• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 178
  • จำนวนผู้ชม : 944134
  • จำนวนผู้โหวต : 177
  • ส่ง msg :
  • โหวต 177 คน
<< มิถุนายน 2009 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2552
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 15825 , 09:35:17 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

‘ผศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์’ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เสนอเรื่องราวบางแง่มุมของเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 ว่าการตัดสินพระทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น เป็นการตัดสินพระทัยที่ชาญฉลาดยิ่ง ทั้งในฐานะประมุขของสถาบันกษัตริย์และประมุขของประเทศ ซึ่งผลในวันนั้นก็ยังส่งผลถึงสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันด้วย

ประเด็นนำเสนอของ 24 มิถุนายน หากเราย้อนอดีตได้ เราไปนับที่รุ่งอรุณของเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ในค่ำคืนนั้นจำนวนพล 102 คนของคณะราษฎร.. ขอให้จดจำนะครับ เรียกว่า ‘คณะราษฎร’ (ราด-สะ-ดอน) ห้ามใส่การันต์ตรง ร เรือ เพราะจะกลายเป็นคณะ ‘ราช’ ไปได้ เพราะพวกเขาคือ People’s party พรรคของประชาชนที่ไม่เอา ‘คณะเจ้านาย’

ในค่ำคืนวันนั้น พวกเขาเคลื่อนขบวนและทำการยึดกุมสองสถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ สถานที่สำคัญที่ต้องยึดให้ได้ คือสถานีชุมสายโทรศัพท์เพื่อตัดระบบการสื่อสารของประเทศที่เจริญแล้วทั้งหมด ถัดจากนั้นเขายึดสถานีไฟฟ้า และไปจับกุมบุคคลสำคัญเพียงไม่กี่คน

ในขณะที่เช้ากำลังเผยตัว ก็มีการบอกว่าให้ทหารที่กำลังฝึกกันอยู่ ให้ไประดมพลที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เช้าวันนี้อาจารย์จะมีอะไรสอนให้ดูว่าด้วยการประกอบรถถัง ทหารผู้บังคับกรมกองพันต่างก็เป็นลูกศิษย์ของคณะราษฎร ก็พาทหารของตัวเองไประดมพลอยู่ที่นั่น พอได้เวลาก็จับตัวผู้บังคับบัญชาไว้ที่หนึ่ง ส่วนพลทหารก็เอาไว้ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

ชายผิวคล้ำไม่สูงมากนัก พุงพลุ้ยหน่อย เดินออกมา และอ่านแถลงการณ์คณะราษฎรฉบับที่ 1 บรรทัดแรกของเอกสารระบุว่า

“ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้น ราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร..”

ในอีกย่อหน้าหนึ่งที่สำคัญกล่าวว่า

“ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่จะชุบมือเปิบและกวาดรวบรวมทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง..”

ในขณะที่รุ่งอรุณของเช้าวันที่ 24 มิถุนา กำลังยึดอำนาจในกรุงเทพฯ แต่องค์ประมุขของประเทศไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงกำลังทำอะไรในเช้าวันนั้น จากบันทึกของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล บันทึกไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังทรงกอล์ฟ และกำลังทรงกอล์ฟเข้าหลุมที่ 8 และพระองค์ทรงคิดว่า พระองค์ไม่เคยทรงกอล์ฟเข้าหลุมที่ 8 ได้สวยอย่างนี้มาก่อนเลย และก็มีมหาดเล็กมากระซิบที่ข้างหูบอกว่า พระองค์ถูกยึดอำนาจเสียแล้ว พระองค์จึงกลับไปที่ประทับ

นายทหารทั้งหมดที่เป็นชนชั้นนำภายใต้รัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯพากันกระเจิดกระเจิงทั้งโดยรถไฟและเครื่องบินไปชุมนุมกันที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน และมีการประชุมกัน เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมของคณะทหารและพระญาติของพระองค์ให้พระองค์ต่อสู้เพื่อรักษาสถานะของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ เสียงส่วนน้อยในที่ประชุมสามเสียงคือ พระมเหสี พระราชบิดาของพระมเหสี และพระราชมารดาของพระมเหสีบอกว่า ให้ยอมรับการยึดอำนาจ และกลับไปเป็นกษัตริย์ที่กรุงเทพฯ พระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นประชาธิปไตย จึงยอมรับฟังเสียงส่วนน้อยกลับไปเป็นพระมหากษัตริย์ที่กรุงเทพฯ

นี่คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะพระองค์ต้องตระหนักว่า ปัญหาของพระองค์เป็นปัญหาสองประการด้วยกัน

ประการที่หนึ่งก็คือ ในฐานะประมุขของราชวงศ์พระมหากษัตริย์

ประการที่สองก็คือ ในฐานะประมุขของประเทศ

สองปัญหานี้เป็นความสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพระราชบิดาของพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ทรงรับรู้ถึงเรื่องของ รัฐธรรมนูญ, ประชาธิปไตย, สภา, การเลือกตั้ง, ส.ส. เลยใช่ไหม... ไม่ใช่... ทั้งสามพระองค์เหล่านี้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปรีชาญาณ และทรงมีองค์ความรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่าด้วยระบอบทางการเมืองของประเทศตะวันตก

หลังการเสด็จประพาสอินเดียในปี 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระราชอำนาจสมบูรณ์ และสิ่งแรกที่พระองค์ทรงกระทำเมื่อพระองค์ทรงมีอำนาจคือการจัดตั้งสภาสองสภาขึ้นมาที่เรียกว่า council of state หรือที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และ อีกสภาหนึ่งก็คือ privy council หรือที่ปรึกษาส่วนพระองค์

Council of state เป็นการแต่งตั้งขุนนางต่างๆ เพื่อมาประชุมปรึกษาหารือว่า พระองค์จะทรงบริหารโดยมีที่ประชุมชั้นสูง มิได้บริหารตามใจปรารถนา แต่ภายใต้ภาวการณ์ขณะนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทางอำนาจกับขุนนางคนสำคัญ คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะที่พระองค์ยังทรงไม่มีอำนาจสมบูรณ์ในฐานะพระมหากษัตริย์

การต่อสู้เพื่อขับเคี่ยวกับขุนนางและกระชับอำนาจเข้าสู่พระองค์นั้น พระองค์จึงใช้รูปแบบของสภาจากโลกตะวันตกที่รับทราบมาจากอินเดียเข้ามาใช้ในการกำจัดอำนาจขุนนางออกไปจากแผ่นดินนี้ และเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้สิ้นชีพ council of state ก็ถูกปล่อยให้ดำรงชีพ แต่ไร้ชีวิต ไม่มีการประชุมอีกต่อไป จบสิ้นรูปแบบสภาในยุคสมัยของพระองค์

เมื่อพระองค์เริ่มมีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่เรียกว่า ยุคสมัยการปฏิรูป 2435 พระองค์ก็รื้อฟื้นสภาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในรูปแบบสภาของตะวันตกที่เรียกว่า รัฐมนตรีสภา หรือ legislative council เพื่อออกกฎหมายที่เรียกว่า พระราชบัญญัติ และพระองค์ก็ออกพระราชบัญญัติกำจัดอำนาจขุนนางทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

ออกพระราชบัญญัติอย่างนู้นอย่างนี้ นี่เป็นการกระทำตามกฎหมายทุกประการ และทำให้ขุนนางทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคนั้นเสื่อมสลายทางอำนาจ ยกตัวอย่างเช่น เจ้าเมืองที่เคยสืบทอดอำนาจตามสายโลหิต ก็ถูกทำลายลงโดยการส่งผู้ว่าฯจากกรุงเทพฯไปปกครองแทน

เหตุนี้เราจึงเห็นการกบฏทั่วแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น กบฏผีบุญในอีสาน กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ กบฏแขกเจ็ดหัวเมือง เพราะด้านหนึ่งคือการพิทักษ์อำนาจของตนเอง จากนั้นมากรุงเทพฯก็สามารถปราบปรามกบฏเหล่านั้นได้ โดยการมีกองทหารที่มีอาวุธปืนไฟสมัยใหม่ พร้อมกับทางรถไฟ บุกเข้าถึงและทำลายฝ่ายกบฏอย่างสิ้นซาก และนี่ก็คือกระบวนการกระชับอำนาจเข้าสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ในนามของการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หลังจากปราบปรามสำเร็จ กระชับอำนาจอย่างเรียบร้อย รัฐมนตรีสภาดำรงชีพ แต่ไร้ชีวิต เพราะจะไม่มีการประชุม

เมื่อเปลี่ยนไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระอนุชาของพระองค์คือกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท) ซึ่งเป็นพระอนุชาคนรอง เรียกร้องให้พระเชษฐาของพระองค์ทรงตั้งรัฐมนตรีสภาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้องค์พระมหากษัตริย์ดำรงการบริหารเพียงคนเดียว..

แต่การตั้งรัฐมนตรีสภามีความหมายว่า ตั้งคนมาคุมพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯจึงบอกว่า เอางี้แล้วกัน เดี๋ยวจะตั้งดุสิตธานีให้ พระองค์จึงสร้างดุสิตธานีบนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง มีบ้านเรือนของประชาราษฎรเท่ากับศาลเพียงตาจำนวนมากมาย.. mini-siam และนั่นคือที่มาที่เราอ่านและส่งเสริมกันว่า พระองค์ทรงส่งเสริมประชาธิปไตย.. ในพื้นที่สองไร่ครึ่ง..นั่นคือ ข้อเรียกร้องของ กรมหลวงพิษณุโลกฯ.. ไม่บรรลุความสำเร็จ

กบฏ ร.ศ.130 ซึ่งเป็นการวางแผนในปีที่ขึ้นปีที่สองของสมัยรัชกาลที่6 ถูกปราบปราม ทำให้กองทัพสงบเงียบตลอดรัชสมัยของ ร.6

เมื่อเข้าสู่รัชกาลที่ 7 ใครๆ ก็ทราบว่า พระองค์ทรงเป็น “ม้ามืด” เพราะพระองค์ก็ไม่เคยทรงคิดว่าพระองค์จะกลายมาเป็นพระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์เป็นพระอนุชาองค์เล็กสุดในสายของรัชกาลที่ 6 แต่บุญเป็นเรื่องที่แข่งกันไม่ได้ เพราะพระเชษฐาของพระองค์สามสี่พระองค์ต่อจากรัชกาลที่ 6 ทรงทิวงคตหมด ดังนั้น พระองค์จึงกลายเป็นผู้ที่เหลืออยู่พระองค์เดียวที่จะต้องขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์

เมื่อพระองค์ได้เป็นพระมหากษัตริย์ สิ่งแรกที่พระองค์ทรงตั้งคืออภิรัฐมนตรีสภา ซึ่งคือที่รวมผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์ เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้นพระองค์ทรงขจัดเจ้านายออกไปจากการบริหารแผ่นดิน เจ้านายที่รอคอยมา 15 ปีนั้นจึงได้โอกาสสนับสนุนรัชกาลที่ 7 และได้กลับมามีอำนาจในฐานะอภิรัฐมนตรีสภา รัชกาลที่ 7 ก็ได้ประโยชน์จากการมีอภิรัฐมนตรีสภา เพราะว่าเป็นการแสดงว่าพระองค์จะไม่บริหารประเทศเพียงคนเดียว

แต่เมื่ออภิรัฐมนตรีสภาไม่เป็นเพียงที่ประชุมเท่านั้น แต่เรียกประชุมทุกสัปดาห์ พระมหากษัตริย์จะต้องมานั่งหน้าอภิรัฐมนตรีสภา และถูกถามว่า.. เช่น คนที่มีพระชนมายุสูงสุดคือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงถามว่า เรื่องนั้นเป็นยังไง เรื่องนี้เป็นยังไง พระองค์จะต้องทรงตอบว่า ทำไมเรื่องนั้นเป็นยังไง และเรื่องนี้เป็นยังไง เรื่องนี้ทำได้ไหม อภิรัฐมนตรีสภาบอกว่าทำไม่ได้ เรื่องนั้นทำได้ไหม อภิรัฐมนตรีสภาบอกว่าทำไม่ได้

พระองค์ทรงบอกว่า อยากให้มีรัฐธรรมนูญ อภิรัฐมนตรีสภาตอบว่าต้องคิดให้รอบคอบ เหมาะสมกับประเทศหรือยัง การศึกษาของไพร่ฟ้าอาจไม่ดีพอ ดังนั้นความคิดที่จะมีรัฐธรรมนูญในปีแรกๆ ของสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงไม่บรรลุ เพราะการยับยั้งของอภิรัฐมนตรีสภา ในปีสุดท้ายของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็พยายามที่จะผลักดันรัฐธรรมนูญของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่บรรลุเพราะอภิรัฐมนตรีสภา ..นี่คือสถานะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯจะต้องคิด

การผลักดันรัฐธรรมนูญของพระองค์นั้น ถ้ารัฐธรรมนูญออกได้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ มาตรา 1 จะต้องระบุว่าอำนาจของประเทศเป็นของพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญก็คือกลไกที่จะกำจัดอภิรัฐมนตรีสภาออกจากการเป็นเครื่องกีดขวางในการบริหารแผ่นดินโดยมีคณะเสนาบดีเข้ามาแทน

กระบวนการใช้กฎหมายเพื่อกำจัดอีกกลุ่มหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราเห็นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ทรงเรียนรู้ ดังนั้น ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน และการประชุมของคณะทหารทั้งหมดที่วังไกลกังวลหัวหินนั้น เรียกร้องให้พระองค์ทรงต่อสู้ เพราะพวก “แก๊ง” ที่กำลังยึดอำนาจอยู่ที่กรุงเทพฯนั้น “เด็กๆ” และ “สามัญชน”

จริงหรือ..ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจในครั้งนี้

จริงหรือ..ไม่มีเจ้านายพระองค์อื่นอยากได้อำนาจเป็นกษัตริย์

หรือว่าจริงหรือจะไม่มีความคิดในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130 หรือ 21 ปีก่อนหน้านั้น คณะทหารหนุ่มซึ่งอายุ 19 ปีขึ้นมา ต่างคิดว่าการปกครองประเทศมีสองวิธีคือ หนึ่ง มีรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และ สอง เป็นการปกครองแบบประธานาธิบดีที่เลือกคนขึ้นมาเป็นประมุขของประเทศ 21 ปีผ่านไปกระแสนี้ยังครอบคลุมทั่วโลก คือกระแส democracy ในสองรูปแบบ ที่เราเรียกว่า ประชาธิปไตย หนึ่ง มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ สอง มีคนธรรมดาสามัญขึ้นเป็นประมุขของประเทศในนามของประธานาธิบดี

ดังนั้นในฐานะของเจ้าแผ่นดิน พระองค์ต้องคิดว่า ในฐานะของพระมหากษัตริย์ประมุขของราชวงศ์ ทำยังไงถึงจะทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจ สืบทอดสถานะของพระมหากษัตริย์ต่อไปได้ แต่ใครจะเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป นี่คือสิ่งที่พระองค์จะต้องคำนึงถึง..

เราคงเคยได้ยินถึงพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระองค์ท่านเป็นพระโอรสของกรมหลวงพิษณุโลกฯ กับหม่อมซึ่งเป็นชาวรัสเซียน รัชกาลที่ 7 จะต้องบอกกับพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เสมอว่า

“สายเลือดของท่านจะนำมาสู่ปัญหาของการปกครองของราชวงศ์ดังนั้นอย่ากระทำอะไรเด็ดขาด”

นี่คือสิ่งที่บันทึกอยู่ในเอกสารที่รัชกาลที่ 7 จะต้องเตือนเจ้านายต่างๆ ว่า ใครพึงเคลื่อนไหว และใครพึงไม่เคลื่อนไหว

ในอีกด้านหนึ่ง พระองค์ในฐานะประมุขของประเทศ ปัญหาของพระองค์คือทำไงให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงสืบทอดต่อไป หลังจากสืบมาแล้ว 150 ปี

ถ้าคณะราษฎรที่กำลังยึดอำนาจที่กรุงเทพฯนั้นมีความคิด republic มีประธานาธิบดี ถ้าพระองค์ไม่ยอมเป็นกษัตริย์ตามที่คณะราษฎรเรียกร้อง คณะราษฎรจะเปลี่ยนเป็นระบอบสาธารณรัฐหรือไม่ ในปัจจุบันเรารู้ว่าไม่ได้เปลี่ยน แต่ในขณะนั้น ในช่วงแห่งการตัดสินใจจังหวะหนึ่งๆ นั้นมันสำคัญมาก เพราะอย่าลืมนะครับว่ายังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ระบบชุมสายโทรศัพท์ถูกตัดขาด ดังนั้นพระองค์จึงยอมรับคำขู่ของคณะราษฎรและเสด็จกลับเป็นพระมหากษัตริย์

ในการเสด็จกลับนั้น สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงมี คือพระราชอำนาจตามพฤตินัย แม้ว่าคณะราษฎรจะให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ซึ่งจะประกาศใช้ในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 แต่พระองค์ทรงใช้การเมืองของพระองค์ เขียนต่อชื่อของรัฐธรรมนูญว่า วงเล็บ “ชั่วคราว” ก็ในเมื่อพระองค์ยอมกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว พระองค์ก็ทรงมีอำนาจที่จะเขียนคำเล็กน้อย “ชั่วคราว” แต่คำเล็กน้อยชั่วคราวนี้ คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงรัฐธรรมนูญจนถึงทุกวันนี้เลย

ชั่วคราวของพระองค์คืออะไร ก่อให้เกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองที่เราคิดว่าจะเป็นฉบับถาวร ฉบับที่สองประกาศใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งคนในยุคนั้นเชื่อกันว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญที่อยู่ชั่วกัปชั่วกัลปาวสาน แต่ถ้าคนยุคนั้นเกิดขึ้นมาใหม่ได้ก็จะพบว่า ประเทศนี้กินเนสบุ๊คยังไม่ยอมเรคคอร์ดเลย

สาระสำคัญที่ซ่อนอยู่ในประเด็นรัฐธรรมนูญที่ร่างเป็นฉบับที่สองคือ ใครที่จะเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทสองที่มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็คือวุฒิสภานั่นเอง ใครคือผู้มีอำนาจแต่งตั้ง พระมหากษัตริย์ หรือคณะราษฎร ข้าราชการประจำเป็นวุฒิสภานี้ได้หรือไม่ ข้าราชการประจำเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ และรัฐบาลรับผิดชอบต่อใครระหว่างพระมหากษัตริย์ กับสภาผู้แทนราษฎร

และนี่คือปัญหาจาก 2475

 

ขอกราบบังคมทูลเชิญลายพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่ทรงพระราชทานไว้ภายหลังเหตุการณ์เปลียนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ความดังต่อไปนี้

เมื่อได้อ่านแล้วก็คงรู้ว่าประชาธิปไตยที่ทุกท่านได้รับพระราชทานมา ณ ปัจจุบันมันเป็นเช่นไร ...........เพราะ ???

เพลง วันชาติ (24 มิถุนา)

คำร้อง/ทำนอง : มนตรี (บุญธรรม) ตราโมท

24 มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบอารยะประชาธิปไตย
ทั่วราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี
สำราญ สำเริง รื่นเริง เต็มที่
เพราะชาติเรามีเอกราชสมบูรณ์

ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย

ชาติประเทศเหมือนชีวา ราษฎร์ประชาเหมือนร่างกาย
ถ้าแม้ว่าชีวิตมลายร่างกายก็เป็นปฏิกูล
พวกเราต้องร่วมรักพิทักษ์ไทยไพบูลย์
อีกรัฐธรรมนูญคู่ประเทศไทย

เสียกายเสียชนม์ยอมทนเสียได้
เสียชาติประเทศไทยอย่ายอมให้เสียเลย

ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.prachatai.com


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 12/09/2009 เวลา : 14.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

(0)
เรื่องของคนที่มักใหญ่ใฝ่สูง อยากมีอำนาจราชศักดิ์ทั้งสิ้น..
แผ่นดินจึงมีแต่กลิ่นคาวเลือดและควันปืนไม่หยุดหย่อน
ยังต้องแย่งชิงอำนาจ เข่นฆ่ากันอีกนานครับ
อย่าลืมว่า คำสาปแช่งของคนนั้นมีผลแน่นอน
แล้วเสียงคำสาปแช่งจากผู้สืบเชื้อสายในราชวงศ์ที่มีต่อคณะราษฎรจะไม่มีผลละหรือ
ที่ประเทศไทย ไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย ไม่แข็งแรงสักครั้งสักที ก็ไม่ใช่เพราะการ ชิงสุกก่อนห่าม ของคณะบุคคลคณะนี้หรือ
ไปอ่านประวัติศาสตร์ดูเถอะครับ หลังเหตุการณ์นั้นแล้ว แต่ละคนเป็นอย่างไร กัดกันแย่งอำนาจกัน แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย..
ถึงวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น- ฮา
ความคิดเห็นที่ 4
ณัฐรดา วันที่ : 24/06/2009 เวลา : 11.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
ต่างก็หวังดีค่ะ
แต่มองกันคนละมุม
แต่ก็มองว่า ช่วงนั้นคนไทยยังไม่พร้อมจริงๆ
ดูจากตอนนี้ก็ได้
................................................
เห็นภาพวาดคัทรียาควันสิริกิตติ์หรือยังคะ
http://www.oknation.net/blog/isariyaporn/2009/06/20/entry-1
ความคิดเห็นที่ 3
auguzzy วันที่ : 24/06/2009 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/raterko
A man can be destroyed but not defeated.

(0)
ไม่พร้อมในหลายๆด้าน

เร็วไปสำหรับหลายๆฝ่าย

และไม่จริงใจสำหรับบางกลุ่ม

เรื่องนี้ถ้าจะคุย มันจะยาวนะเจ้

เอาเปงว่าไม่คุยดีกว่า

ตำรามันมีหลายสาย

ไม่มีผิด ไม่มีถูก

รู้แค่ว่า ประชาธิปไตย

มันหล่นหายไปในปี 2500

หายแล้ว หายลับ ไม่กลับมา
ความคิดเห็นที่ 2
จ่าแจ๊ค วันที่ : 24/06/2009 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/human

(0)
อดีตคือเข็มทิศของปัจจุบันค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 24/06/2009 เวลา : 09.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

(0)

.
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน