*/
  • อาโป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-10
  • จำนวนเรื่อง : 311
  • จำนวนผู้ชม : 404574
  • จำนวนผู้โหวต : 1764
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1764 คน
<< มีนาคม 2017 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม 2560
Posted by อาโป , ผู้อ่าน : 1067 , 15:32:24 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , ni_gul และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

บุคคลจะรู้จักธรรมทั้งส่วนดีทั้งส่วนชั่วที่เป็นปัจจุบันได้

 ก็ต้องอาศัยใช้ปัญญาพิจารณาดูในปัจจุบัน 

เช่นในบัดนี้  ดูความดีความชั่วที่ตัวเองให้เห็นตามเป็นจริง 

ไม่ใช่ไปนึกถึงอดีตไม่ใช่ไปนึกถึงอนาคต  

เพราะฉะนั้น จึงมีพระพุทธภาษิตแสดงว่า

  " อตีตํ  นานฺวาคเมยฺย   บุคคลไม่ควรตามถึงอดีต  คือเรื่องที่ล่วงมาแล้ว,

    นปฺปฏิกงฺเข  อนาคตํ   ไม่ควรหวังอนาคตเรื่องที่ยังมาไม่ถึง,

    ยทตีตมฺปหีนนฺตํ   เพราะอะไรที่เป็นอดีตล่วงมาแล้ว ตนก็ละเลยมาแล้ว, 

    อปฺปตฺตญฺจ  อนาคตํ  ส่วนที่เป็นอนาคตยังไม่มาถึง  ก็ยังไม่ถึง,

ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ  โย  ธมฺมํ  ตตฺถ  ตตฺถ  วิปสฺสติ  ผู้ใดดูธรรมที่เป็นปัจจุบัน

ในที่นั้นๆ ในกาลนั้น ๆ อยู่  อสํหิรํ  อสงฺกุปฺปํตํ  วิทฺธา  มนุพฺรูหเย  ผู้นั้นไม่

ควรย่อหย่อนไม่ควรกำเริบ  ควรขบหรือเจาะ

คือพิจารณาธรรมที่เป็นปัจจุบันนั้นให้เห็นตามเป็นจริงและเจริญอยู่ "  ดังนี้.

          กระแสพระพุทธภาษิตนี้  บางท่านแสดงความหมายว่า  ไม่ให้ไปนึกถึงอดีต

คือเรื่องที่ล่วงมาแล้วเสียทีเดียว  และไม่ให้หวังอนาคต  ให้พิจารณาธรรมใน

ปัจจุบันอย่างเดียว, แต่ถ้าเอาเนื้อความอย่างนั้น

 ก็ขัดกันกับพระพุทธภาษิตที่แสดงถึงสติว่า

 " ปรเมน  สติเนปกฺเกน  สมนฺนาคโต  จิรกตมฺปิ  จิภาสิตมฺปิ  สริตาอนุสฺสริ

ตา  ท่านผู้ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาอย่างยิ่ง ระลึกได้  ระลึกตามได้ถึง

การที่ทำ  คำที่พูด  แม้ล่วงแล้วนานนี้คือ สติ "  ดังนี้. สั่งสมทำให้มีให้เป็นอยู่

เสมอ,  มหาเถรภาษิตก็แสดงไว้ว่า   " สติสพฺพตฺถ  ปตฺถิยา  สติเป็น

ธรรมชาติที่ควรปรารถนาทุกเมื่อ ".

   

  ตามกระแสพระพุทธภาษิตเหล่านี้ เมื่อรวมกันเข้า  ก็ควรถือเอาเนื้อความว่า

 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำไม่ให้ไปมัวนึกถึงแต่เรื่องที่เป็นอดีตล่วงมา

แล้วอย่างเดียว, เพราะผู้ระลึกอดีตเรื่องที่ล่วงมาแล้ว  ถ้านึกถึงตอนที่ดีก็จะทำ

ให้เกิดความยินดีเป็นราคะ, 

ถ้านึกถึงตอนที่ชั่ว  ก็จะเป็นเหตุให้เกิดปฏิฆะไม่ชอบใจ  หรือโทสะโกรธแค้น

ขัดเคือง, 

ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะหลงงมงายอยู่ในเรื่องที่เป็นอดีต  เป็นโมหะ,  ในอนาคตหรือ

ส่วนที่เป็นอนาคต ก็ดุจเดียวกัน.

  ถ้าบุคคลไปหวังในอนาคต หรือหวังเรื่องที่ยังเป็นอนาคตยังมาไม่ถึง  และนึก

ว่าเรื่องที่จะมาถึงเป็นส่วนที่ดีที่ชอบ  ก็จะยินดีเป็นเหตุให้เกิดราคะ,

 ถ้านึกถึงเรื่องที่จะมานั้นเป็นเรื่องที่ชั่วก็ให้เกิดปฏิฆะไม่ชอบใจ  จนถึงโทสะ, 

ถ้าไม่เช่นนั้นก็มัวไปหลงนึกถึงแต่เรื่องที่ยังไม่มาถึงอยู่  ก็ให้เกิดโมหะ, 

      ส่วนปัจจุบันธรรม  ธรรมเป็นปัจจุบัน  คือราคะ  โทสะ  โมหะ ที่เกิด

ขึ้น ก็ไม่รู้จักหน้า เพราะไม่ได้ดู   และควรจะทำอย่างไรควรพูดอย่างไร ควร

คิดอย่างไร  เป็นอันทิ้งหมด 

ไม่ทำ ไม่พูด ไม่คิด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้ประสบสัจจธรรม ธรรมที่เป็นจริง. 

    ต่อเมื่ออาศัยเรื่องที่เป็นอดีต  คือที่ตนได้ประสบมาแล้ว  และนึกถึงผลใน

อนาคต ประกอบกันเป็นส่วนหนึ่งแล้ว  อะไรที่ควรทำในปัจจุบัน ก็ทำไป 

พูดไป คิดไป,

 บุคคลจะทำกิจที่เป็นปัจจุบันให้สำเร็จได้  ต้องอาศัยนึกถึงเรื่องที่เป็นอดีต  

และปัจจุบัน ประกอบกันอยู่เสมอ  เช่นเขียนหนังสือที่จะให้ถูกต้องด้วยดีได้ 

 ก็ต้องอาศัยความรู้

หนังสือที่เรียนมาแล้วประกอบกับการเขียนในปัจจุบัน,  ส่วนเขียนแล้วจะเป็น

อย่างไรนั้น  เป็นเรื่องของอนาคตที่จะเป็นไป, 

   คนที่เขียนหนังสือผิดเพราะอะไร  ตรวจดูจะเห็นได้ว่า  เพราะมัวไปนึกถึง

เรื่องที่เป็นอดีตบ้าง ไปมัวนึกถึงเรื่องที่เป็นอนาคตบ้าง,

  ส่วนการเขียนหนังสือที่เป็นปัจจุบันไม่ได้นึก, 

 เพราะฉะนั้น จึงเขียนหนังสือผิดพลาด.

แม้กิจการงานอื่น ๆ  ก็เป็นเช่นเดียวกัน.

 

     คนจะทำ  กิจการงาน  อะไรให้สำเร็จได้  ก็ต้องนึกถึงเรื่องหรือกิจการที่

เป็นอดีตอันล่วงมาแล้ว  ที่ตนได้ทำไว้  ผิดก็ตามถูกก็ตาม  เข้ามาประกอบ  

และใช้ปัญญาพิจารณาทำในปัจจุบัน

 ส่วนผลที่จักเป็นไปในอนาคต  ก็สืบต่อกันไป, 

  ไม่ใช่ไปมัวนึกถึงอดีต  และไปมัวนึกถึงอนาคตต้องนึกถึงในปัจจุบันนั่น

แหละ  แต่ก็ต้องประกอบกับอดีตที่เรียนมาแล้ว  และผลที่จะมาในอนาคตรวม

กัน เป็นปัจจุบันธรรม.

   คนทำกิจแม้ฝ่ายโลกซึ่งเรียกว่าคดีโลก  แม้ฝ่ายธรรมซึ่งเรียกว่าคดีธรรม  

จะสำเร็จได้ด้วยดี  เช่นเขียนหนังสือเป็นต้น  ก็ต้องพิจารณา  ต้องเห็นธรรมที่

เป็นปัจจุบัน คือพิจารณาดูการที่ทำคำที่พูด  เรื่องที่คิดในปัจจุบันนั่นแหละ  

และอาศัยอดีตเข้าประกอบ  จึงจะสำเร็จประโยชน์ได้ด้วยดี 

     ผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นปัจจุบัน ก็ต้องอาศัยอดีต  คือนึกถึงคำสั่งสอนของพระ

สัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งประกาศแสดงสัจจธรรม  อันตนได้เรียนมาแล้วอย่าง

หนึ่ง  นึกถึงผลว่าจะเป็นไปในอนาคตอย่างไรอีกอย่างหนึ่ง  นำเข้ามาประกอบ

กันแล้วพิจารณาธรรมที่เป็นปัจจุบันอยู่  ไม่ใช่ไปนึกถึง แต่เรื่องที่ล่วงมาแล้ว  

ไม่ใช่ไปนึกหวังอนาคตอย่างเดียว

 ธรรมต้องประกอบกัน,  แต่หลักสำคัญก็อยู่ในปัจจุบัน.  เพราะฉะนั้น  จึงมี

พระพุทธภาษิตแสดงว่า  ผู้ใดที่เห็นธรรมเป็นปัจจุบันอยู่  ในที่นั้น ๆ ในเวลา

นั้น ๆ  ที่ไหนก็ได้  เวลาไหนก็ได้  นั่ง นอน  ยืน  เดิน  อย่างไรก็ได้.

 

    อนึ่ง  บุคคลเมื่อนึกถึงธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธะทรงแสดง  อันกล่าวถึง

ข้อปฏิบัติหรือความปฏิบัติที่เป็นส่วนเหตุ  อาจจะนึกไปว่ายาก 

 ตนไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้

 นี้ชื่อว่า  สํหิรํ  ย่อหย่อน  ต้องไม่นึกเช่นนั้น  แต่นึกว่าไม่ยากเกินไป 

ตนสามารถทำได้จึงเป็น  อสํหิรํ  คือไม่ย่อหย่อน  ไม่ท้อแท้  ไม่อ่อนแอ  

ตั้งใจทำ.

   อีกอย่างหนึ่ง  มักจะปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านกำเริบหรือเห่อเหิมว่า  ตัวรู้ดีรู้ชอบ

แล้ว อันหมายถึงปริยัติที่ได้เรียนมา  เห็นว่าตน รู้ปริยัติมาก  คนอื่นสู้ไม่ได้ 

หรือจะมีสู้ได้ก็น้อยคน

 นี้ได้ชื่อว่า  สงฺกุปฺป หรือ สงฺกุปฺปํ  กำเริบ ต่อเมื่อไม่กำเริบ คือไม่ปล่อยใจ

ให้ฟุ้งซ่านไปหรือเห่อเหิมอวดดี  ตั้งใจพิจารณาของธรรมที่เป็นปัจจุบัน

เพื่อให้รู้จริงเห็นจริง  และเจริญอยู่เสมอเช่นนี้ จึงให้สำเร็จประโยชน์ได้

 

   ธรรม  เป็นปัจจุบันมีเสมอไปขาดแม้ในเวลานี้เอง  ความนึกคิดซึ่งเป็น

ธรรมอย่างหนึ่งก็มีอยู่ ความรู้ธรรมก็มีอยู่   ความนึกคิดก็ต้องมีอารมณ์เป็นที่

นึกที่คิดอารมณ์เข้ามาประกอบกับความคิดความคิดประกอบกับอารมณ์ 

 จึงมีเรื่องต่าง ๆ  เกิดขึ้น คิดดีก็เป็นกุศล  คิดชั่วก็เป็นอกุศล 

 นี้เป็นปัจจุบันธรรม  ธรรมที่เป็นปัจจุบัน.

แต่ถึงเช่นนั้น  ถ้าบุคคลไม่พิจารณา  ไม่ขบไม่เจาะ  ให้รู้จักว่านี่เป็นธรรมที่

เป็นปัจจุบัน  ไปอยู่กับอารมณ์ที่นึกคิดทั้งส่วนดีทั้งส่วนชั่ว  ปัจจุบันธรรมแม้มี

อยู่ในตัวก็ไม่เห็นไม่รู้

  ร่างกายคือรูปกายของคนทุก ๆ คน  มีความเกิดในเบื้องต้น  แปรปรวนไป

โดยลำดับในที่สุดก็สลาย   เมื่อบุคคลฟังจำคิดได้เช่นนี้ แล้วส่วนใจไปอยู่ด้วย

ดี  นึกถึง ความเกิด นึกถึงความแก่  นึกถึงความเจ็บ  นึกถึงความตายอยู่  

ก็เป็นเหตุให้ทำใจให้สังเวชสลดได้

 และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทำดีทำชอบ  อันยังไม่ได้ทำ  และให้ทำดีทำชอบที่

ทำแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น  ป้องกันความชั่วความผิดที่บังไม่ได้ทำ  ละความชั่ว

ความผิดที่ทำแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่เห็นปัจจุบันธรรม  ธรรมที่เป็นปัจจุบัน

 ต่อเมื่อพิจารณาเห็นเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  รวมอยู่ที่กายนี้ทั้งหมด

 หรือกายนี้ประกอบกับเกิด  แก่  เจ็บ ตาย รวมกันอยู่ในปัจจุบัน จนปรากฏว่า

ผู้รู้กายนี้เป็นส่วน ๑  กายที่ประกอบด้วยเกิดแก่เจ็บตายเป็นส่วน ๑

จึงควรกล่าวว่าเห็นปัจจุบันธรรม

   และต้องดูธรรมที่เป็นปัจจุบันในที่นั้น ๆ  เช่นใน เวลานี้เป็นต้น

 ในชั้นต้นย่อมรู้อารมณ์ที่เข้ามาประสบ เมื่อตรวจดูต่อไปอีก  ก็จะเห็นว่า

อารมณ์ที่ประสบมาก็เพราะความคิดนึก  ดูความคิดนึกถึงอารมณ์นั้นในปัจจุบัน

เมื่อดูอารมณ์ดูความคิดนึกที่เป็นปัจจุบันธรรม ที่เป็นปัจจุบัน  คืออารมณ์และ

ความนึกคิดก็จะสงบ  ในตอนท้ายหรือตอนที่ละเอียด  ก็จะเห็นธาตุรู้หรือความ

รู้ที่มีอยู่  ผู้พิจารณาดู  ก็เป็นผู้รู้อยู่

 แม้ในครู่หนึ่งกับขณะหนึ่ง ก็เป็นผู้รู้อยู่ขณะหนึ่ง ๆ

รู้อยู่กับรู้เช่นนี้ ไม่มีอดีตไม่มีอนาคต มีแต่ ปัจจุบัน หรือจะเรียกว่า  ไม่มีก็ได้

 เพราะรู้อยู่เท่านั้น อดีตอนาคตปัจจุบันไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง

      เพราะฉะนั้น  คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

 ที่พระองค์ได้ทรงกล่าวดีแล้ว

 เมื่อบุคคลนำเข้ามาในตนมาประพฤติปฏิบัติดูจนเห็นตามเป็นจริง 

ธรรมก็ได้ชื่อว่าเป็นอกาลิโก  ไม่มีกาลคือไม่มีเช้า  สาย  เที่ยง  บ่าย  เย็น

ไม่มีเด็ก  ไม่มีผู้ใหญ่  ไม่มีเกิด  ไม่มีแก่  ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย

 และผู้รู้  ก็เป็นอกาลิโก  ไม่มีกาล

 เมื่อไม่มีกาล ก็ไม่มีเกิด  ไม่มีแก่  ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย

ส่วนร่างกายที่ต้องเกิด  ต้องแก่  ต้องเจ็บ  ต้องตาย  

ก็เป็นไปตามเรื่องของสังขาร.

      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านแสดงว่าเป็นผู้ไม่ตาย  ตลอดถึงเป็นผู้ไม่

เกิดไม่แก่ไม่เจ็บ

 ก็เพราะทรงรู้ปัจจุบันธรรม  หรือรู้อยู่กับรู้นั่นเอง

  เพราะฉะนั้น  จึงมีพระพุทธภาษิตแสดงว่า

 " ปจฺจุปฺนฺนญฺจ  โย  ธมฺมํ  ตตฺถ  ตตฺถ  วิปสฺสติ  ผู้ใดดูปัจจุบันธรรม  

เห็นอยู่ในที่นั้น  ๆ

 ในกาลนั้น ๆ  คือไม่เลือกที่  ไม่เลือกกาล   อสํหิรํ  ไม่ย่อหย่อน  คือไม่

ท้อแท้ อสงฺกุปฺปํ  ไม่กำเริบ  คือไม่ฟุ้งซ่านหรือไม่อวดดี  ตํวิทฺธามนุพฺรูหเย  

พึงขบหรือเจาะ  คือพิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง  แล้วเจริญอยู่นี่  ได้ชื่อว่า  

" ภทฺเทกรตฺต "  เป็นผู้มีราตรีอันเจริญ

 คือเห็นตามเป็นจริงแล้วเจริญอยู่เสมอ. "

 

    ผู้พิจารณาดู  แม้ยังไม่เห็น  เพียงแต่คาดคะเนสันนิษฐาน ก็จะเห็นได้ว่า  

ย่อมผ่องใสเป็นสุขอยู่กับปัจจุบันธรรม  หรือเห็นปัจจุบันธรรมอยู่ ความแก่  

ความเจ็บความตาย  ตลอดถึงความเกิดก็ไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้รู้ได้.  แต่ถ้า

เป็นผู้ไม่รู้หรือรู้ผิดจากความจริงไป

 ความแก่  ความเจ็บ  ความตาย  ตลอดถึงความเกิด  ก็ย่อมเข้ามาพัวพัน

เกี่ยวข้อง

 ทำให้บุคคลนั้น  ต้องเป็นผู้แก่  เป็นผู้เจ็บ  เป็นผู้ตาย  เป็นผู้เกิด

นี้เป็นธรรมที่ละเอียด  ผู้ไม่ในใจอาจไม่เข้าใจเนื้อความไม่เห็นเนื้อความได้

     แต่ถ้าผู้สนใจพิจารณาดู  แม้ไม่รู้จริงเห็นจริงก็จะพอเห็นทางได้

  การปฏิบัติเช่นนั้นเป็นไปเพื่อ  วิวัฏฏะ  คือความไม่หมุนไม่เวียน

ตรงข้ามกับ  วัฏฏะ  คือต้องหมุนเวียนตามธรรมดา

 คนเราย่อมหมุนเวียนกันอยู่เหมือนดังคนวิ่งแข่งกันไป  หนักเข้าคนหน้าก็อาจ

จะมาอยู่ข้างหลังของคนหลังได้เวียนกันไปอยู่เช่นนี้ไม่รู้จักจบ  จนตายแล้วเกิด

ใหม่ก็วิ่งวนเวียนกันไป

  แต่ว่าแยกออกได้  คือวนเวียนไปทางชั่วที่ให้เกิดทุกข์โทษแก่ตัวและแก่ผู้อื่น

ส่วนหนึ่ง 

เวียนไปทางที่ดีให้เกิดสุขประโยชน์แก่ตนและแก่บุคคลอื่นอีกส่วนหนึ่ง  แต่ไม่

ใช่วิวัฏฏะคือปราศจากหมุนเวียน, 

 ต่อเมื่อพิจารณาธรรมที่เป็นปัจจุบัน  เจาะแทงหรือขบให้เห็นตามเป็นจริง แม้

ชั่วครู่เดียวหรือชั่วอึดใจเดียว  นั่นเป็นไปเพื่อวิวัฏฏะคือไม่หมุนไม่เวียน

 เป็นบุญเป็นกุศลอย่างสูง แม้บุคคลจะมีจิตยินดีอยู่ในกามภพ  รูปภพ  อรูป

ภพ  ก็ตาม  แต่ถ้าได้กำหนดปัจจุบันธรรมให้เห็นตามเป็นจริงแล้ว  ภพที่เป็น

กามภพ  รูปภพ  อรูปภพ  ก็จะเจริญ

ยิ่งขึ้นไม่มีเสื่อมลง  มีแต่คงที่หรือเจริญยิ่งขึ้นไปได้กว่าจะถึงที่สุด

  เกิด  แก่  เจ็บ ตายไม่มีใครต้องการ  ต้องการแต่ไม่เกิด  ไม่แก่ ไม่เจ็บ 

ไม่ตาย  แต่จะเป็นเช่นนี้ได้ก็ต้องอาศัยรู้  เพราะพิจารณาเห็นปัจจุบันธรรม

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นอมตะ  ผู้ไม่ตาย  ก็เพราะทรงรู้เห็นธรรม

ที่เป็นปัจจุบัน

 ผู้รู้อยู่เช่นนั้น  แม้จะทำจะพูด  จะคิดกิจการอะไร  ก็ไม่ทำให้เสียความรู้ที่รู้

แล้วนั้นไป

 เหมือนดังคนที่รู้ว่าไฟร้อน  เห็นไฟหรือนึกถึงไฟเมื่อไรก็รู้ว่าร้อนอยู่เสมอ

           เพราะฉะนั้น  การฟังคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่ง

เรียกว่าพระพุทธศาสนาอันประกาศแสดงสัจจธรรมจึงเป็นบุญในชั้นต้น,  เมื่อ

พิจารณาเนื้อความให้เข้าใจก็เป็นบุญในชั้นที่สอง เมื่อปฏิบัติตามไปด้วย  กาย 

ด้วยวาจา  ด้วยใจ  ก็เป็นบุญชั้นที่สาม

  จนถึงรู้แจ้งเห็นจริง  รู้จักปัจจุบันธรรม  ธรรมเป็นจริงเช่นนี้

 การปฏิบัติจึงเป็นไปด้วยดี  ทำชีวิตที่เกิดมาไม่ให้เป็นชีวิตชั่วไม่ให้เป็นชีวิต

เปล่า  แต่ให้เป็นชีวิตดี 

( วชิร.  ๗๐-๗๗ ).


คลิก ดู ศาสนธรรม ด้วย 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 02/03/2017 เวลา : 19.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน