*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 311
  • จำนวนผู้ชม : 404756
  • จำนวนผู้โหวต : 1764
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1764 คน
<< สิงหาคม 2014 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม 2557
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 2144 , 07:35:46 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , อักษราภรณ์ โหวตเรื่องนี้

 

 จิตนั้นบุคคลข่มได้ยาก เกิดดับเร็ว

มักตกไปในอารมณ์ต่างๆ ตามความใคร่ของตน

การฝึกจิต เป็นความดีให้สำเร็จประโยชน์

จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้

(ขุ.ธ. ๓๕)

 

การรักษาจิต  

ทางพระพุทธศาสนาท่านแสดงไว้โดยนัยหนึ่ง คือ มุ่งอยู่ในอารมณ์ที่ดี ที่ควร

เป็นที่ตั้งของจิตให้แน่วแน่มั่นคง

 ไม่ฟุ้งซ่านไปกับอารมณ์ต่าง ๆนี้เป็นส่วนสมถะ

 

   ให้พิจารณาอารมณ์ที่เป็นไปอยู่อย่างไร  คืออารมณ์ทั้งหลายแม้จักมีมาก

เท่าไรก็คงเป็นไปตามลักษณะของสังขารหรือสังขตธรรมคือเกิดขึ้นแล้ว

ก็แปรปรวนไปและดับไปเป็นธรรมดา เมื่อพิจารณาเห็นตามเป็นจริงแล้ว  จิตก็

ปล่อยวางไม่ยึดถือ

    ตลอดถึงการพิจารณากายอันเป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง  เป็นส่วนภายใน

 อันเกิดขึ้นแล้ว  ก็แปรไป  แล้วก็ดับไป  แล้วก็เกิดขึ้นใหม่  แปรไปดับไป

เช่นนี้เหมือนกัน

 เมื่อพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงอย่างนั้น ก็ปล่อยวางไม่ยึดถือไม่เกี่ยวข้อง

ไม่ติดอยู่นี้เป็นส่วนวิปัสสนา 


     เมื่อรักษาจิตด้วยดีเช่นนี้  ก็จะถอนตน คือภพความเป็นอยู่ของตน

 ให้พ้นจากหล่มที่ติดที่ขึ้นได้โดยยาก ตามภูมิตามชั้น

 

       การที่จะถอนตนขึ้นจากหล่ม  ที่ข้ามขึ้นได้โดยยากนั้น  ก็ต้องรู้จักตน

ว่าเป็นไปอยู่อย่างไรเสียก่อน

ถ้าไม่รู้ว่าตนเองเป็นไปอย่างไรเสียก่อน  ก็ไม่สามารถที่จะถอนตนขึ้นจากหล่ม

คือความชั่วตามภูมิตามชั้นนั้น ๆ  ได้.

 แสดงโดยกระแสทางพระพุทธศาสนา  ความเป็นไปของบุคคลสามัญ  ที่ติด

อยู่ข้องอยู่เกี่ยวอยู่ในกายนี้เพราะมีกิเลสซึ่งยื่นออกมายึดถือ   กิเลสอันเป็นต้น

เดิมเป็นประดุจพระยามารกิเลสที่ยื่นออกมาเป็นประดุจแขนพระยามาร

เมื่อบุคคลไม่รู้จักมาร  อันเป็นตัวกิเลสต้นเดิม

  ไม่รู้จักกิเลสที่ยื่นออกไปยึดถืออารมณ์  อันเป็นดุจแขนของมาร  ไม่รู้จัก

อารมณ์อันเป็นประดุจศัสตราวุธของมาร มารก็ผจญ

 คืออารมณ์ที่กิเลสยึดถือนั้น ๆ

ก็เข้ามาประหัตประหารทิ่มแทงจิตของบุคคลให้เป็นไปต่าง ๆ

  เป็นไปในทางที่ไม่ชอบใจอันได้ชื่อว่าโกรธบ้าง

  เป็นไปในความยึดถือ  ซึ่งเรียกว่ามานะบ้าง

 เป็นไปในความพัวพัน  ด้วยอำนาจความพอใจเรียกว่าสัญโญชน์บ้าง


    เพราะฉะนั้น  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงแสดงคำสั่งสอน

จึงทรงแสดงแนะนำให้ละกิเลสนั้น ๆ  เสีย  แต่จะละได้ก็ต้องรู้จักพิจารณาดู

กิเลสที่เป็นไปอยู่ในภายใน  ตั้งแต่ส่วนหยาบขึ้นไปถึงส่วนปานกลางและส่วน

ละเอียดให้เห็นตามเป็นจริง


    เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้วกิเลสก็ย่อมสงบ

เพราะกิเลสเหมือนดังโจรผู้ร้ายที่แอบเข้ามาจะลักทรัพย์เมื่อเจ้าของไม่เห็น 

โจรนั้นก็ลักทรัพย์ไปได้แต่ถ้าเจ้าของคอยระวังดูอยู่  โจรก็ไม่กล้าจะลักทรัพย์ 

จะต้องหนีไป ข้อนี้ฉันใด กิเลสที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะไม่รู้  ยังไม่รู้เพียงไร 

กิเลสก็ยังเกิดขึ้นได้มากเพียงนั้น.

ถ้าบุคคลรู้จักพิจารณาให้รู้จักหน้าตาของกิเลส  กิเลสก็สงบไป.

เมื่อละกิเลสเสียได้  ทุกข์ก็ย่อมไม่ตกถึง

 ดังพระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นเบื้องต้นว่า 

 " โกธํชเห  วิปฺปชเหยฺย  มานํ "  บุคคลพึงละความโกรธ พึงละมานะ

 " สญฺโญชนํสพฺพมติกฺกเมยฺย "  พึงก้าวล่วงสัญโญชน์ทั้งปวง.


 นี้เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นต่อไปทรงแสดงถึงผลว่า  " ตนฺนามรูปสฺมึ อสชฺชมานํ 

อกิญฺจนํ  มานุปตนฺติทุกฺขา "

  ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น  ถ้าไม่ข้องอยู่ในนามรูป  ผู้ไม่มีกังวล 

( วชิร.  ๒๘๕-๒๘๖ ).

 

       อนึ่ง  การรักษาจิต  ก็คือการพิจารณาดูจิตให้รู้ว่ามีอาการเป็นอย่างไร

 เหมือนคนรักษาของ  ก็ต้องดูอาการของของนั้นให้รู้ว่าเป็นอย่างไรก่อน

 เมื่อรู้อาการของจิตที่เป็นไป  หรือดำเนินไปอย่างไรแล้ว

ต้องรักษา คือควบคุมไว้  ไม่ยอมปล่อยให้เที่ยวเพ่นพ่านไปในทางที่ชั่วร้าย

 เหมือนคนรักษาเด็ก  ก็ต้องควบคุมเด็กไว้ให้อยู่ในที่ควบคุม  ไม่ปล่อยให้

เที่ยวไปในที่มีอันตราย.

 


        การรักษาจิตกับผลที่เกิดขึ้นเพราะการรักษาจิตนั้น  ย่อมต่อเนื่องกัน

เพราะเป็นเหตุกับผล

     เหมือนคนกินอาหาร  ถ้ากินอาหารถูก  ก็ให้คุณแก่ร่างกาย

  ถ้ากินอาหารผิด  ก็ให้โทษแก่ร่างกาย

  การรักษาจิตก็เพื่อผลคือถอนตนจากความชั่วร้ายเสียหาย.

 ( วชิร.  ๙๗ ).

 

  แสดงตามนัยแห่งสติปัฏฐาน  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กำหนดดูจิตทีประกอบ

ด้วยอาการ  คือ  จิตประกอบด้วยราคะหรือโทสะ  หรือโมหะ  ก็ให้รู้

จิตสงบจากราคะ  จากโทสะ  หรือจากโมหะ  ก็ให้รู้

จิตประกอบด้วยราคะ  ก็เพราะมีกามฉันท์  ความพอใจในการเข้ามาครอบ

งำอันเป็นนิวรณ์  จิตก็ประกอบด้วยราคะ

จิตประกอบด้วยโทสะ ก็เพราะมีพยาบาทเกิดขึ้นหรือโทสะเป็นเหตุให้เกิด

พยาบาทต่อเนื่องกัน,

 วิจิกิจฉา  สีลัพพตปรามาส  ถีนมิทธะ  อุทธัจจกุกกุจจะ  เหล่านี้  เมื่อ

เกิดขึ้นที่จิต  ก็ทำให้จิตประกอบด้วยโมหะ  ความหลง ความหลงนั้นแหละ 

แสดงออกไปให้เป็นถีนมิทธะ  อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา.

  

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทรงแนะนำให้พิจารณาดูจิตว่า ประกอบด้วย

ราคะ  โทสะ  โมหะ  โมหะ  หรือสงบจากราคะ โทสะ  โมหะ

 มีกามฉันท์  พยาบาทเข้ามาประกอบกับจิตหรือไม่  ก็รู้

 เมื่อรู้ตามเป็นจริงอย่างไรแล้ว  ก็ดูไป

เมื่อจิตประกอบด้วยราคะ  โทสะ  โมหะ  ตนดูไป  ดูให้เห็นตามเป็นจริง

ราคะ โทสะ โมหะ เป็นส่วนชั่ว ทนปัญญาที่พิจารณาดูไม่ได้ก็สงบไป. 

กามฉันท์  พยาบาท  ถีนมิทธะ  อุทธัจจกุกกุจจะ  วิจิกิจฉา  เป็นส่วนชั่ว

เป็นนิวรณ์  เมื่อปัญญาได้พิจารณาเห็นตามเป็นจริง

 นิวรณ์เหล่านั้น  ก็ทนปัญญาที่จะพิจารณาอยู่ไม่ได้  ก็สงบไป. 

เมื่อโลภะ โทสะ โมหะ กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ 

วิจิกิจฉา

สงบไปจากจิต  จิตก็ถึงความสงบผ่องใส

  ดูจิตที่สงบผ่องใสเช่นนั้นไป  ความสงบก็จะเกิดมีขึ้นโดยลำดับ

 เมื่อสงบยิ่งขึ้นโดยลำดับแล้ว ความเอิบอิ่มใจซึ่งเรียกว่าปีติ  ก็ย่อมเกิดขึ้น

  เมื่อปีติเกิดขึ้น  ปัสสัทธิก็เกิดขึ้น  ผสมรวมกัน  สมาธิ  ความตั้งใจมั่น  ก็

บังเกิด อุเบกขา  ความวางใจเป็นกลางก็เกิด.  เมื่อเป็นเช่นนี้  ก็ชื่อว่ารักษา

จิตของตน  เมื่อรักษาจิตของตนอยู่ ก็ชื่อว่าพยุงตนให้พ้นจากพื้นเพ หรือภูมิภพ

ที่ชั่วขึ้นมาโดยลำดับ  จนถึงสงบจากภูมิสงบจากภพ  เพราะปัญญาที่พิจารณา

  เมื่อเป็นเช่นนี้  ตนเองก็เป็นคนดี  เป็นผู้หลุดพ้นจากหล่ม

  เมื่อแผ่ความดีเช่นนั้นไปถึงผู้อื่น  ๆ  ก็เป็นสุข

  เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแผ่ความจริงของพระองค์ไปถึงผู้อื่น ๆ  ก็เป็น

สุขไปด้วยดังนี้.

  ( วชิร.๑๓๑-๑๓๒ ).

 

            อนึ่ง  บุคคลจะเป็นมนุษย์ได้โดยสมบูรณ์จนเลื่อนชั้นให้สูงขึ้นไป

  เมื่อพิจารณาดูตนเองจะรู้ได้ด้วยตนเอง.

           บุคคลจะปฏิบัติตนให้ดีได้  ก็เพราะการฝึกฝน  อบรมจิต. 

เพราะฉะนั้น

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงสอนให้อบรมฝึกหัดดัดจิต  ข่มจิต

มีพระพุทธภาษิต

แสดงถึงอานิสงส์การฝึกจิตไว้ว่า

              ทุนฺนิคฺคหสฺส  ลหุโน

              ยถฺถกามนิปาติโน

              จิตฺตสฺส  ทมโถ  สาธุ

              จิตฺตํ  ทนฺตํ  สุขาวหํ

แปลว่า  การฝึกจิตที่ข่มได้ยาก  เร็ว  มักตกไปในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

ตามใคร่เป็นการดี

 จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้.

           การฝึกจิตนั้น  ก็ต้องพิจารณาดูอาการของจิตให้รู้ว่าเป็นอย่างไรก่อน

  เมื่อเห็นว่าจิตเกี่ยวเกาะในวัตถุกาม  จนถึงมุ่งให้ได้ถ่ายเดียว  ไม่เลือกว่า

ผิดหรือชอบ ก็พิจารณาเห็นว่าเป็นโทษทั้งแก่ตนทั้งแก่คนอื่นแล้วเจริญ

เจตนาความคิดปล่อยวาง

 อย่างสูงจนไม่คิดพัวพัน  เมื่อเห็นว่าจิตมีอาการคิดมุ่งทำและพูดชั่ว

 ก็พิจารณาให้เห็นว่าเป็นโทษทั้งแก่ตัวทั้งแก่ผู้อื่นแล้ว  ตั้งใจงดเว้นอย่างสูงจน

ไม่คิดล่วง

 เมื่อเห็นว่าจิตมีอาการฟุ้งซ่าน  ก็พิจารณาให้เห็นว่าเป็นโทษแล้ว  ตั้งจิต

ไว้ในอารมณ์ที่ดีอย่างเดียว  จนแน่แน่วตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่าน

 ครั้นแล้วใช้จิตนั้นพิจารณาสัจจธรรมให้เห็นตามเป็นจริง จนความรู้นั้นดับความ

ดิ้นรน  เพื่อจะให้ได้เพื่อจะให้เป็น  เพื่อจะให้เสีย  แม้ครู่หนึ่ง

ก็เป็นการดี เพราะมีสุขที่เกิดแต่ความสงบปรากฏเป็นสุขอย่างประณีตละเอียดที่

คนสามัญไม่ได้ประสบ.

มีพระพุทธภาษิตสั่งสอนภิกษุ ให้บำเพ็ญสมาธิ การตั้งใจมั่น และแสดงคุณไว้ว่า

 สมาธึ  ภิกฺขเวภาเวถ  ภิกษุทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญสมาธิเถิด

 สมาหิโต  ยถาภูตํปชานาติ  ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ตามเป็นจริง  ดังนี้

  และทรงแสดงว่า  บัณฑิตผู้ประกอบกิจด้วยปัญญา  ย่อมสามารถฝึกตนได้.

 ( วชิร.  ๑๒๐-๑๒๑ ).

 

         การชำระจิตนั้น  ถ้าแยกออกตามหลักพระพุทธศาสนา  ท่านแสดงไว้ ๒ อย่าง

อย่างหนึ่งเรียกว่า  สมถะ  แปลว่าสงบ

    คือเมื่อพิจารณาดูว่าการปล่อยจิตให้ฟุ้งออกไปรับอารมณ์ต่าง ๆ ไปนึกถึง

รูปบ้าง เสียงบ้าง  กลิ่นบ้าง  รสบ้าง  โผฏฐัพพะบ้าง

เรื่องราวต่าง ๆ บ้างแล้ว  จิตก็กระวนกระวายด้วยยินดีบ้าง

 ยินร้ายบ้าง  หลงงมงายบ้าง

 พิจารณาเห็นเช่นนั้นแล้ว  มุ่งทำจิตให้สงบระงับ  ด้วยนึกถึงอารมณ์อะไร

ที่ดีที่ชอบ  เช่นนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าแล้วก็นำเข้าบริกรรมนึกอยู่ในใจ

 หรืออ่านดูในหนังสือเรื่องตายเกิดตายสูญที่แนะให้ปฏิบัติทางสมถะ

 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

 ทำให้จิตแน่วแน่ มีอารมณ์คือที่ยึดเหนี่ยวเป็นอันเดียว ไม่ฟุ้งออกไปรับ

อารมณ์ต่าง ๆ

 จิตก็ย่อมสงบอยู่ในอารมณ์เดียว  เป็นทางสมถะ  คือสงบ  ระงับจิต.

 ท่านแสดงว่าจิตที่ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ย่อมผ่องใสรุ่งเรือง

สว่างเหมือนดังเปลวไฟที่ไม่ถูกลมพัด  ก็มีรัศมีสว่างรุ่งเรือง

รสของความสงบจิตจะปรากฏได้ด้วยตัวเอง

รู้ได้ด้วยตัวเองยิ่งสงบประณีตเพียงไร

  ความสุขที่เกิดจากความสงบก็ปรากฏเพียงนั้น  ที่คนอื่นบอกกันไม่ได้

 ได้แต่ตัวเองที่ทำแล้ว ก็รู้ด้วยตัวเอง  รู้เฉพาะตัว

     หรือเรียกว่าสมาธิ  การตั้งจิตมั่นก็ได้  อย่างหนึ่ง   อีกอย่างหนึ่ง 

ชำระจิตทางปัญญา คือ

พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง  ผู้รู้ไม่ไปเกี่ยวข้องไม่ไปยึดถือ

 คงเป็นผู้ พิจารณาผู้รู้

 เมื่อรู้จริงเห็นจริงขึ้น  รสของความรู้ก็จะปรากฏขึ้นแก่ผู้พิจารณาผู้รู้

 คนอื่นบอกให้ไม่ได้เหมือนกัน  ใครพิจารณาเห็นแค่ไหน ก็ปรากฏผลแค่นั้น

  ว่าสั้น ๆพิจารณารูปคือร่างกายของเราให้เห็นว่า

เป็นของที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นด้วยชาติแล้วก็แปรปรวนไปด้วยอำนาจชรา  เจ็บไข้

ไปด้วยอำนาจพยาธิ  และแตกสลายไปด้วยอำนาจมรณะ

 พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง   จนผู้พิจารณาก็เป็นผู้พิจารณา

รูปคือร่างกายก็เป็นรูป  เป็นส่วนร่างกายที่พิจารณาเห็น  นี้อย่างหนึ่ง

 เวทนากิริยาที่เสวยคือเสวยสุข  เรียกว่าสุขเวทนา เสวยทุกข์เรียกว่า   

ทุกขเวทนา

  เสวยไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข  เรียกว่า  อทุกขมขเวทนา

  พิจารณาเวทนาที่มี ที่เราอยู่เสมอ  ในบัดนี้ก็มี  บางคราวเสวยสุข

ก็เรียกว่าสุขเวทนา  บางคราวเสวยทุกข์ก็เรียกว่าทุกขเวทนา

 บางคราวเสวยไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข  ก็เรียกว่าอทุกขมสุขเวทนา.

เวทนาที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับแล้วก็เกิดใหม่

แล้วก็ดับไป  ตั้งแต่เล่าเรื่องมาจนบัดนี้

เกิดดับมาจนนับไม่ถ้วนแล้ว  เป็นอยู่เช่นนี้ตามเป็นจริง

 แต่เพราะไม่พิจารณาก็ไม่รู้ว่าเวทนาเกิดดับ ๆ มาจนนับไม่ถ้วนแล้ว

 สัญญา  กิริยาที่จำหมาย  คือจำหมายรูป  เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 และจำหมายธรรมคือเรื่องราว  เราจำกันมาแล้วก็ดับไป  แล้วจำมาเล่าใหม่

แล้วก็ดับไปนับไม่ถ้วน

 เราได้เห็นรูปก็จำรูป  พอได้ยินเสียงทิ้งจำรูปแล้วมาจำเสียง  พอได้กลิ่น

ทิ้งจำเสียงมาจำกลิ่น  พอลิ้นลิ้มรส ทิ้งจำกลิ่นมาจำรส  พอมาถูกโผฏฐัพพะคือ

สิ่งที่มาถูกต้องกาย ก็ทิ้งจำรสมาจำโผฏฐัพพะ พอไปนึกถึงเรื่องราวอะไรต่างๆ 

ก็ทิ้งโผฏฐัพพะมาจำเรื่องราวเหล่านั้น   แล้วก็ดับไป  แล้วก็เกิดใหม่  แล้วก็

ดับไปจนนับไม่ถ้วนว่าเท่าใดแล้ว


      สังขาร  คือความนึกคิด  ความนึกคิดเป็นภายใน

เรื่องที่นึกคิดเป็นภายนอก  ความนึกคิดกับเรื่องผสมกันเข้าเป็นสังขาร

 ถ้าเรื่องที่มาผสมกับความนึกคิดเป็นชั่ว  สังขารก็เป็นบาป

 ถ้าเรื่องที่มาผสมกับความนึกคิดเป็นส่วนดี  ก็เป็นบุญ

 ถ้าเรื่องที่ผสมกับความนึกคิดไม่ดีไม่ชั่ว  ก็เป็นกลาง ๆ 

ความนึกคิดเรื่องเหล่านี้เกิดดับ ๆ มากี่มากน้อยจนนับไม่ถ้วนแล้ว

 นึกดูเถอะ ตรวจดูเราเอง  เราเคยนึกคิดเรื่องมาเท่าไรแล้วและดับไปแล้ว

เท่าไร.


      วิญญาณ  ความรู้สึก  ความรู้สึกทางตา  ความรู้สึกทางหู

 ความรู้สึกทางจมูก  ความรู้สึกทางลิ้นลิ้มรส  ความรู้สึกทางกายถูกต้อง

โผฏฐัพพะ  ความรู้สึกทางใจที่นึกคิดเรื่องเกิดมีขึ้นแล้วก็ดับไป

 แล้วก็เกิดใหม่  แล้วก็ดับไป  ตรวจที่เราอาจจะเห็นได้

  แต่เมื่อไม่ดูไม่พิจารณาก็ไม่รู้.


    พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักหน้าตาของ  รูป  เวทนา  สัญญา  วิญญาณ 

ที่เรียกว่า  ขันธ์ ๔, ให้รู้ตามเป็นจริงว่าเป็นอาการของคนและสัตว์

มีประจำอยู่ เกิดแล้วก็ดับไป และเกิดขึ้นใหม่แล้วก็ดับไปอยู่เสมอ ไม่ให้หลง 

เพราะตามธรรมดาคนมักจะยึดหลงรูปเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ว่า

เป็นตัวเป็นตน

 เมื่อยึดว่าเป็นตัวเป็นตน เราก็พลอยเป็นไปตาม รูป เวทนา สัญญา  สังขาร 

วิญญาณ เมื่อรูปแก่ก็ว่าตัวแก่เมื่อรูปเจ็บก็ว่าตัวเจ็บ  เมื่อรูปตายก็ว่าตัวตาย

 เมื่อเวทนาเจ็บเป็นทุกขเวทนาเข้าใจว่าเราเจ็บ

 เมื่อเวทนาเป็นสุข  เป็นสุขเวทนา ก็ว่าเราสบาย

 เมื่อเวทนาไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ก็เข้าใจว่าเราไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข

 เมื่อจำอะไร  ก็เข้าใจว่าเราเป็นผู้จำ

 ในสังขารและวิญญาณ ก็จงนึกเทียบตามนัยนี้


         แต่ความจริงรูป  เวทนาสัญญา  สังขาร วิญญาณ  เขาเกิดขึ้น

แล้วก็ดับ  แล้วก็เกิดใหม่  แล้วก็ดับอยู่เสมอ

ส่วนเราเองแม้เมื่อยังยึดถืออยู่ว่าเป็นเราก็เป็นส่วนหนึ่งต่างหากไม่ใช่ตัวรูป

 ไม่ใช่ตัวเวทนา  ไม่ใช่ตัวสัญญา  ไม่ใช่ตัวสังขาร  ไม่ใช่ตัววิญญาณ.

  ท่านสอนให้พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริงเช่นนั้น  เพื่อไม่ยึดถือ

 ให้คงเป็นผู้พิจารณา  คงเป็นผู้รู้

 นี่เป็นทางปัญญา เรียกว่า  วิปัสสนาคือปัญญาที่พิจารณาเห็นแจ้ง

นี่ก็เป็นเครื่องชำระจิต  ทำจิตให้ผ่องใสปลอดโปร่งจากความไม่รู้และยึดถือ

อย่างหนึ่ง.

     เพราะฉะนั้น  การชำระจิตจึงแยกเป็นสองคือชำระจิตที่ฟุ้งซ่านไปรับ

อารมณ์ต่าง ๆทำให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว  

เป็นสมถะหรือสมาธิ  อย่างหนึ่ง

ชำระด้วยพิจารณาให้เห็นตามเป็นจริงและไม่หลงไปยึดสิ่งที่รู้หรือที่เป็นอาการ

ต่าง ๆ แต่

ให้เป็นผู้พิจารณา  เป็นผู้รู้ เป็นทางวิปัสสนา  อีกอย่างหนึ่ง.

 ( โอ.  ๑/๕๑-๕๕ ).

ดู  อุปาทินนกสังขาร  ด้วย.


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อักษราภรณ์ วันที่ : 12/08/2014 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 7 อักษราภรณ์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 12/08/2014 เวลา : 01.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


.

ความคิดเห็นที่ 6 อักษราภรณ์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 12/08/2014 เวลา : 01.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


หนึ่งดวงใจชีวิตดวงจิตนี้

อธิษฐานบำเพ็ญพลีตามพี่พร่ำ

ทุกไมตรีนอกนัยจากใจย้ำ

ทอนวงกรรมด้วยสามัญตถตา

.

พร้อมประนมกราบแม่..รักแท้มอบ

ก่อเกิดรอบสายธารสานคุณค่า

แห่งชีวิตจิตใจกาลเวลา

ร่วมเส้นทางสัทธาปัญญาญาณ

.

จึงนำส่งพิสุทธิ์ใสดวงใจมี

โปรดคุ้มครองกายใจวจีทั้งสี่ฐาน

ให้สุขสันติ์สบสงบทุกห้วงปราณ

แย้มมดอกบานรับอุ่นแสงแห่งพุทธะ

ความคิดเห็นที่ 5 อักษราภรณ์ , ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อาโป วันที่ : 04/08/2014 เวลา : 09.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile
อชิระ/อาโป

สติฯ ทรงอยู่รู้เท่าทันว่านั่นอาการของรูป(ดูในมหาภูตรูป)นั่นอาการของนาม(ใจ)(ดูจิตเจตสิก98ดวง)แล้วทรงใว้ได้หมั่นที่ลมเข้าออกว่ามันเป็นอาการของธาตุมันเป็นอาการของทุกข์ฯไม่เที่ยงไม่มีตัวตนฯ


ความคิดเห็นที่ 4 อักษราภรณ์ , ..เวลาสวัสดิ์.. และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
อาโป วันที่ : 04/08/2014 เวลา : 09.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile
อชิระ/อาโป

ความคิดเห็นที่ 1

การรักษาจิตโดยย่อความฯ

สติ ไม่เป็นไปตามอำนาจของรูปปรุงแต่งและไม่เป็นไปตามอำนาจของนาม(ใจ)ปรุงแต่ง เป็นผู้รู้เป็นผู้ดูเท่าทันกายและใจ ตื่นอยู่บนสติฯ(ทางสายกลาง)ไม่สุดโด่งไปทางใดทางหนึ่ง เมื่อตกไปตามอารมณ์อำนาจของรูปย่อมเป็นทาสของใจ เมื่อตกไปตามอารมณ์อำนาจของใจย่อมเป็นทาสของรูป เรียกว่ามันหันยาก เท่าทันและยืนอยู่บนทางสายกลาง หรือสติสัมปชัญญะได้
แต่หากทรงใว้ที่สติฯได้ ย่อมเป็น ศีลสมาธิปัญญา พร้อมไปในขณะเดียวกันฯ

ความคิดเห็นที่ 3 ..เวลาสวัสดิ์.. , อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อักษราภรณ์ วันที่ : 04/08/2014 เวลา : 09.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 2 ..เวลาสวัสดิ์.. , อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อักษราภรณ์ วันที่ : 04/08/2014 เวลา : 09.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 1 ..เวลาสวัสดิ์.. , อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อักษราภรณ์ วันที่ : 04/08/2014 เวลา : 09.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


สาธุค่ะ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน