• Nepenthes
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : train_ake@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-14
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 447614
  • ส่ง msg :
  • โหวต 20 คน
หลังกำแพงแก้ว
เรื่องราวในวังหลวงและพระประวัติของเจ้านายฝ่ายใน สมัยรัชกาลที่ 5
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/akemeepool
วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน 2551
Posted by Nepenthes , ผู้อ่าน : 13382 , 12:01:15 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ   

เจ้าจอมมารดาเอมน้อย

    เจ้าจอมมารดาเอมน้อย ในรัชกาลที่ 3 ได้ให้ประสูติพระโอรส มีพระนามว่า พระองค์เจ้าชายลดาวัลย์ ประสูติวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2358 และในรัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี และโปรดเกล้า ฯ ให้ทรงกำกับกรมช่างสิบหมู่ และสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2417 

พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี

    พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ  ( พระราชนัดดาในรัชกาลที่ 3 ) ( หลาน ) มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าสาย และมีพระนามที่เรียกเล่น ๆ ในหมู่พระญาติใกล้ชิดว่า " เป๋า " เป็นพระธิดาใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี ประสูติวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2406 ทรงดำรงยศเป็นหม่อมเจ้าจนถึง พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็นพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ  ได้ทรงปฏิบัติราชการสนองพระมหากรุณาธิคุณในหน้าที่อำนวยการห้องพระเครื่องต้นของเสวยคาวหวาน ส่วนตำหนักที่ประทับของพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือของพระตำหนักสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ซึ่งในปัจจุบันตำหนักที่ประทับของพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ไม่มีแล้วคาดว่าจะถูกรื้อลงเนื่องจากสภาพความชำรุดทรุดโทรมที่ยากจะซ่อมแซม

พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ 

ห้องพระเครื่องต้น

   ห้องพระเครื่องต้นเป็นที่ประกอบพระกระยาหารของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ทรงกำกับดูแล ห้องพระเครื่องต้นมีลักษณะเป็นอาคารโถงชั้นเดียวขนาดใหญ่เดิมเป็นอาคาร 3 หลังในหมู่เดียวกัน มีหลังกลางเป็นหลังประธานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูงประมาณ 90 เซนติเมตร อีก 2 หลังเป็นเรือนบริวารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า บางส่วนยกพื้นสูง 1.35 เมตร ซึ่งตอนล่างเป็นที่เก็บของ ที่มุมด้านทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งของเตาไฟและปล่องควัน ส่วนด้านหน้าและด้านหลังของเรือนประธานเป็นลานโล่งมีกำแพงเตี้ย ๆ กั้นระหว่างเรือนบริวารทั้ง 2 หลัง ตรงกลางเป็นซุ้มประตูทำเป็นแบบตะวันตก เมื่อรวมลานทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้วจะเป็นอาคารโถงขนาดใหญ่

ภายในห้องพระเครื่องต้น

ภายนอกห้องพระเครื่องต้น

   อาคารหลังนี้มีโครงหลังคาเป็นไม้ ตอนกลางหลังคายกโครงสร้างเป็น 2 ชั้น ทำเป็นช่องระบายอากาศ ผนังโดยทั่วไปก่ออิฐฉาบปูน เสามีบัวหัวเสาเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตก อาคารหลังประธานพื้นปูด้วยหินอ่อนสีดำสลับขาวเป็นลายทแยงมุม พื้นที่ทางเดินโดยรอบปูด้วยอิฐทางตั้งเรียกว่า " อิฐตะแคง " ปูเป็นลายก้างปลา บานประตูและหน้าต่างเป็นบานไม้ลูกฟัก เปิดออก ใช้บานพับ มีขอสับ มีลูกกรงเหล็ก ( เหล็กดัด ) ที่บานหน้าต่างโดยรอบ

   พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ มีพระราชโอรส 1 พระองค์ และพระราชธิดา 3 พระองค์ รวมทั้งหมด 4 พระองค์  

สมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร

   1. สมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร จุฬาลงกรณ์ราชรวิวงศ์ อุภัยพงศพิสุทธิ์ วรุตโมภโตสุชาตบรมนฤนาถราชกุมาร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ประสูติวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2425 สิ้นพระชนม์วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2475 รวมพระชนมายุ 49 พระชันษา

สมเด็จเจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี

  2. สมเด็จเจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ประสูติวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2427 สิ้นพระชนม์วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2432 รวมพระชนมายุ 5 พระชันษา

สมเด็จเจ้าฟ้ามาลินีนภดารา

   3. สมเด็จเจ้าฟ้ามาลินีนภดารา สิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา ประสูติวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 สิ้นพระชนม์วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2467 รวมพระชนมายุ 39 พระชันษา

สมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล

   4. สมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ประสูติวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2429 ทรงเป็นพระราชธิดาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง ได้รับการโปรดเกล้า ฯ ให้รับราชการในหน้าที่ราชเลขานุการิณีและเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่เสด็จประพาสยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2450 ก็ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขากลับมาสู่ประเทศไทย ถึงสมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล ฯ พระองค์นี้เพื่อทรงเล่าเรื่องการเสด็จอย่างละเอียดลออ ซึ่งทำให้เกิดหนังสือรวบรวมพระราชหัตถเลขาเหล่านั้นว่า ชื่อว่า " ไกลบ้าน "  หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475 สมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล ฯ ได้ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาเสด็จออกไปประทับที่เมืองบันดุง ประเทศชวา และเสด็จสิ้นพระชนม์วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2483 ณ ประเทศชวา รวมพระชนมายุ 49 พระชันษา

พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ฯ

กับพระราชโอรสและพระราชธิดา ในรัชกาลที่ 5


จากซ้ายไปขวา
พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ , สมเด็จเจ้าฟ้ามาลินีนภดารา , สมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร , สมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล

   พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ได้ทรงกำกับราชการห้องเครื่องต้นถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาตลอดรัชกาล เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับซึ่งเป็นข้าหลวงของ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ เล่าว่า 

   " เรื่องห้องเครื่องที่จริงเป็นงานที่หนักมาก เงินหลวงปีละเก้าพันบาท สำหรับใช้จ่ายในการเลี้ยงดูองครักษ์ มหาดเล็ก กรมวัง ทหารรักษาวังเวร และแขกพิเศษ ดังนั้นเงินหลวงที่ได้รับพระราชทานจึงไม่พอใช้จ่าย ต้องเอาเงินส่วนพระองค์จ่ายเพิ่มเติม เพราะว่าข้าหลวงในพระองค์ ก็กินอยู่ในห้องเครื่องต้นด้วย จึงไม่สามารถแยกออกได้ ครั่นจะขอพระราชทานเพิ่มอีกก็ทรงเกรงว่าจะได้รับคำครหาว่าโลภมาก ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถแยกรายจ่ายออกจากส่วนกลางได้ ดังนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยไม่กราบบังคมทูล และเมื่อเงินส่วนพระองค์ไม่พอจ่ายก็ต้องขอยืมเงินพระญาติ แต่เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทราบความดังกล่าวจึงทรงเป็นตัวตั้งตัวตีเป็นพระธุระนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทราบถึงพระเนตรพระกรรณแล้ว จึงทรงได้รับพระราชทานเงินค่าเครื่องต้นเพิ่มจนเพียงพอ "

พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ (ซ้าย) และ เจ้าจอมเอื่ยม (กลาง) ถือหม้อขณะทรงกำลังเตรียมพระกระยาหารในห้องพระเครื่องต้น

   พระกระยาหารที่ทรงทำถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ทรงทำสนองพระยุคลบาทด้วยความจงรักภักดี เช่นเดียวกับที่ทรงทำถวายพระโอรสและพระธิดา สำหรับพระองค์เองแล้วอย่างไรก็ทนได้ เสวยได้ เล่ากันว่า เมื่อคราวหนึ่งทรงซื้อเงาะ 100 ผล ราคา 100 บาท เพื่อที่จะคว้านเงาะตั้งเครื่องเสวยให้สมเด็จพระธิดาทุกพระองค์ ส่วนเครื่องเสวยของพระองค์เองไม่โปรดให้มีเงาะผลละ 1 บาท เพราะแพงเกินไป ทรงรับสั่งว่า " ขอให้ลูกให้ผัวสุขสบายก็เป็นที่พอใจแล้ว " พระกระยาหารก็เหมือนกัน ข้าวเสวยของพระองค์เองโปรดอย่างข้าวกรากร่วงพรู ( ข้าวธรรมดา ) ส่วนพระกระยาหารของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และข้าวเสวยของสมเด็จพระธิดาทุกพระองค์ นุ่มเหมือนกันหมด  ผลไม้ก็โปรดที่จะปอกเสวยเอง ไม่ต้องคว้านเหมือนกับอย่างเครื่องต้น จนเมื่อทรงพระชราจึงทรงให้คนอื่นปอกถวายและเงาะก็เปลี่ยนมาเป็นการคว้าน ทรงพิถีพิถันในเรื่องเครื่องต้นที่จะตั้งถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอย่างยิ่ง ต้องทั้งสะอาด ปลอดภัย สวยงาม และมีรสชาติที่อร่อยด้วย ทรงระวังรอบคอบแม้ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ทรงจัดผลไม้ทั้งผลลงในภาชนะ ถ้าจะต้องใช้ใบไม้รอง จะทรงเลือกใบไม้หรือดอกไม้ที่ทานได้ เช่น ใบเล็บครุฑ ใบมะม่วง ใบชมพู่ เพราะว่าในใบไม้บางชนิดอาจมียางหรือสิ่งที่เป็นพิษแก่มนุษย์ที่จะเข้าไปโดยไม่ทันรู้สึกตัว จึงทรงงดเว้นโดยเด็ดขาด

   นอกจากจะมีฝีพระหัตถ์ทางด้านปรุงอาหารแล้ว ยังมีอีกข้อหนึ่งที่ทรงได้รับการยกย่องมาก คือ ทรงมีความฉลาดลึกซึ้ง และทรงแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างฉับพลัน เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ เล่าไว้ว่า

    มีอยู่งานหนึ่ง ที่มีการเลี้ยงพระที่วัดเบญจมบพิตร เจ้าหน้าที่จะทำกันท่าไหนไม่ทราบ สำรับพระขาดไปหนึ่งที่ พอถึงเวลาสวดมนต์จบเจ้าหน้าที่ก็ยกสำรับพระขึ้นเทียบอาสนสงฆ์ สำหรับทรงประเคน จึงเอะอะกันขึ้นมาว่าสำรับขาดหนึ่งที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นก็ทรงตรัสถาม ได้ความว่าสำรับพระขาดหนึ่งที่ ก็เสด็จลุกจากพระราชอาสน์เข้ามาในม่านที่ฝ่ายในเฝ้า ( เมื่อในอดีตจะแยกกันระหว่างฝ่ายหน้า และ ฝ่ายใน ไม่ร่วมกันเหมือนในปัจจุบัน ) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำเนินตรงไปที่ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ซึ่งกำลังยืนขึ้นรับเสด็จตามธรรมเนียม พระอิริยาบถแสดงชัดว่าทรงฉุน และมีพระราชดำรัสกับ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ว่า " สำรับพระขาด " พร้อมกันก็ทรงจับพระขนอง ( แขน ) ให้เสด็จออกไปที่อาสนสงฆ์ แต่ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ทรงมิได้เก้อเขินงงงันแต่อย่างใด ทรงบัญชาให้เจ้าหน้าที่เอากระบะไม้เท่าจำนวนของคาวหวานจากสำรับพระที่มีอยู่ และทรงแบ่งของคาวหวานจากสำรับพระที่มีอยู่อย่างละเล็กละน้อย ใส่ฝาชามที่จัดเป็นสำรับ แล้วก็ให้เจ้าหน้าที่ยกไปตั้งถวายพระองค์สุดท้ายได้ทันเวลา นับว่าทรงมีพระปฏิภาณไวพริบที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้สำเร็จลุล่วงเป็นที่เรียบร้อย เล่ากันว่าพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ในเวลานั้นต่างพากันสรรเสริญพระปัญญาที่เฉียบแหลม  

   ในสมัยนั้นการทำอาหารเลี้ยงพระไม่ได้อยู่ในความควบคุมของห้องพระเครื่องต้น แต่เป็นหน้าที่ของ " ทรงประเคน " ซึ่งมีหน้าที่จัดของเลี้ยงพระถวาย สำรับที่ขาดไปในคราวนี้เป็นความบกพร่องของพนักงานประเคน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเผลอว่าเป็นหน้าที่ของห้องพระเครื่องต้นจึงทรงให้ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ มาแก้ปัญหา ซึ่งพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ก็รับแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปโดยไม่ทรงปริพระโอษฐ์ ( ปาก ) เลยว่าเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ทรงประเคน

   พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ทรงกำกับห้องพระเครื่องต้น ทรงทำที่ในพระบรมมหาราชวัง และที่พระราชวังสวนดุสิต เมื่อช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชสำนักย้ายมาอยู่ที่พระราชวังสวนดุสิตเกือบจะเป็นการถาวร ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ได้สนองพระเดชพระคุณ ตลอดแผ่นดินจนสิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

   ในบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ ในปี พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักในพระราชหฤทัยว่า พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ทรงมีความจงรักภักดีต่อเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระชนกนาถเป็นที่สุด จึงทรงพระราชทานสถาปนาพระอิสริยยศให้สูงขึ้นเป็น " กรมพระ " และถวายสร้อยพระนามว่า " ปิยมหาราชปดิวรัดา " อันมีความหมายว่า พระภรรยาเจ้าที่ซื่อสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชยิ่งนัก จึงมีพระนามเติมว่า " พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา "  

   พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ทรงประชวรด้วยพระโรคมะเร็งในช่องพระโอษฐ์ ( ปาก ) สิ้นพระชนม์ ณ พระตำหนักที่ประทับในสวนสุนันทา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงไป สรงน้ำพระศพและทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เชิญพระศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งนงคราญสโมสร  ในพระราชวังสวนดุสิต และในการพระราชทานเพลิงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานโกศทองใหญ่อันเป็นพระโกศสำหรับทรงพระบรมศพ สมเด็จพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระบรมราชินี มาทรงพระศพ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ในการพระราชกุศลออกพระเมรุ และในการเชิญพระศพสู่พระเมรุ ก็ดี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเลื่อนพระเกียรติยศพระศพเป็นกรณีพิเศษ ให้สมฐานะที่ทรงเป็น " ปิยมหาราชปดิวรัดา "   




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

นางผู้เป็นที่รักของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

นางผู้เป็นที่รักของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

View All
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]