*/
  • อาคม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : akoms2001@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 3221
  • จำนวนผู้ชม : 5140284
  • จำนวนผู้โหวต : 1215
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1215 คน
Shelldon2

การแสดงเชลล์ดอนที่สยาม โอเชี่ยน เวิล์ด

View All
<< กุมภาพันธ์ 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณคิดว่าจังหวัดเชียงใหม่มีเสน่ห์และจุดขายที่ไหน
อุปนิสัยของคนเชียงใหม่
41 คน
ประวัติศาสตร์
18 คน
วัฒนธรรม
56 คน
สิ่งแวดล้อม-บรรยากาศ
136 คน
แหล่งธรรมชาติ
23 คน
แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
4 คน
แหล่งบันเทิง
7 คน

  โหวต 285 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by อาคม , ผู้อ่าน : 410 , 23:09:54 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

ศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับความเป็นมาของปัญหาแคชเมียร์เป็นสถานที่อันสวยงาม มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนา ในช่วงศตวรรษที่ 9 พื้นที่แห่งนี้มีผู้คนนับถือศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธเป็นทุนเดิม ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 14 เมื่อศาสนาอิสลามถือกำเนิดขึ้น พื้นที่แคชเมียร์เริ่มมีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากขึ้นจนกลายเป็นชนกลุ่มใหญ่ของพื้นที่ ผู้นำชาวมุสลิมได้เข้ามาปกครองแคว้นแคชเมียร์มาโดยตลอดจนกระทั้งปี 1819 จักรวรรดิซิกข์ในปัญจาบได้ยึดครองแคชเมียร์ในเวลาต่อมา เนื่องจากความเข้มแข็งของอาณาจักรโมกุลเริ่มอ่อนแอลง

ปี 1845 สงครามระหว่างจักรวรรดิซิกข์กับราชอาณาจักรอังกฤษ (Anglo-Sikh war) เกิดขึ้น ทำให้อังกฤษได้เข้ายึดครองแคชเมียร์และขยายพื้นที่ของกลุ่มบริษัทอินเดียตะวันออก (East India Company) มาจนถึงปัญจาบและแคชเมียร์

แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีภูเขาสูงล้อมรอบ ทำให้ยากต่อการเข้าถึงพื้นที่ อังกฤษตัดสินใจขายดินแดนดังกล่าวให้กับมหาราชา Gulab Singh ภายใต้เงื่อนไขต่อการจงรักภักดีอังกฤษ แต่การปกครองโดยมหาราชา Gulab Singh กลับมีลักษณะที่เกรียวกราดโหดร้ายโดยเฉพาะกับมุสลิม จนกระทั้งมุสลิมต้องตกอยู่ในสถานะผู้รับใช้ (ทาส) การถูกกดทับดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่พอใจ ในปี 1931 มุสลิมแคชเมียร์ได้เดินขบวนขับไล่ราชาแห่งจักรวรรดิซิกข์ เหตุการณ์ดังกล่าวมีมุสลิมประมาณ 20 คนถูกยิงเสียชีวิต และวันดังกล่าวถูกเรียกว่า วันแห่งผู้เสียสละ (Martyrs’ Day) หลังจากเหตุการณ์นั้น ชาวมุสลิมแคชเมียร์มีความพยายามเพื่อปกครองตนเองมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนมีการแบ่งแยกประเทศระหว่างอินเดียกับปากีสถานในปี 1947

เมื่ออินเดียได้รับเอกราช การแบ่งแยกประเทศด้วยความแตกต่างทางศาสนาระหว่างมุสลิมกับฮินดู กล่าวคือ ผู้นับถือศาสนาอิสลามให้อพยพไปอยู่ในปากีสถานและผู้นับถือศาสนาฮินดูให้ยังคงอยู่ที่อินเดีย เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความวุ่นวายทั่วทั้งอินเดีย เกิดการปะทะกันระหว่างฮินดูกับมุสลิม มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคน นับได้ว่าเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของภูมิภาคเอเชียใต้

ในขณะนั้นแคชเมียร์ถูกปกครองโดยมหาราชา Hari Singh ซึ่งได้ถูกถามว่าจะอยู่กับประเทศใดระหว่างอินเดียกับปากีสถาน เมื่อมหาราชา Hari Singh อยู่ในช่วงลังเลใจ ชาวมุสลิมแคชเมียร์ก็เริ่มก่อการเป็นกบฏ การรุกฮือของมุสลิมทำให้มุสลิมแคชเมียร์เสียชีวิตต่อเหตุการณ์ดังกล่าวกว่า 2 แสนคน กลุ่มมุสลิมติดอาวุธจากปากีสถาน (ส่วนหนึ่งเป็นเหมือนญาติพี่น้องกัน) เข้ามาช่วยมุสลิมและพยายามช่วยมุสลิมในแคชเมียร์ยึดครองพื้นที่จากมหาราชา Hari Singh จนต้องทำให้มหาราชา Hari Singh ต้องขอความช่วยเหลือจากอินเดีย อินเดียจึงยื่นข้อเสนอเพียงทางเดียวเท่านั้นว่า ถ้าต้องการให้อินเดียช่วยเหลือก็ต้องเลือกอยู่กับอินเดียเท่านั้น เมื่อมหาราชา Hari Singh ตกลงเลือกข้างที่จะอยู่กับอินเดีย อินเดียจึงส่งทหารเข้าไปช่วยรบกับกลุ่มกบฏมุสลิมในแคชเมียร์ และต่อสู้กับปากีสถาน

ในปี 1949 สงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถานเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อสงครามจบลง UN ได้กำหนดเขตการควบคุม Line of Control (Loc) แบ่งแยกเขตการควบคุมแคว้นแคชเมียร์ระหว่างอินเดีบกับปากีสถาน ตามมาด้วยสงครามในปี 1965 และ 1999 ซึ่งเกิดความสูญเสียทางทหารและทรัพยากรจำนวนมาก พื้นที่แคชเมียร์จึงยังเป็นพื้นที่ข้อพิพาทที่ยังไม่มีข้อยุติใด ๆ

ชาวแคชเมียร์จึงพยายามสร้างอนาคตของตนเองด้วยการพัฒนาการเกษตร การท่องเที่ยว แต่ก็ต้องอยู่ไปด้วยกับสภาพแวดล้อมของความรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งจากการปะทะระหว่างมุสลิมแคชเมียร์กับทหารอินเดีย จนกลายเป็นความชินชาของสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงรอบด้าน

ด้วยแรงกดดันทางสังคม กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่งในแคชเมียร์จึงพยายามต่อสู้กับอินเดียด้วยการสนับสนุนอาวุธจากกลุ่มก่อการร้ายที่มีฐานที่มั่นอยู่ตามตะเข็บชายแดนระหว่างปากีสถานและอินเดีย หนึ่งในนั้นคือกลุ่ม Jaish-e-Mohammed (JeM) ที่ก่อการร้ายในเมือง Pulwama ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดังนั้นการตอบโต้ทางทหารของอินเดีย เพื่อทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มก่อการร้าย JeM อาจเป็นการจุดฉนวนสงครามอย่างเป็นทางการระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

ใครคือกลุ่ม Jaish-e-Mohammad
สาเหตุของความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับปากีสถาน จนนำไปสู่การตอบโต้ทางทหาร และอาจเป็นประเด็นที่จะเป็นฉนวนสงคราม คือ ปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้าย Jaish-e-Mohammad, JeM (ทหารของศาสดามูฮำหมัด) ซึ่งได้ก่อการร้ายในเมือง Pulwawa ในแคว้นแคชเมียร์ของอินเดียในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นความรุนแรงในรอบหลายสิบปีที่ประสบต่อคนที่สำคัญด้านความมั่นคงของอินเดีย ล่าสุดอินเดียได้ส่งเครื่องบินรบทางอากาศเพื่อตอบโต้กลุ่มก่อการร้าย JeM มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 300 คน และมีปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปากีสถานก็ได้ตอบโต้ปฏิบัติดังกล่าว หลังจากที่อินเดียละเมิดน่านฟ้าผ่านเขตการควบคุม (LoC) ปากีสถานได้ยิงเครื่องบินรบของอินเดียตก 2 ลำ และยังได้คุมตัวนักบินไว้ได้ 1 คน ทำให้สถานการณ์อยู่ระหว่างการสงวนท่าทีทางทหาร ไปพร้อมกับการเตรียมพร้อมต่อการตอบโต้ทางทหารด้วย ส่งผลให้การบินระหว่างประเทศต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางเนื่องจากอินเดียและปากีสถานต้องปิดน่านฟ้าในบริเวณดินแดนข้อพิพาทดังกล่าว

File photo of Indian soldier in Kashmir

กลุ่มก่อการร้ายที่อ้างตนเองว่าเป็น ทหารของศาสดามูฮำหมัด เริ่มจากการก่อตั้งโดยผู้นำทางศาสนา Maulana Masood Azhar ในเมืองการาจี ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2000 Azhar ซึ่งเคยเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายที่รัฐบาลอินเดียได้จับกุม หลังจากเหตุการณ์จี้เครื่องบินแอร์อินเดีย เที่ยวบินที่ IC-814 ในปี 1999 ต่อมากกลุ่ม JeM ได้พยายามสร้างเครือข่ายกับกลุ่มก่อการร้ายอื่น ๆ อาทิ Harkat-ul-Mujahideen (HuM) ในปากีสถาน และได้เคยพบกับอุซามะฮ์ บิน ลาดิน ในอัฟกานิสถานด้วย โดยสร้างเป้าหมายร่วมในการต่อสู้กับทหารสหรัฐในอัฟกานิสถาน

การปลุกระดมแนวคิดสุดโต่งของกลุ่มก่อการร้าย JeM เริ่มจากการปลูกฝังแนวคิดอุดมการณ์ทางศาสนาที่ผิดเพี้ยน เพื่อดึงกลุ่มก้อนของมุสลิมทั้งในอัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย เข้าร่วมปฏิบัติการของกลุ่ม JeM นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อการปลดปล่อยมุสลิมที่ถูกกดขี่ในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในแคว้นแคชเมียร์ด้วย

ในปี 2000 กลุ่ม JeM ได้เคยก่อการร้ายในเมืองศรีนาคา เมืองหลักของแคชเมียร์มาแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มการปกครองของอินเดียในแคชเมียร์ และผนวกแคชเมียร์เข้ากับปากีสถาน ในขณะเดียวกัน ปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้าย JeM ก็สร้างความปั่นป่วนในด้านการรักษาความมั่นคงในปากีสถานเองด้วย ในปี 2003 ปากีสถานได้ต่อต้านกลุ่ม JeM และกลุ่มก่อการร้ายอื่น ๆ แต่ไม่สามารถปราบปรามได้ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

กลุ่มก่อการร้าย JeM มีจำนวนสมาชิกประมาณ 300 – 400 คน ซึ่งได้รวบรวมมาจากปากีสถานและในแคชเมียร์ มีการตั้งค่ายฝึกฝน การต่อสู้ในเชิงปฏิบัติการการก่อการร้าย สมาชิกส่วนใหญ่จะมาจากสถาบันทางการศึกษา (มัดดารอซะฮ์) ในปี 2001 กลุ่มก่อการร้าย JeM ได้ขยายการตั้งแคมป์ในอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มตาลิบันกำลังอ่อนแอลง อิทธิพลของกลุ่ม JeM ยังแพร่กระจายไปยังประเทศอื่น ๆ อาทิ บังคลาเทศ เนปาล และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง เพื่อสร้างความชอบธรรมในปลดปล่อยแคชเมียร์จากการปกครองอินเดีย

อย่างไรก็ตาม มีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า การสร้างกลุ่มก้อนที่แข็งแกร่งได้ขนาดนั้น จะต้องมีท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนการต่อสู้อย่างไร จากข้อมูลเกี่ยวกับท่อน้ำเลี้ยงดังกล่าว คงต้องพิจารณาถึงประเด็นเงินทุนหรือเงินบริจาค (ซากาต) ที่ได้ช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั้งในปากีสถานและแคชเมียร์ มีหน่วยงานระดมทุนอย่าง Al-Rashid Trust ที่สนับสนุนช่วยเหลือสมาชิกของกลุ่ม JeM และกลุ่ม Taliban สหรัฐจึงมีมาตรการอย่างเข้มงวดในการปราบปรามกลุ่มสนับสนุนการก่อการร้าย โดยกำชับให้ปากีสถานตรวจสอบที่มาทางการเงิน และตรวจสอบหลักสูตรสถาบันทางศาสนา เพื่อระงับการเติบโตของกลุ่มก่อกการร้ายในปากีสถาน อย่างไรก็ตาม ปากีสถานยังไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการดังกล่าว แม้ว่าใช้นโยบาย Soft Approach และ Hard approach แล้วก็ตาม

ที่มา : www.facebook.com/CUSouthAsianStudies

อ้างอิง : 1 Surinder Kumar Sharma Anshuman Behera (2014) Militant Groups in South Asia Institute for Defence Studies and Analyses, New Delhi หน้า 187-194
2. https://economictimes.indiatimes.com/…/article…/61470363.cms

เรื่องเชื่อมโยง:

  1. เสน่ห์ศรีนาคา:มงกุฎใต้ฟ้าหิมาลัยในความหนาวเหน็บแต่หัวใจอบอุ่น
  2. สัมผัสหิมะต้นฤดูที่แคชเมียร์: ไต่ระดับสู่”กุลมาร์ค” แดนทุ่งหญ้าของดอกไม้ (Meadow of Flower)
  3. หลบน้ำท่วมไปนอนบ้านเรือกลางทะเลสาบแคชเมียร์
  4. ควบม้าสู่อ้อมกอดหิมาลัยที่โซนามาร์คท้องทุ่งแห่งทองคำ Meadow of gold แห่งแคชเมียร์
  5. ชวนชมสวนต้นแบบโมกุลของแคชเมียร์-อินเดีย
  6. จีน-อินเดียคู่รักคู่รบ:ชนวนพรมแดนหิมาลัยรอระอุที่แคชเมียร์-จัมมู (JK)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
wullopp วันที่ : 01/03/2019 เวลา : 06.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

อินเดีย ปากีสถาน
เป็น
เพื่อนบ้านของไทย...

ขอให้ เหตุการณ์นี้ ผ่านพ้นไป
โดย
ทุกคนทุกฝ่ายเดือดร้อนน้อยที่สุด

ขอให้
ชาวอินเดีย
ชาวปากีสถาน
ชาวไทย
ประสบความสำเร็จในด้านดีทุกๆ ด้าน

เมื่ออินเดีย ปากีสถาน
มี สันติภาพ
มี ความเจริญแล้ว

ขอ เรียนเชิญ
ชาวอินเดีย ปากีสถาน
เข้ามาเที่ยวไทย ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน