*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 311
  • จำนวนผู้ชม : 404754
  • จำนวนผู้โหวต : 1764
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1764 คน
<< พฤษภาคม 2014 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม 2557
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 2306 , 18:46:12 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , อักษราภรณ์ โหวตเรื่องนี้

.

_ชาติ 

สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ เห็นชอบอย่างไร ?

เห็นในทุกข์ เห็นในทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์ เห็นในทุกขนิโรธความดับทุกข์ เห็นในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ข้อปฏิบัติเป็นเครื่องดำเนินไปถึงความดับทุกข์ หรือการดำเนินไปเพื่อความดับทุกข์.

เพราะสัมมาทิฏฐิเห็นในทุกข์ ในทุกขสมุทัยในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือเรียกสั้น ๆ ว่ามรรค.

รวมเข้าก็เห็นอริยสัจนั่นเอง.

เห็นทุกข์นั้น ตามพระบาลีท่านแสดง
ทุกข์ไว้ ๑๑ อย่าง คือ :-
๑. ชาติ เป็นทุกข์.

๒. ชรา ความชำรุดทรุดโทรมของกาย เป็นทุกข์.
๓. มรณะ ความสลาย หรือความทำลาย ความตาย เป็นทุกข์.
๔. โสกะ ความแห้งใจ คือหัวใจที่เหี่ยวแห้ง.
๕. ปริเทวะ ความคร่ำครวญใจถ้าหนักเข้าก็ออกมาทางวาจา.
๖. ทุกขะ ความไม่สบายกาย ความเจ็บไข้ของกาย.
๗. โทมนัสสะ ความไม่สบายใจ.
๘. อุปายาส ความคับแค้นใจเป็นทุกข์แต่ละอย่าง ๆ.
๙. อัปปิยสัมปโยค, อัปปิยะ แปลว่าสิ่งที่ไม่รัก สัมปโยค แปลว่าประสบอัปปิยสัมปโยค ประสบสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์.
๑๐. ปิยวิปปโยค ปิยะ ที่รัก วิปปโยค ความพลัดพราก ปิยวิปปโยค ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์.
๑๑. ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง ก็เป็นทุกข์.

รวมทุกข์ ๑๑ อย่าง. แต่เมื่อพิจารณาแล้ว จะแยกได้เป็น ๒ คือ ทุกข์สำหรับกาย คือร่างกายหรือรูปกายส่วนหนึ่ง

ทุกข์สำหรับจิต หรือส่วนสำหรับใจเป็นทุกข์ทางใจอีกส่วนหนึ่ง.
ชาติ ชรา มรณะ เป็นทุกข์สำหรับกาย 

ชาติ ความเกิดเป็นทุกข์อย่างไร ?

เพราะเป็นต้นเหตุ คือ ชาติปั้นกายให้เกิดขึ้น ถ้าเพียงแต่เกิดขึ้นเท่านั้นไม่แปรปรวนเป็นอย่างอื่นแล้ว

จะบอกว่าเป็นทุกข์ไม่ได้แต่เพราะชาติความเกิดทำให้เกิดกายขึ้นแล้วก็แปรปรวนทรุดโทรมที่เรียกว่า ชรา,

ชรา แยกออกเป็น ๒ คือ ชราขึ้น หรือแก่ขึ้น ได้แก่เมื่อแรกเกิดมายังเล็ก ๆ แล้วก็เติบโตขึ้นโดยลำดับ จนถึงท่ามกลางเรียกว่า แก่ขึ้น

พอถึงท่ามกลางแล้วก็เดินลง ชำรุดลงเรื่อย นี่เรียกว่า แก่ลง,นี่เรียกกันเอวเองไม่ใช่พระบาลี,

เพราะถ้าไม่มีแก่ขึ้นจนถึงท่ามกลาง แก่ลงก็ไม่มี เหมือนคนขึ้นสะพานขึ้นสูงโดยลำดับจนถึงท่ามกลางแล้ว ก็ลงอีกข้างหนึ่ง.

ถ้าไม่ขึ้นก่อนก็ไม่มีลง จนถึง มรณะ ความที่กายแตกสลาย, ชาติ ชรา มรณะ จึงประจำอยู่แก่กาย ไม่มีกายก็ไม่มีชาติ ไม่มีชรา

ไม่มีมรณะ, แต่เพราะมีกาย กายเกิดปรากฏขึ้นก็เพราะชาติ แล้วก็มีชรา มรณะ, 

ประจำติดเนื่องกันมา; ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็น ทุกข์ประจำกาย;

ถ้ามีกายแล้ว ก็ต้องมีชาติชรา มรณะ ประจำอยู่เสมอ นี่ส่วนหนึ่ง.

โสกะ ความแห้งใจ ปริเทวะ ความคร่ำครวญ โทมนัสสะ ความไม่สบายใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ ความประสบกับสิ่งที่ไม่รัก

ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่ได้สมหวัง นี้เป็น ทุกข์ทางใจ.

แต่ส่วน ทุกขะ ( ที่ท่านเรียงไว้ต่อโสกปริเทวะ ว่า โสกปริเทวทุกขโมนสฺส ) เป็นทุกข์ทางกาย หมายถึง พยาธิ,

เพราะพยาธิเกิดมีแก่กายจึงเป็นทุกข์ทางกาย, ทำไมท่านเอาไปไว้ในหมวดทุกข์ทางใจ คือ โสกปริเทวะเป็นต้น ?

พิจารณาดูจะเห็นได้ว่า พยาธิทุกข์ไม่มีประจำ มีเป็นคราว ๆ บางคราวก็ไม่มีพยาธิ สบายปลอดโปร่งจากเจ็บไข้

บางคราวก็เจ็บไข้ไม่สบายเป็นทุกข์, โสกะความแห้งใจก็มีมาเป็นคราว ๆ บางคราวก็ไม่มี,

ปริเทวะ ความคร่ำครวญ ก็มีมาเป็นคราว ๆ บางคราวก็ไม่มี, โทมนัสสะก็มีมาเป็นคราว ๆ

บางคราวก็ไม่มี อุปายาสความคับแค้นใจก็มีเป็นคราว ๆ บางคราวก็ไม่มี,

ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ก็มีมาเป็นเป็นคราว ๆ บางคราวก็ไม่มี, พลัดพรากสิ่งที่รัก ก็มีมาเป็นคราว ๆ

บางคราวก็ไม่มี, ปรารถนาสิ่งใดไม่สมหวัง ก็มีมาเป็นคราว ๆ

บางคราวก็ไม่มี, เพราะบางคราวเราก็ไม่ปรารถนาอะไร นี่เป็นทุกขจร, ท่านไปมุ่งเอาอาการที่มาเป็นคราว ๆ

ไว้พวกเดียวกัน จึงเอาทุกข์กายอันหมายถึงพยาธินั้น ไปไว้ในพวกทุกข์ใจ เพราะมีเป็นคราว ๆ เป็นทุกข์จรด้วยกัน.

ส่วน ชาติ ชรา มรณะ ประจำอยู่เสมอไม่ใช่มีมาเป็นคราว ๆ ประจำอย่างไร ?

ชาติ ความเกิดทำให้กายเกิดขึ้นแล้ว. ชำรุดอยู่เสมอทุกเวลา แปรอยู่เสมอทุกลมหายใจเข้าออก มรณะ ก็สลายอยู่เสมอ,

แต่เพราะว่ามี สันตติ คือมีของใหม่เกิดขึ้นแทนสืบต่อกันไป เช่น เล็บ ผม ที่ตัดออกไป นี่ได้ชื่อว่า มรณะหลุดไปแล้วก็งอกขึ้นใหม่

เป็น ชาติ อีก, ผิวหนังที่เก่าก็หลุดไปแล้วก็มีขึ้นใหม่อีก, เท้าที่เราเดินอยู่ ถ้าไม่มีของใหม่เกิดขึ้นแทน

แล้ว จะสึกเลยเข้าไปกว่าหัวเข้าอีก, แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีของใหม่เกิดขึ้นแทนของใหม่ที่เกิดขึ้นแทนก็เป็น ชาติ แล้วก็ ชรา คือ

ชำรุด แล้วก็ มรณะ, การสืบต่อกันเช่นนี้ท่านเรียกว่า สันตติ ว่าสำหรับรูป คือรูปกาย ท่านเรียกว่า รูปสันตติ ความสืบต่อของรูป,

ส่วนทางนามคือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นใหม่แล้วก็ดับไป,

เช่นที่เราพูดอยู่นี้ พอพูดแล้วเสียงก็หายไปดับไป ผู้ฟังก็ได้รู้สึกทางหู เป็น โสตวิญญาณแล้วถึงเวทนา แล้วก็ถึงสัญญา

แล้วถึงสังขาร แล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดขึ้นใหม่, ความสืบต่อของนามเช่นนี้เรียกว่า นามสันตติ.

เมื่อไม่ถือเอาว่าเป็นทุกข์ประจำหรือทุกขจร แต่ถือเอา กายและ ใจ เป็นที่ตั้ง ก็แยกออกเป็น ๒ คือ

ทุกข์สำหรับกายหรือรูปกายส่วนหนึ่ง, ทุกข์สำหรับใจส่วนหนึ่ง, ชาติ ชรา พยาธิ ( คือทุกข์กาย ) และ มรณะ เป็นทุกข์

สำหรับกาย คือ รูปกาย, โสกะ ปริเทวะ โทมนัสสะ อุปายาส ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่สมหวัง

นี่เป็น ทุกข์ทางใจ.

พิจารณาต่อไปว่า ทำไมจึงเป็นทุกข์ทางใจ ก็จะเห็นได้ว่า เพราะมีกิเลสอยู่กับใจหรือว่าให้ชัดลงไปก็คือ ตัณหา ความดิ้นรนที่จะให้ได้

ให้เป็น ให้เสื่อมศูนย์, โสกะ ความแห้งใจ เกิดเพราะอะไร ?

เพราะไม่ได้สิ่งที่เราชอบ ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ จึงเกิดโสกะ ความแห้งใจ, ปริเทวะ โทมนัสสะ อุปายาส ก็เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น โสกะ ความแห้งใจ ปริเทวะ ความคร่ำครวญ โทมนัสสะความไม่สบายใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ ๔ อย่างนี้

รวมเข้าก็เป็น ๒ คือประสบกับสิ่งไม่รัก อย่างหนึ่ง พลัดพรากจากสิ่งที่รัก อย่างหนึ่ง, ถ้าไม่ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ไม่พลัดพรากจากสิ่ง

ที่รัก แล้ว โสกปริเทวโทมนัสสอุปายาส ก็ไม่มี, แต่นี่ต้องประสบต้องพลัดพรากจึงมี โสกปริเทวโทมนัสสอุปยาส,

๔ อาการนี้ เมื่อรวมเข้าจึงเป็น ๒ คือ ประสบสิ่งที่ไม่รัก พลัดพรากจากสิ่งที่รัก, ๒ นี้รวมลงไปหา ๑ คือ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สมหวัง

ถ้าปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้นสมหวัง ประสบสิ่งที่ไม่รักก็ไม่มีพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็ไม่มี, แต่เพราะเมื่อปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สมหวังจึงมี

ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก พลัดพรากสิ่งที่รัก.ความประสบกับสิ่งที่ไม่รัก และพลัดพรากจากสิ่งที่รัก

จึงรวมลงไปหา ๑ คือความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่ใจ, ใจใคร ?

ใจของคนที่ยังมีกิเลส, ผู้ไม่มีกิเลสไม่มีทุกข์ใจ เช่นพระอรหันต์ มีแต่ทุกข์กายไม่มีทุกข์ทางใจ, จิตหรือใจท่านมี แต่ท่านไม่มีกิเลส

ท่านจึงไม่มีทุกข์ทางใจ ส่วนปุถุชน หรือพระอริยะชั้นต้นยังมีทุกข์ทางใจอยู่.

ทุกข์ เมื่อว่าโดยอาการทั้งหมดก็เป็น ๑๑ เมื่อย่นลงก็เป็น ๒ คือทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ, ทุกข์ทางใจก็ไปหา ๑

คือปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง. พิจารณาให้เห็นทุกข์ตามเป็นจริงทั้ง ๒ ประเภทนี้ จนทุกข์กายก็เป็นทุกข์กาย ประจำอยู่ตาม

ธรรมดาไม่เป็นเนาไม่เป็นของเรา, เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกข์ทางใจจะสงบลงได้ชั่วครั้งคราว.

ความเห็นทุกข์หรือปัญญาที่เห็นทุกข์เช่นนี้ เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ: เห็นใน ทุกข์, เห็นใน ทุกขสมุทัย คือเห็นตัณหาว่า เป็นเหตุ

ให้เกิดทุกข์ดังที่เคยแสดงกันมาแล้ว, เห็นในทุกขนิโรธ คือเห็นดับตัณหา, เห็นในมรรค คือรู้จักมรรคข้อปฏิบัติว่าเป็นเช่นนั้น.

สัมมาทิฏฐิ มีหน้าที่เห็นทุกข์เห็นทุกขสมุทัย เห็นทุกขนิโรธ เห็นมรรค,

เมื่อ สัมมาทิฏฐิ เห็นตามเป็นจริงเช่นนี้ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ก็เกิดขึ้นตามสัมมาทิฏฐิ.

( โอ. ๒๐๐-๒๑๕ ). 

 

 

สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบนั้น ถ้ากล่าวเพียงเท่านี้ ก็ยากที่จะรู้ว่าอะไรเป็นสัมมาทิฏฐิ อันตรงกันข้ามกับมิจฉาทิฏฐิเห็นผิด.

เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงขยายความแห่งศัพท์สัมมาทิฏฐิต่อไปว่า เห็นในทุกข์ เห็นในทุกขสมุทัย

เหตุให้เกิดทุกข์ เห็นในทุกขนิโรธ ความดับทุกข์, เห็นในมรรค คือ ทางดำเนินไปเพื่อความดับทุกข์ นี้ส่วนหนึ่ง, อีกส่วนหนึ่ง ทรง

แสดงต่อไปว่า เห็นปุพพันตะส่วนเบื้องต้น, เห็นอปรันตะ ส่วนเบื้องปลาย, เห็นปุพพาปรันตะ เห็นส่วนทั้งเบื้องต้นทั้งเบื้องปลาย,

เห็นปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น,จึงเป็นวัตถุหรือเรื่องที่จะพึงเห็น ๘ ประการด้วยกัน.

  ท่านแสดงว่า พระสารีบุตรเถรเจ้า แสดงธรรมที่เป็นส่วนกุศลว่าบรรดากุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมรวมลงในอริยสัจ ดังนี้.

เมื่อพิจารณาด้วยดีก็จะเห็นได้ตามความเป็นจริง. สัมมาทิฏฐิมีหน้าที่ ที่จะพิจารณาให้เห็นผล,

ผลนั้นก็คือผลที่ชั่วที่บุคคลไม่ปรารถนาอย่าง ๑

ผลที่ดีที่ชอบที่บุคคลปรารถนาอย่าง ๑,

ตรวจดูเราเองเราก็ต้องการผลที่ดี, ไม่ต้องการผลที่ชั่ว คนอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน ผลที่ดีนั้นจะเกิดขึ้นแต่ลำพังไม่ได้ ถึงผลที่ชั่วก็เกิด

ขึ้นแต่ลำพังไม่ได้จุดเดียวกัน. ผลที่ดีนั้นจะเกิดขึ้นได้เพราะเหตุดี การทำดี การพูดดี การคิดดี, ส่วนผลที่ชั่วก็ต้องเกิดจากเหตุที่ชั่ว

คือทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่วบุคคลที่ปรากฏว่าเป็นคนดี หรือตัวเราเองเมื่อพิจารณาด้วยดี เห็นว่าตนเป็นคนดีและพิจารณาสืบไปอีกว่า

ดีเพราะอะไร, ก็จะเห็นได้ว่า ดีเพราะทำดี พูดดี คิดดี.แต่ถ้าพิจารณาเห็นว่า คนที่ปรากฏว่า เป็นคนชั่วหรือตนเป็นคนชั่ว ก็พิจารณาสืบ

สาวหาเหตุเข้าไปอีกว่า เป็นคนชั่วเพราะอะไร, ก็จะเห็นได้ว่า เพราะพูดชั่ว ทำชั่วคิดชั่ว เป็นคู่กันอยู่เช่นนี้. นี่ก็เป็นสัจจธรรม

ธรรมที่เป็นจริงในเบื้องต้น ไม่ต้องตรวจดูที่อื่น ตรวจดูที่ตน จะเห็นได้ตามเป็นจริง, ถึงผู้อื่นก็เป็นดุจเดียวกัน.

ทางพระพุทธศาสนาสอนให้ทำเหตุที่ดี คือก่อเหตุที่ดีขึ้น ทางกาย ทางวาจา ทางใจ,ผลที่ดีก็ย่อมปรากฏขึ้น. เมื่อไม่ต้องการผลที่ชั่ว

คือความเป็นคนชั่ว ก็ไม่ทำชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ, ผลก็คือพ้นจากความเป็นคนชั่ว ก็ปรากฏเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน.

พิจารณาเห็นผลที่ดีเห็นผลที่ชั่วว่า ผลที่ดีเกิดเพราะเหตุดี ผลที่ชั่วเกิดเพราะเหตุชั่ว ดังนี้แล้ว ละเหตุที่ให้เกิดผลชั่ว

ทำเหตุที่ให้เกิดผลดี นี้ก็ได้ชื่อว่าเห็นทุกข์ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์, เห็นความดับทุกข์ เห็นข้อปฏิบัติเป็นเครื่องดำเนินไปถึงความดับทุกข์

ดังนี้ สงเคราะห์เข้าในสัมมาทิฏฐิ เห็นอริยสัจ ๔ อันเป็นเบื้องต้นเบื้องต่ำ เพียงเท่านี้ บุคคลอยู่ด้วยกันเป็นสุข

และเป็นสุขตามสามารถกว่าจะถึงที่สุด. แต่ว่ายังไม่พ้นจากทุกข์ประจำกายที่เป็นสังขาร.

กายที่เป็นสังขารหรือสังขตธรรมนี้ปรากฏเกิดมีขึ้นเพราะอะไร, เราเองที่เป็นอยู่เช่นนี้เพราะอะไร,

เมื่อตรวจสืบไปตามทางพระพุทธศาสนาก็จะเห็นได้ว่าเพราะชาติความเกิด, ชาติความเกิดปั้นในเกิดขึ้นมาเป็นอัตตภาพอันนี้ ที่ทุก ๆ

คนมีอยู่ ชาติความเกิดที่ปั้นอัตตภาพอันนี้มาก็ไม่ใช่ปั้นขึ้นไม่มีเหตุผล ย่อมปั้นขึ้นตามเหตุผล.

เหตุที่ดีที่สัตว์หรือบุคคลได้ทำไว้ดี ชาติ ก็ปั้นให้เกิดดี เหตุที่บุคคลทำไว้ชั่ว ชาติ ก็ปั้นให้เกิดชั่ว เกิดในภพหรือเป็นภพที่ชั่ว

เหตุที่ดีที่เรียกว่ากุศล เหตุที่ชั่วที่เรียกว่าอกุศล ต่างกันมากมายหลายภูมิหลายชั้น จนกำหนดแน่ไม่ได้,

เพราะฉะนั้นบุคคลที่เกิดมาเป็นอัตตภาพด้วยชาติปั้นให้เกิดขึ้น จึงต่างกันมากมายหลายภูมิหลายชั้น

แต่ถึงอย่างไรก็รวมลงไปว่า เกิดมาด้วยชาติ ชาติเป็นผู้ปั้น เกิดตามเหตุ คือกรรมที่เป็นบุญหรือเป็นบาป เมื่อเกิดมาแล้วด้วยชาติเป็นผู้

ปั้นนั้นเอง ก็จะแปรปรวนไปให้อัตตภาพหรือร่างกายอันนี้เปลี่ยนไปโดยลำดับ ตั้งต้นแต่เปลี่ยนจากอ่อนแอให้แข็งแรงขึ้น จนถึง

ท่ามกลางแล้วก็แปรเปลี่ยนไปจากท่ามกลาง ถึงให้เสื่อมที่สุดและก็แตกสลาย. ความแปรปรวนของกายหรืออัตตภาพนี้เป็นตัวทุกข์

ทุกข์อยู่ด้วยกันทุกถ้วนหน้า ยังมีพยาธิความเจ็บไข้แทรกเข้ามาในระหว่าง ๆ แล้วก็หายไปในระหว่าง ๆ แม้จะหาหมอที่ดีวิเศษอย่างไร

มารักษาแก้ไขโรคให้เสื่อม ให้หาย แต่ในที่สุดก็แก้ไม่ได้ ต้องตายไปตามกัน หมอที่เป็นผู้เยียวยาโรค ก็ต้องแก่ต้องเจ็บและต้องตาย

เหมือนคนอื่น ๆ อย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ จึงเป็นตัวทุกข์ประจำแก่กาย หรืออัตตภาพอันนี้

เหมือนดังไฟเผาเชื้อ ถ้าไฟไม่ติดเชื้อ ก็ไม่มีแสงสว่าง, เมื่อไฟติดเชื้อก็แสดงแสงสว่างให้ปรากฏ, แต่ไฟนั้นแหละ ก็เผาเชื้อให้ไหม้

เป็นถ่าน เป็นเถ้าไปในที่สุด, ข้อนี้ฉันใด; ชาติชรา พยาธิ มรณะ ก็เผากายนี้ให้เกิดให้แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป ในที่สุดก็ให้สลายไป

ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น กายอันนี้จึงได้เป็นทุกข์อยู่ตามสภาพตามธรรมดาบุคคลไม่พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง ย่อมหลงยึดถือกายอันนี้

ว่า เอตํ มม นั่นเป็นของเรา, เอโสหมสฺมิ เราเป็นนั่น,
เอโส เม อตฺตา นั่นเป็นตัวตนของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยึดกายสิ่งที่ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เผาว่า เป็นของเรา

เราเป็นสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นตัวตนของเรา เมื่อเช่นนี้จะพ้นทุกข์ไปได้อย่างไร, เหมือนดังเด็กที่ไม่รู้ว่าไฟร้อน แล้วไปจับดุ้นไฟที่ไฟติด

พิษของไฟก็เผาให้มือร้อน เด็กไม่รู้ตามเป็นจริง ต้องการให้หลุดจากร้อนให้พ้นจากร้อน แต่ก็ไม่ปล่อยไฟที่ตนยึดไว้ ยิ่งดิ้นรนไปเท่าไร

ไฟก็ยิ่งเผาไปเท่านั้น ข้อนี้ฉันใด; บุคคลที่ยึดกายอันถูก ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เผาว่า เป็นของเรา

เราเป็นกาย ๆ เป็นตัวของเราเช่นนี้ และก็ดิ้นรนที่จะให้พ้นจากทุกข์ จะพ้นได้อย่างไร.

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นพระกายว่าเป็นทุกข์ เพราะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ทรงมุ่งหมายที่จะแสวงหาโมกขธรรม

ธรรมเป็นที่พ้น เมื่อแสวงหาในภายนอกเท่าไร ก็ไม่พ้นไปได้, ต่อเมื่อทรงพิจารณาเห็นตามเป็นจริงว่า ชรา พยาธิ มรณะ ที่เผากาย

ก็เพราะชาติปั้นให้กายเกิดมาจึงเป็นไป ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เผาอยู่เสมอ ชาติ เผาให้เกิด ชรา เผาให้ชำรุดทรุดโทรม

พยาธิ เผาให้ทุกข์ยากลำบาก มรณะ เผาให้สลาย เมื่อทรงพิจารณาเห็นเช่นนั้นแล้ว ก็ทรงปล่อยวาง

ความยึด เอตํ มม นั่นเป็นของเราเอโสหมสฺมิ เราเป็นนั่น เอโส เม อตฺตา นั่นเป็นตัวตนของเรา, เมื่อไม่ทรงยึดเช่นนั้นก็รู้ รู้กายว่า ต้อง

เกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ตามเป็นจริงแต่พระองค์ซึ่งเป็นผู้รู้ไม่ได้เกิด ไม่ได้แก่ ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ตาย ไปตามกาย,

เพราะฉะนั้น จึงเป็น วิมุตฺโต ผู้พ้น โดยตรงก็พ้นจากความยึดถือพระกายว่าเป็นของพระองค์, พระองค์เป็นพระกาย พระกายเป็นตัวของ

พระองค์ แต่จะพ้นเช่นนั้นได้ก็ต้องอาศัยพระปัญญาที่พิจารณาตามเป็นจริง คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ.

เพราะฉะนั้น สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ จึงเป็นหลักสำคัญในการพิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง ถ้าเห็นตามเป็นจริงว่ากายเป็น

ทุกขสัจ ดังพระพุทธภาษิตว่า สงฺขิตฺเตนปอุจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ขันธ์ที่เป็นอุปาทานเป็นที่ยึดถือ ๕ อย่าง เป็นทุกข์

โดยย่อดังนี้, เมื่อเห็นปัญจขันธ์อันเป็นที่ยึดถือว่าเป็นทุกข์ดังนี้แล้ว สัมมาสังกัปปะความดำริชอบ

คือ ดำริในอันออกจากทุกข์ดำริในอันไม่ปองร้ายทุกข์ ในอันไม่มีเบียดเบียนทุกข์. กายเป็นทุกข์ ดำริออกจากทุกข์

ก็ออกจากกาย ดำริในอันไม่ปองร้ายทุกข์ ก็คือไม่ปองร้ายกาย ดำริในอันไม่เบียดเบียนทุกข์ ก็คือไม่เบียดเบียนกาย,

เมื่อสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะอันเป็นปัญญาประกอบกัน พิจารณาเห็นตามเป็นจริงนั้นแล้ว การพูดถ้อยคำทางวาจา

การทำการงานทางกาย การเลี้ยงชีพด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะก็เป็นสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ไม่เป็นมิจฉาวาจา

ไม่เป็นมิจฉากัมมันตะ ไม่เป็นมิจฉาอาชีวะ สืบเนื่องกันไป,

ความเพียรที่จำต้องใช้เพื่อความก้าวหน้าก็เพียรไปในทางที่ถูกที่ชอบ เพียรเว้นจากส่วนที่ชั่วที่ผิด ดำเนินไปตามสัมมาทิฏฐิ

สัมมาสังกัปปะ สติที่ระลึกก็ระลึกไปตามสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จึงเป็นสัมมาสติ ความตั้งใจมั่นก็ตั้งใจไปตามสัมมาทิฏฐิ

สัมมาสังกัปปะ จึงเป็นสัมมาสมาธิ. มรรคมีองค์ ๘ จึงประกอบประชุมพร้อมกันเป็นมัคคสามัคคี

นี้ได้ชื่อว่า ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐสุด เพราะเป็นเหตุให้บุคคลผู้ปฏิบัติหรือดำเนินไปตามมรรคมีองค์ ๘ นี้ได้บรรลุถึงผล

คือรู้ดีรู้ชอบ ไม่ยึดกายที่เป็นทุกข์ ก็ไม่ก่อทุกขสมุทัย, เมื่อไม่ก่อทุขสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์

คือดับเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า ปัญญาที่พิจารณาก็เป็นมรรค คือทางดำเนินไปเพื่อให้เห็นตามเป็นจริงจนบรรลุถึง

ความดับ ความก่อทุกข์ หรือความดิ้นรนของใจ อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. มรรคหรือทางมีองค์ ๘

คือมีส่วน ๘ ส่วน ประกอบกันเป็นมัคคสามัคคี.

แต่ถ้าพิจารณาไม่ดี เห็นเป็นไปผิดพระพุทธภาษิตว่า ทาง ๘ ทาง ถ้าทาง ๘ ทางจริง

บุคคลจะเดินไปในทางทั้ง ๘ คราวเดียวกันไม่ได้ เช่นใช้สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ แต่สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ

ดำเนินไปอีกทางหนึ่ง สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ก็ไปอีกทางหนึ่ง สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

ก็เดินไปอีกทางหนึ่ง ๆ ไม่รวมกันเมื่อเป็นเช่นนั้น จะถึงส่วนที่ตนประสงค์ไม่ได้เอง,

เหมือนดังบุคคลต้องการจะออกจากถิ่นนี้ไปสู่ถิ่นโน้น คั่นต้นก็นึกว่าจะไปในทางที่ตนประสงค์จะไปถิ่นโน้น

แต่เมื่อก้าวเท้าไปเสียอีกทางหนึ่ง ถ้าไม่ดูทางที่จะพึงดำเนิน ไปดูเสียอีกทางหนึ่ง หูที่จะฟังอันตรายอันจะมีในทาง

ไปฟังเสียอีกอย่างหนึ่ง เมื่อแยกอาการกันไปเช่นนี้ บุคคลก็ไปถึงถิ่นที่ประสงค์ไม่ได้ ต่อเมื่อรวมกัน ใจคิดจะไป

เท้าก็ก้าวไปตามทาง ตาก็ดูทาง หูก็ฟังอันตรายที่จะมีมาถึงตนประกอบกันไปเช่นนี้ จึงจะไปถึงถิ่นที่ประสงค์ได้.

เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงว่า บรรดาทางทั้งหลาย อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางประเสริฐสุด

อริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น.

สัมมาทิฏฐิ มีหน้าที่ที่จะเห็นอริยสัจ ๔ จึงจะสำเร็จประโยชน์

เพราะฉะนั้นจึงทรงแสดงต่อไปว่า สจฺจานํ จตุโรปทา บทคือข้อความ ๔ อย่าง

อันได้แก่อริยสัจ ๔ ประเสริฐกว่าสัจจะ สภาพที่จริงทั้งหลาย.

( วชิร. ๔๘๒-๔๘๙ ).

 


ปฏิจจสมุปบาท มีองค์ 12 

องค์ธรรม ที่ดำเนินเป็นเหตุปัจจัย สืบเนื่องสัมพันธ์กัน ประกอบด้วย 12 องค์ธรรม เป็น 11 องค์แห่งเหตุ ปัจจัยโดยย่อดังนี้

  1. อวิชชาร่วมกับอาสวะกิเลสเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร อวิชชา ความไม่รู้ตามความเป็นจริงแห่งธรรม ร่วมด้วย อาสวะกิเลสที่สั่งสมจดจำ จึงเป็นปัจจัยแก่กันและกัน จึงมี สังขารกิเลสเกิดขึ้น
  2. สังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ สังขาร สิ่งปรุงแต่งทางใจ ตามที่เคยสั่งสม,อบรม,ประพฤติ,ปฏิบัติไว้แต่อดีต (อาสวะกิเลส) จึงทำให้เกิดการกระทําทางกาย,วาจา,ใจ เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ขึ้นรับรู้ อันเป็นไปตามธรรมของชีวิต
  3. วิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม-รูป วิญญาณ กระบวนการรับรู้ของเหล่าอายตนะหรือทวารทั้ง 6 ของชีวิต จึงรับรู้ในสังขารที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปัจจัย จึงมี นาม-รูป
  4. นาม-รูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ นาม-รูป ทำให้รูปนามหรือขันธ์ 5 ที่มีอยู่แล้ว แต่นอนเนื่อง ครบองค์ของการทำงานตามหน้าที่ตนคือตื่นตัว เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ
  5. สฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ สฬายตนะ ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ เข้าทำงานตามหน้าที่แห่งตน เนื่องเพราะนาม-รูปครบองค์ตื่นตัวแล้ว เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ
  6. ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ผัสสะ การประจวบกันของสฬายตนะ(อายตนะภายใน) & สังขาร (อายตนะภายนอก) & วิญญาณ ทั้ง 3 เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา
  7. เวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เวทนา การเสวยอารมณ์หรือความรู้สึกรับรู้ที่เกิดจากการผัสสะ เป็นสุขเวทนาบ้าง, ทุกขเวทนาบ้าง, อทุกขมสุขบ้าง เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา
  8. ตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ตัณหา กามตัณหาในรูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส, ภวตัณหา-ความอยาก, วิภวตัณหา-ความไม่อยาก เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน
  9. อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ อุปาทาน ความยึดมั่น,ความถือมั่นในกิเลสหรือความพึงพอใจในตน,ของตนเป็นหลักสำคัญ เป็นปัจจัย จึงมี ภพ
  10. ภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ภพ สภาวะของจิต หรือบทบาทที่ตกลงใจ อันเป็นไปตามอิทธิพลที่ได้รับจากอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ
  11. ชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา-มรณะ พร้อมด้วยอาสวะกิเลส ชาติ อันคือ ความเกิด จึงหมายถึง การเริ่มเกิดขึ้นของกองทุกข์หรืออุปาทานทุกข์ ตามภพหรือสภาวะ,บทบาทที่ตกลงใจเลือกนั้น เป็นปัจจัยจึงมี ชรา-มรณะพร้อมทั้งอาสวะกิเลส
  12. ชรา-มรณะ พร้อมทั้ง อาสวะกิเลส เมื่อมีการเกิด (ชาติ) ขึ้น ก็ย่อมมีการตั้งอยู่ระยะหนึ่งแต่ละอย่างแปรปรวน (ชรา) แล้วดับไป (มรณะ) เป็นธรรมดา ดังนี้

ชรา - ความเสื่อม ความแปรปรวน จึงหมายถึง ความแปรปรวนความผันแปร วนเวียนอยู่ในกองทุกข์ อันคือการเกิดอุปาทานขันธ์ 5 ขึ้นและเป็นไปอย่างวนเวียนซํ้าซ้อน และเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายอย่างต่อเนื่อง 

มรณะ - การดับ การตาย จึงหมายถึง การดับไปของทุกข์นั้นๆ อันพรั่งพร้อมกับการเกิดขึ้นเป็นอาสวะกิเลส - อันคือความจำ(สัญญา)ได้ในสิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัวหรือกิเลส ที่เกิดขึ้น จึงเป็นความจำเจือกิเลสที่อยู่ในสภาพนอนเนื่อง แอบหมักหมมหรือสร้างรอยแผลเป็นอยู่ในจิตหรือความจำ อันจักยังผลให้เกิดเป็นทุกข์ขึ้นอีกในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน กล่าวคือ 

อาสวะกิเลส - ความจำเจือกิเลสที่ตกตะกอนนอนก้น นอนเนื่องอยู่ในจิต ซึ่งเมื่อผุดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ หรือเกิดแต่เจตนาขึ้น หรือเกิดแต่การกระตุ้นเร้าของการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)กับอารมณ์ใดก็ตามที ก็จะไหลไปซึมซาบย้อมจิต ซึ่งจะไปเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับอวิชชาอีกครั้ง ดังเหตุปัจจัยแรก ดังนี้ 

อวิชชาร่วมกับอาสวะกิเลสเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร 

จึงหนุนเนื่องขับดันวงจรของความทุกข์ให้ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายต่อไปในภายภาคหน้า จึงก่อให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ หรือสังสารวัฏไม่รู้จักจบสิ้นไปตลอดกาลนาน 

 

การพิจารณาปฏิจจสมุปบาท 

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เขตตำบลอุรุเวลา
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคได้ประทับนั่งโดยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุขอยู่ ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์เป็นเวลา 7 วัน
ทีนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลมตลอดปฐมยามแห่งราตรีว่า 

พิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลม 
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี 
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี 
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย รูปจึงมี 
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี 
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี 
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี 
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี 
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี 
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี 
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี 
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสจึงมี 
พิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลม 
เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารดับ 
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ 
เพราะวิญญาณดับ รูปจึงดับ 
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ 
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ 
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ 
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ 
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ 
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ 
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ 
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสจึงดับ 

ประโยชน์การเรียนรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท 

ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้มี 8 ประการ คือ 

1. ไม่เกิดปุพพันตทิฏฐิ (หมดความสงสัยในอดีต) 
2. ไม่เกิดอปรันตทิฏฐิ (หมดความสงสัยในอนาคต) 
3. ไม่เกิดความสงสัยปรารภตนในปัจจุบัน (หมดความสงสัยในปัจจุบัน) 
4. ไม่ต้องจำใจกล่าวอะไรไปตามที่พระศาสดากล่าว 
5. ไม่ต้องรู้สึกว่าตนกล่าวผิดไปจากที่พระศาสดากล่าว 
6. ไม่หันไปนับถือศาสนาอื่น 
7. ไม่เวียนกลับไปถือวัตรชนิดสีลัพพัตตปรามาส 
8. กล่าวไปตามที่เป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ แก่ตัวเองเท่านั้น


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 27/11/2014 เวลา : 00.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


มะลิหอม..พุด,รัก-ร้อย..เรียงร้อย..รัด
วางบัญญัติ..ธรรมส่งบรรจงผสาน
อัฏฐังคิกมรรคหนึ่งขณะ..ละอุปาทาน
วิมุตติญาณ-นำพิสุทธิ์ วิมุตติธรรมฯ

ความคิดเห็นที่ 8 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อักษราภรณ์ วันที่ : 12/05/2014 เวลา : 20.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


_/l\_

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เคียงดิน วันที่ : 10/05/2014 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

สาธุเจ้าค่ะ แต่ฮงที่จะซดหวากไม้เคียม18ดีกรี่นิ ฮาย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 07/05/2014 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


“คติธรรมดาที่ไม่มีใครเกิดมาในโลกนี้ จะหนีไปให้พ้นได้ ก็คือ ความแก่ ความตาย แต่คนโดยมากพากันประมาทเหมือนอย่างว่าไม่แก่ ไม่ตาย น่าที่จะรีบทำความดี แต่ก็ไม่ทำ กลับไปทำความชั่ว ก่อความเดือดร้อนให้แก่กันและกัน ต่างต้องเผชิญทุกข์เพราะกรรมที่ต่างก่อให้แก่กันอีกด้วย ฉะนั้นก็น่าจะนึกถึงความแก่ ความตายกันบ้าง เพื่อจะได้ลดความมัวเมา และทำความดี”

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

__/\__

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 07/05/2014 เวลา : 01.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


__/\__

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 07/05/2014 เวลา : 01.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


อาสวะกิเลส - ความจำเจือกิเลสที่ตกตะกอนนอนก้น นอนเนื่องอยู่ในจิต ซึ่งเมื่อผุดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ หรือเกิดแต่เจตนาขึ้น หรือเกิดแต่การกระตุ้นเร้าของการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)กับอารมณ์ใดก็ตามที ก็จะไหลไปซึมซาบย้อมจิต ซึ่งจะไปเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับอวิชชาอีกครั้ง ดังเหตุปัจจัยแรก ดังนี้

อวิชชาร่วมกับอาสวะกิเลสเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

จึงหนุนเนื่องขับดันวงจรของความทุกข์ให้ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายต่อไปในภายภาคหน้า จึงก่อให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ หรือสังสารวัฏไม่รู้จักจบสิ้นไปตลอดกาลนาน

========
ซึมซาบเอิบอาบย้อมประนอมนัย
วกวนเวียนวิ่งไล่-งูกินหาง
เพลิน-กลืนกินชีวิตปิดหนทาง
หลงคำบ่างช่างยุ-คุกองเพลิง



ความคิดเห็นที่ 3 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 07/05/2014 เวลา : 01.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


กายที่เป็นสังขารหรือสังขตธรรมนี้ปรากฏเกิดมีขึ้นเพราะอะไร, เราเองที่เป็นอยู่เช่นนี้เพราะอะไร,

เมื่อตรวจสืบไปตามทางพระพุทธศาสนาก็จะเห็นได้ว่าเพราะชาติความเกิด, ชาติความเกิดปั้นในเกิดขึ้นมาเป็นอัตตภาพอันนี้ ที่ทุก ๆ

คนมีอยู่ ชาติความเกิดที่ปั้นอัตตภาพอันนี้มาก็ไม่ใช่ปั้นขึ้นไม่มีเหตุผล ย่อมปั้นขึ้นตามเหตุผล.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 07/05/2014 เวลา : 01.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


สัมมาทิฏฐิ มีหน้าที่เห็นทุกข์เห็นทุกขสมุทัย เห็นทุกขนิโรธ เห็นมรรค,

เมื่อ สัมมาทิฏฐิ เห็นตามเป็นจริงเช่นนี้ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ก็เกิดขึ้นตามสัมมาทิฏฐิ.

__/\__

ความคิดเห็นที่ 1 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อักษราภรณ์ วันที่ : 05/05/2014 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


สาธุค่ะ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน