*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 305
  • จำนวนผู้ชม : 358826
  • จำนวนผู้โหวต : 1535
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1535 คน
<< พฤษภาคม 2014 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2557
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 2577 , 21:23:31 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , rattiya และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

 

http://www.oknation.net/blog/agile/2011/10/24/entry-1

 

 

ศรัทธา แปลตรง ๆ  ก็แปลว่า  ความเชื่อ  แต่จะว่าตามหลักในพระบาลี
ที่ปรากฏเป็นพระพุทธภาษิตแสดงไว้อย่างเดียว  คือ  ตถาคตโพธิสัทธา
 เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของตถาคต อันหมายความถึงพระพุทธเจ้า 
แต่ว่าพระอาจารย์ท่านแสดงออกไปอีก ๓ คือ :-
          

กัมมสัทธา  เชื่อกรรม  คือ  กิจการงานที่บุคคลทำว่า  ทำดีก็ให้ผลดี  ทำชั่ว
ก็ให้ผลชั่วอย่างหนึ่ง.
          

วิปากสัทธา  เชื่อวิบาก  คือ  เชื่อผลที่สุกมาจากกรรม  เช่น  ผลที่ดีก็สุก
มาจากกรรมที่ดี ผลที่ชั่วก็สุกมาจากกรรมที่ชั่ว  ศัพท์ว่า  วิบาก  นี้ ภาษาบาลีแปลว่า  สุก 
หรือ  สุกวิเศษ  หมายถึงว่า ต่อเนื่องมาจากเหตุ  เป็นส่วนผลหรือ  ผล,  ที่เราเรียกว่าผลไม้
เพราะเป็นส่วนที่ผลิตออกมา  วิบากหรือผลหมายความอย่างเดียวกัน 
  แต่คนไทยเข้าใจอีกอย่างหนึ่งก็มี  คือ  วิบากหมายถึงลำบาก  ลำบากยากเข็ญอย่างไร 
เราก็เรียกว่าวิบาก  นี่ผิดเรื่องผิดราว  แต่ก็นิยมใช้กันไป  ในที่นี้วิบาก  หมายถึงผล
ที่สุกมาจากกรรม วิปากสัทธา  เชื่อผลที่สุกมาจากกรรม  ว่าผลที่ดีมาจากรรมที่ดี ผลที่ชั่วมาจาก
กรรมที่ชั่ว  นี่อีกอย่างหนึ่ง.
          

กัมมัสสกตาสัทธา, กัมม  ก็กรรม กัมมัสสกะ  มีกรรมเป็นของ ๆ ตน 
กัมมัสสกตา  ความที่สัตว์ที่กรรมเป็นของ ๆ ตนรวมกันเข้าเป็น  กัมมัสสกตาสัทธา 
เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน  หมายความว่า  ทั้งเหตุ  ทั้งผล  รวมลง  ที่คน
เมื่อคนทำเหตุคือกรรมดี ก็เผล็ดผลดีกรรมและผลที่ดีก็รวมลงอยู่ที่บุคคล 
เมื่อบุคคลทำกรรมที่ชั่ว  เผล็ดผลที่ชั่ว  เหตุผลที่ชั่วก็รวมลงที่บุคคล 
จึงเรียกว่า  กัมมัสสกตา  ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน, 
เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน  ชื่อว่า กัมมัสสกตาสัทธา  อีกอย่างหนึ่ง
         

     รวมเป็น ๓,  เป็น ๔, ทั้ง  ตถาคตโพธิสัทธา  เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต 
  นี้ท่านแยกออกไปเป็น ๔,  แต่เมื่อพิจารราแล้วจะเห็นว่ารวมกันได้  คือเมื่อเชื่อพระปัญญาตรัสรู้
ของพระตถาคตก็ต้องเชื่อคำสั่งสอนของพระตถาคต  คำสั่งสอนของพระตถาคตก็แสดงกรรมแสดง
วิบาก  คือ ผล  และแสดงว่าทั้งกรรมทั้งวิบากก็รวมลงที่บุคคล
 เพราะฉะนั้น  เชื่อกรรม  เชื่อวิบาก เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน
 ก็รวมอยู่ในตถาคตโพธิสัทธาเชื่อพระปัญญาตรัสรู้และพระตถาคตนั่นเอง. 
และความเชื่อนั้นท่านก็แยกออกเป็นชนิด  แล้วแต่เหตุ:
           เชื่อตามคำเขาบอกเล่า ได้ฟังเกิดความรู้ขึ้น  ความรู้นั้นเรียกว่า  สุตามยปัญญา
ปัญญาที่เกิดแต่การฟัง 
    

    ความเชื่อที่เกิดเพราะปัญญาที่สำเร็จมาแต่การฟัง  ไม่ได้พิจารณาสอบสวนเลือกฟั้นให้แน่นอน
ท่านจัดว่าเป็น  อธิโมกข์  คือน้อมใจเชื่อไปตาม  เช่นเขาบอกว่ากาขาวมีที่นี่ที่นั่นก็เชื่อ  หรือเขา
บอกว่านกยางดำก็เชื่อเช่นนี้ไม่เป็นสัทธาแท้.  แต่  " เชื่อ "  ตามศัพท์ก็ว่า  สัทธา  สัทธาเช่นนี้
ท่านเรียนว่าอธิโมกข์  คือน้อมใจเชื่อไป  นี่อย่างหนึ่ง.
           พิจารณาด้วยตัวเอง  จับเหตุจับผลมาพิจารณาจนเห็นจริงเกิดความรู้ขึ้น ความรู้
นั้นเรียกว่า  จินตามยปัญญา  ปัญญาที่สำเร็จด้วยความคิด. 
ความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากจินตามยปัญญา  เป็นสัทธาความเชื่อแต่ว่าไม่แน่  ไม่มั่นคง  เพราะบาง
คราวคิดพิจารณาสอบสวน  เห็นอย่างหนึ่งก็เชื่อไปอย่างหนึ่ง  ต่อมาพิจารณาสอบสวน
เห็นเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็เชื่อไปอีกอย่างหนึ่ง 
     เพราะฉะนั้น  สัทธาความเชื่อเช่นนี้จึงเป็น  จลสัทธา  ความเชื่อที่หวั่นไหวได้.
       

" ภาวนา  การทำให้มี ให้เป็น  ให้เกิดขึ้น และเกิดความรู้ขึ้นตามที่ทำให้มี  ให้เป็น 
เรียกว่า  ภาวนามยปัญญา  ปัญญาที่สำเร็จเพราะภาวนา"  

สัทธา  ความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากภาวนามยปัญญานี้เป็นอจลสัทธา เชื่อแน่นอนไม่หวั่นไหว
เทียบตัวอย่างได้เช่น  เขาบอกว่าไฟร้อนเราได้ยินเกิดความรู้ขึ้น  ความรู้นั้นเป็นสุตามยปัญญา 
เชื่อตามนั้นไม่ได้พิจารณาจึงเป็นอธิโมกข์ 
  พิจารณาดูอาการของไฟที่เผาเชื้อ  ร้อน  ไหม้  อะไรต่าง ๆ ทำให้เป็นถ่านเป็นเถ้า  แล้วก็มอด
หมดไป   พิจารณาจับเหตุจับผลเช่นนี้  ก็ดูท่าว่าจะร้อนจริง ๆ  จึงทำให้เป็นเช่นนี้ 
ความรู้ที่เกิดจากพิจารณาเช่นนี้  เป็นจินตามยปัญญา  เชื่อที่สืบเนื่องมาจากจินตามยปัญญาจึงเป็นจล
สัทธา  เพราะไม่แน่เป็นแต่พิจารณาจับเหตุจับผลเท่านั้น  ต่อเมื่อเอามือทิ่มไฟเข้า  หรือไฟลนมือ
เข้า  เป็นภาวนา  ปัญญาความรู้ที่เกิดขึ้นเรียกว่าภาวนามยปัญญา  ความเชื่อที่สืบมาจาก
ภาวนามยปัญญา  จึงจัดเป็นอจลสัทธาเชื่อที่แน่นอนไม่หวั่นไหว  นี่อย่างหนึ่ง.
( โอ.  ๑/๑๔๓-๑๔๖ ).
          

      อนึ่ง ศรัทธานั้น  ได้แก่ความเชื่อการณ์ที่ควรเชื่อ  อันประกอบด้วยเหตุผล 
คือไตร่ตรองด้วยปัญญา  หาเหตุหาผลให้เห็นจริงแก่ใจจึงเชื่อ  ความเชื่อที่เป็นศรัทธานี้
เป็นไปแต่ในส่วนข้างดีอย่างเดียว  เพราะฉะนั้น  สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงทรงสรรเสริญว่า  เป็น
กำลังอย่าง ๑ คือ  สทฺธาพลํ,  เป็นอินทรีย์อย่างหนึ่ง  คือ  สทฺธินฺทฺรียํ,  เป็นทรัพย์อย่างหนึ่ง 
คือ สทฺธาธานํ.  และว่า  สทฺธาย  ตรติ  โอฆํ บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยสัทธา 
สทฺธีธ วิตฺตํ  ปุริสสฺส  เสฏฺฐํ  ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของบุรุษเป็นต้น 
  

    ศรัทธาความเชื่อ  ที่ประกอบด้วยเหตุผลนี้  ท่านจำแนกไว้หลายประการ  คือ  กัมมสัทธา
เชื่อต่อกรรม  คือ เชื่อว่ากรรมดีที่เป็นกุศล  เป็นเหตุแห่งสุขโสมนัส กรรมชั่วเป็นอกุศล  เป็นเหตุ
แห่งทุกข์โทมนัส  ดังนี้ชื่อกัมมสัทธา ๑,  วิปากสัทธา เชื่อต่อผลของกรรม  คือ  เชื่อว่าสุข
โสมนัสเป็นผล ของกุศลกรรม ทุกข์โทมนัสเป็นผลของอกุศลกรรม  ดังนี้ ชื่อว่า  วิปากสัทธา ๑,
กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน  คือ  เชื่อว่าสัตว์เมื่อทำอะไรลงไปดีหรือ
ชั่วก็ตาม  ก็จะได้รับผลของกรรมนั้น  สัตว์ที่ได้ดีมีสุขสบายต่าง ๆ  ก็เพราะได้ทำกรรมดีไว้ 
สัตว์ที่มีความทุกข์ยากไม่สบายต่าง ๆ  ก็เพราะได้ทำกรรมชั่วไว้  สัตว์จะได้ดีหรือชั่วก็เพราะ
กรรมที่ตนได้ทำไว้นั่นเองให้ผล  ดังนี้  ชื่อกัมมัสสกตาสัทธา ๑  ตถาคตโพธิสัทธา
เชื่อต่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต ๑,
   

    เมื่อบุคคลมีสัทธาความเชื่ออยู่ในสันดาน  ก็จะละกรรมชั่วต่าง ๆ  ด้วย  กาย  วาจา  ใจ 
ให้เจริญมาก  กุศลวิบาก  คือ ผลอันดีก็จะเกิดมีแก่ผู้นั้นมิได้ขาดสาย  ทั้งเป็นเหตุให้ประ
กอบด้วยธรรม ๔ ประการ  คือ  สัจจะ  ทมะ ธิติหรือขันติ  และจาคะ  ก็จะได้ประสบสุข
ยิ่ง ๆ ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า. 
( วชิร. ๑๗๙ ).
       
     อนึ่ง  ถ้อยคำที่สดับฟังนั้นก็มีเป็นอันมาก  เป็นถ้อยคำที่เป็นสุภาษิตคือกล่าวดีก็มี  เป็นถ้อยคำ
ที่เป็นทุพภาษิต  คือ กล่าวชั่วก็มี  และผู้พูดให้ฟัง  ก็มีความประสงค์ต่าง ๆ  กัน 
ที่ประสงค์ดีก็มี ที่ประสงค์ร้ายก็มี 
   เหตุฉะนี้  ผู้ฟังจึงควรใช้ปัญญาใคร่ครวญให้รู้ทั่วถึงถ้อยคำนั้น ๆ  ว่าเป็นเช่นไร
 และผู้พูดมีความประสงค์อย่างไรเพราะการสดับฟังนี้แล  เป็นเหตุให้เกิดสัทธาความเชื่อ  ความ
เชื่อเป็นเหตุให้ได้สมาทานคือถือตาม  สัทธาและสมาทานรวมเรียกว่าเชื่อถือ  เนื่องมาจากสุตะ
การสดับฟัง  เป็นเบื้องต้น  ถ้าฟังแล้วเชื่อด้วยไม่ใช้ปัญญาใคร่ครวญก่อน  ความเชื่อ
ก็เป็นสัทธาญาณวิปปยุต  คือความเชื่อที่ไร้ปรีชาหยั่งรู้ 
 ข้อนี้เป็นเหตุให้ถือผิดเป็นเครื่องชักนำผลร้ายทุกอย่างมาสู่ตนและผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยโดยไม่มี
ประมาณ  แต่ถ้าฟังแล้ว  ใช้ปัญญาใคร่ครวญก่อนแล้วจึงเลือกเชื่อแต่สิ่งที่ควรเชื่อ
ความเชื่อก็เป็นสัทธาญาณสัมปยุต  คือความเชื่อที่ประกอบด้วยปรีชาหยั่งรู้ 
ข้อนี้เป็นเหตุให้ถือชอบเป็นเครื่องชักนำผลดีทุกอย่างมาให้โดยไม่มีประมาณดุจเดียวกัน 
ในทางพระพุทธศาสนา  สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสอนให้เชื่อด้วยปัญญา  คือใคร่ครวญ
ก่อนแล้วจึงเชื่อ  มิให้เชื่อโดยงมงาย  แม้ธรรมเทศนาของพระองค์ก็ทรงมุ่งให้เชื่อ
ด้วยปัญญาของตนดุจเดียวกัน. 

ความข้อนี้ปรากฏในกาลามสูตร  อันมีเรื่องเล่าว่า.
           พวกกาลาม  ชนชาวเกสปุตตนิคมกราบทูลสมเด็จพระบรมศาสดาผู้เสด็จมาถึงว่า 
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมาถึงเกสปุตติคมนี้  พูดแสดงถ้อยคำของตนเชิดชูให้เห็นว่าดีว่าชอบ 
ควรจะถือตามฝ่ายเดียว  พูดคัดค้านถ้อยคำของผู้อื่น ดูหมิ่นว่าไม่ดี  ไม่ชอบ  ไม่ควรจะถือตาม,
ทำถ้อยคำของตนให้เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อื่น  ครั้นสมณพราหมณ์พวกอื่นมาถึงอีก  ก็พูด
เหมือนสมณพราหมณ์พวกก่อน  เป็นอยู่อย่างนี้ จนพวกข้าพเจ้ามีความสงสัย  ไม่ทราบว่าท่าน
สมณพราหมณ์เหล่านี้ใครพูดจริง  ใครพูดเท็จ  ดังนี้.  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  ท่านควร
จะสงสัย  ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นในเหตุควรสงสัย  ต่อแต่นั้น  ก็ตรัสสอนพวกกาลามชน 
ไม่ให้ถือโดยอาการ ๑๐ อย่าง คือ
           มา  อนุสฺสเวน  อย่าได้ถือด้วยการได้ฟังตามกันมา.
           มา  ปรมฺปราย  อย่าได้ถือโดยลำดับสืบ ๆ กันมา.
           มา  อิติกิราย   อย่าได้ถือโดยความตื่นว่า  ได้ยินว่าอย่างนี้ ๆ.
           มา  ปิฏกสมฺปทาเนน  อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา.
           มา ตกฺกเหตุ  อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา.
           มา นยเหตุ  อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเน.
           มา อาการปริวิตกฺเกน  อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ.
           มา  ทิฏฐินิชฌานกฺขนฺติยา  อย่าได้ถือโดยชอบใจว่า  ต้องกันกับลัทธิของตน
             ( หรือควรแก่การเพ่งออกไปด้วยความเห็น ).
           มา  ภพฺพรูปตาย  อย่าได้ถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้.
           มา  สมโณ  โน  ครุ  อย่าได้ถือโดยความนับถือว่า  สมณะผู้นี้เป็นครูของเรา.
           เมื่อใด  ท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า  ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศลมีโทษท่านผู้รู้ติเตียน
ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว  เป็นไปเพื่อผลอันไม่เป็นประโยชน์  เป็นไปเพื่อทุกข์
ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสียเมื่อนั้น 
 

  อนึ่ง เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า  ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล  ไม่มีโทษ ท่านผู้รู้สรรเสริญ  ใคร
ประพฤติให้เต็มที่แล้ว  เป็นไปเพื่อผลอันเป็นประโยชน์สุข  ท่านควรถึงพร้อมด้วยธรรมเหล่านั้นอยู่
ทุกเมื่อดังนี้.
          

      ข้อความที่กล่าวมานี้  แสดงว่า ทางพระพุทธศาสนานิยมว่า  แม้บุคคลจักต้อง
อาศัยการสดับฟังจากผู้อื่น  หรืออ่านตำรับตำราก็ตาม แต่ก็ให้ใคร่ครวญแล้ว
จึงเชื่อถือด้วยปัญญาของตนเอง  มิใช่ด้วยถ้อยคำของผู้อื่น  หรือตำรับตำรานั้น ๆ อย่างเดียว 
ผู้เชื่อง่ายขาดปัญญาใคร่ครวญเรียกกันว่า  คนหูเบา  ถ้าเชื่อถือในทางที่ดี ก็พอเป็นไปได้ 
แต่ไม่มีหลัก  แต่ถ้าเชื่อถือในทางที่ผิด  ก็จักได้รับความเสื่อมเสียไม่ใช่น้อยเลย
ถ้าเกี่ยวข้องด้วยผู้อื่นก็อาจเกิดความเสื่อมเสียถึงผู้อื่น  มากหรือน้อยตามฐานะ
ความเป็นคนหูเขา ย่อมนำให้ลุอำนาจอคติ  โดยไม่รู้สึก  เหตุฉะนี้จึงไม่เป็นที่ปรารถนาทั้งทางโลก
และทางธรรม  ผู้ที่จักเป็นพลเมืองดีในฝ่ายอาณาจักร  และเป็นพุทธศาสนิกที่ดีในฝ่ายพุทธจักร 
สมควรเว้นเสียให้ห่างไกล
    

     เมื่อได้ฟังถ้อยคำของใคร ๆ  พึงใคร่ครวญให้รอบคอบก่อนแล้วจึงเชื่อถือ
อันผู้พูด  ตามปกติย่อมมีความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งในการพูดนั้น
ถ้ามีความประสงค์ในทางไม่ดี เขาก็ปกปิดด้วยคำพูดตรงกันข้าม  แสดงให้เห็นว่าเป็นการมุ่งดี 
เหตุฉะนี้  จึงต้องใคร่ครวญให้รู้ถึงความประสงค์ของผู้อื่นด้วย.
ความใคร่ครวญนั้น อาศัยการเทียบเคียงด้วยเหตุและผล และพิจารณาคาดคั้นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง 
ถ้าใคร่ครวญจริง ๆ แล้ว  ไม่ด่วนเชื่อเสียก่อนก็จักทราบได้ตามเป็นจริง
 เพราะเมื่อใคร่ครวญเพ่งพินิจ ความจริงที่เป็นปัจจุบัน ย่อมปรากฏให้เห็นได้ 
( วชิร.  ๕๓๓-๕๓๖ )

 

http://www.oknation.net/blog/agile/2013/12/27/entry-1

ดู มัคคสามัคคี ด้วย

 

 


-


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 05/10/2017 เวลา : 23.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

(ต่อ คคห ก่อนหน้าค่ะ)
ปัญญา เป็นผลแลเป็นเหตุ ส่งหนุน เกื้อกูลสัทธาให้ยิ่ง
_/\_

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 05/10/2017 เวลา : 23.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

สัทธา เป็นจุดเริ่ม และเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงตลอดเส้นทาง
จวบนำพาสู่ "จุดเปลี่ยน" - เป็นเหตุนำไปสู่ผล

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 02/08/2015 เวลา : 15.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 8 ..เวลาสวัสดิ์.. , อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (2)
bepran from mobile วันที่ : 19/06/2014 เวลา : 23.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

ศรัทธาตั้งมั่นไว้อย่างดีว่า จะทำความทุกข์ให้สิ้นไป

ความคิดเห็นที่ 7 อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 24/05/2014 เวลา : 23.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 6 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาโป วันที่ : 17/05/2014 เวลา : 07.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


ความคิดเห็นที่ 2

พล.ท.นันทเดช
สาธุครับ มารับความสงบ ในขณะท่ีโลกภายนอกร้อนรุม ทั้งอากาศ และ ภายในจิตรใจ

......น่าจะประมาณนี้ไหม
http://www.oknation.net/blog/agile/2011/10/24/entry-1

ความคิดเห็นที่ 5 ..เวลาสวัสดิ์.. , อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 16/05/2014 เวลา : 22.45 น.

" เมื่อได้ฟังถ้อยคำของใคร ๆ พึงใคร่ครวญให้รอบคอบก่อนแล้วจึงเชื่อถือ
อันผู้พูด ตามปกติย่อมมีความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งในการพูดนั้น
ถ้ามีความประสงค์ในทางไม่ดี เขาก็ปกปิดด้วยคำพูดตรงกันข้าม แสดงให้เห็นว่าเป็นการมุ่งดี
เหตุฉะนี้ จึงต้องใคร่ครวญให้รู้ถึงความประสงค์ของผู้อื่นด้วย.
ความใคร่ครวญนั้น อาศัยการเทียบเคียงด้วยเหตุและผล และพิจารณาคาดคั้นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง
ถ้าใคร่ครวญจริง ๆ แล้ว ไม่ด่วนเชื่อเสียก่อนก็จักทราบได้ตามเป็นจริง
เพราะเมื่อใคร่ครวญเพ่งพินิจ ความจริงที่เป็นปัจจุบัน ย่อมปรากฏให้เห็นได้"
สาธุ

ความคิดเห็นที่ 4 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาโป วันที่ : 16/05/2014 เวลา : 22.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


ความคิดเห็นที่ 1 (0)

อักษราภรณ์ วันที่ : 16/05/2014 เวลา : 21.54 น.
http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....
.........

เจ็ดวันบนสวรรค์อาจมากถึงเจ็ดเดือนในนรก..ภาพแห่งความเพียรมันบอกอยู่ในตัวมันเอง

จึงมีคำว่า เวลาในสรรค์นั่นสั่นนิดเดียวแต่เวลาในนรกช่างยาวนาน

แต่ไม่ว่าเวลา ณ. ที่ใดไม่เป็นประโยนช์เลยหากขาดความเพียร

ไม่ทำก็ต้องตายถึงทำก็ต้องตาย "ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี แล้วจงเลือกเถิด เลือกให้ดีเถิด"

ความคิดเห็นที่ 3 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาโป วันที่ : 16/05/2014 เวลา : 22.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


ความคิดเห็นที่ 2 (0)

พล.ท.นันทเดช วันที่ : 16/05/2014 เวลา : 22.19 น.

......

ลองทบทวนทุกสิ่งที่มี
แล้วตั้งความเพียรด้วยศรัทธาที่ตั้งหมั่นหาที่สุดมิได้

ธรรมไม่เคยหลอกจิตมีแต่จิตหวั่นไหวไปตามทุกขจร

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 16/05/2014 เวลา : 22.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

สาธุครับ มารับความสงบ ในขณะท่ีโลกภายนอกร้อนรุม ทั้งอากาศ และ ภายในจิตรใจ

ความคิดเห็นที่ 1 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อักษราภรณ์ วันที่ : 16/05/2014 เวลา : 21.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


สาธุค่ะ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน