ธมฺโม ธรรมอันพระผู้มีพระภาค
เจ้ากล่าวดีแล้ว.

( วชิร. ๕๖๙-๕๗๐ ).


คำว่า ธรรม เมื่อว่าโดยตรงได้แก่
สภาพที่ทรงตนเองไว้ คือ เป็นอย่างไร
ก็เป็นอย่างนั้น ไม่แปรปรวนเปลี่ยนแปลง
เมื่อแยกออกไปก็เป็น ๒ คือ เป็นอกุศล
ธรรม ธรรมที่เป็นอกุศล ส่วนชั่ว อย่าง
หนึ่ง, กุศลธรรม ธรรมที่เป็นกุศล
ส่วนดี อย่างหนึ่ง, ธรรมเหล่านี้ เป็น
ส่วนเหตุ, ถ้าบุคคลทำอกุศลธรรมให้เกิด
มีขึ้นเป็นเหตุ ก็ได้ผล คือบุคคลเป็น
อกุศล เป็นคนไม่ดี หรือเป็นคนชั่ว, แม้
จะมีพวกพ้องของตัวยกย่องกันว่าดี ก็ไม่ดี
ไปได้, เช่น บุคคลผู้มีใจร้าย ยกย่องคน
ที่ฆ่าและทำร้ายผู้อื่นว่าเป็นคนดี, แต่ลอง
นึกดูตัวเองว่า ถ้าผู้อื่นเขาทำแก่ตนเช่น
นั้นบ้าง ตนเองจะบอกอย่างไร ก็คงต้อง
บอกว่าไม่ดี, นี้เป็นตัวอย่าง. แต่ถ้าเว้น
จากการฆ่าการทำร้ายกันและกัน, ตนเอง
ก็ไม่ฆ่าและทำร้ายผู้อื่น, ผู้อื่นก็ไม่ฆ่าและ
ทำร้ายตนเช่นนี้, ผลก็คือบุคคลเป็นคน
ดีเป็นกุศล, ตนเองก็อยู่เป็นสุข, ผู้อื่นก็
อยู่เป็นสุข. ส่วนคนที่มีความโลภครอบ
งำใจ ก็ยกย่องบุคคลที่ถือเอาสิ่งของที่
เจ้าของไม่ให้มาเป็นของตนว่าดี ยิ่งเอา
มาได้มากเท่าไร ก็นิยมชมกันว่าเป็นคนดี
เท่านั้น, แต่ถ้าเขามาถือเอาของ ๆ ตนเข้า
ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง, เราก็ไม่ชอบ
และจะโกรธแค้นขัดเคือง เมื่ออีกฝ่าย
หนึ่งชอบ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบ ฝ่ายหนึ่ง
ได้ ฝ่ายหนึ่งเสีย ดังนี้ จะเป็นคนดีตาม
คลองธรรมดาได้ไม่, เมื่อบุคคลเว้นจาก
ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ ทั้งตัวเอง
ทั้งผู้อื่นก็ประพฤติอย่างนั้น ก็จะอยู่ด้วย
กันเป็นสุข ไม่เบียดเบียนกันและกัน, นี้
เป็นตัวอย่างที่จะพึงเห็นได้.

( วชิร. ๕๗-๕๘ ).


ธรรม โดยปริยายคือทางหนึ่ง พระ-
พุทธเจ้าทรงแสดงเป็น ๒ คือ สังขตธรรม
ธรรมที่เป็นสังขตะ อสังขตธรรม ธรรม
ที่เป็นเป็นอสังขตะ, แปลตามตัว สังขตธรรม
ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง อสังขตธรรม
ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง, และก็ทรง
แสดงว่า สังขตธรรม ธรรมที่มีปัจจัย
ปรุงแต่ง จะมีมากมายเท่าใดก็ตาม แต่
อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นยอด. อสังขตธรรม
ธรรมที่เป็นอสังขตะจะมีปริมาณเพียงไร
วิราคะคือความไม่ติดเป็นยอด. เพราะ
พระบาลีพุทธภาษิตแสดงเท่านี้ พระ
อาจารย์จึงวิจารณ์กันไปต่าง ๆ แล้วแต่จะ
เห็น ( โอ. ๒/๖๙ ).


ธรรมที่มีอยู่ทั่วไปในโลกนี้ เมื่อแยก
ออกโดยปริยายหนึ่งก็จัดเป็น ๓ หรือ ๔
ตามพระพุทธภาษิตที่ทรงแสดง อาณะ
ความไม่รู้ไว้ว่า : ปุพฺพนฺเต อาณํ ไม่รู้
ส่วนเบื้องต้น, อปรนฺเต อาณํ ไม่รู้ส่วน
เบื้องปลาย, ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อาณํ
ไม่รู้ทั้งส่วนเบื้องต้น, ทั้งส่วนเบื้องปลาย
ปฏิจฺจสมุปฺปาเท อาณํ ไม่รู้จักปฏิจจ-
สมุปบาท คือธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นและ
เป็นไปอยู่เสมอ, จึงรวมเป็น ๔ อย่าง
ดังนี้.
ปุพฺพนฺเต ส่วนเบื้องต้น โดยนัยหนึ่ง
ก็ได้แก่เรื่องราวหรือความเป็นไป อัน
ล่วงไปแล้ว ล่วงไปจากปัจจุบัน ได้ชื่อ
ว่าเป็นอดีต คือ เรื่องที่ล่วงแล้ว. บุคคล
ไม่รู้จักอดีต คือส่วนที่ล่วงมาแล้วตาม
เป็นจริง จึงไปหมกมุ่นมัวเมานึกถึงแต่
เรื่องที่ล่วงแล้วมา ยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง
หลงบ้าง ในเรื่องที่ล่วงแล้วมา, นี้ได้
ชื่อว่ารู้แต่ไม่รู้จักความจริง คือรู้ผิด จึง
หลงพัวพันถึงเรื่องที่ล่วงมาเสียแล้ว ซึ่ง
ไม่ควรเกี่ยวข้องพัวพันอยู่อีก.
อปรนฺเต ส่วนเบื้องปลาย ก็คือส่วนที่
ยังไม่มาถึงได้แก่อนาคต เรื่องที่ยังไม่มา
ถึง ได้ชื่อว่าเป็นอนาคต. บุคคลรู้จัก
อนาคตคือเรื่องที่ยังไม่มาถึง แต่ไม่รู้จัก
ตามเป็นจริง จึงไปมัวหลงเรื่องในอนาคต
ต้องการจะเป็นอย่างนั้น ต้องการจะเป็น
อย่างนี้ ต้องการได้สิ่งนั้น ต้องการได้สิ่งนี้
ในอนาคต, นี้ได้ชื่อว่ารู้ในอนาคต หรือ
รู้ปรันตะ ส่วนเบื้องปลาย. แต่ไม่รู้จัก
จึงไปมัวหมกมุ่นอยู่กับอนาคต หวังเป็น
อย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หวังได้อย่างนั้นหวัง
ได้อย่างนี้ในอนาคต, ถ้ารู้จักอนาคตหรือ
รู้จัก อปรันตะ ส่วนเบื้องปลายก็จะไม่ไป
หมกมุ่นมัวเมาหวังในอนาคต.
ปุพฺพนฺตาปรนฺเต ทั้งส่วนที่เป็นเบื้อง
ต้น ทั้งส่วนที่เป็นเบื้องปลายย่อมเนื่องต่อ
กัน. บุคคลรู้ส่วนเบื้องต้นคืออดีต รู้ส่วน
เบื้องปลายคืออนาคต แต่ไม่รู้จัก จึงไป
นึกถึงเรื่องที่ล่วงมาแล้ว และก็นำไปหวัง
เรื่องในอนาคต, คนที่หวังในอนาคตก็
เพราะรู้เรื่องในอดีต คนกลัวตกนรกหมก
ไหม้ต้องการขึ้นสวรรค์วิมานนั่นเพราะ
อะไร, เพราะรู้มาแล้วว่าการตกนรกเป็น
การลำบากทุกข์ร้อน การขึ้นสวรรค์เป็น
การสุขสำราญ, นี้ได้ชื่อว่ารู้ในอดีต แต่
ไม่รู้จัก. เพราะฉะนั้น จึงนำเรื่องที่รู้ใน
อดีตไปหวังในอนาคต คือหวังจะไม่ให้
ตกนรกหมกไหม้ หวังจะให้ขึ้นสวรรค์
วิมาน เมื่อนำเรื่องที่เป็นอดีตเข้ามาไว้ใน
ใจ และหวังในอนาคตจะให้เป็นเช่นนั้น
เช่นนี้. นี้เรื่องในอดีตกับเรื่องในอนาคต
ก็ต่อกันอยู่ เป็นอันปิดปัจจุบันธรรม ธรรม
ที่เป็นปัจจุบัน โลภะ โทสะ โมหะ เกิด
ขึ้นในปัจจุบัน, เกิดขึ้นอย่างไรเป็นอย่างไร
มีอาการอย่างไรรู้ไม่ได้ไม่รู้ รวมเรียกว่า
ไม่รู้ ปฏิจจสมุปปาท ธรรมที่อาศัยกัน
เกิดขึ้น.
ปฏิจฺจสมุปฺปาเท ธรรมที่อาศัยกัน
เกิดขึ้น เกิดในปัจจุบันนี้แหละ แม้ใน
เดี๋ยวนี้ก็เกิดอยู่เสมอ: อวิชชา ความไม่รู้
เป็นปัจจัยให้เกิดสังขารความคิดนึก ความ
นึกคิดก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณความรู้สึก
ความรู้สึกก็เป็นปัจจัยให้อายตนะทำหน้าที่
เป็นต้นไป เช่นนี้ จนถึงตัณหาความดิ้น
รน เพื่อได้ เพื่อเป็น เพื่อให้เสื่อมเสีย
และอุปาทานความยึดถือ, ภพความเป็น
ไปตามอุปาทานความยึดถือ ก็ย่อมเกิดมี
ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่เกิดในกาลล่วงมาแล้ว
และไม่ใช่จะเกิดในภายภาคหน้า.
เมื่อบุคคลรู้อดีต รู้อนาคตและนำ
เรื่องในอดีตไปหวังในอนาคต ก็ปิด
ปัจจุบันธรรม, ธรรมที่เป็นปัจจุบัน อัน
เกิดอยู่ โลภะ ความโลภที่เกิด เกิดใน
ปัจจุบัน แต่บุคคลก็ไม่รู้, โทสะ ความ
โกรธที่ประทุษร้ายใจ เกิดขึ้นในปัจจุบัน
แต่บุคคลก็ไม่รู้, โมหะ ความหลงเกิดขึ้น
ในปัจจุบันก็ไม่รู้ เพราะไม่ดูให้รู้จัก; ถ้า
รู้จักอดีตก็ไม่ไปเกี่ยวข้องกับอดีต ไม่นำ
อดีตเข้ามาในใจ, รู้จักอนาคตก็ไม่ไปหวัง
ในอนาคต ดูปัจจุบันธรรมที่เกิดขึ้น
เฉพาะหน้าอยู่, เมื่อดูอยู่เช่นนี้ ธรรมที่
เป็นส่วนชั่วถ้าเกิดมีขึ้น ผู้พิจารณาดูก็รู้
ตามเป็นจริง ดูธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
แม้เป็นส่วนชั่ว ธรรมที่เป็นส่วนชั่ว อัน
เกิดในปัจจุบัน ทนปัญญาที่พิจารณาดูอยู่
ไม่ได้ จำต้องเสื่อมไป สงบไป ระงับ
ไป, จะเป็นเช่นนี้ได้หรือไม่ บุคคลผู้สนใจ
อาจพิจารณาดูที่ตนเองจะรู้ตามเป็นจริง.
เมื่อดูปัจจุบันธรรมอยู่ แม้ส่วนชั่วที่เกิด
ขึ้นเป็นปัจจุบันธรรม ทนปัญญาที่
พิจารณาดูไม่ได้ก็จะสงบไป, ความสงบ
จากส่วนชั่วย่อมปรากฏขึ้นเป็นปัจจุบัน-
ธรรม, ดูความสงบที่เป็นปัจจุบันธรรม
นั้นให้เห็นตามเป็นจริง ความสงบนั้นจะ
ไม่เสื่อมสูญไป จะปรากฏชัดเจนขึ้นได้
และจะประณีตยิ่งขึ้นโดยลำดับ เพราะ
ปัญญาที่พิจารณาเห็นตามเป็นจริง. ความ
ชั่วเหมือนดังโจรผู้ร้ายที่มาลักทรัพย์ ปัญ-
ญาที่พิจารณาดูอันอาศัยสติระลึก คือนำ
เข้ามา เหมือนดังผู้เฝ้าทรัพย์ เมื่อผู้เฝ้า
ทรัพย์ดูตรวจตราอยู่ โจรก็ไม่สามรถจะ
เข้ามาลักทรัพย์ได้ เมื่อโจรไม่เข้ามาลัก
ทรัพย์ ไม่เข้ามากล้ำกลาย บ้านเรือนก็
อยู่สงบสุข, เหมือนดังบุคคลที่ดูปัจจุบัน-
ธรรมอยู่ แม้ส่วนชั่วเกิดขึ้นก็ต้องหลบหนี
ไป แต่ส่วนดีคือความสงบจะปรากฏขึ้น
ได้ และจะปรากฏประณีตยิ่งขึ้นโดย
ลำดับกว่าจะถึงที่สุด. ผู้ปฏิบัติเช่นนี้ได้ชื่อ
ว่าสุตธรรม มีธรรมอันสงบและมีธรรม
อันประสบแล้ว คือรู้จักธรรมตามเป็นจริง
รู้ทั้งในอดีต รู้ทั้งในอนาคต รู้ทั้งในอดีต
และในอนาคต และรู้จัก ปฏิจจสมุปบาท
ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น อันเป็นปัจจุบัน-
ธรรม และเกิดขึ้นอยู่เสมอไม่มีว่างเว้น.
ผู้มีธรรมอันประสบหรือประสบธรรม
คือรู้จักสัจจธรรมตามเป็นจริงเช่นนี้ ก็จะ
สงบจากส่วนที่ชั่วตามภูมิตามชั้น เช่น
รู้จักว่าความประพฤติล่วงศีลเป็นส่วนชั่ว
ความปฏิบัติในศีลเป็นส่วนดี รู้เช่นนี้แล้ว
ก็สงบจากความล่วงศีล ตั้งอยู่ในศีล นี้ก็
ได้ชื่อว่าเป็นความสงบหรือสงัดจากส่วน
ชั่ว และก็เป็นสุข ตัวเองก็เป็นสุข ผู้อื่น
ที่เกี่ยวข้องกันอยู่ด้วยกันก็เป็นสุข, แม้
ส่วนที่ละเอียดขึ้นไปก็คงเป็นเช่นนี้. พระ-
พุทธภาษิตแสดงถึงบุคคลผู้เพ่งและการ
เพ่ง ซึ่งเรียกว่าฌานนั้นว่า วิวิจฺเจว กาเม-
หิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สงบจาก
ความใคร่ สงบจากอกุศลธรรม คือ
ธรรมที่เป็นส่วนไม่ดีไม่งาม ไม่ให้เกิดขึ้น
ในใจ, บุคคลผู้นั้นเองก็มีใจอันผ่องใส
แช่มชื่น นี้เป็นปัจจุบันธรรม. เมื่อเป็น
เช่นนี้จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ก็เห็นได้
ว่าเป็นสุข. เพราะฉะนั้น วิเวก คือความ
สงบจากส่วนชั่วจึงเป็นสุข แต่จะเกิดมีก็
เกิดมีแก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้ประสบแล้ว
คือรู้จักธรรม และยินดีอยู่ในธรรม

( วชิร.
๔๕๖-๔๖๐ ).


อนึ่ง พระธรรมที่ทรงแสดงตามเหตุ
และผลนั้น เมื่อรวบรวมเข้าโดยย่อ
ปันเป็น ๓ ชั้น คือ สำหรับทำนุบำรุง
ตนให้ตั้งตนได้เป็นหลักฐานในปัจจุบัน
๑. สำหรับทำนุบำรุงหมู่ชนที่อยู่รวม
กัน ทั้งเป็นประโยชน์ในภายหน้าด้วย ๑,
สำหรับประโยชน์อย่างสูง คือรู้เป็นตาม
เป็นจริง ไม่หลงยินดียินร้ายไปตาม
อารมณ์ที่ประสบ ๑. ( วชิร. ๙ ).

ดู สังขต-ธรรม ด้วย.


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ชลัยย์มาศ วันที่ : 22/07/2013 เวลา : 23.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chalaimas


สาธุ ค่ะ


ขอบคุณ คะ อาโป....คิดถึง นะคะ รักษาสุขภาพ...จิตประภัสสรในทุกกาล คะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 22/07/2013 เวลา : 09.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 18/07/2013 เวลา : 16.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 18/07/2013 เวลา : 13.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สาธุ
ที่นำคำบรรยายอันทรงคุณค่า มาเผยแพร่ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน