• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 173
  • จำนวนผู้ชม : 910907
  • จำนวนผู้โหวต : 174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 174 คน
<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2552
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 3678 , 15:41:40 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เนื่องในวันครบรอบวันพระราชสมภพ

ของ สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

วันที่ 2 เมษายน 2552

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและแสดงถึงอัฉริยะภาพของพระองค์ท่าน ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์แปล เรือง "แสงโคมของไอ้ร์เค่อ" จากหนังสือ "เพียงวันพบ วันนี้ที่สำคัญ" จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์นามมีบุ๊คแอพลิเคชั่น ออกสู่ที่สาธารณะ เพื่อให้เป็นประโยชน์คุณูปกรณ์แก่บรรดาพสกนิกรชาวไทย มา ณ โอกาสนี้เทอญ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญตลอดกาลนานเทอญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า

Blogger สายลมที่ผ่านมา

~~ คำนำ ~~

หนังสือ เพียงวันพบวันนี้ที่สำคัญ เป็นการรวบรวมเรื่องที่ข้าพเจ้าแปลไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน เห็นว่าน่าจะตีพิมพ์เผยแพร่ให้ผู้อื่นมีโอกาสอ่านวรรณกรรมต่างประเทศที่มีคุณค่าเป็นการจรรโลงความคิดและความเข้าใจมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น

งานแปลงที่นำมารวมพิมพ์ครั้งนี้ ได้แก่

๑. บทละครเรื่อง "ปลวก" ของ กุนเธอร์ ไอช์ นักเขียนชาวเยอรมันในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
๒. ความเรียงเรื่อง "แสงโคมของไอ้ร์เค่อ" ของ ปาจิน นักเขียนจีนเรืองนามในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
๓. เรื่องสั้นขนาดยาวเรื่อง "สาวน้อยเสี่ยวหยูว" ของ เหยียนเกอหลิง นักเขียนจีนรุ่นปัจจุบัน

บทละครเรื่อง "ปลวก" เคยตีพิมพ์ในนิตยสารมติชน สุดสัปดาห์ ส่วนสองเรื่องหลังยังไม่เคยตีพิมพ์

การนำวรรณกรรมรูปแบบต่างกัน วัฒนธรรมต่างกันมารวมพิมพ์เป็นเล่มเดียวกันอาจดูแปลก แต่ถ้าพิจารณาสาระและแนวคิดของเรื่องทั้งสาม จะเห็นว่าสอดคล้องกลมกลืนกัน คือ เป็นการพินิจความเสื่อมสลายทางจิตวิญญาณของสัมคมสมัยใหม่ ที่มนุษย์ใช้วัตถุเป็นเครื่องวัดความสุขในชีวิต ปล่อยให้ตนจมอยู่กับความสุขจอมปลอม ไม่รับรู้ความเป็นจริง และปัญหาอื่นใด หรือไม่กล้าพอที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนและของสังคม ยึดมั่นถือมั่นผิด ๆ จนถึงวาระสุดท้ายที่สายเกินแก้ วรรณกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การรู้ตระหนักในสัจธรรมย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ชื่อหนังสือเล่มนี้มาจากวรรคหนึ่งของบทกลอนชื่อ "วันนี้" ข้าพเจ้าแต่งเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๒๕ หรือ พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้ความคิดมาจากเพลง Today กลอนคำสุดท้ายที่ข้าพเจ้าเขียน คือ เพียงวันพบวันนี้ที่สำคัญ วันของฉันที่แท้แค่วันเดียว

วรรณกรรมทั้งสามเรื่องนี้ แม้จะแสดงถึงความเสื่อมสลาย แต่ผู้เขียนก็ยังไม่ได้สิ้นหวังสิ้นศรัทธาในความดีงามของใจมนุษย์ ยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความรัก เมตตาอาทรระหว่างมนุษย์ที่จะยังให้สังคมสงบสุข ท่ามกลางความแปรผันภยันตรายนานาที่มนุษย์ต้องเผชิญอยู่เสมอ

สิรินทร

๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

"แสงโคมของไอ้ร์เค่อ"

ยามพลบค่ำผมได้กลับมาพบบ้านเดิมที่จากไปถึง ๑๘ ปี อาศัยแสงอาทิตย์ลำสุดท้ายช่วงที่ท้องฟ้าค่อย ๆ สลัวลงนำทาง ถนนสายนี้ เรือนหลังนี้ดูจซ่อนเร้นสายตาของผมในตอนแรก เหมือนจะหลบเลี่ยงเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมานาน

ถึงถนนสายนี้และเรือนหลังนี้จะเปลียนแปลงหน้าตาไปจากเดิม แต่ผมก็ยังรู้สึกสนิทสนม รุ้จักมันเหมือนรู้จักตนเอง ถนนกว้าง เรือนกว้างขวาง ตรงประตูเรือนแทนที่จะมีโอ่งที่ดูสงบและสิงโตหิน กลับมีแต่กำแพงตระหง่าน พวกเราชอบขี่สิงโตตัวผู้คู่นั้นเล่น จนหลังมันมันขลับ ผมไม่ทราบว่าสิงโตนั้นหนีไปอยู่ที่ภูเขาไร้ผู้คนที่ไหน ทันใดนั้น ประตูใหญ่ก็เปิดกว้าง ฉากหินมีอักษรสี่ตัวว่า "ฉางอี้จื่อชุน (เจริญชั่วลูกหลาน)" อักษรสี่ตัวยังอยู่เหมือนเดิม สีไม่เปลียนไม่เลือนไม่ลอก

ผมมองดูฉากหินนั้นแล้วเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา เหมือนกับเห็นตนเอง ณ ที่นี่เมื่อ ๑๘ ปีก่อน ไม่ใช่สินะ เหมือนกับว่าผมมาเริ่มค้นหาความฝันเก่าที่แสดงออกมาตลอด ๑๘ ปีต่างหาก

ยามที่เฝ้าบ้านมองผมอย่างไม่ไว้ใจ เขาไม่รู้ความในใจของผม เขาไม่รู้ชายหนุ่มเมื่อ ๑๘ ปีก่อนคนนั้น เขาใช้สายตาไล่คนที่มีความทรงจำล้ำลึกมากมายอยู่ในใจ มืดแล้ว สายตาของผมมองเห็นน้อยลงทุกทีครั้นแล้วโคมไฟข้างในประตูก็สว่างขึ้น แสงโคมไม่สว่างอะไรนัก ตรงกันข้ามแสงโคมนี้กลับเพิ่มความมืดมนให้แก่หัวใจผม

ผมเดินกลับไปทางถนนที่ผมมาแต่แรก เดินไปได้สี่ห้าก้าว ก็หันขวับไปมองเรือนนั้นอีกครั้งหนึ่ง เห็นแสงลำน้อยท่ามกลางความมืดดังเดิม ราวกับว่าผมได้เห็นถ้วยน้ำแห่งความหวัง เพียงครู่เดียวก็ตกลงพื้นแตกสลายไป ใจผมทุกข์ระทมขึ้นมาทันที

ถนนที่สงบเงียบในเมืองถูกคลุมด้วยม่านแห่งรัตติกาล เหมือนกับว่าผมเห็นแสงโคมไฟแห่งเกาะฮาลี่ซี คงจะเป็นโคมที่พี่สาวชื่อ ไอ้ร์เค่อ จุดไว้ในยามค่ำคืน เธอใช้แสงโคมไฟส่งอทางให้น้องชายที่เดินเรือออกไปในทะเลจากไปแดนไกล ทุก ๆ คืนแสงโคมส่องสว่างอยู่ที่หน้าต่างของเธอ เธอรอน้องชายกลับมาอยู่อย่างนั้นจนวันตาย ในที่สุดเธอก็เข้าสู่สุสานอย่างสิ้นหวัง

ถนนยังคงเงียบ ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเคยขับลำนำนิทานโบราณของยุโรปอยู่ที่ข้างหูของผมเบา ๆ ที่นี่ไม่มีคนขับลำนำอย่รางนั้นแน่ ๆ คงต้องเป็นเพลงในหนังสือที่หลงเหลือมีอิทธิพลอยู่ในใจผม แต่ในเวลานี้ผมกลับนึกขึ้นมาถึงเรื่องของตนเอง

สิบแปดปีมมาแล้ว เช้าตรู่วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิตอนที่ผมจะจากเมืองนี้ไป ผมมีพี่สาวคนหนึ่งและสัญญาว่าวันหนึ่งผมจะกลับมาหาเธอ แล้วเล่าให้เธอฟังถึงเรื่องราวภายนอก ผมมั่นใจว่าผมจะทำตามสัญญาได้ ตอนนั้นพี่สาวผมเพิ่งออกเรือนเป็นเจ้าสาวใหม่ได้เพียงเดือนเศษ ทุกคนพูดว่าสามีเธอเป็นคนอ่อนโยนใจดี เธอควรจะมีชีวิตที่มีความสุขยืนนาน

แต่แล้วในที่สุด การจัดแจงของมนุษย์ก็ถูก "ความบังเอิญ" ทำให้พังพินาศไป นี่น่าจะเป็น "อุบัติเหตุ" แต่ว่า "อุบัติเหตุ" ครั้งนี้ทำลายหัวใจคนหนุ่มอย่างผมอย่างไร้ความปราณี ผมจากบ้านไปเพียงปีครึ่ง ก็ได้ข่าวว่าพี่สาวตาย พี่ชายเขียนจดหมายด้วยลายมือสั่นเทา ร่ำไห้เล่าว่าพี่สาวแสนดีถูกทารุณอย่างไร แล้วเล่าด้วยว่าหลังจากพี่สาวตายไป สามีดูเฉยเมยเย็นชา ที่เคยดูเหมือนว่าอ่อนโยนใจดีก็เปลียนไปด้วย ความเป็นมนุษย์ของเขาหายไป เขาพยายามตะเกียกตะกาย อยากได้ดิบได้ดี ผลก็คือ ตกแอ้กลงมา ในที่สุดก็ต้องหันไปพึ่งยาฝิ่นอยู่ไปวัน ๆ ส่วนพี่สาวนั้นตอนมีชีวิตอยู่ ผมก็ไม่ได้รักเธอเท่าที่ควร เมื่อเธอตายไปแล้วก็ไม่เคยทำอะไรรำลึกถึงเธอเลย

เธอมีชีวิตที่ว้าเหว่ ตายอย่างว้าเหว่

เธอตายไปแล้ว ความทุกข์ก็หมดไป นี่คือชะตากรรมของผู้หญิงยุคเก่าในบ้านเรา ผมออกจากบ้านไปเผชิญโลกภายนอก ๑๘ ปี ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังเรื่องพี่สาว นาน ๆ ทีผมก็ฝันถึงแสงโคมของไอ้ร์เค่อ ปีหนึ่งมาแล้วที่เซี่ยงไฮ้ ผมลืมตาฝัน ผมมองออกไปไกลนอกหน้าต่าง เห็นแสงโคมส่องสว่างเบื้องหน้าผมเป็นทะเลใหญ่ แสงโคมกำลังเพรียกหาผม ผมอยากให้แขนของผมเปลียนเป็นปีกจะได้โบยบินตามแสงโคมไปทันที

ความฝันนั้นกดดันจิตใจของผม เหมือนกับว่าผมต้องต่อสู้กับอุ้งมือหมู่มารที่มองไม่เห็น ผมมองโคมไฟนั้น ทางแสนไกล ผมไม่มีปีก มีแต่ความโหยหา บิน บิน บิน ไปให้พ้นจากวันเวลาอันทุกข์ทรมาน ไปให้พ้นจากฝันร้ายที่น่าพรั่นพรึง

ในที่สุดผมก็จากไปจนได้ ผ่านวันเวลา ๑๘ ปี อันยาวนานทีทับถมดั่งภูผา กลับมาบ้านเกิดที่เลี้ยงผมมาให้เติบโตและเป็นที่ซึ่งทำให้ผมหวลคิดถึงความหลังฝังใจนับไม่ถ้วน ผมเดินผ่านทางมามากแล้ว

เวลา ๑๘ ปีอะไร ๆ ดูเหมือนเปลียนไปหมด แต่ก็ดูจะไม่มีอะไรเปลียนแปลงเลย คนตายไปแยะ เรือนก็พังพินาศไปหลายหลัง ชีวิตที่น่ารักมากมายถูกฝังอยู่ใต้ดินเหลือง คนใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทต่อไปในโศกนาฏกรรมที่ไม่จำเป็นนี้ สิ้นเปลือง สิ้นเปลือง สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น เสียทั้งชีวิต จิตวิญญาณ อารมณ์และทรัพย์สิน เสียแม้แต่ความสำราญและเสียน้ำตา

ตอนที่ผมจากบ้านเป็นอย่างไร กลับมาก็ยังพบเห็นสภาพอย่างนั้น ผมถูกปิดล้อมอยู่ในวงจรเล็ก ๆ

ผมอดถามตนเองหลายครั้งไม่ได้ว่า ๑๘ ปีนั้นสูญเปล่าโดยสิ้นเชิงหรือไม่ หลายปีนี้ผมเปลี่ยนไปแต่เสื้อผ้าและถ้อยคำที่ใช้เท่านั้นหรือ ผมได้แต่ถูมือไปมาอย่างกระวนกระวายใจ ไม่กล้าตอบตนเอง

ในเมืองซึ่งผมไม่มีวันลืมนี้ ผมได้พักอยู่เป็นเวลา ๕๐ กว่าพลบค่ำ ผมเสียน้ำตาและรอยยิ้มอันร่าเริงไปไม่น้อย และทำให้คนอื่นพลอยเสียน้ำตาและรอยยิ้มเบิกบานไปด้วย ผมรีบมาและรีบไป

ผมมองดูบ้านเกิดด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์นี่อาจะเป็นครั้งสุดท้าย หัวใจผมเหมือนอยากจะแสวงหาอะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่ผมแสวงหานั้นไม่อาจพบได้ที่นั่นเป็นแน่ ผมไม่มีทางที่จะเหมือนกับป้าหรือพี่สะใภ้คนหนึ่งที่หาทางเข้าไปในคฤหาสน์หลังนั้น ซึ่งได้เปลียนมือมาหลายครั้งแล้ว มองดูต้นไม้ดอกไม้ในสวนแล้วก็ร้องไห้ทอดถอนใจกับความรุ่งเรืองและความเสื่อมของตระกูล

การเก็บเกี่ยวและบริโภคผลไม้รสขมขื่นของต้นไม้ที่เราปลูกเองนั้น เป็นพันธกิจของมนุษย์เรา

ผมไม่ได้เดินไปตามทางเดินเดียวกับคนพวกนั้น ผมจึงหารอยเท้าของผมไม่พบที่นั่น ผ่านไปตรงนั้นทีไรก็พบแต่อักษรสี่ตัว "เจริญชั่วลูกหลาน" อักษรสี่ตัวนี้อยู่มาก่อนผมเกิดไม่รู้นานเท่าไร คงเป็นสิ่งที่คุณปูเหลือตกทอดไว้ให้

ไม่นานมานี้ผมได้อ่านพินัยกรรมของคุณปู่ ท่านใช้มือเปล่าสองมือสร้างทรัพย์สมบัติของตระกูล แม้จนใกล้ตายก็ยังคิดสร้างความสุขสบายให้ลูกหลาน ท่านย้ำแล้วย้ำอีกให้ลูกหลานรักษาบ้านที่ท่านสร้างรวมทั้งหนังสือกับรูปภาพที่สะสมมาได้ด้วยความยากลำบากไว้ แต่คำตอบของลูกหลานก็คือ แบ่งกันและขายไป ผมรู้สึกแปลกใจว่าทำไมชายชราผู้ชาญแลาดเช่นนี้จึงไม่เข้าใจเหตุผลง่าย ๆ ว่าโภคทรัพย์ไม่มีทางคงอยู่ "เจริญชั่วลูกหลาน" ถ้าไม่ให้วิธีการและแนวทางดำเนินชีวิตแก่พวกเขา

"ครอบครัว" เป็นแวดวงสังคมเล็ก ๆ อาจทำลายการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางจิตใจของผู้เยาว์ ถ้าไม่ให้พวกเขาเปิดตามองดูโลกกว้าง โภคทรัพย์ก็อาจจะทำลายอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่และจิตใจอันสูงส่ง ถ้าใช้แต่เงินเพียงเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเอง

"เจริญชั่วลูกหลาน" อักษรสี่ตัวนี้ผมแค้นนักที่กระชากมันทิ้งไม่ได้ เพราะความคิดแบบนี้ทำให้วัยเยาว์แห่งชีวิตคนจำนวนมากต้องถูกทำลายให้พังภินท์ไป และจิตใจเปี่ยมความหวังถูกคุมขัง คนจำนวนมากใช้ชีวิตเหี่ยวแห้งและจำเจอยู่ในแวดวงแคบ ๆ นี้

นี่แหละ "บ้าน!" "บ้านที่หวานชื่น!" นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ผมควรกลับมา แสงโคมของไอ้ร์เค่อไม่ได้พาผมมาที่นี่แน่

ดังนั้นเช้าตรุ่วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ คนที่เคยมาส่งผมเมื่อ ๑๘ ปีก่อนก็มาส่งผมที่หน้าประตู ตอนนี้มีน้อยลงไปสามสี่คนแล้ว แต่ก็มีเพิ่มขึ้นมาสามสี่คน

เมื่อ ๑๘ ปีก่อนผมไม่เห็นแม้แต่เงาของพี่สาวครั้นั้นเป็นเพราะผมไม่รอเธอ ครั้งนี้เป็นเพราะผมหาสุสานของเธอไม่พบ มีแต่คุณอาคนหนึ่งและลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งไปส่งผมที่ท่ารถเมล์ เมื่อ ๑๘ ปีก่อน พวกเขาก็ตามไปส่งผมระยะหนึ่งเหมือนกัน

ผมสุขใจที่ได้มา แต่กลับออกไปอย่างทุกข์ใจ ขณะที่รถออกจากท่ารถเมล์ ใจผมคิดถึงเรื่องราวในอดีต ลมอ่อนยามเช้า ฝุ่นที่ตลบถนน เสียงเครื่องยนต์ ล้อรถที่เคลื่อนไป ท้องทุ่งกว้างใหญ่ที่ดอกผักบานสะพรั่ง ทั้งหมดนี่ขับไล่ความอาลัยอาวรณ์ของผมให้หมดไป

ผมไม่ใส่ใจคำเตือนของผู้ร่วมเดินทาง ผมยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่างรถ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ในธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ผมดีใจมากที่ออกมาจากแวดวงคับแคบของบ้านเสียได้ ไปสู่โลกอันกว้างใหญ่อีกครั้ง

ทันใดนั้นในทุ่งกว้างเบื่องหน้า ท่ามกลางแปลงถั่วเขียวขจีและไร้ผักดอกเหลืองอร่าม ผมรู้สึกเหมือนได้เห็นลำแสงสว่าง นี่สิถึงจะเป็นแสงโคมที่ผมเห็นบ่อย ๆ คงไม่ใช่แสงโคมของไอ้ร์เค่อที่เปล่งแสงออกมาแน่ ๆ พี่สาวที่น่าสงสารของผมตายไปแล้ว

นี่จะต้องเป็นโคมไฟในหัวใจผม โคมนี้นะส่องนำทางที่ผมควรจะไปอยู่เสมอตราบนิรันดร์

~~ บทนำเรื่อง ~~

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๐๐๔ ปาจิน นักเขียนเรืองนามของจีนในศตวรรษที่ ๒๐ มีอายุครบ ๑๐๐ ปี คนไทยรู้จักปาจินจากนวนิยายเรื่อง "บ้าน" หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า "เจีย" ที่มีผู้แปลเป็นภาษาไทยหลายสำนวน ปาจินเป็นนักคิดนักเขียนที่มีประสบการณ์กว้างไกล และสามารถเปลี่ยนแปลงประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นปรัชญาความคิดอันลึกซึ้งแหลมคม ข้าพเจ้าจึงสนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติชีวิตและงานเขียนของเขา และตัดสินใจเลือกแปลงานเขียนของเขาเรื่องหนึ่ง เพื่อเรียนรู้กระบวนความคิดของเขาในสภาพการณ์บ้านเมืองของประเทศจีนในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

ปาจิน มีชื่อจริงว่า หลี่เหราถัง หรือ เฟ่ยกาน ใน ค.ศ.๑๙๒๙ เขาเริ่มใช้นามปากกาว่า ปาจิน โดยนำพยางค์ต้นจากชื่อของ บาคูนิน (Bakunin) และพยางค์ท้ายชื่อของ โครโปตกิน (Kropotkin) ซึ่งเป็นนักคิดนักเคลื่อนไหวหัวรุนแรงชาวรัสเซียที่เขาชื่นชอบ แล้วมาใช้ให้เข้ากับสำเนียงภาษาจีนกลางว่า ปาจิน

ปาจินเกิดที่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน ในครอบครัวที่มีฐานะดี ทั้งพ่อและแม่มีการศึกษาสูง ปาจินได้เรียนหนังสือกับครูที่มาสอนที่บ้าน แต่เมื่อบิดามารดาถึงแก่กรรม ก็มีการทะเลาะเบาะแว้งกันภายในครอบครัว แล้วมาประจวบกับการเกิดเหตุการณ์ ๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๑๙ ที่ปัญญาชนจีนรวมพลังกันต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ที่ได้รับสิทธิในการเช่ามณฑลชานตงแทนเยอรมนี เหตุการณ์นี้นอกจากมีอิทธิพลต่อปัญญาชนนักปฏิวัติแล้ว ยังทำให้เกิดการเปลียนแปลงในวงวรรณกรรมจีนอย่างมาก

เหตุการณ์สำคัญข้างต้นมีอิทธิพลต่อชีวิตของปาจิน แม้ว่าขณะนั้นจะมีอายุเพียง ๑๕ ปี เขาได้ความคิดใหม่ ๆ เปิดสายตาสู่โลกกว้างและโลกใหม่ของนักปฏิวัติในปีต่อมา (ค.ศ.๑๙๒๐) เขาเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอนภาษาในนครเฉิงตู แล้วจากครอบครัวที่ถือประเพณีล้าสมัยอย่างเคร่งครัดไปสู่โลกภายนอกที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๓ จากนั้น ไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมสาธิตของมหาวิทยาลัยตงหนานที่นครนานกิง เพื่อหาความรู้ที่จะไปคต้นหาความจริงที่ประเทศตะวันตก

ใน ค.ศ. ๑๙๒๗ ไปอยู่ที่ปารีส แต่ในฤดูหนาวปีต่อมา ก็กลับมาอยู่เซี่ยงไฮ้อีก ระหว่างปลาย ค.ศ. ๑๙๒๘ - ๑๙๔๙ ปาจินมีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่เป็นนวนิยาย ๑๘ เล่ม รวมเรื่องสั้น ๑๒ เล่ม ความเรียงร้อยแก้ว (ส่านเหวิน) ๑๖ เรื่อง และแปลหนังสือด้วย

ปาจินได้สร้างสรรค์ผลงานจำนวนมากแก่วงวรรณกรรมจีน และมีอิทธิพลยิ่ง งานเขียนที่มีชื่อเสียงมีผู้แปลเป็นภาษาต่างประเทศถึง ๒๐ กว่าภาษา จนปาจินเป็นนักเขียนคนหนึ่งในไม่กี่คนของจีนที่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยค่าลิขสิทธิ์จากหนังสือ ไม่ต้องพึ่งเงินเลี้ยงชีพจากรัฐบาล

ปาจินเคยเป็นนายกสมาคมนักเขียนจีน มีเกียรติคุณในวงวรรณกรรมนานาชาติ ได้รับรางวัลจากต่างประเทศหลายรางวัล รวมทั้งได้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสถาบันศิลปะและอักษรศาสตร์อเมริกัน เมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นักเขียนที่กรุงปักกิ่ง ผู้บรรยายได้เล่าให้ฟังว่าปาจินเป็นผู้ริเริ่มเสนอความคิดให้รัฐบาลสร้างพิพิธภัณฑ์นี้

ปาจินเกลียดสังคมกึ่งศักดินากึ่งจักรวรรดินิยมเขาจึงใช้พรสวรรค์ผ่านปลายปากกาเผยแพร่ความคิดต่อต้านสภาพการณ์เช่นนั้น ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่ออุดมการณ์ ไปสู่การสร้างสรรค์ชีวิตใหม่ที่น่าพึงปรารถนาของมนุษย์ชาติ เขาตำหนิการศึกษาธรรมเนียมโบราญแบบขงจื๊อว่าไม่ถูกต้อง ต้องขจัดออกไปให้ได้ งานเขียนของเขาหลานเรืองโจมตีพ่อแม่ที่แสวงหาความร่ำรวยเพื่อลูกหลานแต่ไม่ให้การศึกษาเด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง

นวนิยายของปาจินพรรณาให้ผู้อ่านเห็นภาพชีวิตที่ยากลำบากของชาวนา กรรมกร คนด้อยโอกาส และการต่อสู้ของคนเหล่านั้น ส่วนความเรียงก็ล้วนเป็นงานที่ทรงคุณค่า เขีนยได้อย่างมีสีสัน มีเนื้อหาสาระกว้างขวางลีลาการเขียนหลากหลาย พรรณาความรู้สึก ความคิด และเหตุผลได้ดียิ่ง

เรือง "แสงโคมของไอ้ร์เค่อ" เป็นความเรียงร้อยแก้วเกี่ยวกับการสู่บ้านเดิมของปาจิน ที่เขาจากไปถึง ๑๘ ปี และหวังว่าจะกลับมาได้เห็นครอบครัวเปลียนแปลงไปในทางดี แต่กลับพบเห็นแต่สิ่งเดิม ๆ เขาจึงหงุดหงิดใจมาก พักอยู่เมื่องนี้เพียง ๕๐ กว่าวัน แล้วจากไปด้วยความผิดหวัง แต่ก็ได้ค้นพบโคมไฟในหัวใจที่จะส่องสว่างนำทางชีวิตของเขาตราบชั่วนิรันดร์

การแปลเรืองนี้ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าชื่อ "ไอ้ร์เค่อ" หรือ "ไอ้เอ๋อร์เค่อ" กับชื่อเกาะฮาลี่ซี มาจากคำภาษาต่างประเทศอย่างไร จึงจำเป็นต้องถอดตามคำอ่านตัวอักษรจีน

~~ พระราชสมภพ ~~

พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี พระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 (ตรงกับวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม สัปตศก) ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นผู้ถวายพระประสูติกาล และได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลยโสภาคย์ พร้อมทั้งประทานคำแปลว่า นางแก้ว อันหมายถึง หญิงผู้ประเสริฐ และมีพระนามที่ข้าราชบริพาร เรียกทั่วไปว่า ทูลกระหม่อมน้อย

พระนาม "สิรินธร" นั้น นำมาจากสร้อยพระนามของสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ซึ่งเป็นพระราชปิตุจฉา (ป้า) ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

สำหรับสร้อยพระนาม "กิติวัฒนาดุลย์โสภาคย์" ประกอบขึ้นจากพระนามาภิไธยของสมเด็จพระบรมราชบุพการี 3 พระองค์ ได้แก่ "กิติ" มาจากพระนามาภิไธยของ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" สมเด็จพระราชชนนี (แม่) ส่วน "วัฒนา" มาจากพระนามาภิไธยของ "สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า" (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) สมเด็จพระปัยยิกา (ย่าทวด) และ "อดุลย์" มาจากพระนามาภิไธยของ "สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก" สมเด็จพระอัยกา (ปู่)

ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

หนังสือ เพียงวันพบ วันนี้ที่สำคัญ

สำนักพิมพ์นามมีบุ๊ค



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
ส.สนสอาดจิต วันที่ : 03/04/2009 เวลา : 01.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamup
ส.สนสอาดจิต

(0)
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ความคิดเห็นที่ 4
tutu วันที่ : 02/04/2009 เวลา : 16.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...

(0)
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ความคิดเห็นที่ 3
ครูเจี๊ยบ วันที่ : 02/04/2009 เวลา : 15.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/baan-koo-kai
หัวใจ...ของฉัน..เป็นนักเดินทาง..อักษรของฉัน...เป็นนักเดินทาง หัวใจของฉัน...ไร้ซึ่งพันธนาการอักษรของฉันถูกพันธนาการด้วยหัวใจฉันเอง

(0)
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 02/04/2009 เวลา : 15.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(0)
ขอบคุณครับ..ที่นำเรื่องดีๆมาบอกกล่าว
ความคิดเห็นที่ 1
kate วันที่ : 02/04/2009 เวลา : 15.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kate2007
I Know This is Love

(0)
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน