*/
  • แอร์หมึกดำ45
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : air_749@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-07-18
  • จำนวนเรื่อง : 15
  • จำนวนผู้ชม : 21229
  • จำนวนผู้โหวต : 5
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2552
Posted by แอร์หมึกดำ45 , ผู้อ่าน : 1748 , 16:35:28 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เล่าประสบการณ์

ละครชีวิตจริงของชายคนหนึ่ง

         จากวันนั้นถึงวันนี้  ตราบที่มีลมหายใจ

 

  ชีวิตนี้จะก้าวไป      ทำให้ได้ดังใจหวัง

ความภาคภูมิใจในชีวิตและแรงผลักดันสู่ความสำเร็จ

คนเราเกิดมาตั้งแต่มองตาดูโลก ต่างคนต่างก็ต้องมีความภาคภูมิใจในชีวิตของตัวเองอยู่แน่นอนไม่มากก็น้อย แต่จะอยู่ที่ว่าเราจะจดจำสิ่งเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่แล้วมนุษย์เราจะจำได้ดีระหว่างเรื่องที่ดีที่สุด และเรื่องที่เลวร้ายที่สุด การที่เราจดจำเรื่องดีๆในอดีตบางครั้งก็เป็นแรงพลัดดันให้เรา กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ สำหรับกระผมแล้วก็มีความภาคภูมิใจในชีวิตหลายเรื่องด้วยกัน เช่นภูมิใจที่ได้เกิดมาในครอบครัวแห่งนี้ กับการที่ได้มาเป็นลูกของพ่อและแม่ เพราะทำให้ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิต ถึงแม้จะเกิดในครอบครัวที่ยากจนก็ตาม แต่ก็สามรถที่จะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ไม่นำความเดือดร้อนให้กับใคร

 

สำหรับความภาคภูมิใจในชีวิตของตนเอง คือ ด้านการเรียนและประสบการณ์การทำงาน อย่างที่ได้กล่าวมา ข้างต้นว่ากระผมเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน และประกอบกับมีพี่น้องหลายคน ทุกคนก็ต้องการเรียนหนังสือ จึงทำให้แต่ละวันต้องมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ต้องเฉลี่ยกันไป ตอนอยู่ประถมศึกษา จำได้ดีว่าแม่ให้เงินไปเรียนคนละ 6 บาท เหมือนกันทั้ง 5 คน โดยที่ตอนเช้าแม่จะหุงข้าวไว้ก่อนไปเรียน แล้วก็ไปทำงานและตอนเที่ยงเราก็จะเดินกลับมากินข้าวที่บ้าน ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร บางวันก็ไม่กลับ เป็นเช่นนี้จนกระผมจบ ป.6

         เข้ามาเรียนในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้าน 40 กิโลเมตร และเมื่อกระผมเข้าเรียนพี่ชายก็เรียนอยู่ ม.2 ต้องตัดสินใจลาออกเพราะอยากให้กระผมได้เรียนต่อ และเขาออกมาทำงานส่งเสียกระผมเรียนอีกแรงหนึ่ง ขณะที่เรียนมัธยมกระผมก็ทำงานไปด้วยโดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม โดยจะรับจ้างทุกอย่างเช่น กรีดยาง ขุดบ่อน้ำ ไถ่นา แบกไม้ยาง ก่อสร้างบ้าน และทำสวนยาง เพื่อนำเงินมาเป็นทุนการศึกษาของตนเองและที่สุดๆของชีวิตคือ ช่วง ม.5-6 

ได้สมัครทำงานเป็นยามรักษาความปลอดภัยที่ องค์การบริหารส่วนตำบล เดือนละ 4,000 บาท ช่วงนี้เป็นช่วงของสถานการณ์ความไม่สงบ เกิดเหตุร้ายอยู่ทุกๆวันเช่นเผ้าโรงเรียน อบต. และสถานที่ราชการต่างๆ กลัวอยู่เหมือนกันว่าจะเกิดเหตุร้ายกับตัวเอง เพราะต้องเดินทางมาตอนเย็นหลังจากที่กลับจากโรงเรียนประมาณ 5 โมงเย็นมาเข้าเวร และออกเวรกลับบ้านตอน 5 โมงเช้าเพื่อที่จะได้อาบน้ำแต่งตัวขึ้นรถโรงเรียนตอน 6 โมงเช้า จะเป็นเช่นนี้จนเรียนจบ ม.6 

 แน่นอนย่อมมีผลกระทบต่อการเรียนเป็นธรรมดา เพราะจะนำการบ้านไปทำที่ทำงานไม่ได้ ต้องระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา และการบ้านทุกอย่างต้องทำให้เสร็จจากโรงเรียน หรือค่อยทำวันศุกร์เพราะเป็นวันหยุดเรียน แต่ผลการเรียนก็ไม่กระทบมากหนักอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้  และสอบเข้ามหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ช่วงปิดเทอมก็ได้ทำงานอยู่บริษัทเสฟร์กิน สะเดา และขณะเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 ใกล้ประสบความสำเร็จแล้ว

แรงจูงใจและแรงผลักดันที่ทำให้กระผมตั้งใจเรียนจนจบ ม.6 และต่อปริญญาตรีได้ มี 3 สาเหตุหลักๆ คือ

1)      แรงพลัดดันจากพ่อแม่

2)      ความจน

3)      การดูถูกจากคนรอบข้างในชุมชน

แรงผลักดันจากพ่อและแม่ ในครอบครัวของกระผมยังไม่มีใครที่เรียนจบ ม.6 เลย ส่วนใหญ่แล้วจะจบ ป.6 ก็จะทำงานรับจ้างทั่วไป บางคนก็ไปทำงานอยู่มาเลย์ มีเพียงกระผมเพียงคนเดียวที่เป็นความหวังของพ่อแม่ และท่านก็ให้กำลังใจมาตลอด จำได้ว่าตอนที่กลับจากมหาลัยช่วงแรกๆท่านยังถามว่าเป็นไงบ้าง เหนื่อยไหม เรียนหนักหรือเปล่า  ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วย ผอมไปเยอะเลยละ (ลูกชายคนนี้ไม่ต้องการสิ่งใดเลยจากผู้มีพระคุณแค่คำไม่กี่คำแค่นี้ก็มากหมายเกินที่จะบรรยายแล้ว)

แถมยังมั่นใจด้วยว่าลูกคนนี้จะเป็นที่พึ่งของเขาในอนาคตได้  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้กระผมมีกำลังใจในการเรียนหนังสือ และไม่ให้พ่อแม่ผิดหวังในตัวผม ถึงแม้บางครั้งเกิดการน้อยใจตัวเองที่ต้องทำงานด้วยและเรียนไปด้วย อยากได้อะไรเหมือนคนอื่นๆแล้วไม่ได้ แต่ตอนนี้คิดได้ว่าที่ผ่านมานั้นมันมีประโยชน์มากๆ เป็นประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถซื้อในตลาดได้ ทำให้กระผมเข้าใจสังคมมากขึ้น หากไม่มีวันที่ทุกข์ยากในวันนั้นคงไม่มีอย่างทุกวันนี้ได้ (ต้องขอบพระคุณพ่อและแม่) และผมไม่เคยคิดเสียใจเลยที่ได้เกิดมาเป็นลูกของท่านทั้งสองและจะตอบแทนพระคุณโดยไม่ให้ท่านต้องผิดหวัง  ในตัวลูกคนนี้เลย

ความจน

ครับครัวของกระผมเป็นครอบครัวที่ยากจนอย่างที่ได้กล่าวมา แต่ด้วยความจนทำให้เราต้องสู้กับอุปสรรค์ต่างๆ จึงเกิดความคิดว่ามีแนวทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เรา ยกระดับของตัวเองได้ คือการเรียนให้สูงๆ มีงานทำที่ดีๆ สร้างฐานะของตนเองและช่วยเหลือพ่อแม่ ไม่ให้ลำบากในยามชรา เพราะท่านเหนื่อยมามากแล้ว และผมก็ไม่ยอมตกอยู่ในวงจรอุบาตร ..โง่..จน..เจ็บ.. ที่เป็นภาระของสังคม คนจนก็มีสมองแต่ขาดโอกาสก็เท่านั้นเอง

การดูถูกจากคนรอบข้าง

ตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ ม. ต้น มีคนดูถูกว่า “คนอย่างมึงเรียนไม่จบม.ต้นแน่นอนเหมือนพี่ชายมึงนั้นแหละ เพราะทางบ้านก็ยากจน แถมครอบครัวทั้งตระกูลไม่มีใครเรียนจบ ม.6 เลย อย่างดีก็ไม่พ้นแค่ ม.2” คำพูดนี้ยังค้างอยู่ในใจถึงทุกวันนี้ เป็นแรงผลักดันให้ผมต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราทำได้ เหมือนกัน ถึงแม้ตระกูลเราจะไม่ฉลาด ไม่รวยก็ตาม สมองคนเราพระเจ้าให้มาเหมือนกัน หากไม่มีพรสวรรค์ ก็ต้องใช้พรแสวง   ขอแค่ตั้งใจและพยายามไม่มีอะไรอยากเกินความสามารถเราได้  

  จากแรงพลัดดันดังกล่าวทำให้กระผมได้มาเรียน ณ. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานีแห่งนี้ และได้เรียนนักศึกษาวิชาทหารจนจบปีที่ 5 ถือว่าได้รับความสำเร็จมาแล้วก้าวหนึ่ง แต่ยังเหลืออีกครึ่งก้าวที่จะต้องทำคือ ต้องเรียนให้จบมหาวิทยาลัยให้ได้

คงไม่เกินความสามารถเพราะจะจบ ปี 4 แล้ว ถึงแม้ชีวิตจะต้องผ่านอุปสรรค์มามาก กับการเรียนของเด็กจนๆคนหนึ่ง แต่นี่เป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต และประการณ์ชีวิตที่ล้ำค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

น้ำตาหยาดสุดท้ายในชีวิต    การที่สูญคนที่เรารักไป (พี่ชาย)

พี่ชายคนนี้เป็นคู่กัดกันมาตั้งแต่เด็กๆ ทะเลาะได้ทุกวันไม่มีวันไหนที่เราไม่ได้ทะเลาะกัน แต่เป็นการทะเลาะแบบพี่น้องกันไม่นานก็ดี แล้วก็มีเรื่องกันอีก จะเป็นเช่นนี้จนกระผมขึ้น ม. ปลาย และพี่ชายคนนี้จะเป็นคนที่เสียสละมาก โดยที่ยอมลาออกการเรียนของตนเองมาทำงาน ให้โอกาสผมเรียนต่อบางครั้งพี่ชายก็จะช่วยออกค่าเล่าเรียนให้กับผมในยามที่พ่อแม่ส่งไม่ทัน และเมื่อถึงอายุเกณฑ์ทหารพี่ชายก็สมัครทหาร หวังที่จะเรียนต่อทางทหาร เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากหนัก อีกทั้งได้เงินเดือนของทหารระหว่างเรียนด้วย

โดยสมัครเป็นทหารอากาศอยู่สองปี ช่วงนี้เราไม่มีโอกาสได้เจอหน้ากัน แต่ทุกครั้งที่พี่กลับบ้านก็เป็นช่วงที่ผมไปเรียน หรือพี่จะอยู่บ้านเพียงวันสองวัน ทุกครั้งที่กลับจะเอาของฝากให้กับทุกคนในบ้านด้วย และพี่ก็ได้สัญญากับผมว่าจะส่งเสียให้เรียนจบปริญญาตรี และพ่อกับแม่เขาจะเป็นคนเลี้ยงเอง จะพาไปอยู่ในค่ายด้วย หรือเช่าบ้านอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่หมู่บ้านแห่งนี้  เมื่อครบสองปีพี่ชายก็สอบเป็น จ่าอากาศ และกลับมาอยู่บ้านรอเรียกตัว  เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็ไม่อยากอยู่เชยๆ จึงสมัครเป็น อาสาสมัครประจำอำเภอ แต่เป็นได้ไม่ถึงเดือนก็ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต ตำรวจสรุปสำนวนคดีว่า เป็นการก่อเหตุความไม่สงบ ทุกคนที่บ้านช็อกกับเหตุการณ์ ในครั้งนี้ โดยเฉพาะแม่เกือบเป็นบ้า อาหารก็ไม่กิน ไม่มีจิตใจในการทำงาน จนปัจจุบันนี้หากพูดถึงเรื่องพี่ชายแม่ก็จะร้องไห้ทุกครั้ง

  จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นช่วงที่ผมสอบ O-NET เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย จึงตัดสินใจว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว เพราะสงสารพ่อกับแม่ที่บ้านต้องทำงานหนัก และเป็นช่วงที่กระทบจิตใจพ่อแม่มาก อย่างน้อยหากมีลูกชายอีกคนหนึ่งอยู่บ้านคอยช่วยงาน อาจจะช่วยบรรเทาได้บ้าง ช่วงนี้เป็นช่วงที่บ้าบิ่นมากจากที่นิสัยไม่ค่อยยอมใคร ก็พยายามที่จะสืบหาข้อมูลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่ชายนั้นสาเหตุเกิดจากอะไร ทำไม่ต้องเก็บพี่ชายผมด้วย เรื่องนี้รู้ว่าเสี่ยงมากอาจถึงแก่ชีวิตได้  โดยเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งด้วยวัยนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องชำระความให้ได้ ตายเป็นตาย แต่เมื่อพ่อรู้เรื่องว่ากำลังสืบหาต้นต่อว่าใครทำและกลัวว่าจะเสียลูกชายไปอีกคนหนึ่ง จึงให้สมัครเรียนต่อระดับปริญญาตรี และไม่ให้กลับบ้านอีกเลย นอกจากมีเรื่องจำเป็นเท่านั้นหากจะกลับบ้านก็ต้องโทรไปบอกก่อน จนเรียนอยู่ ปี 2 จึงจะให้กลับบ้านได้อย่างปกติแต่ต้องระวังตัวอยู่ตลอด

  หากสมารถแก้ไขอดีตได้ ก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนี้กับครอบครัว เพราะการสูญเสียคนที่เรารักไปสักคนโดยไม่มีโอกาสรำลา หรือแม้แต่คำว่าขอโทษ เมื่อไปถึงเห็นร่างนอนอยู่โดยที่ไร้วิญญาณ มันแสนเจ็บปวดมากกว่าสิ่งใด หากตายเพราะเหตุอื่นคงไม่ถึงขนาดนี้ แต่นี้เป็นฝีมือของมนุษย์ด้วยกัน ขณะที่เขาเจ็บปวด อยากได้ความช่วยเหลือแต่เราไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย ทั้งๆที่ตอนที่เขามีชีวิตอยู่เขายอมสละทุกอย่างได้ก็เพื่อเรามาโดยตลอด แม้แต่อนาคตของตนเอง

 หากย้อนเวลาไปได้ก็ได้อยากทะเลาะกันอีก เพราะยิ่งเราทะเลาะมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรักคิดถึงเขามากเท่านั้น ความเจ็บปวด ความแค้นกับเหตุการณ์ก็จะติดอยู่ในใจตลอดเวลาซึ่งมันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย มีแต่เพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเองเท่านั้น ควรที่จะนำอดีตมาเป็นบทเรียน เพราะเราจะต้องเดินไปข้างหน้า และต้องสานต่อเจตนารมณ์ของพี่ชาย โดยต้องเรียนให้จบและเลี้ยงดูพ่อแม่แทนเขาให้ได้ เพราะนั้นเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุด

เขียนโดย ......แอร์หมึกดำ45....

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 แอร์หมึกดำ45 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เด็กนับดาว20 วันที่ : 04/10/2009 เวลา : 20.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Deknabdaw

เอาคำดูถูกของเขามาคิดแล้วผลักดันตัวเองให้สูงขึ้น ให้เขาเห็นว่าเราทำได้ ส่วนความจนนั้นคนเราเลือกเกิดไม่ได้ มีคนจนเยอแยะไปที่ได้ดี ขอเพียงอย่าดูถูกตัวเอง ครอบครัว ความจนไม่ใช่สิ่งที่จะมาแบ่งแยกความเป็นคน จะรวยจะจนก็คนเหมือนกัน สู้ต่อไปเป็นกำลังให้เสมอ

ความคิดเห็นที่ 2 แอร์หมึกดำ45 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
จ่าแจ๊ค วันที่ : 10/09/2009 เวลา : 17.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/human

สู้ๆ และเรียนให้จบให้ได้นะคะ
ช่วงนี้ ตานีเป็นอย่างไรบ้าง

ความคิดเห็นที่ 1 แอร์หมึกดำ45 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สีน้ำกับสีฝุ่น วันที่ : 10/09/2009 เวลา : 16.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/seanamkabseafoon

เป็นกำลังใจให้นะคะ
ความจนไม่เคยทำให้คนตาย...สู้ๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน