• ปยุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : prayoot_k@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-12-22
  • จำนวนเรื่อง : 35
  • จำนวนผู้ชม : 192288
  • ส่ง msg :
  • โหวต 23 คน
ตำราโหราศาสตร์ที่น่าสนใจ
อธิบายสาระสำคัญของหนังสือโหราศาสตร์ที่น่าสนใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ajarnyoot
วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม 2552
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 1208 , 10:21:54 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เลือกฤกษ์มงคลด้วยตนเอง

โดย Pallas

พฤศจิกายน 2550 

บทนำ

เป้าหมายสำคัญข้อหนึ่งของวิชาโหราศาสตร์คือ การชี้แนวทางในการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะฟ้า อันจะทำให้คนเราได้รับผลดีที่เกิดจากการกระทำของเราเองอย่างเต็มที่ และบรรเทาผลร้ายจากผลการกระทำของเราเช่นกัน วิธีการสำคัญอย่างหนึ่งคือ การเลือกเวลาที่เหมาะสมในการประกอบการนั้นๆที่ต้องการ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า “หาฤกษ์มงคล” นั่นเอง

โหราศาสตร์ว่าด้วยการให้ฤกษ์นั้น มีศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Electional Astrology” ซึ่งมาจาก Election หรือการเลือกเวลาที่เหมาะสม (กรณีนี้ไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้ง) โหราศาสตร์สาขานี้ถือว่าเป็นศิลปสูงสุดในวิชาโหราศาสตร์ ที่มีความซับซ้อนและสำคัญอย่างมาก นักโหราศาสตร์ที่จะวางฤกษ์ได้นั้นจะต้องรู้ซึ้งในวิชาการโหราศาสตร์ดีพอ รู้ถึงน้ำหนักคุณและโทษ โดยพยายามให้เกิดโทษน้อยที่สุด

ด้วยความซับซ้อนดังกล่าวทำให้เมื่อไรก็ตามที่เราต้องการที่จะเลือกเวลาที่จะกระทำการบางอย่าง เช่น แต่งงาน, ขึ้นบ้านใหม่, เปิดบริษัท ฯลฯ ให้เกิดความเป็นมงคลหรือพูดเป็นภาษายุคนี้ว่า ให้ประสบความสำเร็จ เราจึงมักจะไปปรึกษานักโหราศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อให้คำปรึกษาในเรื่องนี้ ซึ่งผมก็สนับสนุนความคิดนี้เป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ในชีวิตประจำวัน เรามีเรื่องราวหลายอย่างที่อาจจะไม่สำคัญถึงขั้นจะต้องไปปรึกษานักโหราศาสตร์ เช่น การโทรศัพท์ติดต่อเรื่องสำคัญ, การติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่, การเริ่มต้นลดน้ำหนัก, การจัดการกองเอกสารให้เป็นระเบียบ, การบอกรักกับแฟน ฯลฯ ซึ่งเราก็อยากให้งานเหล่านี้เป็นไปด้วยดี ในกรณีนี้ เราสามารถนำเทคนิคทางโหราศาสตร์ที่ง่ายๆไม่ซับซ้อนมาใช้ได้ นั่นคือ “ยามสากล (Planetary Hours)”

ที่มา

ยามสากล (Planetary Hours) เป็นเทคนิคการเลือกฤกษ์ทำการให้เกิดความเป็นมงคลกับงานนั้นๆ เทคนิคนี้ได้รับการค้นพบและใช้งานมาตั้งแต่ยุคโบราณ สันนิษฐานว่าเกิดในยุคเดียวกับจุดเริ่มต้นของโหราศาสตร์ ณ บริเวณเมโสโปเตเมีย เมื่อกว่า 4,000 ปีก่อน และน่าจะเป็นที่มาของชื่อวันทั้ง 7 ในรอบสัปดาห์ (รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดอ่านในบทความ โหราศาสตร์กับที่มาของวันทั้ง 7 ในรอบสัปดาห์)

ในยุค 4,000 ปีก่อนนั้น นักปราชญ์ได้สังเกตการโคจรของดาวเคราะห์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าทั้ง 7 ดวง และพบว่า อัตราการโคจรที่สังเกตเห็น (Apparent Motion) ของดาวเหล่านั้นมีความช้าเร็วไม่เท่ากัน เมื่อนำมาเรียงลำดับจากอัตราการโคจรช้าไปหาเร็ว ก็จะเรียงลำดับได้ดังนี้ เสาร์, พฤหัส, อังคาร, อาทิตย์, ศุกร์, พุธ, และจันทร์ ลำดับเช่นนี้เรียกกันว่า ลำดับคาลเดียน (Chaldean Order) เพราะชาวคาลเดียน กลุ่มชนซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของบาบิโลนและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ เป็นผู้ค้นพบ

เมื่อนักปราชญ์ในยุคนั้นสามารถเรียงลำดับอัตราการโคจรของดาวเคราะห์ทั้ง 7 ได้แล้ว จึงนำมาปรับใช้กับการกำหนดชั่วโมงในแต่ละวันและกำหนดชื่อวันในแต่ละสัปดาห์ กล่าวคือ แบ่งวันแต่ละวันเป็น 24 ชั่วโมง และกำหนดให้มีดาวเคราะห์ประจำชั่วโมง เริ่มต้นจากรุ่งอรุณของวันแรกให้ดาวเสาร์ซึ่งโคจรช้าที่สุดเป็นดาวประจำชั่วโมง ชั่วโมงที่สองให้ดาวพฤหัสเป็นดาวประจำชั่วโมง จากนั้นเป็น ชั่วโมงอังคาร, ชั่วโมงอาทิตย์, ชั่วโมงศุกร์, ชั่วโมงพุธ และชั่วโมงจันทร์ พอขึ้นชั่วโมงที่ 8 ก็เริ่มที่ชั่วโมงเสาร์ใหม่ เมื่อเรียงลำดับตามวิธีนี้ ชั่วโมงที่ 24 ก็คือ ชั่วโมงอังคาร ดังนั้น ชั่วโมงที่ 25 หรือรุ่งอรุณของวันที่สอง ก็คือ ชั่วโมงอาทิตย์ จึงเรียกชื่อวันที่ 2 ว่าวันอาทิตย์นั่นเอง เมื่อวนนับเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะได้วันที่สามเป็นวันจันทร์, ตามด้วยวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส และวันศุกร์ ก็ครบสัปดาห์พอดี เมื่อขึ้นวันใหม่ก็จะวนกลับมาที่วันเสาร์อีกครั้งนั่นเอง ข้อสังเกตของระบบการนับวันแบบนี้ คือการตัดวันใหม่จะเริ่มเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ไม่ใช่ตอนเที่ยงคืนอย่างปฏิทินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การกำหนดความนานของชั่วโมงในระบบยามสากลนี้ จะไม่เหมือนกับชั่วโมงตามนาฬิกาในยุคปัจจุบันที่เท่ากับ 60 นาทีเสมอ โดยในระบบยามสากล ความนานของชั่วโมงจะแบ่งเป็นชั่วโมงกลางวัน (Diurnal Hours) กับชั่วโมงกลางคืน (Nocturnal Hours) ซึ่งในฤดูร้อน ชั่วโมงกลางวันจะนานกว่าชั่วโมงกลางคืน เพราะดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาวที่ดวงอาทิตย์ขึ้นช้า ตกเร็ว ชั่วโมงกลางวันจะสั้นกว่าชั่วโมงกลางคืน ทั้งนี้ ในแต่ละปีจะมีวันที่เวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากันเพียง 2 วันเท่านั้น คือ ที่จุดวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) ประมาณวันที่ 21 มีนาคมของทุกปี และที่จุดครีษมายัน (Autumn Equinox) ประมาณวันที่ 23 กันยายนของทุกปี

นอกจากนี้ เวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและดวงอาทิตย์ตกในแต่ละวันยังมีความแตกต่างกันไปตามละติจูดและลองจิจูดของสถานที่ที่เราอยู่ด้วย เช่น ในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ณ กรุงเทพมหานคร (ละติจูด 13 องศา 45 ลิบดา เหนือ, ลองจิจูด 100 องศา 31 ลิบดา ตะวันออก) ดวงอาทิตย์จะขึ้นเวลา 6:20 น. และตกเวลา 17:47 น. แต่หากเราอยู่ที่จังหวัดสงขลา (ละติจูด 7 องศา 12 ลิบดา เหนือ, ลองจิจูด 100 องศา 36 ลิบดา ตะวันออก) ดวงอาทิตย์ขึ้นเวลา 6:12 น. และตกเวลา 17:55 น. เป็นต้น (เวลาที่อ้างถึงเป็นเวลาที่ได้ปรับเป็นเวลานาฬิกาหรือเวลามาตรฐานประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องปรับเวลาท้องถิ่นอีก)

วิธีการคำนวณ

การคำนวณหายามสากลนั้น เริ่มต้นเราต้องทราบเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและดวงอาทิตย์ตกของวันนั้น ณ สถานที่ที่เราอยู่ ก่อน จากนั้น หาความนานของชั่วโมงกลางวันด้วยการนำเวลาดวงอาทิตย์ตก ลบด้วย เวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วนำมาหารด้วย 12 จะได้ระยะเวลาในแต่ละชั่วโมงของกลางวัน ส่วนการหาความนานของชั่วโมงกลางคืนหาได้ด้วยการนำเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นของวันถัดไป ลบด้วย เวลาที่ดวงอาทิตย์ตกของวันนี้ หารด้วย 12

ลองมาดูตัวอย่างกัน ในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ณ กรุงเทพมหานคร (ละติจูด 13 องศา 45 ลิบดา เหนือ, ลองจิจูด 100 องศา 31 ลิบดา ตะวันออก) ดวงอาทิตย์จะขึ้นเวลา 6:20 น. และตกเวลา 17:47 น. และดวงอาทิตย์จะขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ย. เวลา 6:20 น. เมื่อเราจะหาชั่วโมงกลางวันของวันเสาร์ที่ 10 พ.ย. เรานำเวลา 17:47 น. ลบด้วยเวลา 6:20 น. ได้ผลลัพธ์คือ 11 ชั่วโมง 27 นาที หารด้วย 12 ได้ระยะเวลาของชั่วโมงกลางวันเท่ากับ 57 นาที 15 วินาที เมื่อนำเวลา 57 นาที 15 วินาที บวกเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นของวันเสาร์ที่ 10 ก็จะได้ชั่วโมงเสาร์ นั่นคือ 6:20 – 7:17 น. และเรียงลำดับชั่วโมงตามลำดับคาลเดียน จนถึงเวลาดวงอาทิตย์ตก 17:47 น.

สำหรับชั่วโมงกลางคืน ก็นำเวลา 6:20 น.ซึ่งเป็นเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นของวันอาทิตย์ที่ 11 ลบด้วยเวลา 17:47 น. ซึ่งเป็นเวลาดวงอาทิตย์ตกของวันเสาร์ที่ 10 ได้ผลลัพธ์คือ 12 ชั่วโมง 33 นาที หารด้วย 12 ได้ระยะเวลาของชั่วโมงกลางคืนเท่ากับ 62 นาที 45 วินาที เมื่อนำเวลา 62 นาที 45 วินาที บวกเวลาดวงอาทิตย์ตกของวันเสาร์ที่ 10 ก็จะได้ชั่วโมงที่ 13 ของวันนั้นหรือชั่วโมงพุธ นั่นคือ 17:47 – 18:50 น. จากนั้นเรียงลำดับชั่วโมงกลางคืนตามลำดับคาลเดียน จนถึงชั่วโมงอังคาร ระหว่างเวลา 4:14 – 6:20 น. ซึ่งเป็นชั่วโมงสุดท้ายของวันเสาร์ตามระบบยามสากล

เราสามารถสรุปชั่วโมงตามระบบยามสากลของตัวอย่างที่ยกขึ้นมาได้ตามภาพด้านล่าง ดังนี้

อ่านดูแล้ว อาจจะรู้สึกว่าการคำนวณค่อนข้างยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ความยุ่งยากดังกล่าวสามารถดำเนินการโดยให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์คำนวณให้ โปรแกรมโหราศาสตร์ชั้นนำหลายโปรแกรมจะมีฟังก์ชั่น Planetary Hours ให้ เช่น โปรแกรม Nova Chartwheel, Solar Fire ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอีกโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาสำหรับใช้งานระบบยามสากลโดยเฉพาะ เช่น Sundial Software แต่โปรแกรมที่ผมนิยมที่สุด เพราะเป็น Freeware ที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ นั่นคือ โปรแกรม ChronosXP ซึ่งสามารถดาวน์โหลดมาลงที่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ โดยโปรแกรมจะฝังตัวเองอยู่ที่ Startup Program และจะปรากฏสัญลักษณ์ดาวที่เป็นเจ้าของชั่วโมงนั้นๆที่มุมขวาล่างของ Desktop ทำให้สะดวกในการดูได้ตลอดเวลาที่เปิดคอมพิวเตอร์ และยังมีฟังก์ชั่นพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษได้อีกด้วย (ทุกท่านสามารถไปดาวน์โหลดได้ตาม weblink ด้านล่าง)

การนำไปใช้งาน

เมื่อเราทราบตารางการเปลี่ยนชั่วโมงยามในแต่ละวัน คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการนำไปประยุกต์ใช้งานจริง หลักการนำไปใช้เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน โดยเป็นการนำปรัชญาความหมายของดาวที่เป็นเจ้าของชั่วโมงนั้นๆในการเลือกเวลาให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะดำเนินการ ดังนี้

ชั่วโมงเสาร์ (Hour of Saturn)

ธรรมชาติของดาวเสาร์ คือ ความจริงจัง กฎระเบียบ ความนาน ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องการการจัดการอย่างเป็นระเบียบ ต้องการความจริงจัง มีวินัยและความรับผิดชอบ งานที่ต้องการ เช่น การจัดเก็บเอกสารที่ระเกะระกะให้เป็นระเบียบ, การเริ่มต้นเลิกบุหรี่ เป็นต้น นอกจากนี้ งานที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ก็มีความหมายสอดคล้องกับดาวเสาร์เช่นกัน ทำให้บางท่านใช้ชั่วโมงเสาร์ในการเซ็นสัญญาซื้อขายบ้านที่ดิน แต่สำหรับเรื่องอื่นๆแล้ว ไม่ควรที่จะเซ็นสัญญาในชั่วโมงเสาร์ เพราะอาจส่งผลให้งานมีอุปสรรคได้

ชั่วโมงพฤหัส (Hour of Jupiter)

เหมาะสมสำหรับงานที่ต้องการความสำเร็จ มีการขยายตัว โดยทั่วไปแล้วชั่วโมงพฤหัสจะเป็นชั่วโมงที่ดี เหมาะสำหรับการเริ่มโครงการ เปิดบริษัท หรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่ต้องระมัดระวังเช่นเดียวกันเพราะข้อเสียของดาวพฤหัสคือการขยายตัวจนอาจเกินความต้องการ จึงไม่เหมาะกับกิจกรรมบางอย่าง เช่น หากเริ่มต้นลดน้ำหนักในชั่วโมงนี้ มักจะไม่ได้ผล เพราะมักจะลดอาหารไม่ได้ เป็นต้น

ชั่วโมงอังคาร (Hour of Mars)

เหมาะสำหรับทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง ออกเหงื่อ อาศัยความเข้มแข็ง กล้าหาญ เช่น การออกกำลังกาย กิจกรรมกลางแจ้ง อย่างไรก็ตาม ในชั่วโมงอังคารจะต้องระมัดระวังการติดต่อประสานงาน เพราะอังคารหมายถึงการเผชิญหน้า และอาจนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้

ชั่วโมงอาทิตย์ (Hour of Sun)

ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลและเป็นแหล่งพลังงานของโลก ดังนั้น ในทางโหราศาสตร์ อาทิตย์จะหมายถึง ความเป็นผู้นำ ความโดดเด่น เป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น ดังนั้น ชั่วโมงอาทิตย์จึงเหมาะสำหรับดำเนินการเกี่ยวกับหน้าที่การงานให้ประสบความสำเร็จ การจ้างงาน การเลื่อนตำแหน่ง การนำเสนองาน การพูดในที่สาธารณะ การเข้าพบบุคคลที่มียศมีตำแหน่ง รวมไปถึงการเก็งกำไรและการลงทุนอีกด้วย

ชั่วโมงศุกร์ (Hour of Venus)

เหมาะสำหรับงานสังคม งานเกี่ยวกับความบันเทิง ศิลปะ ความงาม ความรัก สร้างความสมานฉันท์ การแก้ไขข้อขัดแย้ง รวมถึงการพักผ่อนด้วย ดังนั้น หากจะบอกรักใคร ก็ควรที่จะบอกในชั่วโมงนี้ แต่ไม่ควรไปบอกในชั่วโมงเสาร์ เพราะความรักอาจจะต้องถึงคราวยุติลงก็ได้ นอกจากนี้ ชั่วโมงศุกร์ยังเหมาะสำหรับการตัดผมเสริมสวยและกิจกรรมเสริมความงามทั้งหลายอีกด้วย

ชั่วโมงพุธ (Hour of Mercury)

ในทางโหราศาสตร์ ดาวพุธเป็นดาวแห่งการติดต่อสื่อสาร การใช้ความคิด การพูดคุยเจรจาแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ดังนั้น ชั่วโมงพุธจึงเหมาะสำหรับการใช้ความคิดอย่างมีเหตุมีผล การศึกษา การสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น การลงนามในเอกสารสำคัญ การติดต่อสื่อสาร การโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงการลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแก้ไขปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ และการส่ง E-mail สำคัญๆอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากดาวพุธมีการโคจรถอยหลังอยู่บ่อยครั้ง ในช่วงนั้นจะส่งผลให้การติดต่อสื่อสารมักจะมีปัญหาหรือล่าช้า ดังนั้น ในช่วงดาวพุธโคจรถอยหลัง เราต้องระมัดระวังการติดต่อสื่อสาร หรือทำข้อตกลงใดๆ โดยควรมีการตรวจทานซ้ำให้มั่นใจว่าไม่ผิดพลาด

ชั่วโมงจันทร์ (Hour of Moon)

เหมาะสำหรับการกระทำการที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง งานที่ไม่ต้องการความยั่งยืนถาวร ไม่ผูกมัด งานที่ใช้สัญชาตญาณหรือจินตนาการ งานที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง งานเกี่ยวกับเรื่องราวในบ้านและครอบครัว เช่น ออกไปซื้อของเพื่อนำมาตกแต่งบ้าน, ทดลองทำอาหารสูตรใหม่เพื่อทานกับครอบครัว

ตัวอย่างการใช้งาน

เพื่อเป็นตัวอย่างการประยุกต์นำความรู้เรื่องนี้ไปใช้งานในชีวิตประจำวัน ผมขอยกตัวอย่างวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2550 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นวันครบรอบการเปิดเว็บไซต์ Horauranian.com พอดี และได้คำนวณชั่วโมงยามไว้เรียบร้อยแล้วในหัวข้อ วิธีการคำนวณ

หากเราต้องการจะไปตัดผมเพื่อให้ออกมาดูดี เราก็ควรที่จะเลือกไปหาช่างตัดผมในชั่วโมงของดาวศุกร์ ซึ่งในเวลากลางวันจะมี 2 ช่วงคือ เวลา 10:09-11:06 น. และเวลา 16:50-17:47 น. สมมุติว่าเราเลือกช่วงเวลา 5 โมงเย็น เราก็อาจจะโทรไปนัดช่างผมก่อนเพื่อความแน่นอน แล้วไปถึงที่ร้านช้ากว่าเวลาฤกษ์สัก 5-10 นาทีเผื่อนาฬิกาเราเดินไม่ตรง (ตำราโบราณบางเล่มให้ทำการหลังเริ่มชั่วโมงยามนั้นไปแล้วประมาณ 15 นาที เผื่อความผิดพลาดของการคำนวณและนาฬิกา เนื่องจากยังไม่มีคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้การคำนวณเที่ยงตรงได้)

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากเราคิดว่าจะโทรไปบอกยกเลิกบัตรเครดิตที่มีอยู่หลายใบเหลือเกิน (ส่งผลให้เราใช้จ่ายเกินกว่าที่ควรจะเป็น) และเกรงว่าทาง Call Center ของบัตรเครดิตจะยื่นข้อเสนอดีๆให้เราจนเราอาจใจอ่อนไม่ยกเลิก เราก็ควรจะเลือกชั่วโมงเสาร์ เพราะจะทำให้เราหนักแน่น ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งในวันที่ 10 พ.ย. 50 ก็จะมีชั่วโมงเสาร์อยู่หลายรอบ เราก็อาจจะเลือกชั่วโมงเสาร์ในเวลา 13:01-13:58 น. เพราะไม่เช้า ไม่ค่ำจนเกินไป

ยามสากล vs ยามอัฏฐกาล

ในโหราศาสตร์ไทย มีระบบยามที่เรียกว่า “ยามอัฏฐกาล” ซึ่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่ใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่โบราณ ส่วนใหญ่นิยมเอามาใช้ในการทายของหาย ข่าวคราว หรือการเจ็บไข้ ซึ่งเป็นลักษณะของกาลชะตา (Horary) คือใช้เวลาขณะที่คนมาหาเป็นตัวตั้งในการพยากรณ์โดยไม่ต้องคำนวณดวงชะตาของผู้มาดูเลย อย่างไรก็ตาม ในคัมภีร์ก็มีให้ดูประกอบการให้ฤกษ์ยามเช่นกัน แต่เท่าที่ผมสังเกตพบว่าไม่ค่อยได้รับความนิยมในการให้ฤกษ์ยามเท่าไรนัก ตรงนี้แตกต่างกับยามสากลที่คนมักนิยมใช้ในการกำหนดฤกษ์ยามง่ายๆมากกว่าใช้พยากรณ์กาลชะตา

คำว่า “อัฏฐ” แปลว่า แปด ดังนั้น ยามอัฏฐกาลคือการแบ่งเวลากลางวันหรือกลางคืนออกเป็น 8 ช่วงเท่าๆกัน ดังนั้น แต่ละช่วงจะมีความนานเท่ากับ 1 ชั่วโมง 30 นาที (มาจากนำ 12 ชั่วโมงตั้งหารด้วย 8) ระบบยามอัฏฐกาลของไทยเรานี้ไม่ต้องคำนวณเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตก แต่จะใช้เวลา 6:00 น.เป็นเวลาเริ่มต้นยามกลางวัน และ 18:00 น. เป็นเวลาเริ่มต้นยามกลางคืน เหตุผลที่ทำเช่นนี้ได้ ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรทำให้เวลาดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตกจะอยู่ประมาณ 6 โมงเช้าหรือ 6 โมงเย็นไม่แตกต่างมากนัก โหราจารย์ของไทยในอดีตจึงใช้เวลาประมาณไปเลย ซึ่งทำให้สะดวกอย่างมากในการนำไปพยากรณ์

ระบบยามอัฏฐกาลจะเริ่มยามแรกของวันด้วยดาวประจำวันนั้นๆ เมื่อนับไปแปดลำดับก็ครบยามกลางวัน และเริ่มต้นยามกลางคืนด้วยดาวประจำวันนั้นๆอีกที ซึ่งไม่เหมือนกับยามสากลที่นับต่อเนื่องกันไปเลย นอกจากนั้นชื่อยามของดาวเคราะห์เดียวกันสำหรับยามกลางวันกับยามกลางคืนจะไม่เหมือนกัน เช่น อาทิตย์ ยามกลางวันเรียกว่า สุริชะ ยามกลางคืนเรียกว่า รวิ, จันทร์ ยามกลางวันเรียกว่าจันเทา ยามกลางคืนเรียกว่าศศิ เป็นต้น ลำดับของยามอัฏฐกาลสามารถสรุปได้ดังตารางด้านล่าง

 

จากตารางที่แสดง เราจะพบว่า ลำดับของยามกลางวันของยามอัฏฐกาลเป็นไปตามลำดับคาลเดียน (Chaldean Order) เช่นเดียวกับยามสากล นั่นคือ เสาร์ (๗) พฤหัส (๕) อังคาร (๓) อาทิตย์ (๑) ศุกร์ (๖) พุธ (๔) และจันทร์ (๒) แต่ลำดับยามอัฏฐกาลภาคกลางคืนจะเป็นการนับถอยหลังข้ามไป 1 ลำดับ นั่นคือ เสาร์ (๗) พุธ (๔) อาทิตย์ (๑) พฤหัส (๕) จันทร์ (๒) ศุกร์ (๖) และอังคาร (๓) จากจุดนี้เองทำให้ผมเชื่อว่าต้นกำเนิดของยามอัฏฐกาลของไทยเราก็น่าจะมาจากเมโสโปเตเมียเช่นกัน เพียงแต่โหรโบราณท่านได้นำมาปรับแก้เพิ่มเติมจนพัฒนากลายมาเป็นยามอัฏฐกาลดังที่เห็น

สรุป

หลักการเรื่อง ยามสากล นี้ถือว่าเป็นเทคนิคทางโหราศาสตร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี แม้ว่าการคำนวณชั่วโมงยามในแต่ละวันอาจจะดูยุ่งยาก แต่ยุคสมัยนี้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็ช่วยลดเวลาและความยุ่งยากจากการคำนวณได้ ทำให้ภาระที่เหลือสำหรับผู้ที่ต้องการกำหนดฤกษ์มงคลอย่างง่ายก็เหลือเพียงแต่การแปลความหมายของดาวประจำชั่วโมงนั้นๆให้สอดคล้องกับกิจการงานที่เราจะดำเนินการเท่านั้น ซึ่งบทความนี้ก็ได้ให้กรอบแนวคิดกว้างๆไว้เป็นแนวทางแล้ว จึงอยากเชิญชวนให้ผู้สนใจที่จะเลือกฤกษ์มงคลด้วยตนเองทดลองนำไปใช้งานเพื่อให้เกิดความเป็นมงคลในชีวิตของท่านเอง

เอกสารอ้างอิง 

1. http://chronosxp.sourceforge.net/en/, โปรแกรม Planetary Hours ที่เป็น Freeware
2. Maria Kay Simms, “A Time for Magick”,
3. Christopher Warnock, Esq., “Planetary Hours & Days”.
4. Arlene Kramer, “Planetary Hours”.
5. พลูหลวง, “ยามอัฏฐกาลแบบง่ายๆ”, เกษมบรรณกิจ.
6. พลูหลวง, “การให้ฤกษ์ฉบับง่าย”, เกษมบรรณกิจ.

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ธนาคารออมจุ๊บ วันที่ : 01/02/2009 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PunchBerry


เรื่องน่าอ่าน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Dr.Kaew วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 10.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/learning
ดร.แก้ว

เข้ามาทักทาย
และหาความรู้อีกศาสตร์ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
2CUTE วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 10.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/2cute

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ท่านเจ้าคุณ วันที่ : 30/01/2009 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sutku
สุทธิคุณ กองทอง 

ดีครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน