*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 311
  • จำนวนผู้ชม : 404428
  • จำนวนผู้โหวต : 1764
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1764 คน
<< กันยายน 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2558
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 2016 , 20:50:08 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน Cat@ , ..เวลาสวัสดิ์.. และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

  

ศัพท์ว่า  ปฏิจจสมุปบาท:  ปฏิจจ  แปลว่า  อาศัย  อุปปาทะ

แปลว่า  เกิดขึ้น  สํ บวก  อุปปาทะแปลว่า   เกิดขึ้นพร้อม  

รวมเป็นปฏิจจสมุปบาท  อาศัยเกิดขึ้นพร้อมกันหมายความว่าอาศัยกัน คือ 

อาศัยปัจจัยจึงเกิดขึ้น  จึงเรียกว่า  ปฏิจจสมุปบาท  เช่น สังขารเกิดเพราะ

อาศัยอวิชชา วิญญาณเกิดเพราะอาศัยสังขาร  นามรูปเกิดเพราะอาศัย

วิญญาณ  เป็นลำดับไป

   พระอาจารย์แต่ปางก่อน แสดงไว้ต่าง ๆ กัน  

เช่น  ใน  วิภังคปกรณํ  ท่านแสดงว่าวิญญาณ ๖  คือ  จักขุวิญญาณ  

โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ  และมโน

วิญญาณ  แต่ในอรรถกถาแสดงว่า  ปฏิสนธิวิญญาณวิญญาณที่สืบต่อมา  

นี่ท่านเถียงกันมาแล้ว  เพราะท่านไม่แน่ว่าอย่างไรจึงจะแสดงให้เข้าใจ  ท่าน

ก็ต้องแยกออกไปเป็น  อัทธา  คือ  กาล ๓  ได้แก่

อตีตอัทธา  กาลที่ล่วงมาแล้วคือ  อวิชชาสังขาร  นี่ตอนหนึ่ง  ปัจจุปันนอัทธา

ตั้งแต่วิญญาณไปจนถึงภพ

 ภพก็แยกเป็น ๒ คือ  กัมมภพ  ภพคือกรมคือกิจการที่สัตว์ทำอย่างหนึ่ง 

 อุปปัตติภพภพคือความเกิดขึ้นหรือภพที่เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง  

ท่านจัดวิญญาณจนถึงกัมมภพเป็นปัจจุปันนอัทธา  คือกาลปัจจุบัน นี่ตอนหนึ่ง 

ท่านจัดอุปปัตติภพและชาติชรา มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัสสะ

อุปายาส  เป็น  อนาคตอัทธา  กาลอนาคตท่านแบ่งเป็น ๓ กาลดังนี้ 

  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว  อวิชชากับสังขารก็ล่วงมาแล้ว  มีแต่ในชาติก่อน  

ในปัจจุบันนี้  สัตว์ก็มีตั้งแต่วิญญาณไปจนถึงกัมมภพ  ยังไม่มีอุปปัตติภพ คือ

ความเกิด  ต่อชาติหน้าจึงจะมีอุปปัตติภพ  ภพคือความเกิดแล้วก็มี ชาติ  

ชรา  มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะโทมนัสสะ  อุปายาส  

และท่านแสดงสนธิ  คือหัวต่อไว้ ๓ คือ  เหตุอดีตได้แก่อวิชชา  สังขารซึ่งต่อ

กับวิญญาณเป็นต้นอันมีปัจจุบัน  นี่เรียกว่าสนธิ ๑  ในปัจจุบันนี้  ก็มีสนธิ  

คือ  กายอันนี้  ที่มีวิญญาณเป็นต้นจนถึงกัมมภพ  แบ่งเป็นส่วนผลมีมาจาก

เหตุเก่าส่วนหนึ่ง  เป็นส่วนเหตุที่เกิดขึ้นใหม่อันได้แก่กรรมอีกส่วนหนึ่ง  

ผลเก่ากับทำเหตุใหม่นี้ต่อกัน เรียกว่าสนธิหนึ่ง  

กรรมที่ทำในปัจจุบันนี้อันเรียกว่าเหตุใหม่ จะให้ผลต่อไปในอนาคตเป็น

อุปปัตติภพ และชาติ  ชรา  มรณะเป็นต้น  นี่เป็นสนธิอีกหนึ่ง  

จึงมีสนธิ ๓ นี่แบบเก่าท่านแสดงไว้เช่นนี้  

 แต่ถ้าเป็นเช่นนี้จริงแล้ว  อวิชชาสังขารเป็นอตีตอัทธาไม่ใช่ปัจจุบัน  ใคร

จะประพฤติดีประพฤติชอบเท่าไร  ก็ละไม่ได้  เพราะเป็นอดีตล่วงมาแล้ว  

เหมือนอย่างเมื่อวานนี้เราทำอะไรไว้แล้ว  จะมาละในวันนี้ละไม่ได้  

และปัจจุปันอัทธา  คือ  ตั้งแต่วิญญาณจนถึงกัมมภพเป็นปัจจุบัน  ถ้าเช่นนั้น  

ตั้งแต่อุปปัตติภพ  จนถึง ชาติ ชรา  มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  

โทมนัสสะ  อุปายาส  เป็นอนาคตยังไม่มาถึงเมื่อเป็นเช่นนี้ในปัจจุบันนี้ใครก็

ละไม่ได้เพราะยังไม่มาถึง  จะไปละอย่างไร  เหมือนดังพรุ่งนี้จะมีอะไรขึ้น  

เราจะละในวันนี้ไม่ได้  จะละได้ต่อเมื่อมาถึงเข้า  ค้านกันอยู่เช่นนี้  

  และถ้าแบ่งแยกออกไปเป็น ๓ กาล  ชาตินี้  เราก็ไม่มีอวิชชา  สังขาร

เพราะนั่นเป็นเหตุอดีตล่วงมาแล้ว ทั้งไม่มีชาติ  ชรา  มรณะ  โสกะ ปริเทวะ

ทุกขะ  โทมนัสสะ  อุปายาส  เพราะเป็นอนาคตยังไม่มาถึง  

 นึกถึงพระอรหันต์ พระอรหันต์ละอวิชชา  สังขารได้ 

อวิชชาสังขาร เป็นอดีตหรือ ?  ก็จะเห็นได้ว่าไม่ใช่อดีต  ปัจจุบันนี้แหละ  

ท่านจึงละได้  และอุปปัตติภพ  ชาติ  ชรา  มรณะโสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  

โทมนัสสะ  อุปายาส  ท่านละเมื่อไร ?  ท่านก็ละในปัจจุบันนี้เอง  

ไม่ใช่ละในอนาคต  เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เห็นได้ว่า  

ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่แบ่งเป็นอดีต  เป็นปัจจุบัน  เป็นอนาคต  

เป็นอดีต  ก็อดีตทั้งสาย  เป็นปัจจุบันก็ปัจจุบันทั้งสาย  

เป็นอนาคต ก็อนาคตทั้งสาย  

 เช่นในอดีตที่เราได้เกิดมาแล้วเราก็มีตั้งต้นแต่อวิชชาสังขารไปจึงถึง  

ชรา  มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัสสะ อุปายาส มาถึงปัจจุบันนี้  

เราก็มีอวิชชา  สังขาร วิญญาณ  นามรูป  ไปจนถึง ชรา  มรณะ  โสกะ  

ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัสสะ  อุปายาส  ในปัจจุบันนี้แหละ

ถ้าจะมีต่อไปในอนาคตก็มีเต็มที่ทั้งสาย  ตั้งแต่อวิชชาไป  เพราะฉะนั้น  

ในบัดนี้เรา ต้องมีตั้งต้นแต่อวิชชา สังขาร จนถึงชรา  มรณะ โสกะ ปริเทวะ  

ทุกขะโทมนัสสะ  อุปายาส  พระอรหันต์ละกิเลส ก็ละอวิชชาสังขาร จนถึง  

ชรา  มรณะ โสกะ ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัสสะ  อุปายาส  ในปัจจุบันนี้เอง

          

  ปฏิจจสมุปปาท  ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อมแยกเป็น ๒ คือ 

ปฏิโลม  จับผลสาวขึ้นไปหาเหตุ  ซึ่งในปฏิจจสมุปบาทท่านเรียกว่า  ปัจจัย  

คือจับผลสาวขึ้นไปหาปัจจัยโดยลำดับ 

อนุโลม จับเหตุหรือปัจจัยสาวลงไปหาผลโดยลำดับจึงเป็น ๒  

ถ้าจะเรียกว่า อริยสัจ ๒ ก็ได้  คือสายหนึ่งทุกข์กับทุกขสมุทัย  

อีกสายหนึ่งทุกขนิโรธกับมรรค  

 ตามแบบเก่าแยกออกเป็น ๓ กาล  คืออวิชชา  สังขารเป็นอดีต  ตั้งแต่

วิญญาณมาถึงภพจัดเป็นปัจจุบัน  ตัวภพยังแยกออกเป็น ๒  คือ กัมมภพ  

ภพคือกรรม  อุปปัตติภพ ภพคืออุปบัติ  ความเข้าถึงหรือความเกิดขึ้น  

ท่านแสดว่าตั้งแต่วิญญาณจนถึงกัมมภพเป็นปัจจุบัน  

ตั้งแต่อุปบัติภพไปเป็นอนาคต  ถ้าเช่นนั้นแล้ว  อวิชชากับสังขาร 

ก็ล่วงมาแล้ว  มีมาแต่ชาติก่อน ตั้งแต่อุปปัตติภพไปยังไม่มีมาถึง 

เมื่อเป็นเช่นนี้  ในปัจจุบันนี้ก็ต้องมีแต่วิญญาณจนถึงกัมมาภพเท่านั้น  

ชาติก็ไม่มี  ชรา พยาธิ  มรณะ  ก็ไม่มี  

 แต่ว่าพิจารณาดูไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น  เพราะอวิชชา  สังขาร  

เป็นอดีต  พระอรหันต์จะละสิ่งที่เป็นอดีตไม่ได้  ต้องละได้แต่ที่เป็นปัจจุบัน  

ส่วนที่เป็นอนาคตก็ละไม่ได้ เพราะยังไม่มาถึงมีพระบาลีในภัทเทกรัตตคาถา

แสดงไว้ว่า

       " อตีตํ  นานฺวาคเมยฺย  นปฺปฏิกงฺเข  อนาคตํ ไม่คิดถึงอดีต  ไม่ควร

หวังอนาคต  ยทตีตมฺหีนนฺตํ  อปฺปตฺตญฺจอนาคตํ  ( เพราะ )  ส่วนที่เป็น

อดีต  ก็ได้ละเสียแล้ว  ส่วนที่เป็นอนาคตก็ยังไม่ถึง

ปจฺจุปฺปนฺนนญฺจ โย ธมมํ ตตฺถ วิปสฺสติ  อสํหิรํ  อสงฺกุปฺปํ  ตํ  วิทฺธา  

มนุพฺรูหเย  ผู้ใดเห็นแจ้งธรรมที่เป็นปัจจุบัน  ในที่นั้น ๆ  ในกาลนั้น ๆ  ไม่

ง่อนแง่นไม่คลอนแคลน  ผู้นั้น  ครั้นรู้ธรรมนั้นแล้ว  ก็พึงเจริญเนือง ๆ "

           

 เมื่อจับหลักพุทธประวัติ  คือเรื่องของพระพุทธเจ้าเมื่อตอนตรัสรู้  ท่าน

แสดงว่าพระพุทธเจ้าจับผลสาวไปหาเหตุ  คือจับตั้งแต่  ชรา  มรณะไปว่า  มี

เพราะอะไรก็สาวขึ้นไปหาเหตุไปจนถึงอวิชชา ไม่ได้ปรากฏว่าปันเป็น ๓ กาล  

คือ  อดีต  ปัจจุบันอนาคต  เพราะฉะนั้น  จึงเห็นได้ว่า ที่ท่าน

ปันปฏิจจสมุปบาทออกเป็น ๓ กาล  ไม่สมกับพระพุทธประวัติ  

ถ้าอดีตก็ต้องอดีตทั้งหมดสาย ปัจจุบันก็ตลอดสาย

อนาคตก็ตลอดสายเหมือนกัน.

           

 

 ทีนี้มาว่าถึงปฏิจจสมุปบาทที่ไม่ปันเป็น ๓ กาล  แต่ที่ว่านี้ว่าตามทัศนะคือ

ความเห็นหรือตามมติความรู้  แต่ก็รู้เพียงธรรมและอรรถคือเนื้อความ

          เมื่อพิจารณาดู  ต้องไปจับหลักพระบาลีที่แสดงในธาตุวิภังคสูตรว่า

ฉธาตุโร  ปุริโส  คนมีธาตุ ๖  คือ  ดิน น้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  อันรวมเข้า

เป็นรูปกาย  กายที่เป็นส่วนรูปไม่มีความรู้ กับวิญญาณธาตุ  ธาตุรู้อีกส่วนหนึ่ง

รวมเป็น ๖ 

ถ้าลำพังแต่ดิน  น้ำ  ไฟ ลม  อากาศ ไม่มีวิญญาณธาตุ  ธาตุรู้เข้าผสมด้วย  

ก็ไม่เป็นคน  ถ้ามีแต่วิญญาณธาตุ  ไม่มีดิน น้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  ที่เป็นที่

อาศัยของวิญญาณธาตุ ๆ  ก็ไม่ปรากฏเหมือนไฟไม่ติดเชื้อ  เพราะฉะนั้น  

เราตรวจดูเราในบัดนี้ว่า  เรามีอะไรบ้าง  จะเห็นได้ว่า  กายอันนี้ที่แยกออก

เป็น  ดิน  น้ำ  ไฟ ลม  อากาศ  ส่วนหนึ่ง  มีธาตุรู้อีกส่วนหนึ่งผสมกันอยู่  

ธาตุรู้นั้นแหละออกมาทางจักษุคือตาก็มาประสบรูป  ออกมาทางโสตะคือหู  ก็

มาประสบเสียง  ออกมาทางฆานะคือจมูก  ก็มาประสบกลิ่น  ออกมาทาง

ชิวหาคือลิ้น  ก็มาประสบรส  ออกมาทางกายก็มาประสบโผฏฐัพพะ  ออกมา

ทางมนะหรือมโน  ก็มาประสบธรรมคือเรื่อง  ก็เกิดจักขุวิญญาณ  โสต

วิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ  

นี่ตรวจดูเราเองเป็นอยู่เช่นนี้ 

 อายตนะภายใน  อายตนะภายนอกกับวิญญาณ  ๓  อย่างรวมประชุมกัน

เข้า  ก็เป็นผัสสะ  ความกระทบ  ต่อจากผัสสะก็ให้เกิดเวทนาเป็นสุขเป็น

ทุกข์  หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข  ตรวจดูเราเองอาจเห็นได้

  ถ้าเป็นอยู่เพียงเท่านี้  เราจะพูดกันไม่ได้ฟังกันไม่รู้เรื่อง  เพราะขาดสัญญา

ความจำพูดไม่ต่อกันฟังไม่รู้เรื่อง  ต้องมีสัญญาความจำ  

 เมื่อมีสัญญาความจำเกิดขึ้น  ต่อไปก็เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร  

สังขาร  ในที่นี้  ไม่มุ่งส่วนที่เป็นบุญคือดี ไม่มุ่งส่วนที่เป็นบาปคือชั่ว  

แต่มุ่งถึงส่วนที่เป็นกลาง ๆ  

 เพราะฉะนั้น สังขารโดยปริยายคือทางหนึ่ง  ท่านจึงแสดงไว้ ๓ ได้แก่  

   ลมหายใจเป็น  กายสังขาร  คือปรุงกายหมายความว่า  กายจะเป็นอยู่ได้  

ก็เพราะลมหายใจ  ถ้าไม่มีลมหายใจ  กายเป็นอยู่ไม่ได้  ลมหายใจจึงกลาย

เป็นสังขาร  ปรุงกาย  นี่อย่างหนึ่ง  

 วิตก  ตรึกนึก  วิจาร ตรอง  รวมกันเรียกว่าวิตกวิจาร  เป็น วจีสังขาร  

คือปรุงคำพูด  เพราะคนเราจะพูดอะไร  ต้องตรึกต้องตรองก่อนว่าจะพูดเรื่อง

อะไร  จะพูดอย่างไร  วิตกวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร  เมื่อเปล่งคำออกมาก็

เป็นวจีกรรม  กิจการที่ทำทางวาจา

  พิจารณาดูไม่ใช่วิตกวิจารจะปรุงเพียงวจีกรรม  ย่อมปรุงกายกรรม  คือ

กิจการที่ทำทางกายด้วย  เช่นคนจะทำการงานอะไรต้องตรึกก่อน  ต้องตรอง

ก่อน  รวมกันไปแล้วจึงทำ  เพราะฉะนั้น วิตกวิจารก็เป็นสังขารปรุง

กายกรรมด้วย  นี่ส่วนหนึ่ง

   สัญญา  กิริยาที่จำ  เวทนา  กิริยาที่เสวยสุขทุกข์  ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข  

ทั้งสองนี้เป็น  จิตสังขาร  ปรุงแต่งจิต  เพราะจิตที่จะนึกคิดอะไร ต้องอาศัย

สัญญากิริยาที่จำ  และอาศัยเวทนากิริยาที่ได้เสวยแล้ว จึงคิด  จึงนึก  ตัวคิด

ตัวนึกเรียกว่า  มโน

   จิต  เป็นต้นเดิม  สัญญาเวทนาปรุงจิต ปรุงออกมาเป็น  มโน  คือมา

เป็นตัวคิดมโนออกมาคิดเรื่องที่เรียกว่าธรรม  นี่อีกส่วนหนึ่ง  เพราะฉะนั้น  

ลมหายใจจึงเป็นกายสังขารปรุงแต่งกาย    

 วิตกวิจารเป็นวจีสังขาร  ปรุงแต่งวาจาให้เป็นวจีกรรมตลอดถึงปรุงแต่ง

กายกรรม สัญญาเวทนาเป็นจิตสังขารปรุงแต่งจิต  เพียงเท่านี้ มีทั่วไปหมดทั้ง

แก่พระอรหันต์ทั้งแก่สามัญชน  นึกดูตามเรื่องพระอรหันต์  

มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็มี  ดิน  น้ำ ไฟ  ลม  อากาศ  ที่เป็นธาตุไม่รู้

เป็นส่วนรูป  มีวิญญาณธาตุ ธาตุรู้ผสมกันอยู่ และธาตุรู้ก็ออกมาทางอายตนะ

มาประสบ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ และธรรมคือเรื่อง  แล้วก็เกิด

เวทนา  แล้วก็ถึงสัญญา  แล้วก็ถึงสังขาร  สังขารในที่นี้น่าจะมุ่งถึงความนึก

คิดของจิต  เพราะสืบต่อจากเวทนา  สัญญา  

พระอรหันต์ก็มีเช่นนี้  คนสามัญก็มีเช่นนี้  เพราะฉะนั้น สังขาร ๓ ดังกล่าวมา

นี้ไม่เป็นบุญ  คือปุญญาภิสังขาร ไม่เป็นบาปคืออปุญญาภิสังขาร  

ไม่เป็นอเนญชาภิสังขาร  เป็นไปตามเรื่องของสรีรยนต์เครื่องยนต์คือสรีระ

        

 อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

           ถ้าจะถามว่า  ทำไมธาตุรู้คือวิญญาณธาตุ  จึงมาผสมกับ  ดิน  

น้ำ  ลม  ไฟ อากาศ ซึ่งเป็นธาตุไม่รู้เล่า ?  

พระบาลีไม่ได้แสดงไว้  แต่ถ้าจะพิจารณาดูสืบเข้าไปก็สันนิษฐานว่า  เพราะ

ธาตุรู้ถึงเป็นธาตุรู้ก็จริง  แต่ว่าเป็นธาตุรู้ที่ไม่บริสุทธิ์มีกิเลสเข้าผสม  กิเลสก็มี

อวิชชาเป็นต้น อวิชชา  ก็คือรู้ไม่ถูกตามเป็นจริง  

เหมือนดังทองคำ   ทองคำแท้เป็นธาตุบริสุทธิ์อยู่ตามธรรมดา  แต่ว่าไม่

บริสุทธิ์  เพราะมีธาตุอื่นเข้ามาผสม  จึงทำให้เนื้อทองต่ำไป  ธาตุอื่น

เข้ามาผสมมาก  เนื้อทองก็ต่ำมาก  ธาตุอื่นมาผสมน้อย  เนื้อทองก็ต่ำน้อย  

ธาตุรู้ก็เหมือนกัน  ถ้ากิเลสมาผสมมาก  ธาตุรู้ก็รู้ต่ำรู้ทราม  ถ้ากิเลส

มาผสมน้อย ธาตุรู้ก็รู้มากรู้ละเอียดมากขึ้นไป

         ท่านผู้บำเพ็ญเพียรใช้ปัญญารู้พิจารณาจนเห็นจริงถึงที่สุด บรรลุ

วิชชาและวิมุตติแล้ว ก็พ้นจากปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิ

สังขาร  คงมีแต่กายสังขาร  วจีสังขาร  จิตตสังขาร  อันเป็นผล

ของเหตุเก่าซึ่งยังคงเหลืออยู่กว่าจะถึงที่สุด

   ถึงมีประวัติปรากฏว่า  พระอรหันต์เข้าฌาน 

นั่นเพียงเป็นการหยุดพักของท่านแต่ท่านไม่ได้ติดในฌานนั้น

           ส่วนสำหรับปุถุชนนั้น  เมื่อกิเลสมาผสมกับธาตุรู้  ก็ทำให้รู้ผิด

จากความจริงเป็นอวิชชา  ดังพระบาลีว่า  

 " ปภสฺสรมิทํ  ภิกฺขเว  จิตฺตํ,  ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิอุปกิเลเสหิ  อุปกิลิฏฺฐํ  

แปลว่า : ภิกษุทั้งหลาย  จิตนี้เป็นธรรมชาติ  ปภัสสรคือผุดผ่อง   แต่จิตนั้น

แลเศร้าหมองแล้วเพราะอุปกิเลส  คือเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายที่จรมา. "  

เมื่อรู้ผิดจากความจริง  ก็คิดดี  เป็นปุญญาภิสังขารบ้าง  

คิดชั่วอันเป็นอปุญญาภิสังขารบ้าง  คิดอยู่ในอารมณ์เดียว  

เป็นอเนญชาภิสังขารบ้าง

อีกส่วนหนึ่ง  ( นอกจากกายสังขาร  วจีสังขาร  จิตตสังขารที่แสดงมาแล้ว )  

มีอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร  เมื่อคิดเรื่องที่ดี  ที่เป็นปุญญาภิสังขาร ก็

ปรุงแต่งจิตให้ดี  ภพก็ดีไปตาม  คิดเรื่องที่ชั่วเป็นอปุญญาภิสังขาร  ก็ปรุงแต่ง

จิตให้ชั่วภพก็เป็นภพชั่วไปตาม  

 คิดอยู่ในเรื่องเดียวที่ดี   จนแน่วแน่มั่นคงเป็นอเนญชาภิสังขาร  ก็ปรุงแต่ง

จิตให้แน่วแน่  ภพก็ตั้งมั่นเป็นอเนญชภพไปตาม  แต่ว่าปรุงแต่งภพทั้งนั้น  

ไม่ใช่ทำลายภพ  นี่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

 

 สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ  สายสมุทัย

           เมื่อสังขารเกิดขึ้น  วิญญาณ  ความรู้สึกก็เกิดต่อเนื่องกันไป   

เราตรวจดูที่เรา เราคิดอะไร  ชั่วก็ตาม  ดีก็ตาม  หรือเราตั้งใจกำหนด

อารมณ์ให้แน่นอน  ซึ่งเรียกว่า  สมถกัมมัฏฐานก็ตาม  ความรู้สึก

ซึ่งเรียกว่าวิญญาณก็เกิดขึ้น  ถ้าไม่มีสังขาร  

คือคิดนึก  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  และธาตุรู้ถึงมีประจำอยู่  แต่ไม่

ทำการงานอะไรก็สงบอยู่ เหมือนดังคนนอนหลับ ร่างกายส่วนรูป  คือ  ดิน

น้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  ก็มี  วิญญาณธาตุ ธาตุรู้ก็มี  แต่ถึงมีก็ไม่ได้ทำงาน 

จึงไม่เกิดวิญญาณความรู้สึก  ต่อเมื่อตื่นขึ้นธาตุไม่รู้กับธาตุรู้ที่ผสมกันทำงาน  

คือนึกคิด  ก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณความรู้สึก  

นี่สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ

       

 วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป

   เมื่อมีวิญญาณเกิดขึ้นสืบมาจากสังขารนาม  คือ  เวทนา สัญญา  สังขาร  

ซึ่งต่อเนื่องกับวิญญาณ  และรูปคือร่างกายที่มีประจำอยู่ก็พร้อมกันทำหน้าที่

      

 นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ  ๖

      เมื่อนามรูปเตรียมพร้อมที่จะทำหน้าที่อายตนะทั้ง ๖ ก็ทำหน้าที่ทีเดียว  

คือ ตาก็มีหน้าที่เห็น  หู  ก็มีหน้าที่ได้ยิน  จมูกก็มีหน้าที่ได้กลิ่น  ลิ้น  ก็มี

หน้าที่ลิ้มรส  กาย  ก็มีหน้าที่ถูกต้อง มนะ  ก็มีหน้าที่นึกคิดประกอบกันไป

  นี่นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ ๖

       

 อายตนะ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ

           เมื่อนามรูปเตรียมพร้อมเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะภายใน ๖  

ต่อกับอายตนะภายนอก ๖  ดังนี้ ก็เป็นปัจจัยให้เกิด  ผัสสะคือความกระทบ

หรือ  สัมผัสสะ  ความกระทบพร้อม

        

  ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา

           เมื่อผัสสะเกิดขึ้นก็เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา  สุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  

ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง  เช่นนี้เกิดแก่พระอรหันต์ก็ได้  เกิดแก่ปุถุชนก็ได้  

แต่ที่เกิดแก่พระอรหันต์ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เพราะสืบเนื่องมาจากวิชชา  

จึงเป็นเรื่องของสรีรยนต์เท่านั้น

        

 เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

        แต่ว่าในปฏิจจสมุปบาทนี้ท่านแสดงว่าเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา  

เพราะสืบเนื่องมาจากอวิชชา  จึงหมายถึงเวทนาที่เกิดแก่ปุถุชน  ถ้าสุขเวทนา

เกิดขึ้นก็ต้องการได้  ทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็ต้องการเสีย ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขเกิด

ขึ้นก็หลงไม่รู้ตามเป็นจริง  จึงเกิดความรำคาญ  

เวทนาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

      

 ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน

           เมื่อตัณหาเกิดขึ้นแล้ว  ตัณหาไม่ใช่เกิดคงที่อยู่เสมอ เกิดขึ้น

ชั่วขณะแล้วก็ดับ  แต่ไม่ดับสูญไปหมดทีเดียว  เพราะมีอุปาทาน  ความยึดถือ

ต่อเนื่องจากตัณหา เพราะฉะนั้น ท่านจึงว่า  เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานความยึดถือ

        

 อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ

          เพราะยึดถือนั้นแหละจึงเกิด  ภพ  คือตัวเป็น  หรือ  ความเป็น  

ยึดถืออย่างไร ภพคือตัวเป็นหรือความเป็น  ก็เป็นอย่างนั้น  

เหมือนเช่นมือเรามีอยู่  แต่เราไม่ยึดอะไร  ก็เป็นมืออยู่เฉย ๆ  ไม่ติดกับ

อะไร  แต่ถ้าเราไปยึดสิ่งใดเข้า ความติดกับสิ่งนั้นก็เกิดมีขึ้น  เพราะฉะนั้น

อุปาทานจึงเป็นปัจจัยให้เกิดภพ  ภพก็คือตัวเป็นหรือความเป็น  เป็นไปตาม

อุปาทาน  คือความยึดถือ  ท่านแสดงไว้ว่า  กามภพ  รูปภพ  อรูปภพ

              

 ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ

          เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว  ต่อไปภพก็เป็นปัจจัยให้เกิด  ชาติ  คือเกิด

เป็นโน่น  เป็นนี่เป็นนั่น  เช่นเป็นคนชาตินี้  ชาตินั้น  เป็นชาย  เป็นหญิง  

เป็นเศรษฐี  เป็นคนจนเป็นต้น  เป็นไปต่าง ๆ  ที่เป็นโน่น  เป็นนี่  

เป็นนั่น ต่าง ๆ  ก็เพราะภพ  คือ ตัวเป็น  คือ เป็นตัว  เป็นเรามาก่อน  จึง

เป็นนั่น  เป็นนี่  เป็นตัว  เป็นเราก็เพราะยึดถือ นี่ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ  

เมื่อพิจารณาดูน่าจะเห็นว่าชาติก็คือองค์อันหนึ่งของภพ

 

 ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรา  มรณะ  ฯ ล ฯ

           เมื่อมีชาติเป็นอะไรขึ้นแล้ว  ชรามรณะ  ก็เกิดมีสืบต่อ  เพราะ

ฉะนั้น ชาติจึงเป็นปัจจัยให้เกิด  ชรา มรณะ  และเกิด  โสหะ  ปริเทวะ  

ทุกขะ  โทมนัสสะ อุปายาสะ  ด้วย นี่เป็นสายสมุทัย  คือ  สายเกิด

           

 เมื่อท่านผู้บำเพ็ญเพียร  ได้บำเพ็ญเพียรไปจนเห็นแจ้ง รู้จักอวิชชาตาม

เป็นจริง  อวิชชาก็ดับ วิชชาที่ตรงกันข้ามก็เกิด  เหมือนดังมืดกับสว่าง  

อวิชชาเหมือนมืด  วิชชาเหมือนสว่าง  เมื่อวิชชาเกิดขึ้น  ก็กำจัดอวิชชาคือ

มืดให้ดับไป เมื่อดับอวิชชาเพราะรู้เห็นตามเป็นจริง

แล้วที่นี้เห็นอะไรก็รู้ตามเป็นจริงหมด  ไม่ต้องนึกต้องคิดที่เป็นสังขารอันปรุง

แต่งภพชาติต่อไป  เพราะเห็นตามเป็นจริงก็ดับสังขาร  

เมื่อดับสังขารก็ดับวิญญาณอันสืบมาจากอวิชชา  เมื่อดับวิญญาณก็ดับนามรูป

เป็นลำดับไปจนถึงดับภพ  ชาติ  ชรา  มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ ทุกขะ

โทมนัสสะ  อุปายาสะ นี่เป็นสายนิโรธคือความดับ

           

 ปฏิจจสมุปบาท  ท่านแสดงสายสมุทัยคือทุกข์กับสมุทัยสายหนึ่ง  

สายนิโรธ  คือนิโรธกับมรรคอีสายหนึ่งเป็นคู่กัน 

ถ้าดับสายสมุทัยก็ต้องดับอวิชชาเป็นต้น เพราะวิชชาเกิดขึ้น  และก็ดับต่อกัน

ไปโดยลำดับ  แต่ว่าธาตุไม่รู้กับธาตุรู้ที่รวมกัน  และอายตนะ  ๖  

วิญญาณ  ผัสสะ  เวทนา  และสังขาร 

 คือ  กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร  ยังคงมีอยู่กว่าจะถึงที่สุด  

เพราะสืบเนื่องมาแต่กรรมเก่าเพราะฉะนั้น  พระอรหันต์ดับอวิชชา

เพราะวิชชาเกิดขึ้น แต่ก็ยังเป็นอยู่ ไปบิณฑบาตก็ได้ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็ได้

ร่างกายเจ็บก็ได้  เพราะนั่นเป็นเรื่องของสรีรยนต์  ไม่ใช่บุญ  ไม่ใช่บาป  

 แต่ส่วนคนสามัญ  เพราะอวิชชาเป็นต้นเดิมมีอยู่  จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

ปรุงแต่ง  ปรุงแต่งก็ปรุงแต่งชั่วบ้างดีบ้าง  ปรุงแต่งอเนญชะบ้าง แล้วก็เกิด

ภพ  นี่ว่าข้ามไปทีเดียว  ถ้าไม่ข้ามก็เกิดสังขาร  เกิดวิญญาณ  แล้วก็เกิด

นามรูป  ดังที่แสดงมาแล้ว  นี่เป็นสายสมุทัย  ว่าถึงสายนิโรธซ้ำอีกก็คือ  

ท่านผู้รู้ตามเป็นจริงดับอวิชชาได้  

 วิชชาเกิดขึ้นดังพระบาลีว่า  อวิชฺชาวิหตา  อวิชชาท่านกำจัดเสียได้  

วิชฺชาอุปฺปนฺนา  วิชชาเกิดขึ้น  ตโม  วิหโต มืดท่านกำจัดเสียได้  

อาโลโก  อุปฺปนฺโน แสงสว่างเกิดขึ้น  นี่เป็นสายนิโรธ. 

 ถ้ายังดับอวิชชาไม่ได้  ก็เดินสายสมุทัย  กองทุกข์ทั้งปวงก็เกิดอยู่เสมอ  

ต่อเมื่อดับอวิชชาได้  กองทุกข์ทั้งปวงก็ดับ  ส่วนสรีรยนต์ก็เดินไปตามเรื่อง  

กว่าจะถึงที่สุดแต่ว่าเป็นเรื่องของสรีรยนต์  ไม่เป็นบาป  ไม่เป็นบุญ  ไม่เป็น

อเนญชะ  แต่เป็นทุกขสัจ. 

( โอ.  ๒/๑๖๑-๑๗๕ คลิกดู ภพ (๒)ด้วย

 

 

................................

http://www.oknation.net/blog/agile/2011/07/06/entry-1

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 15/12/2015 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


เพลง จิตตนคร

คำร้อง : ฐิตวํโสภิกขุ ปทุมวนาราม ทำนอง : เจษฎา สุขทรามร /รัชต์พงษ์ สมศรี
เรียบเรียง : เจษฎา สุขทรามร ศิลปิน : ธนพร แวกประยูร

วันและคืนที่ลับลา พาหัวใจให้ก้าวไป ฝันยังคงเพริดพรายในใจดวงนี้
ตื่นลืมตาก็พาฝันไป หลับอยู่ในความฝันแสนดี ไม่เคยจะมีความฝันอันเจ็บปวดใจ

วันและคืนของความจริง พาทุกสิ่งให้เปลี่ยนผัน ฝันก็เป็นแค่ฝันละเมอเพ้อไป
ตื่นลืมตาค้นหาความจริง ของชีวิตเกิดแก่เจ็บตาย สุดท้ายจึงได้พบความลับที่มี

จิตตนคร นครแห่งใจ เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในนครจิตนี้
สุขและทุกข์ สร้างสรรค์ทำลาย เกิดดับไปในใจที่มี เลวหรือดีต่างเป็นไปตามใจของตน

วันและคืนของความจริง ทุกทุกสิ่งให้เปลี่ยนผัน ฝันกับความจริงนั้นต่างกันมากมาย
ตื่นลืมตาค้นหาความจริง เมื่อชีวิตเกิดแก่เจ็บตาย สุดท้ายเหลือเพียงใจดวงเดิมที่มี

จิตตนคร นครแห่งใจ เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในดวงจิตดวงนี้
สุขและทุกข์ สร้างสรรค์ทำลาย เกิดดับไปในใจที่มี เลวหรือดี ต้องเป็นไปตามใจของตน
จิตตนคร สังวรด้วยธรรม นครใจนั้น ย่อมบันดาลหนทางหลุดพ้น
ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นที่ใจ สำเร็จได้ด้วยใจของตน
จิตนรชน พึงรู้ตนต้องธรรมสิ่งใด จิตจึงพ้นไป ด้วยหัวใจสว่างพระธรรม
จิตตื่นด้วยธรรม ปลุกจากฝันเรียนรู้ความจริง

https://www.youtube.com/watch?v=x7SNs1NEMrQ

http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2014/02/23/entry-1

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 15/12/2015 เวลา : 11.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


ขออนุญาต นะคะ _/\_

http://www.oknation.net/blog/agile/2013/10/25/entry-1

http://www.oknation.net/blog/agile/2008/07/08/entry-4

ขอบพระคุณค่ะ
_/\_

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 15/12/2015 เวลา : 10.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


_/\_ _/\_ _/\_

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 15/12/2015 เวลา : 10.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


เนื้อเพลง ชีวิตนี้น้อยนัก แต่สำคัญนัก

คำร้อง : ฐิตวํโสภิกขุ วัดปทุมวนาราม

ทำนอง : ปทุมมามหาสิกขาลัย

เรียบเรียง : เจษฎา สุขทรามร

ศิลปิน : ธนพร แวกประยูร

วิศวกรอัดเสียง : วงศ์วริศ อริยวัฒน์


เหมือนจันทร์เพ็ญที่เคยส่องเย็นได้ลาจากฟ้า

เปลี่ยนผัน สายธารเวลาให้ชีวาได้มองได้เห็น

สัจธรรมคือความเข้าใจในสิ่งที่เป็น

ใดใดไม่มีว่างเว้น ล้วนเป็นเพียงอนิจจัง

....

ดูน้ำค้าง เพียงโดนแดดจางก็พลันสลาย

ชีวิตบอบบางมากมาย เพียงจำไว้ทุกวันสำคัญ

ดีหรือร้าย กระทำอย่างไร ก็เป็นเช่นนั้น

รำลึกถ้อยร้อยรำพัน สังฆบิดา จารึกในใจ

...

สิ้นทุกข์สุขที่แท้จึงได้พบพาน สู่ทางธรรมบันดาลในชาติสุดท้าย ส่งฟ้าสู่ดินแดนที่หมดผองภัย สถิตไว้ในแดนธรรมพระนฤพาน

(สถิตไว้เพียงความดีชั่วนิจนิรันดิ์ / สถิตไว้ในรอยธรรม พระญาณสังวร)

https://www.youtube.com/watch?v=UQ3-w5zbd8M

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 15/12/2015 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

“เพลงสังฆราชบูชา” ประพันธ์ขึ้นเนื่องในโอกาสครบพระชันษา 100 ปี แต่งเนื้อร้องโดย : ฐิตวํโสภิกขุ ปทุมวนาราม(ท่านผู้นี้เป็นพระ) ทำนองโดย : รัชต์พงษ์ สมศรี (ภู ศิษย์มาวิตต์) เรียบเรียงโดย : เจษฎา สุขทรามร

เนื้อร้องเพลงนี้เนื้อหาภาษาสวยงามมาก แต่ฟังเข้าใจง่าย ติดหูง่าย เนื้อหากล่าวสดุดี เทิดทูนในพระบุญญาองค์พระผู้เป็นราชาแห่งคณะสงฆ์ไทย พร้อมให้ชาวไทยระลึกในพระคุณ ความดีขององค์พระสังฆราช พร้อมเตือนสติให้คนไทยมีธรรมในใจ

เพลงสังฆราชบูชา มีเนื้อร้องดังนี้

แสงจันทร์นุ่มนวลดั่งคืนเดือนเพ็ญ
แสงเย็นให้ใจบำเพ็ญภาวนา
น้อมใจน้อมกายตามรอยบูชา
เทิดทูนในพระบุญญาองค์สังฆราชาไทย

สมองค์พระอภิบาลราชันย์
สมดังศูนย์รวมศรัทธาด้วยหัวใจ
สมธรรมสายธารที่ยังรินไหล
สมคำสมญาเปรียบไว้
...พระญาณสังวร

เจริญหนึ่งร้อยพระชันษา
สุขล้นด้วยพระเมตตาสังฆบิดาคอยพร่ำสอน
มั่นไว้ในธรรมทุกตอน
ชาวเรายังคงบวร หากธรรมนั้นครองหัวใจประชา

แสงธรรมนุ่มนวลอุ่นในดวงใจ
แสงใดเสมอได้ด้วยแสงปัญญา
แสงบุญแห่งใจร้อยเรียงศรัทธา
จุดแสงธรรมเพื่อบูชา องค์สังฆราชาไทย

https://www.youtube.com/watch?v=OJEdVymJ9Y8

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 05/12/2015 เวลา : 01.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

ธ ยืนหยัดคู่ราษฎร์นำชาติพ้น
พระภูวดลครองธรรมนำสยาม
ทศพิธราชธรรมแผ่ ปก ทั่วเขตคาม
ทวยราษฎร์ต่าง แซ่ซ้องพระนาม พระภูมิพล

ธ ทรงเป็นจอมราช ผองราชันย์
พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร กั้น, พระเมตตาล้น
ไหลรินทั่วทิศา เพื่อประชาชน
พระบารมีพระทศพล ขจรไกล

ก้มกราน กราบพระบาท พระทรงธรรม
พร้อมน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง เพียงพอให้
อีกรู้รักษ์สามัคคี ธำรงไท
ใช้กายใจบำเพ็ญ – ถวายพระพร

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

==================

ขอบพระคุณ ย่าฯ อาโป คิว และกัลยาณมิตรทุกท่าน

ความคิดเห็นที่ 6 อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Cat@ วันที่ : 27/09/2015 เวลา : 20.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

สาธุ

ความคิดเห็นที่ 5 อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาโป วันที่ : 13/09/2015 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile
อชิระ/อาโป

คำว่าขี้ลืม กับคำว่า เดินยื่นนั่งนอนพูด มีชืวิตอยู่ในความหลับฟันมันต่างกันตรงไหนล่ะ

....
http://www.oknation.net/blog/agile/2014/10/11/entry-1

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สายลมมกรา วันที่ : 13/09/2015 เวลา : 20.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/writetome

ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าเราสำคัญกว่าหรือว่าโลกนั้นสำคัญกว่า เพราะคำว่าเราในที่นี้ของความคิดผมมันหมายรวมถึงคนข้างหลังเราเอาไว้ด้วย. ส่วนโลกในความคิดผมหมายถึงสิ่งมีชีวิตที่สัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันในการกระทำ ส่วนการกำหนดรู้ผมมักจะขี้ลืมอยู่บ่อย ๆ มีวิธีการไหนบ้างที่จะทำให้ไม่ลืมบ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 3 อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สายลมมกรา วันที่ : 13/09/2015 เวลา : 12.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/writetome

อยากให้อธิบายในการนำมาปรับใช้ในชีวิตอย่างไรดีครับ

ความคิดเห็นที่ 2 อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อักษราภรณ์ วันที่ : 12/09/2015 เวลา : 23.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

ถ้ายังดับอวิชชาไม่ได้ ก็เดินสายสมุทัย กองทุกข์ทั้งปวงก็เกิดอยู่เสมอ

ต่อเมื่อดับอวิชชาได้ กองทุกข์ทั้งปวงก็ดับ ส่วนสรีรยนต์ก็เดินไปตามเรื่อง

กว่าจะถึงที่สุดแต่ว่าเป็นเรื่องของสรีรยนต์ ไม่เป็นบาป ไม่เป็นบุญ ไม่เป็น

อเนญชะ แต่เป็นทุกขสัจ.

_/l\_ _/l\_ _/l\_


ความคิดเห็นที่ 1 อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อักษราภรณ์ วันที่ : 12/09/2015 เวลา : 23.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน