*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 311
  • จำนวนผู้ชม : 404569
  • จำนวนผู้โหวต : 1764
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1764 คน
<< มีนาคม 2014 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม 2557
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 2253 , 08:38:35 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , อักษราภรณ์ โหวตเรื่องนี้

 

" สมมติบัญญัติ" นี้เป็นหลักสำคัญของมนุษย์

 ถ้าไม่มีสมมติแล้ววาจา หรือภาษาที่จะพูดกันก็ไม่มี ทั้งใครอยากจะทำอย่างไร

อันเป็นไปเพื่อเบียดเบียนกันคือฆ่ากันบ้าง  ถือเอาของ ๆ กัน  ที่เจ้าของไม่

ยินยอมให้บ้าง  ประพฤติผิดประเพณี ในทางกามของกันบ้าง  หลอกลวงกัน

บ้าง  ก็ทำไปอย่างนั้น

  ถ้าเป็นเช่นนี้ในหมู่มนุษย์จะเป็นอย่างไร  แต่เพราะอาศัยสมมติคำพูดขึ้น  

จึงมีภาษาใช้พูดรู้จักได้ตามชาติตามถิ่น  และสมมมติเป็นผู้นั้นเป็นผู้นี้  ของ

คนนั้นของคนนี้  และ สมมติให้ผู้นั้นเป็นชั้นนั้น  ผู้นี้เป็นชั้นนี้  

ผู้นั้นมีหน้าที่อย่างนั้น  ผู้นี้มีหน้าที่อย่างนี้ คนนั้นควรทำอย่างนั้น 

คนนี้ควรทำอย่างนี้เป็นต้น

  เมื่อใครได้รับสมมติอย่างไรก็ปฏิบัติไปตามสมมติอย่างนั้น  สิ่งใด

สมมติว่าเป็นของใครโดยชอบธรรม  ก็ยอมรับและถือว่าเป็นของผู้นั้น,

ไม่เบียดเบียนกาย  และชีวิตของกันและกันตลอดถึงด่าว่าด้วยใจร้ายไม่ถือเอา

ของ ๆ กันที่เจ้าของไม่ยินยอมให้  ไม่ประพฤติผิดประเพณีในทางกาม 

 ไม่หลอกลวงกันดังนี้เป็นต้น 

    หมู่คนก็จะอยู่กันด้วยความสงบและเป็นสุขตามชั้นตามภูมิ  ศีล  ๕  

ที่ท่านบัญญัติไว้  เมื่อพิจารณาดู  น่าจะเห็นว่า ๔  ข้อข้างต้นก็เพื่อไม่ให้

ประพฤติผิดสมมติต่อกันและกัน  ส่วนข้อ ๕  ก็เพื่อไม่ให้มึนเมาเสียสติ  และ

ประพฤติล่วง ๔ ข้อข้างต้นนั้น  และท่านบัญญัติไว้เป็นสาธารณะทั่วกันทุกชั้น

ทุกชาติทั่วโลก

     ผู้ได้รับสมมติอย่างไร รู้สมมติแล้วรักษา

สมมติประพฤติตามสมมตินั้น  ๆ  ย่อมมีความละอายใจ  ยับยั้ง  ไม่ประพฤติ

กรรมที่ไม่สมควรตามอำนาจของความอยากอันเป็นไปเพียงตามความยึดถือ

กายเท่านั้น  ผู้เช่นนี้ชื่อว่า  เป็นผู้ดีโดยสมมติ  ผู้ประพฤติตรงกันข้าม  ก็ชื่อ

ว่าเป็นผู้ชั่วโดยสมมติ  

   ถ้าใครประพฤติชั่วผิดจากสมมติย่อมทำความเป็นไปของมนุษย์ ให้ไม่มี

ระเบียบเรียบร้อยอากูลยุ่งเหยิง  และเดือดร้อนต่าง ๆ  มากบ้าง  น้อยบ้าง  

แล้วแต่ความประพฤติผิดสมมติจะมีขึ้น

  แต่ความดีตามสมมตินั้น  ถ้าถือสมมติไม่ลงกันก็ก่อความเดือดร้อนแก่กัน

และอาจแก้แค้นตอบแทนกัน  ไม่อยู่ด้วยความสงบสุขได้

เช่นคนบางพวกรวบรวมกำลังได้มากแล้ว แย่งอำนาจจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ 

 ก็สมมติว่าดีกันในพวก  ส่วนพวกที่ไม่เห็นด้วยก็ว่าไม่ดี  พวกที่มีกำลังและ

อำนาจมากรุกรานพวกที่มีกำลังและอำนาจน้อยได้  ก็สมมติว่าดีในพวก  ส่วน

พวกที่ถูกรุกรานก็ว่าไม่ดี  คนที่ฆ่าและทำร้ายเขาได้มาก  ก็ว่าเป็นคนเก่งใน

พวกที่เห็นเช่นนั้น  

    ส่วนพวกที่มีเมตตากรุณาก็เห็นว่าเป็นคนใจร้าย  ไม่มีธรรมของมนุษย์

เป็นต้น สมมตินั้นก็ไม่ได้สมมติที่อื่น  ย่อมสมมติที่กายคือปัญจขันธ์นี้เอง  

กายนี้เองเป็นที่ตั้งรับสมมติ  เมื่อกายนี้จำต้องตาย  ผู้ยึดสมมติอันมีกาย

เป็นที่รับ  ก็ต้องตายด้วย  จึงไม่พ้นมัจจุราชไปได้. 

 ( วชิร.  ๓๔๕-๓๔๖ ).

 

   สมมติสัจจะ

 จริงตามสมมติก็คือ  คนที่เกิดมาตั้งต้นแต่เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชายเป็นเด็กเล็ก  

เด็กใหญ่  เป็นหนุ่มเป็นสาว  เป็นผู้ใหญ่  เป็นคนแก่  หรือเป็นคนสามัญ  

เป็นคนชั้นกลาง  เป็นคนชั้นสูง  เป็นเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ  เป็นเสมียน

เป็นพนักงาน  เป็นปลัดกรม  เป็นเจ้ากรม  เป็นรัฐมนตรี 

เป็นายกรัฐมนตรี  เป็นผู้สำเร็จราชการ  เป็นผู้อยู่ในปกครองเขา 

เป็นผู้ปกครองเขาต่าง ๆ  เหล่านี้  เป็นสมมติสัจจะ  สภาพที่

เป็นจริงโดยสมมติ  

  เพราะเขาสมมติให้เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นจนถึงผู้ที่บวชเป็นภิกษุ  

สามเณร  นี่ก็เป็นสมมติสัจจะ  เพราะอะไร ? 

   เพราะแต่ก่อนเราเป็นคนที่ยังไม่ได้บวช  ครั้นมาขอบวชแล้ว 

 แสดงคำขอแล้ว  สงฆ์ประกาศกันยอมยกให้เป็นผู้บวช  ก็เป็นภิกษุ

หรือเป็นอุปสัมบันขึ้น  นี่เป็นสมมติสัจจะ

จริงโดยสมมติเหมือนกัน  เป็นชาติกษัตริย์ ชาติพราหมณ์  เป็นชาติเวศย์  

เป็นชาติปุกกุสะ  เป็นชาติจัณฑาล  ก็เป็นสมมติสัจจะ  แต่สมมติสัจจะ  

สภาพที่จริงโดยสมมติ  จะไม่ถือก็ไม่ได้  เพราะถ้าไม่ถือก็ยุ่งกันหมด 

   

    คนขอทานหรือคนยากจนขัดสน  คนโง่มีอายตนะภายในภายนอกเป็นต้น 

เหมือนกันก็จริง แต่ถ้าจะไปเป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือนายกรัฐมนตรี 

ก็ทำไม่ได้  พระเจ้าแผ่นดิน หรือนายกรัฐมนตรี

จะไปเป็นขอทาน  ก็ผิดสมมติสัจจะเป็นไปไม่ได้  พวกโจร  พวกขโมย  พวก

ปล้น พวกฉ้อฉลต่าง ๆ  โดยปรมัตถสัจจะ  จริงโดยปรมัตถ์ก็มีขันธ์  ธาตุ  

อายตนะ  เหมือนกันกับคนซื่อสัตย์สุจริต  คนซื่อสัตย์สุจริต

ก็มี  ขันธ์  ธาตุ อายตนะ  เหมือนกันกับคนขโมย  ปล้น  ฉ้อฉลเบียดบัง

อะไรต่าง ๆ  แต่โดยสมมติแล้วไม่เหมือนกันเพราะพวกขโมยเป็นพวกผู้ร้าย  

พวกที่ทำหน้าที่ปกครองเขาสมมติกันว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรี 

เป็นรัฐมนตรี  เป็นอธิบดีหรืออะไรก็ว่ากันไป

   แต่ไม่ใช่เป็นผู้ร้ายมีขโมยเป็นต้น  จะควรเป็นผู้ร้ายเสมอไป  หรือต่อไป  

เพราะคนเป็นผู้ร้ายนั้น  ทำผิดหน้าที่ของมนุษย์ผิดสมมติสัจจะมาแล้ว  ถ้ายัง

ขืนทำอยู่  ก็ทำผิดสมมติสัจจะอยู่นั่นเอง 

    ถ้าต่างฝ่ายต่างทำถูกตามสมมติแล้ว  การงานของโลกหรือความเป็นไป

ของโลก ก็จะไม่ยุ่งเหยิง จะเรียบร้อย  

  แต่ถ้าทำผิดสมมติแล้ว  มันก็ยุ่ง

  เช่นคนเป็นข้าราชการมีหน้าที่ ที่ปกครองตามหน้าที่ตามสมมติสัจจะ  แต่ถ้า

ไม่ทำตามหน้าที่  ไปเป็นขโมย ปล้น  ฉ้อฉล แย่งชิง  หรือเบียดบัง  ฉ้อ

ราษร์  บังหลวงนี่ผิดสมมติสัจจะ  และผิด ๒ ประการ  คือผิดหน้าที่ของมนุษย์

ด้วย  ผิดหน้าที่ที่เขาแต่งตั้งด้วย  การงานก็ยุ่งเหยิง ดังที่เห็นกันอยู่

 

    เพราะฉะนั้น  สัจจะท่านจึงแยกออกเป็น ๒ คือ  

สมมติสัจจะ  และปรมัตถสัจจะ  ท่านให้รู้จักไว้  ใครมีหน้าที่ที่ได้สมมติเป็น

อะไรก็ประพฤติให้ถูกตามสมมติอย่างนั้น

ถ้าประพฤติผิดไปจากสมมติสัจจะก็จะเกิดการยุ่งยากการงานก็จะดำเนินไม่ได้

เรียบร้อย  ประเทศหนึ่งก็เป็นสมมติของคนชาติหนึ่ง  อีกประเทศหนึ่ง

ก็สมมติว่าเป็นของคนอีกชาติหนึ่ง  แต่ถ้าคนในประเทศนั้น ๆ  

ไม่ถือสมมติสัจจะไปรุกรานอีกประการหนึ่ง  ไปแย่งเขา ฝ่ายเจ้าของก็ไม่ยอม  

ก็เกิดสู้กัน  นี่ผิดสมมติสัจจะ  ถ้าสมมติกันไว้อย่างไรแล้ว  รักษากันอยู่อย่าง

นั้น  ด้วยความยินยอมพร้อมใจกัน  ก็เรียบร้อย 

    

     ศีล ๕  ที่ท่านบัญญัติไว้ก็เพื่อให้รักษาสมมติสัจจะ  

เช่น : เว้น ฆ่าสัตว์  เพราะสัตว์คนหนึ่ง ตัวหนึ่ง เขาก็รักชีวิต  และได้ชื่อว่า

เป็นผู้หนึ่ง ๆ  อยู่ด้วยกัน  เมื่อคนไม่ถือสมมติสัจจะไปฆ่าเขา  เขาก็เป็นคน

หนึ่งเราก็เป็นคนหนึ่ง  เราไปฆ่าเขา  หรือเขาฆ่าเรานี่ทำผิดสมติสัจจะ 

ก็จะเกิดการเดือดร้อนยุ่งเหยิง 

 แต่ความจริงตามปรมัตถสัจจะร่างกายก็มีธาตุ  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  และ

อาการเหมือนกันนั่นเอง  ร่างกายเราร่างกายเขาก็เป็นธาตุอันเดียวกัน  เป็น

แต่แยกออกไปเป็นส่วนในคราวหนึ่งเท่านั้น  แล้วก็จะรวมกันเข้าอีก  

แล้วก็จะแยกออกไปอีก

       ทรัพย์สิน  ต่าง ๆ  ที่มีอยู่ในโลก  ความจริงแต่เดิมไม่ใช่เป็นของ

ใคร  เป็นของประจำโลก  ของสำหรับโลก  แต่เมื่อใครได้ไว้อยู่ในปกครอง

ของตัว  ก็สมมติว่าเป็นของผู้นั้น  นี่เป็นสมมติสัจจะ  เมื่อผู้อื่นต้องการมาแย่ง

ชิงปล้นสดมภ์  ยักยอกหลอกลวงอะไรต่าง ๆ เอาไป  นี่ทำผิดสมมติสัจจะก็ยุ่ง.

        กามสมาจาร  ความประพฤติในทางกาม  ตามธรรมดาก็เป็นของ

ประจำโลกไม่ใช่ของใคร  แต่เมื่อสมมติว่า  คนนั้นเป็นผัวคนนี้ คนนี้เป็นเมีย

คนนั้น  คนนั้นเป็นลูกคนโน้น  นี่เป็นสมติสัจจะ  เมื่อใครประพฤติทางกาม  

ล่วงละเมิดของกันและกัน  เป็น  กามมิจฉาจาร  คือประพฤติ

ผิดทางกามจึงเกิดยุ่งเหยิงกันขึ้น.

           การหลอกลวงกันก็เหมือนกัน  ตามความเป็นจริง  โลกทั้งหมด

แสดงความจริงอยู่เสมอ  แสดงอยู่ในตัว  แม้คนเราที่เกิดมาแล้วจะเป็นไป

อย่างไร  ในที่สุดตายก็เป็นไปตามเรื่องราว  แต่เพราะคนนั้นแหละ มีธาตุรู้  

และรู้ผิดจากความเป็นจริงก็เกิดหลอกลวงกันขึ้น  จริงอย่างหนึ่งบอก

ไปเสียอีกอย่างหนึ่ง  ให้ผิดจากความจริง ไป  หรือไม่เป็นจริงอย่างนั้นแต่ไป

บอกว่าเป็นความจริง นี่ผิดสมมติสัจจะ  ก็ทำให้เข้าใจผิด  ทำให้ยุ่ง.

 

 

 

 ศาสนธรรม คือ คำสั่งสอนนั้น  

มีปริยายเป็นอันมาก  กล่าวโดยย่อโดยนัยหนึ่งเป็นสองคือ 

 ธรรมอันเป็น สังขตะ  ในที่นี้น่าจะหมายถึงธรรมที่    บุคคลทำอย่างหนึ่ง  

อสังขตะ ในที่นี้น่าจะหมายถึงธรรมที่บุคคลไม่ได้ทำอย่างหนึ่ง  

  สังขตธรรม  ธรรมที่บุคคลทำนั้น  เมื่อกล่าวโดยทั่วไปก็เป็นส่วนที่ดี

ที่เป็นกุศลอย่างหนึ่ง  เป็นส่วนที่ชั่วเป็นอกุศลอย่างหนึ่ง  เป็นส่วนกลาง ๆ ที่

เรียกอัพยากฤตอย่างหนึ่ง  ธรรมอันใดอันบุคลทำทางกาย 

ทางวาจา ทางใจ เป็นไปในทางที่ดีทางที่ชอบ  ธรรมอันนั้น ได้ชื่อว่า  เป็น

กุศล  ธรรมอันใดที่บุคคลทำทางกายวาจาใจ  เป็นไปในทางชั่วทางผิด  

ธรรมอันนั้นได้ชื่อว่าเป็นอกุศล  ธรรมอันใดเป็นไปในทาง

กาย วาจา  ใจ  อันไม่จัดว่าเป็นดีเป็นชั่วเพราะเป็นวิบาก  ธรรมอันนั้นได้

ชื่อว่า อัพยากฤต,  

       ธรรมที่เป็นอัพยากฤตจงยกไว้ ธรรมที่เป็นส่วนกุศล  และธรรม

ที่เป็นส่วนอกุศล  ทั้ง ๒ อย่างนี้ไม่ใช่มีที่อื่น  มีที่บุคคล  เพราะบุคคลทำจึง

เกิดขึ้น  บุคคลเมื่อแรกเกิดมายังไม่แสดงว่า  เป็นคนดีหรือเป็นคนชั่ว

เพราะยังไม่ได้ทำอะไร  ต่อเมื่อบุคคลได้ทำดีอย่างไร  ผลที่ดีก็ปรากฏ  

ทำชั่วอย่างไร  ผลที่ขั่วก็ย่อมปรากฏ  เมื่อบุคคลทำกรรมใดประกอบด้วย

ความดีกรรมอันนั้นเป็นกุศล  เมื่อบุคคลทำกรรมใดประกอบด้วยความชั่ว  

กรรมอันนั้นก็เป็นอกุศล  

      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติธรรมอันนั้นที่บุคคล  ไม่ใช่บัญญัติ

ที่อื่น  เพราะฉะนั้น  บุคคลทุก ๆ คน

ถึงจะเข้าใจว่า  ตนเองเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง กับธรรม  ธรรมก็ต้องไม่เกี่ยวข้อง

กับตนนั้นเป็นความเข้าใจผิด  เพราะผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนแล้ว  จะพ้นจาก

ธรรมที่ดีและธรรมที่ชั่วนั่นไม่ได้เลย  บุคคลต้องทำกิจการ ทางกายบ้าง  

ทางวาจาบ้าง  ทางใจบ้าง  ถ้ากิจการนั้นเป็นส่วนดี  เป็นกุศล

ผลก็เผล็ดปรากฏที่บุคคลให้เป็นดี  ถ้ากิจการนั้นเป็นส่วนชั่วเป็นอกุศล  

ผลก็เผล็ดปรากฏที่บุคคลให้เป็นคนชั่ว  เพราะบุคคลทำดีทำชั่วเช่นนี้  

ความดีหรือธรรมที่ดี  และความชั่วหรือธรรมที่ชั่ว  จึงเป็นสังขตธรรม  

   ธรรมที่บุคคลต้องปรุงต้องแต่งอยู่ตามธรรมดา  ตั้งแต่ส่วนหยาบที่

เห็นง่าย ๆ  และละเอียดขึ้นไปโดยลำดับบุคคลอยากจะเป็นคนดี  แต่ไม่

ประพฤติธรรมที่ดี  ก็เป็นคนดีไปไม่ได้  บุคคลแม้ไม่อยากเป็นคนดี  แต่เมื่อ

ประพฤติธรรมที่ดีก็คงเป็นคนดีไปตามธรรมนั้นเอง

     สังขตธรรมที่เป็นส่วนดีเป็นกุศลนั้น  เมื่อแยกออกเป็นภูมิเป็นชั้น  

ก็มีประเภทเป็น ๔ คือ  

  ความดีอันตรงกันข้ามกับความชั่ว, 

 ที่บุคคลผู้ทำดียังมุ่งยินดีติดอยู่ในกาม  ก็เป็นกามาวจรกุศล, 

 ความดีที่บุคคลทำด้วยมุ่งตั้งใจมั่นในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง, 

อันเป็นกัมมัฏฐานจนใจแน่นอนมั่นคง กำจัดความฟุ้งซ่านเสียได้

เป็นรูปฌานก็เป็นรูปาวจรกุศล  คุณความดีที่บุคคลทำด้วยความตั้งใจมั่น

ในอารมณ์เดียว  อันละเอียด  จนกว่าจิตนั้นแน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน 

 เป็นอรูปฌาน  ก็เป็นอรูปาวจรกุศล  ทั้ง ๓ ประเภทนี้หยาบ

และละเอียดกว่ากันเป็นชั้น ๆ  แต่ถึงเช่นนั้น  ก็ชื่อว่าสังขตะธรรมที่บุคคล

ต้องทำส่วนคุณความดีที่เป็นเครื่องทำลายภพทำลายชาติ  ได้แก่อริยมรรค

ทางดำเนินของพระอริยเจ้า  มีองค์ ๘ ประการ  มีสัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบ

เป็นข้อต้น  สัมมาสมาธิ  การตั้งใจชอบ  เป็นข้อสุดท้าย

     สัมมาทิฏฐิ  เห็นชอบนั้น  ท่านแสดงไว้ว่ารู้ในทุกข์ รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ 

 รู้ในความดับทุกข์  รู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ นี้เป็นสัมมาทิฏฐิ  

ความเห็นชอบเพียงเท่านี้ดูเหมือนว่า  สัมมาทิฏฐิทำจะไม่ยากเท่าไร  

เพราะใคร ๆ  ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาก็ย่อมรู้ว่าเป็นทุกข์  

นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี้เป็นความดับทุกข์

นี้เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์    

   แต่นั้นเป็นปริยัติธรรมตามที่ท่านแสดง

ไว้  ไม่ใช่ความเห็นที่เกิดปรากฏแน่ชัดแก่ใจเองความเห็นอย่างนั้น

ยังไม่เป็นตัวสัมมาทิฏฐิการพิจารณาอริยสัจ ๔  เพื่อให้เห็นจริง

แต่ยังไม่เห็นจริง  ยังดับตัณหาไม่ได้  

น่าจะเป็นเพียงแต่ทำสัมมาทิฏฐิเท่านั้น  ยังไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ  ต่อเมื่อ

สามารถทำสัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบแน่ชัดให้ปรากฏขึ้นดับตัณหาได้ไม่

ใช่เพียงกำลังพิจารณาจึงเป็นสัมมาทิฏฐิ  แต่ก็ต้องอาศัยการทำ

สัมมาทิฏฐินั้นแหละเป็นปัจจัย  คือ  ต้องอาศัยการพิจารณาไปให้รู้จักว่า  

   นี้ทุกข์  นี้เหตุเกิดทุกข์  นี้ความดับทุกข์  นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  

การพิจารณาก็ต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียน  ถ้าบุคคลไม่ศึกษาเล่าเรียน

แล้ว  ก็ไม่ได้รู้ธรรมที่เป็นคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.  

    เพราะฉะนั้น  เมื่อกล่าวโดยย่อ  การศึกษาเล่าเรียนธรรม  เป็นเบื้องต้น  

และก็ต้องพิจารณาให้รู้เนื้อความทั่วถึง  เมื่อรู้เนื้อความแล้วต้องปฏิบัติตาม  

คือต้องพิจารณาให้เห็นจริง  จนความจริงปรากฏขึ้น การพิจารณาก็ต้อง

พิจารณาสิ่งที่ได้ประสบ  ก็บุคคลได้ประสบอะไรก่อนและประสบอยู่เสมอ  

เมื่อพิจารณาดูก็น่าจะเห็นว่า ประสบกายนี้ก่อน  เมื่อประสบกายอันนี้แล้ว

จึงประสบสิ่งอื่น ๆ อันเนื่องต่อกันไป  กายและสิ่งที่มาประสบกายนั้น  

ก็ล้วนมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น  แล้วก็แปรปรวนไปในที่สุดก็ต้องแตก

สลายไปเหมือนกันหมดแม้สิ่งอื่น ๆ  และยังคงอยู่  แต่เมื่อกายนี้

แตกสลายแล้ว  สิ่งเหล่านั้นก็ไม่เกี่ยวของกับกาย เพราะฉะนั้น  กายนี้แล  

เป็นเบื้องต้นของสิ่งที่ประสบ กายนี้เป็นตัวทุกข์  เมื่อพิจารณาเห็นกายนี้

เป็นทุกข์จริง ๆ ปรากฏขึ้น  ก็ได้ชื่อว่าเห็นทุกข์

     เมื่อเห็นทุกข์ตามความจริงแล้ว  สิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับกาย  ก็มาเกี่ยว

ข้องกับทุกข์นั่นเอง  ความดิ้นรนด้วยอำนาจความปรารถนาจะให้กายเป็น

อะไรไปต่าง ๆ ก็เท่ากับปรารถนาทุกข์นั้นเองให้เป็นไปต่าง ๆ  แม้ดิ้นรน

จะให้กายปราศจากสิ่งที่ไม่ชอบ และภพที่ไม่ชอบ  ก็เท่ากับดิ้นรนใจ

เพื่อให้ทุกข์ปราศจากสิ่งที่ไม่ชอบและภพที่ไม่ชอบ  ก็ยิ่งเป็นทุกข์ยิ่งขึ้น

ไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ เมื่อพิจารณาเห็นจริงเช่นนั้นแล้ว  ก็อาจบรรเทาละ

ความดิ้นรนใจเพื่อให้ได้  เพื่อให้เป็น  เพื่อให้ปราศจากเสียได้  นี้ชื่อว่าเห็น

เหตุเกิดทุกข์ และเห็นความดับทุกข์  

    ความดับทุกข์จะมีได้ก็ต้องอาศัยปัญญาที่พิจารณาเห็นธรรมที่จริง 

 ตามความเป็นจริงคือเห็นอริยสัจ ๔เหตุนี้  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรง

แสดงว่า บรรดาสังขตธรรม  ธรรมคือธรรมที่บุคคลทำให้เกิดขึ้นทั้งหลายมี

ประมาณเท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นยอดของธรรมทั้งหลายเหล่านั้น  

   ส่วนอสังขตธรรมเมื่อพิจารณาและสันนิษฐานโดยภูมิ  

ตั้งแต่เบื้องต่ำขึ้นไป  ก็น่าจะได้แก่ตอนหนึ่ง ๆ  ของทางที่บรรลุถึง  

เช่นทางบ้านนี้ถึงบ้านนั้น  จากบ้านนั้นถึงบ้านโน้นต่อ ๆ ไปจนถึงที่สุด

บุคคลจะบรรลุถึงตอนหนึ่ง ๆ แห่งทางจนถึงที่สุดได้  ก็เพราะการดำเนิน 

ตอนหนึ่ง ๆ แห่งทางนั้น บุคคลไม่ได้ทำ  เป็นแต่ดำเนินไปถึง  จึงน่าจะได้

ชื่อว่า  เป็นอสังขตะแต่ว่าเป็นต่อ ๆ กัน  ส่วนอสังขตธรรมชนิดที่ไม่มีต่อ ๆ 

ไป  เป็นธรรมอย่างสูงสุด  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าวิราคะ 

การปราศจากความติดอยู่  เมื่อไม่ติดอยู่ด้วยประการทั้งปวงจึงเป็นวิราคะ

คือความพ้นอย่างสูงสุด  ในทางพระพุทธศาสนา  แต่ว่าธรรมอันสูงสุดนั้น

ยากที่บุคคลเราจะคิดเห็น  แต่ถึงเช่นนั้น  เมื่อพิจารณาโดยเทียบเคียง

ก็พอจะเห็นเค้าได้บ้าง  

    บุคคลติดอยู่ในส่วนใด  หลุดพ้นจากส่วนนั้น  ก็เป็นอันหลุดพ้นได้ตอน

หนึ่งเช่นบุคคลที่ยังเป็นเด็ก  ก็หมกมุ่นติดอยู่ในการเล่นของเด็ก ๆ

เมื่อรู้สึกว่าการเล่นของเด็กไม่เป็นการดี  การชอบอะไรแล้ว ก็เลิกละการเล่น

นั้น ๆ  เสีย  นี้ก็เป็นการหลุดพ้นชั้นหนึ่ง  เมื่อพิจารณาเห็นว่า ติดอยู่ในอะไร  

และพิจารณาเห็นว่าไม่ดีไม่ชอบจนเห็นแน่นอน  ความหลุดพ้นจากสิ่งนั้น  ก็

ย่อมปรากฏขึ้นเป็นลำดับ ๆ ขึ้นไป  ความชั่วอันใดที่บุคคลติดอยู่  

บุคคลพิจารณาเห็นความชั่วนั้นว่าเป็นชั่วจริง ๆ  แล้ว  หลุดพ้นจากความ

ชั่วชั้นหนึ่ง ๆ  ก็ได้ชื่อว่าพ้นจากความชั่วเป็นลำดับ ๆ ไป 

   บุคคลจะพ้นจากความชั่วที่เป็นชั้นสูง  ก็ต้องพ้นความชั่วอันเป็นชั้นต่ำ

ขึ้นไปเป็นลำดับ  เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อน

ตรัสรู้เป็นตัวอย่าง

     ธรรม  เมื่อกล่าวโดยย่อโดยนัยหนึ่งเป็นสองประเภท  คือสังขตธรรมหนึ่ง 

อสังขตธรรมหนึ่ง  ด้วยประการฉะนี้. 

 ( วชิร.  ๖๑๑-๖๑๗ ).

 

 

 

ธรรมที่เป็นจริง แยกออกได้เป็นสอง คือ

     สัจจธรรมในทางโลกอย่างหนึ่ง

     สัจจธรรมในทางธรรมอย่างหนึ่ง  

 สัจจธรรมในทางโลกก็ได้แก่เหตุผลที่มีที่เป็นอยู่ในโลก  

เช่นฝนตกดินเปียกแดดออกดินแห้ง  หรือฟ้าผ่า  สิ่งที่ถูกฟ้าผ่า

ทลายหักพัง นี่เป็นสัจจธรรมธรรมที่เป็นจริงในทางโลก  

 เมื่อผู้สนใจจะรู้สัจจธรรมในทางโลก  เขาก็เรียนเหตุผลในทาง 

โลกกัน  จนจับได้อย่างละเอียด นำมาทำของที่ยังไม่มีไม่เป็น  ให้มี 

ให้เป็นขึ้น  เช่น  เรือบิน  เรือดำน้ำ  เป็นต้น

    ส่วนสัจจธรรมที่เป็นใน ทางธรรมนั้น  ก็คือ  สัจจธรรมที่มีบุคคล  

บุคคลตามธรรมดา  ว่าตามทางพระพุทธศาสนายังไม่เป็นคนดีคน

ชัว  เมื่อยังไม่ได้ทำอะไรไม่ได้พูดอะไร  ไม่ได้คิดอะไรที่เป็นดีหรือ

เป็นชั่ว พึงนึกดูเด็ก ๆ  เมื่อเขายังไม่รู้จักดีชั่วผิดถูก  เขาก็ไม่แสดง

อาการดี  อาการชั่วออกมาให้ปรากฏ  เป็นแต่แสดงอาการอย่าง

เด็ก ๆ  ที่ไม่นิยมยึดถือกันว่าเป็น คนดีเป็นชั่ว  ต่อเมื่อบุคคลนั้น

แหละเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว ทำดีออกไปเป็นเหตุ  ก็ปรากฏผลให้เป็น

คนดี  ทำชั่วออกไปเป็นเหตุก็ปรากฏเป็นคนชั่ว

นี่เป็นสัจจธรรมในภายใน  หรือสัจจธรรม  ทางธรรม  และมีที่บุคคล 

ตลอดจนถึงมรรคผลนิพพาน อันเป็นสัจจธรรมชั้นสูง  ก็ปรากฏที่

บุคคลนั่นเอง  ถ้าไม่มีบุคคล  มรรคผลนิพพานก็ไม่ปรากฏ  

ดีชั่วจึงปรากฏที่บุคคล  เหตุผลที่มีที่บุคคล

นี่แหละเป็นสัจจธรรมทางธรรม  

   ถ้าออกไปเกี่ยวข้องกับโลกธาตุเป็นสัจจธรรมทางโลก  

 ทางพระพุทธศาสนามุ่งแสดงสัจจธรรมเกี่ยวกับคนเป็นใหญ่  

ไม่ได้มุ่งสอนทางโลก  หรือเหตุผลทางโลก  

 เพราะอะไร  เพราะว่าคนที่แม้จะรู้จักเหตุผลทางโลกแล้ว  

นำมาประกอบให้เป็นสิ่งต่าง ๆ ขึ้น  และนำมาใช้ในทางชั่ว

 เช่นทำลายล้างกันก็ได้ผลชั่วเป็นทุกข์

แต่ถ้าคนเป็นคนดีแล้ว นำสิ่งของที่ทำขึ้นมาทำนุบำรุงกันก็ได้ผลดี

เป็นสุขหลักสำคัญจึงอยู่ที่คน  

    ถ้ารู้จักเหตุผลทั้งส่วนดีทั้งส่วนชั่วแล้ว  ต้องการผลดีไม่ต้องการ

ผลชั่ว  ก็จะได้ทำเหตุที่ดีเพื่อจะได้ผลดี 

ไม่ทำเหตุที่ชั่วเพื่อจะไม่ต้องได้ผลชั่ว 

ทั้งสำหรับตัว  ทั้งสำหรับคนที่อยู่ด้วยกัน 

    เมื่อคนมุ่งทางธรรมอยู่เช่นนี้อยู่ด้วยกัน  แม้จะมีสิ่งของที่ไม่ได้

เกิดขึ้นใช้ทันสมัย  ก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่เบียดเบียนกัน  

แต่ถ้าไม่มีหลักธรรมในตนแล้ว  อยู่ด้วยกันเป็นทุกข์

เพราะเบียดเบียนกัน  

           พระพุทธเจ้ามุ่งสอนคนให้เป็นคนดี ไม่ให้เป็นคนชั่ว  

จึงทรงแสดงสัจจธรรม  ที่บุคคลตั้งแต่เบื้องต้นไปจนถึงเบื้องสูง 

          

       อีกปริยายหนึ่ง  สัจจธรรม  ธรรมที่เป็นจริงโดยทั่ว ๆ  ไปแล้ว 

 ก็แยกได้เป็น ๒ คือ  สัจจธรรมอันเป็นภายนอก  

คือนอกจากคนอันมีอันเป็นไปในโลกส่วนหนึ่ง  สัจจธรรมอันมีที่

บุคคล  ปรากฏที่บุคคล  อันเป็นภายในอีกส่วนหนึ่ง 

สัจจธรรมภายนอกอันเป็นไปปรากฏอยู่ในโลกนั้น  ย่อมเป็นเหตุผล

ในภายนอก เมื่อบุคคลสนใจค้นคว้าแสวงหา ก็สามารถจะนำมา

ประกอบให้สำเร็จเป็นสิ่งที่ตนประสงค์  ทำสิ่งที่ยังไม่มีให้มีปรากฏ

ขึ้นได้ เช่นสิ่งของทั้งหลายต่าง ๆ อันยังไม่เคยมีไม่เคยเป็น  

 ถ้าบุคคลไม่รู้สัจจธรรมตามเหตุและผล ก็ไม่สามารถจะนำมา

ประกอบให้ปรากฏให้เกิดขึ้นใหม่ได้ แต่สิ่งเหล่านั้น  ไม่เป็นไปเพื่อ

ความสุข  หรือไม่เป็นไปเพื่อความทุกข์โดยตรง  

 เพราะบุคคลอาจนำสิ่งที่ทำให้เกิดให้มีขึ้นนั้นไปใช้ในทางดีได้  

ไปใช้ในทางชั่วก็ได้   ถ้านำไปใช้ในทางดี  ก็ให้เกิดผลเป็นสุข  

ถ้านำไปใช้ในทางชั่ว  ก็ให้เกิดผลเป็นทุกข์  ดังที่ปรากฏเห็นกันอยู่

ในปัจจุบันนี้  

 

 ส่วนสัจจธรรมที่มีในภายใน  คือที่ตนเองนั้น  เป็นหลักสำคัญ  

เพราะเมื่อบุคคลในใจค้นคว้าแสวงหาให้รู้ตามเป็นจริงว่า นี้เป็น

เหตุผลส่วนดี นี้เป็นเหตุผลส่วนชั่ว  พยายามทำเหตุที่ดีให้เกิดขึ้น 

ให้บรรลุถึงผลคือความเป็นคนดี พยายามละเหตุที่ชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว

ไม่ให้มีอยู่เพราะระวังเหตุที่ชั่วที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดก็จะพ้นจากผล

คือความเป็นคนชั่ว  

      บุคคลที่บรรลุถึงผลคือความเป็นคนดีพ้นจากผลคือความเป็น

คนชั่วเช่นนี้  แม้ในชั้นต้นก็ย่อมทำตนให้เป็นคนดี  ไม่ทำให้ผู้อื่น

เดือดร้อนเป็นทุกข์  

 เพราะฉะนั้น  ทางพระพุทธศาสนาจึงมุ่งประกาศสัจจธรรม

ที่บุคคล  ให้บุคคลค้นคว้าแสวงหาให้รู้จักว่าอะไรเป็นส่วนดี อะไร

เป็นส่วนชั่ว  เมื่อรู้ตามเป็นจริงแล้ว  ทำส่วนที่ดีให้เกิด  ละส่วนที่ชั่ว

เสีย เมื่อนำสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นไปใช้  ก็จะนำไปใช้ในทางดีทางชอบ 

ให้เกิดสุขแก่ตน และแก่บุคคลอื่น ไม่นำไปใช้ในทางชั่ว  ทางผิด  

ซึ่งให้เกิดทุกข์แก่ตนและแก่บุคคลอื่น 

 ส่วนที่ดีที่ชอบอันสูงๆขึ้นไปโดยลำดับ ก็เรียกว่าพรหมจรรย์ แต่

เป็นไปตามชั้น

        สัจจธรรม  ธรรมที่เป็นจริงนั้น  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง

ประกาศโดยปริยายเป็นอันมาก  กล่าวตามสาราณียธรรม  

ธรรมเป็นที่ตั้งแต่งความระลึกถึงกันในทางดีทางชอบ  สองข้อเบื้อง

ปลาย  ก็ได้แก่ สีลสามัญญตา 

ความเป็นผู้มีความประพฤติกายวาจาใจให้เป็นไปในทางดีเสมอกัน 

ไม่ให้ลุอำนาจของโลภะ  โทสะ  โมหะ  เรียกว่าศีล

 


     

          ศีลนี้  อย่างสูงต้องเป็นไทแก่ตัว  คือ  ไม่เป็นทาสของศีล  

อันหมายความว่าบุคคลตั้งใจรับศีลเพราะเห็นว่าเป็นบุญ แต่ก็ยังไม่เห็น

โทษของการล่วงศีลจริง ๆ   

จึงต้องรักษาศีล กลัวศีลจะขาด  เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้รักษาศีล  หรือ

ศีลที่บุคคลรักษาก็ ไม่เป็นไทแก่ตัว  

   ต่อเมื่อได้ทำศีลให้เกิดมีจนไม่ต้องรักษา  ศีลเป็นตัวเอง  ตัวเองเป็นศีล  

เช่นนี้ได้ชื่อว่าศีลเป็นไท  ไม่เป็นทาส คือไม่ต้องระวังรักษา  

เพราะกลัวจะขาด  และเป็นศีลที่ท่านผู้รู้สรรเสริญเป็นอปรามัฏฐะ 

คือไม่ต้องยึดถือ   บุคคลที่ยังยึดถือศีลอยู่  ศีลอาจจะหลุดขาดได้  

      เหมือนดังบุคคลผู้เดินทางนำเสบียงอาหารไป  ก็ต้องรักษาเสบียง

อาหารนั้นไว้ กลัวจะตกจะหล่น  และถ้าเผลอ ก็อาจจะตกจะหล่นได้  แต่ถ้า

บุคคลผู้นำอาหารนั้นไปบริโภคอาหารนั้นเข้าไปเสีย  ให้รสอาหารซึมซาบ

เข้าไปในร่างกาย เช่นนี้  ได้ชื่อว่าทำศีลให้เป็นตัวของตัวเอง หรือทำตัวเอง

ให้เป็นศีล  ไม่ต้องไปมัวยึดถือ จึงไม่ขาดตกบกพร่อง  ศีลก็ได้ชื่อว่าเป็นศีล

โดยตรงซึ่งแปลว่าเป็นปกติ  หมายความว่าปกติกายปกติวาจา  ปกติใจ  

    เพราะความประพฤติเป็นสัจจะ

ทางกายทางวาจาทางใจนั้น ไม่เป็นไปตามอำนาจของ  โลภะ  โทสะ  

โมหะ  เมื่อศีล เป็นศีลแท้เป็นปกติเช่นนี้แล้ว  ก็เป็นไปเพื่อให้ได้ความสงบ

ของจิต  ซึ่งท่านเรียกว่าสมาธิสังวัตตนิกะ  เป็นเพื่อสมาธิคือความสงบจิต

 เมื่อทำสมาธิให้เกิดขึ้นได้ก็เป็นไปเพื่อปัญญา  ปัญญาอบรมจิต

จิตก็จะหลุดพ้นจากความไม่รู้ตามเป็นจริง 

เพราะฉะนั้น  จึงมีพระบาลีแสดงไว้ว่า  

สีลปริภาวิโต  สมาธิ  มหปฺผโล  โหติ มหานิสํโส  สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อม

มีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่  

สมาธิปริภาวิตา  ปญฺญา  มหปฺผลา  โหติ  มหานิสํสา   ปัญญาอันสมาธิ

อบรมแล้วย่อมมีผลใหญ่  มีอานิสงส์ใหญ่  

ปญฺญาปริภาวิตํ  จิตฺตํ  สมฺมเทว  อาสเวหิ  วิมุจฺจติ  จิตอันปัญญาอบรม

แล้ว  ย่อมหลุดพ้นจากความไม่รู้ และหลุดพ้นจากการเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพัน  

               ศีลนี้แหละ  แม้ตั้งต้นแต่ศีลที่ยังต้องถือ  ยังต้องยึด  ยังต้องระวัง  

ก็ยังเป็นเหตุให้บุคคลผู้รักษาศีลอยู่ด้วยกันเป็นสุขไม่เบียดเบียนกันและกัน  

แต่ถ้าบุคคลที่อยู่ด้วยกันนั้น  ต่างฝ่ายต่างไม่มีศีลอยู่ด้วยกัน  ก็ย่อม

จะเบียดเบียนกันทำให้ลำบากเดือดร้อนทั้งตัวเอง เดือดร้อนทั้งผู้อื่น

เช่นคนที่มุ่งฆ่าเขามุ่งทำร้ายร่างกายเขา  ตัวเองก็เดือดร้อน  ผู้ที่ถูกมุ่ง

และรู้เรื่องก็เดือดร้อน  เมื่อเขามุ่งฆ่ามุ่งทำร้ายร่างกายเรา ผู้มุ่งก็เดือดร้อน  

เราเองที่ถูกมุ่งเมื่อรู้อยู่   ก็เดือดร้อนไม่เป็นสุข  ถ้าต่างฝ่ายต่างมีศีลอยู่

ด้วยกัน  ไม่คิดฆ่าไม่คิดร้ายกันเป็นต้น  อยู่ด้วยกันก็เป็นสุข  

เพราะไว้วางใจกันได้  แม้ศีลองค์อื่น ๆ  ก็เป็นเช่นนี้แหละ  ถึงจิตฟุ้งซ่านไม่

สงบ  ก็เป็นทุกข์สำหรับผู้นั้น  

   ถ้าจิตไม่ฟุ้งซ่านก็ให้ผลเป็นสุข  ส่วนทิฏฐิความเห็นหรือสัมมาทิฏฐิ

ความเห็นชอบ  อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงในสาราณียธรรมนั้น 

 ก็คือ  

ยายํทิฏฺญ อริยา  ทิฏฐิอันใด  ประเสริฐ  

นิยฺยานิกา  เป็นเครื่องนำออก  คือนำออกจากทุกข์  

นิยฺยาติ  ตกฺกรสฺส  สมฺมาทุกฺขกฺขยาย  ย่อมนำออกเพื่อความสิ้นทุกข์โดย

ชอบแก่ผู้ทำทิฏฐินั้น หรือนำผู้มีทิฏฐิเช่นนั้นออกไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดย

ชอบ โดยนัยนี้ ทุกข์เป็นหลัก  ทิฏฐิความเห็นอันใดที่นำออกจากทุกข์  

ทิฏฐิอันนั้นก็อริยะประเสริฐ  เป็นเครื่องนำออก 

ทิฏฐิอันใดที่นำเข้าไปประกอบกับทุกข์  ทิฏฐิอันนั้นก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ( ไม่ใช่

นำออกจากทุกข์แต่กลับนำเข้าไปข้องกับทุกข์ )  

     แม้บุคคลบางคนมุ่งจะให้ได้สิ่งที่ตนปรารถนาจากผู้อื่น  

ไม่เลือกทางดีชั่วผิดถูก  หรือบุคคลมุ่งร้ายผู้อื่นด้วยความโกรธแค้น

ขัดเคืองหรือบุคคลผู้เห็นผิดจากคลองธรรม  ต้องการจะเบียดเบียนผู้ที่ตน

เห็นว่าเป็นเครื่องกีดขวางให้เดือดร้อนเหล่านี้  ถึงทำสำเร็จได้  ได้ทรัพย์มา

สมประสงค์กำจัดคนที่โกรธแค้นขัดเคืองออกไปได้  กำจัดคนที่เห็นว่าจะ

กีดขวางต่อการปฏิบัติของตนให้สำเร็จ  อาจเข้าใจว่าตนได้ความสุข  

แม้จะได้ความสุขส่วน ๑  ก็จริง  แต่ก็ก่อทุกข์อีกส่วน ๑  ให้ตน  

เพราะกลัวเขาจะตอบแทนล้างแค้น  ทั้งก็ก่อทุกข์ให้บุคคลอื่น  

คือบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์  บุคคลผู้ถูกปองร้าย  บุคคลผู้ถูกเกียตกัน

จากความกีดขวางทรัพย์หรืออำนาจที่บุคคลผู้นั้นทำให้เกิดมีขึ้นแก่ตน  

ก็ไม่ใช่จะอยู่ยืนยาวไปเท่าไรอย่างช้าก็เพียงสิ้นชีวิตเท่านั้น แล้วก็ทิ้ง

ทรัพย์สินไว้ในโลกนี้  ไม่มีใครนำไปได้แม้แต่สักนิดเดียว  

   จนกระทั่งถึงรูปกายที่ยึดถือรักใคร่ก็ไม่อาจจะนำไปได้  ต้องทิ้ง

ไว้ให้เขาฝั่งให้เขาเก็บ  ให้เขาเผาไปตามเรื่องส่วนความเดือดร้อนกระวน

กระวายใจที่มีอยู่ในใจนั้น  

ไม่ได้ทิ้งไว้  ย่อมติดตามบุคคลผู้นั้นไปตลอดจนถึง ภพเบื้องหน้า  

    ดังพระพุทธภาษิตว่า 

 ยถากมฺมํ  คมิสฺสนฺติปุญฺญปาปผลูปคา  สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้เข้าถึงผลบุญ

และบาป  จักไปตามกรรม 

 นิรเยปาปกมฺมนฺตา  ผู้มีกรรมคือการงานที่ทำ  ทางกาย  ทางวาจา  

ทางใจ  เป็นบาป  ย่อมไปในนรก  

 ปุญฺญกมฺมา จ  สุคตึ  ผู้มีกรรมอันเป็นบุญย่อมไปสู่สุคติ คือที่ไปอันดีอัน

งาม  ดังนี้  

        ชาติหน้าจงยกไว้  ว่าเฉพาะแต่ชาตินี้ก็เห็นได้  ด้วยปัญญาพิจารณา

ให้เห็นตามเป็นจริง นี้ก็เป็นสัจจธรรม ธรรมที่เป็นจริงหรือสภาพที่เป็นจริง

อันปรากฏ  บุคคลใช้ปัญญาพิจารณาย่อมเห็นได้  ในปัจจุบันบัดนี้เอง 

 นี้ก็เป็นสัจจธรรม  ธรรมที่เป็นจริงที่ปรากฏเห็นอยู่  

     เพราะฉะนั้น  จึงมีพระคุณของพระธรรมอีกบทหนึ่งว่า  

สนฺทิฏฐิโก  อันผู้ศึกษาเห็นเอง คือเห็นด้วยตนเอง  คนอื่นจะเห็นแทนไม่ได้  

และเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง สัจจธรรมธรรมที่เป็นจริง

จะสำเร็จประโยชน์แก่บุคคลก็  เพราะบุคคลเห็นสัจจธรรมนั้น

ตามเป็นจริง.

           

     สัจจธรรม  กับ  ศาสนธรรม  เป็นคู่กัน ศาสนธรรมย่อมประกาศ

แสดงสัจจธรรม แม้สัจจธรรม  ธรรมที่เป็นจริงนั้น  อันศาสดาผู้แสดงก็แสดง

แต่เพียงเรื่องของสัจจธรรม  ไม่ใช่ตัวสัจจธรรมเอง  เพราะตัวสัจจธรรม  

บุคคลนั้นเองต้องเห็นด้วยตัวเอง  เหมือนดังบุคคลไปเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 

ที่เป็นจริงมาแล้ว  นำมาเล่าให้บุคคลที่ยังไม่เห็นฟัง  ผู้ยังไม่เห็นได้ฟัง 

แต่คำบอกเล่าเท่านั้น  ยังไม่เห็นจริงด้วยตนเองต้องดูให้เห็นด้วยตนเอง

จึงจะเห็นได้ เพราะฉะนั้น สัจจธรรม จึงแยกได้เป็นสอง  คือ

ตัวสัจจธรรมอย่างหนึ่ง  เรื่องของสัจจรรมอย่างหนึ่ง 

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสัจจธรรม  ก็ทรงแสดงเรื่องของ

สัจจธรรม  ส่วนตัวสัจจธรรมนั้นบุคคลนั้นเองต้องเห็นด้วยตนเอง  

และต้องเห็นด้วยปัญญาอันชอบ  ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเห็นผิดไป  

  เช่นบุคคลเห็นทางรถไฟ  อันยืดยาวไปไกล เห็นเรียวเล็ก

เมื่อเป็นเช่นนี้ตามที่หาเห็น  รถไฟก็แล่นไปตามทางนั้นไม่ได้  ต้องอาศัย

ปัญญาพิจารณาประกอบกับตาที่เห็นด้วยกันไป  จึงจะเห็นตามเป็นจริง

 

  เพราะฉะนั้นพระธรรมคุณ  คุณของพระธรรมบทหนึ่ง

จึงได้ชื่อว่า  สนฺทิฏฺญิโก  อันผู้ศึกษาพึงเห็นเอง  ด้วยประการฉะนี้  

การเห็นสัจจธรรม  นั้นก็ไม่ประกอบด้วยกาล  ไม่ประกอบด้วยเวลา  

ใครทำเวลาไหนเท่าใดก็ได้ผลเท่านั้น  ไม่มีกำหนดกาล  ไม่มีกำหนดเวลา 

    มีอาจารย์บางท่านแสดงไว้ว่า  

  พระพุทธศาสนาเมื่อล่วงไปได้ ๑๐๐ ปี

จะไม่มีพระอรหันต์   ล่วงไปอีก ๑๐๐  ปี  

จะไม่มีพระอนาคามี   ล่วงไปอีก ๑๐๐ ปี

จะไม่มีพระสกทาคามี ล่วงไปอีก ๑๐๐ ปี  

จะไม่มีพระโสดาบัน  ในบัดนี้พระพุทธศาสนาล่วงมา ๒๕๕๐ กว่าปีแล้ว  ก็

เป็นอันไม่มีพระอริยะ  ท่านที่แสดงเช่นนี้ค้านกับภาษิต

ที่แสดงพระธรรมคุณไว้ว่า  อกาลิโก  ไม่ประกอบด้วยกาล  

คือใครประพฤติเมื่อไรก็ได้ผลเมื่อนั้น  ตามสมควรแก่การปฏิบัติ 

แม้พระพุทธภาษิต  ตอนที่แสดงไว้ในเวลาจะปรินิพพาน  

ก็แสดงว่าเมื่ออริยมรรคมีองค์ ๘  ยังมีอยู่เพียงไรโลกก็จะไม่ว่างเปล่า

จากพระอรหันต์  นี้ควรหมายความว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ มีที่บุคคลผู้ใด  

ในเวลาใด  ในเวลานั้นโลกก็ไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์  

   อย่าว่าถึงพระพุทธศาสนาที่ยังมีอยู่เลย  แม้สิ้นพระพุทธศาสนาแล้ว 

ท่านก็ยังแสดงว่า  พระปัจเจกโพธิ  ท่านผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ และ

รู้เฉพาะตน  ก็ยังปรากฏขึ้นได้  ด้วยเหตุนี้แหละ คนที่เข้าใจว่า  

ศาสนาล่วงมาเท่านั้น  หมดพระอริยชนชั้นนั้น  จนบัดนี้หมดพระอริยะ  ดังนี้

เป็นความเห็นที่ค้านพระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่ว่าสัจจธรรมเป็น อกาลิโกไม่ประกอบด้วยกาลดังนี้  

( วชิร.  ๔๓-๕๐ ).

 ............

พระ สังคิณี
กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา
อัพยากะตา ธัมมา, กะตะเม ธัมมา
กุสะลา, ยัสมิง สะมะเย กามาวะจะรัง
กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ
โสมะนัสสะสะหะคะตัง ญาณะสัมปะยุตตัง
รูปารัมมะณัง วา สัททารัมมะณัง วา
คัณธารัมมะณัง วา ระสารัมมะนัง วา
โผฏฐัพพา รัมมะณังวา ธัมมา รัมมะณัง วา
ยัง ยัง วา ปะนะรัพภะ ตัสมิงสะมะเย
ผัสโส โหติ อะวิเข โป โหติ เย วา
ปะนะ ตัสมัง สะมะเย อัญเญปิ อัตถิ
ปฏิจจะสะมุปปันนา อรูปิโน ธัมมา อิเม ธัมมา กุสะลา.

พระวิภังค์
ปัญจักขันธา รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ
สัญญากขันโธ สังขารักขันโธ วิญญาณักขักขันโธ,
ตัตถะ กะตะโม รูปักขันโธ, ยังกิญจิ รูปัง
อะตีตานาคะ ตะปัจจุปปันนัง
อัชฌัตตัง วา พะหิตธา วา โอฬาริกัง วา
สุขุมัง วา ทีนัง วา ปะณีตัง วา ยัง ทูเร วา
สันติเก วา ตะเทกัชฌัง อภิสัญญูหิตวา
อภิสังขิปิตวา อะยัง วุจจะติ รูปักขันโธ.

พระธาตุกะถา
สังคะโห อะสังคะโห, สังคะหิเตนะ
อะสังคะหิตัง อะสังคะหิเตนะ สังคะหิตัง
สังคะหิเตนะ สังคะหิตัง อะสังคะหิเตนะ
อะสังคะหิตัง สัมปะโยโค วิปปะโยโค,
สัมปะยุตเตนะ วิปปะยุตตัง วิปปะยุตเตนะ
สัมปะยุตตัง อะสังคะหิตัง.

พระปุคคะละปัญญัตติ
ฉะ ปัญญัตติโย ขันธะปัญญัติ
อายะตะนะปัญญัตติ ธาตุปัญญัตติ
สัจจะปัญญัตติ อินทริยะปัญญัตติ
ปุคคะละปัญญัตติ, กิตตาวะตา ปุคคะลานัง
ปุคคะละปัญญัตติ, สะมะยะวิมุตโต อะสะมะยะวิมุตโต
กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม ปะริหานะธัมโม
อะปะริหานะธัมโม เจตะนา ภัพโพ อนุรักขะนาภัพโพ
ปุถุชชะโน โคตระภู ภะยูปะระโต อะภะยูปะระโต
ภัพพาคะมะโน อะภัพพาคะมะโน นิยะโต อะนิยะโต
ปฏิปันนะโก ผะเลฏฐิโต อะระหา อะระหัตตายะ ปฏิปันโน.

พระกถาวัตถุ
ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ อามันตา,
โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ
สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ, นะ เหวัง วัตตัพเพ,
อาชานาหิ นิคคะหัง หัญจิ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ
สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนะ เตนะ วะตะ เร วัตตัพเพ โย
สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ปุคคะโล
อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ, มิจฉา.

พระยะมะกะ
เย เกจิ กุสะลา ธัมมา สัพเพ เต กุสะลามูลา,
เย วา ปะนะ กุสะละมูลา สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา,
เย เกจิ กุสะลา ธัมมา สัพเพ เต กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา,
เย วา ปะนะ กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา.

พระมหาปัฏฐาน
เหตุ ปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย
อธิปะติปัจจะโย อนันตะระปัจจะโย
สะมะนันตะระปัจจะโย สะหะชาตะปัจจะโย
อัญญะมัญญะปัจจะโย นิสสะยะปัจจะโย
อุปะนิสสะยะปัจจะโย ปุเรชาตะปัจจะโย
ปัจฉาชาตะปัจจะโย อาเสวะนะปัจจะโย
กัมมะปัจจะโย วิปากาปัจจะโย
อาหาระปัจจะโย อินทริยะปัจจะโย
ฌานะปัจจะโย มัคคะปัจจะโย
สัมปะยุตตะปัจจะโย วิปปะยุตตะปัจจะโย
อัตถิปัจจะโย นัตถิปัจจะโย
วิคะตะปัจจะโย อะวิคะตะปัจจะโย. 

....

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 10/03/2014 เวลา : 22.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 10/03/2014 เวลา : 22.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 10/03/2014 เวลา : 00.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 10/03/2014 เวลา : 00.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


เราต้องการของดี คนดี ก็จำต้องฝึก ฝึกจนดี จะพ้นการฝึกไปไม่ได้ งานแะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น ฝึกงาน ฝึกคน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ นอกจากตายแล้วจึงหมดการฝึก คำว่าดีจะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน

--พระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ--

__/\__ __/\__ __/\__

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 10/03/2014 เวลา : 00.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


__/\__

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 08/03/2014 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน