• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 173
  • จำนวนผู้ชม : 913238
  • จำนวนผู้โหวต : 174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 174 คน
<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2552
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 33228 , 00:34:01 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปัญหาเรื่องรัชทายาทในสมัยรัชกาลที่ 6

"...ฉันจะขอสารภาพเสียก่อนที่จะถูกผู้อื่นทัก ว่าการที่ปัญหาเรื่องการตั้งรัชทายาทได้เกิดเป็นเรื่องเร่งร้อนขึ้นนั้น เพราะน้องชายเล็กเธอรบเร้าฉันนัก, และเสด็จแม่ก็ได้ทรงช่วยรบเร้าด้วย โดยมีพระดำรัสว่า ตัวฉันเองก็ยังมิได้มีมเหษี, ฉนั้นถ้าฉวยว่ามีเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนา ฉันล้มตายลง ก็อาจจะเกิดแย่งชิงราชสมบัติกันขึ้นได้...

แต่อย่าเข้าใจว่าฉันได้คิดเรื่องตั้งรัชทายาทขึ้นเพราะน้องชายเล็กรบเร้าเท่านั้น, เพราะตามความจริงฉันเองก็รู้สึกอยู่ว่าเปนปัญหาอันถึงเวลาที่จะต้องวินิจฉัยและวางระเบียบเพื่อให้เปนการเรียบร้อยและมั่นคงสืบไป...

เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ฉันได้เรียกประชุมพิเศษเพื่อปรึกษากิจการบางเรื่อง และได้นำปัญหาเรื่องรัชทายาทของฉันปรึกษาด้วย ... ฉันได้พูดแสดงปรารภและแสดงความคิดเห็นสรุปหัวข้อว่า-

(๑) ความมั่นคงของพระราชวงศ์จักรีนี้ ก็คือความั่นคงของกรุงสยาม

(๒) พระราชวงศ์จักรีจะมั่นคงอยู่ได้ก็โดยมีทายาทมั่นคงที่จะได้เปนผู้ดำรงวงศ์ตระกูลสืบไป

(๓) ในขณะนั้นตัวของฉันยังไม่ได้มีเมียและไม่มีลูก, และเพื่อตั้งอยู่ในความไม่ประมาทควรต้องตั้งใครคน ๑ เปนทายาทไปพลางก่อน

(๔) ในการที่จะเลือกทายาททั้งนี้ ก็จำจะต้องพิจารณาเปนข้อต้นว่า พระบรมราโชบายแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมราชชนกได้มีทรงแนะไว้พอจะเปนที่สังเกตได้อย่างไรหรือไม่ ตอบว่ามีอยู่คือ ... เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนิรประเทศยุโรปครั้งที่ ๒ จึ่งได้สถาปนาเสด็จแม่ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ, ผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์

เมื่อได้ทรงสถาปนาขึ้นเช่นนั้นแล้ว ต้องพึงถือเอาเปนแน่ว่า ถึงอย่างไร ๆ เสด็จแม่คงทรงดำรงพระอิสริยยศเปนพระอัครมเหษี, ใหญ่ยิ่งกว่าพระมเหษีอื่นๆ ทุกองค์ตลอดมา ...

ครั้งเมื่อตัวฉันเองกลับเข้ามาจากศึกษาที่ประเทศยุโรปใน พ.ศ. ๒๔๔๕, ฉันได้รับพระราชทานพระชัยนวโลหะในพระที่นั่งไพศาล, ต่อหน้าเจ้านายเปนอันมาก, เมื่อพระราชทานพระชัยองค์นั้น ทูลกระหม่อมได้มีพระราชดำรัสว่า ...

บัดนี้ได้ทรงแต่งตั้งให้ฉันเปนพระยุพราชรัชทายาทแล้วจึ่งพระราชทานพระชัยองค์นั้นไว้ให้เปนสวัสดิมงคลสืบไป, แต่ทรงกำชับว่าให้พึงเข้าใจว่าพระราชทานไว้สำหรับพระราโอรสของเสด็จแม่ทุกคน, เมื่อใครเปนผู้มีอายุมากที่สุดในพวกพี่น้องก็ให้เปนผู้รักษาพระชัยองค์นั้นไว้จนกว่าจะสิ้นอายุ, ... จึงเห็นว่าพระบรมราโชบายของทูลกระหม่อมพ่อมีเค้าสังเกตได้ว่า พระโอรสของเสด็จแม่ควรที่จะไปนผู้สืบสันตติวงศ์เปนลำดับตามอาวุโส

(๕) เหตุดังนั้นฉันจึ่งเห็นว่าควรตั้งให้น้องชายเล็กเปนรัชทายาทของฉันชั่วคราวจนกว่าฉันเองจะได้มีลูก..." (ประวัติต้นรัชกาลที่ 6 : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องที่จะตั้งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทในที่ประชุมเสนาบดีสภานั้น ทุกฝ่ายต่างก็มองเห็นถึงความจำเป็น แต่ก็มีข้อกังวลและคัดค้านกันดังนี้

1. สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ ทรงมีหม่อมห้ามเป็นนางต่างด้าว หากได้ขึ้นครองราชย์พระโอรสของพระองค์ ซึ่งขณะนั้นมีพระนามว่าหม่อมเจ้าชายพงษ์จักร อาจจะได้เป็นรัชทายาท ดังนั้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวรัชกาลที่ 6 จึงโปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงทำหนังสือปฏิญาณว่าจะไม่ทรงแต่งตั้งหม่อมเจ้าชายพงษ์จักรเป็นรัชทายาท

2. หากรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชโอรส สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ก็จะต้องทรงพ้นจากตำแหน่งรัชทายาท อาจมีผู้แอบอ้างนำไปพูดได้ว่าเกิดความแตกร้าวในพระราชวงศ์ ดังนั้นในประเด็นนี้จึงป็นที่ถกเถียงกันว่าการแต่งตั้งรัชทายาทควรเป็นไปโดนเปิดเผยตามความเห็นของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับกรมหลวงนครชัยศรีสุรเดช หรือแต่งตั้งกันอย่างเงียบ ๆ ตามพระดำริของพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่

ในที่สุดภายหลังจากที่ทรงปรึกษากับกรมหลวงนครชัยศรีสุรเดชแล้ว วันที่ 1 พฤศจิกายน 2453 ได้ทรงปรึกษากับคณะเสนาบดีสภาอีกครั้ง และได้ข้อสรุปว่า
"...ให้มีพระราชกฤษฎีกาในเสนาบดีสภา และให้เสนาบดีทุกคนลงนามเปนพยานไว้ทุกคน..."

ตั้งรัชทายาท ในสมัยรัชกาลที่ 6

โดยไม่ต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้องคมนตรีรับทราบ เพื่อป้องกันการคัดค้าน แต่ให้แจ้งข่าวแก่หนังสือพิมพ์แบบกึ่งราชการตามพระดำริของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ

"...พอเสร็จงานบรมราชาภิเษกลงแล้ว ฉันก็ได้ลงมือร่างพระราชกฤษฎีกาเรื่องตั้งรัชทายาทให้กรมหลวงเทววงศ์ทรงช่วยแก้เกลาประโยคประทานให้สละสลวย ข้อความในหนังสือฉบับนั้นกล่าวโดยย่อก็มีอยู่เปน ๓ ข้อ..." (ประวัติต้นรัชกาลที่ 6 : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

เมื่อทรงร่างและมีการตรวจทานพระราชกฤษฎีกาเรื่องเลือกรัชทายาทเรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการประชุมเสนาบดีสภา และได้นำทรงนำเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุม โดยมีพระยาศรีสุนทรโวหาร เลขาธิการสภา เป็นผู้อ่านพระราชกฤษฎีกา และสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงอ่านคำปฏิญาณในการที่จะไม่ทรงยกพระโอรสของพระองค์ที่ประสูติจากหม่อมคัทรินขึ้นเป็นรัชทายาท

เมื่ออ่านจบแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ที่เข้าประชุมเสนาบดีสภาในวันนั้นลงพระนาม และนามรับรอง ซึ่งมีทั้งหมด 13 ท่าน เช่น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนนครสวรรค์วรพินิต กรมหลวงนเรศวรวรฤทธิ์ เจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร เจ้าพระยายมราช (พระยศและยศในขณะนั้น) เป็นต้น

สำหรับข้อความในพระราชกฤษฎีกาพอสรุปได้ดังนี้

ข้อ 1 พระราชปรารภเกี่ยวกับการตั้งรัชทายาท

"...เปนธรรมดาผู้ที่สมควรเปนรัชทายาทแท้ก็คือบุตร์, แต่ในเวลานี้ตัวของฉันยังไม่มีบุตร์ และเพื่อจะตั้งอยู่ในอัปปะมาทะธรรม, จึ่งอยากเลือกรัชทายาทไว้ชั่วคราว..."

ข้อ 2 พระราชกระแสร์เกี่ยวกับการเลือกผู้ที่จะเป็นรัชทายาท ให้ถือตามพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 5

"...ฉนั้นในระหว่างเวลาที่ฉันยังไม่มีลูก, ขอให้ถือว่าน้องที่ร่วมอุทรกันเปนรัชทายาทตามลำดับอายุพรรษากาล, จำเดิมแต่น้องชายเล็กลงไป..."

ข้อ 3 คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นรัชทายาท

"...ตามโบราณราชประเพณีนิยมมีอยู่ว่า ผู้ที่จะเปนรัชทายาทสืบราชสันตติวงศ์ควรต้องเปนอุภโตสุชาติ ฉนั้นแม้มีเหตุบังเกิดขึ้น ซึ่งจะบันดาลให้น้องของฉันคนใดได้เปนรัชทายาทสืบสันตติวงศ์๋ ก็ขออย่าให้เลือกเอาลูกของตนซึ่งมิได้อุภโตสุชาติเปนรัชทายาทสืบไปเลย ขอให้เลือกน้องร่วมอุทรเปนรัชทายาทเหมือนเช่นที่ตัวฉันเลือกครั้งนี้เถิด ข้อ ๓ นี้ มีได้ด้วยความมุ่งหมายที่จะป้องกันมิให้น้องชายเล็กเลือกเอาลูกที่เกิดด้วย......เปนรัชทายาทต่อไป..."

จึงเป็นอันว่ารัชกาลที่ 6 ได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เป็นรัชทายาทชั่วคราวถูกต้องโดยนิตินัยทุกประการ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ทรงตัดสิทธิ์หม่อมเจ้าพงษ์จักร (ภายหลังได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์) ออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ในรัชกาลของพระองค์ด้วย

สำหรับลำดับการสืบสันตติวงศ์ตามพระราชกฤษฎีกาเป็นดังนี้

พระราชโอรสในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

1. สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ (ต้นราชสกุลจักรพงษ์)

2. สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ (ต้นราชสกุลอัษฎางค์)

3. สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก (ต้นราชสกุลจุฑาธุช)

4. สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์

ความสูญเสียของราชสำนัก

ภายหลังจากการออกพระราชกฤษฎีการเลือกรัชทายาท ในปี พ.ศ. 2453 แล้ว ตลอดระยะเวลา 10 ปีแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ดูเหมือนปัญหาเรื่องการสืบราชสมบัติจะหมดไป เพราะทุกฝ่ายต่างก็คาดหมายว่าสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ จะได้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไป เจ้านายพระองค์นี้นอกจากจะทรงมีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ด้านแล้ว ยังทรงได้รับความนิยม และการสนับสนุนอย่างมากในหมู่พระราชวงศ์ ขุนนางข้าราชการ และประชาชนอีกด้วย

แต่แล้วก็เหมือนดวงชะตาของราชสำนักกำลังอับแสง เมื่อในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2462 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคพระวักกะอักเสบเรื้อรัง ณ พระราชวังพญาไท และในปีถัดมา คือ ปี พ.ศ. 2463 ภายหลังจากที่เสร็จงานถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวงได้ไม่นาน ข่าวร้ายที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันด้วยพระโรคนิวมอเนีย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ระหว่างทางเสด็จไปประทับพักผ่อนที่ประเทศสิงคโปร์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา เป็นผู้แทนพระองค์ไปรับพระศพกลับคืนสู่พระนคร ทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ” และโปรดเกล้าฯ ให้ใช้คำว่า “ทิวงคต” แทน “สิ้นพระชนม์” เพื่อให้สมกับพระเกียรติยศในฐานะที่ทรงเป็นพระรัชทายาท

เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสด็จทิวงคต สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ซึ่งเป็นพระอนุชาพระองค์ถัดมาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงเลื่อนฐานะขึ้นเป็น “พระรัชทายาท ลำดับที่ 1 โดยพฤตินัย” และต่อมาจึงได้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น “กรมหลวงนครราชสีมา”

ครั้นวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2465 ความชื่นชมยินดีได้มาสู่ราชสำนักอีกครั้ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิ์ศจี ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี เนื่องจากทรงพระครรภ์

จึงเป็นที่คาดหวังกันอย่างยิ่งว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 จะทรงมีพระราชโอรสสืบราชสันตติวงศ์ แต่ความหวังนี้ก็เป็นอันสิ้นสลายลง เพราะต่อมาอีกเพียง 7 เดือน สมเด็จพระนางเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงตกพระโลหิตขณะที่ประทับอยู่พระราชวังพญาไท และแม้ต่อมาจะทรงพระครรภ์อีกแต่ในระหว่างที่เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระครรภ์นั้นก็ตกเสียไม่เป็นพระองค์ นำความเสียพระราชหฤทัยมาสู่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง

แต่ความสูญเสียของราชสำนักยังไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เพราะในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ซึ่งทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ก็สิ้นพระชนม์ ณ วังเพชรบูรณ์ ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเหลือสมเด็จพระราชอนุชาที่ร่วมพระครรภ์เดียวกันเพียง 2 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมา กับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา

จากการที่ทรงสูญเสียสมเด็จพระอนุชาไปแล้วถึง 2 พระองค์ ประกอบกับความหวังเรื่องที่จะทรงมีพระราชโอรสในการสืบสันตติวงศ์ก็ยังไม่วี่แวว จึงทรงพระวิตกเกี่ยวกับปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์ในอนาคต

ดังนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2487 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักในการเลือกเจ้านายขึ้นเป็นพระรัชทายาท และป้องกันการแย่งชิงราชสมบัติหากพระองค์เสด็จสวรรคต แต่หลังจากกาตรากฎมณเฑียรบาลได้เพียง 2 เดือน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมา ก็สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคปัปผาสะบวม ณ วังสวนกุหลาบ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2467

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “สมเด็จพระอนุชาธิราช” และให้ใช้คำว่า “ทิวงคต” เช่นเดียวกับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

พันตรี หลวงจบกระบวนยุทธ ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมา ทิวงคตไว้ว่า

“...เมื่อทิวงคตนั้น เฝ้าอยู่ข้างพระที่ตลอดเวลา ประชวรครั้งนั้นประชวรไข้ทรงร้อนมาก ตรัสถามหมอว่าจะอาบน้ำได้หรือไม่ หมอทูลว่าได้จึงลงแช่พระองค์ในอ่าง พอขึ้นมาก็มีพระอาการปัปผาสะบวม ทิวงคตในวันนั้น

ขณะประชวรน้ำพระเนตรไหลตรัสว่า ไหนใคร ๆ ว่าฉันมีบุญจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทำไมถึงเป็นไปเช่นนี้ รับสั่งเสร็จไม่ถึงชั่วโมงก็ทิวงคต...”

เมื่อสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 6

“...ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ และพระชายาเสด็จอยู่ในเมืองฝรั่งเศสแล้วทรงเข้าโรงเรียนเสนาธิการ Ecole de Guerre ของฝรั่งเศสจนจบ. เสด็จอยู่ในเมืองฝรั่งเศสถึง ๔ ปีเศษ. ...

เสด็จกลับมากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลก (ทูลกระหม่อมจักรพงศ์) และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ฯ (ทูลกระหม่อมจุฑาธุช) พระเชษฐาเสด็จสิ้นพระชนม์ไปแล้วทั้ง ๒ พระองค์. ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ เสด็จกลับมาเป็นผู้บังคับบัญชาการกองพลทหารบกที่ ๒ มีพระยศเป็นนายพันเอกจนเสด็จขึ้นเสวยราชย์. แต่ถูกอากาศร้อนในกรุงทำฯ ได้สักหน่อยก็กลับไม่ทรงสบายอีก. พระฉวีสีสันเหลืองเป็นสีขี้ผึ้งขึ้นทุกที จึงเป็นเรื่องรู้กันดีว่าไม่ทรงแข็งแรง.

ต่อมาอีกไม่กี่เดือน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา (ทูลกระหม่อมอัษฎางค์) ก็ประชวรโรคไตสิ้นพระชนม์. ตำแหน่งรัชทายาทก็เริ่มตกมาเป็นของทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ทางสายสืบสันตติวงศ์ และทุกคนรวมทั้งทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ เองก็เริ่มเห็นว่าพระองค์จะต้องทรงเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ต่อไป

ในไม่ช้าก็ได้เสด็จเข้าไปประทับในที่ประชุมเสนาบดีสภาในตำแหน่งยุพราชดังเล่ามาแล้ว และได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เสด็จอยู่, และโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จพ่อทรงเป็นที่ปรึกษาอย่างเดียวกับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมา

ในเวลาเดียวกันนั้นข้าพเจ้าไม่ได้นึกไปถึงเหตุการณ์ทางฝ่ายหน้าเลย. จนเสด็จขึ้นเสวยราชย์เรียบร้อยแล้วจึงได้ฟังจากเสด็จพ่อว่า-พอรู้ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ประชวรมากแน่แล้ว, ทางราชการก็เชิญเสด็จทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ยุพราช เข้าไปประทับในพระฉากที่พระที่นั่งอมรินทร์ฯ ตามราชประเพณี,

ทรงบรรทมค้างอยู่ในนั้นพระองค์เดียวกับมหาดเล็กรับใช้, และเสด็จเข้าไปเฝ้าเยี่ยมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระที่และเสด็จออกมาประทับเป็นประธานในที่ประชุมเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ในตอนที่จัดไว้เป็นห้องรับแขกในพระที่นั่งอมรินทร์ฯ นั้นตลอดเวลา

ทุกครั้งที่เสด็จกลับออกมาจากเฝ้าเยี่ยมสมเด็จพระเชษฐา ทรงบ่นว่าการถวายพยาบาลไม่ดีเพียงพอ, ซ้ำพวกมหาดเล็กบางคนยังมีแก่ใจนั่งเล่นไป่กันอยู่ได้เป็นวงจะชี้แจงแนะนำอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์เพราะเขาตอบกันว่า-ในหลวงที่ประชวรท่านโปรดให้เล่นให้ทำเช่นนั้น. ...

พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง

มีผู้ทูลเสด็จพ่อในเวลาเสด็จเข้าไปฟังพระอาการอยู่นั้นว่า-ในหลวงทรงทำพระราชพินัยกรรมไว้ว่า ถ้าเจ้าฟ้าของพระองค์ท่านเป็นพระองค์หญิง, ก็ให้ราชสมบัติตกไปตามสายสืบสันตติวงศ์. แต่ถ้าเป็นพระองค์ชายก็ให้ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ เป็นผู้สำเร็จราชการไปจนกว่าจะมีพระชันษาครบครองราชย์สมบัติได้

และมีแถมท้ายว่าทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ไม่มีพระชนม์ (เพราะไม่แข็งแรงอยู่แล้ว) ก็ให้เลือกผู้สำเร็จราชการกันตามควร ขอแต่อย่าให้เลือกเอาเสด็จพ่อขึ้นเป็นผู้สำเร็จก็แล้วกัน-เพราะเป็นผู้ที่ขายเมืองมาแล้ว

เรื่องนี้จะเป็นความจริงที่ทรงเขียนในเวลาที่กริ้วหรือไม่ก็ตาม. เสด็จพ่อได้ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ไว้ว่า-ถ้าเป็นเรื่องจริงและอ่านในที่ประชุมแล้ว, เสด็จพ่อจำเป็นที่จะต้องลาออกทันที จึงได้ทูลไว้ให้ทรงทราบเสียก่อน.

ถึงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน เจ้าฟ้าหญิงก็ประสูติ เสด็จพ่อทรงเล่าว่า-วันนั้นกำลังนั่งกันอยู่ที่โต๊ะใหญ่, เห็นพระองค์หญิงอาภาฯ เดินยิ้มออกไปแล้วร้องบอกไปว่า-“ประสูติแล้ว-เป็นองค์หญิง!” ทุกคนที่นั่งอยู่นั้นก็รู้สึกโล่ง. สมเด็จพระราชปิตุลาฯ ถึงทรงหันมายิ้มกับเสด็จพ่อ ต่อนั้นมาก็เป็นอันแน่ว่า-ราชสมบัติตกถึงทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ตามทางการ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ต้นราชสกุล "บริพัตร"

ฉะนั้น ในเวลาที่กำลังใจคนยุ่งอยู่นี้, ทุลกระหม่อมบริพัตรฯ ผู้ซึ่งมีคนนับถือมากอยู่ในเวลานั้น (เพราะกำลังเกลียดในหลวง ร.๖) ทั้งทรงเป็นพี่ผู้ใหญ่ที่ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ทรงนับถือเองด้วย, ก็เชิญเสด็จทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ไปที่มุมพระที่นั่งอมรินทร์ฯ ทางหนึ่ง แล้วตรัสถามตรงๆ ว่า-

“จะให้...มีอำนาจเพียงไร?”

ทุลกระหม่อมประชาธิปกฯ ตอบว่า-

"ไม่ได้คิดว่าจะให้อำนาจ, หรือให้เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไรเลย!”

ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ตรัสย้ำว่า “แน่หรือ?”

ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ตรัสรับว่า-“แน่!”

ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ก็ทูลว่า-“ถ้าเช่นนั้นก็ยอมเป็นข้า!”

แล้วก็ทรุดลงพระองค์ลงหมอบกราบ. เป็นอันว่าทั้งสองพระองค์พี่น้องซึ่งแก่กว่ากันถึง ๑๒ ปีได้เป็นที่ปรองดองกันแล้ว. ส่วนเสด็จพ่อนั้นยังไม่ทรงทราบเรื่องตอนนี้เพราะไม่อยู่ในเวลานั้น, แต่มีความหนักพระทัยเท่ากับทูลกระหม่อมบริพัตรฯ

ถึงเวลาที่ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ เสด็จเข้าไปพักในพระฉาก, เสด็จพ่อตามไปเข้าเฝ้า, กราบทูลเรื่องราวที่ใจคนกำลังระส่ำระสายอยู่ให้ทรงทราบ. ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ บรรทมเศร้าอยู่ในพระที่, ตรัสตอบว่า-

“หม่อมฉันทราบและเข้าใจแล้ว, ตั้งใจว่าไม่ให้มีเรื่องอะไรขึ้นได้!”

เมื่อเป็นที่เข้าพระทัยกันดีแล้ว, เสด็จพ่อก็เสด็จกลับออกมา. ตกดึกคืนนั้นสมเด็จพรเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ก็เสด็จสวรรคต. ...” (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น : ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล

ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ เสวยราชสมบัติ

เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมาเสด็จทิวงคต ตำแหน่งรัชทายาทจึงมาตกอยู่กับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา (พระยศในขณะนั้น) พระราชอนุชาพระองค์สุดท้าย ตามพระราชกฤษฎีกาเลือกรัชทายาท พ.ศ. 2453 และกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467

และถึงแม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะไม่ได้ทรงสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระอนุชาทรงรับหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งพระยุพราช เช่น เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ประทับอยู่ในพระนคร หรือเป็นประธานในที่ประชุมเสนาบดีสภา เป็นต้น ซึ่งพระราชภาระดังกล่าวสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมา ก็ทรงเคยปฏิบัติเมื่อครั้งดำรงฐานะเป็นรัชทายาท

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้พระราชทานของอีกสิ่งหนึ่งเพื่อแสดงว่าหากพระองค์ไม่มีพระราชโอรส สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชาจะทรงเป็นรัชทายาทสืบราชสมบัติต่อจาพระองค์ นั่นก็คือ “ดาบฝักเขียว” ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในเกิดวังปารุสก์ ความว่า

“...เมื่อทูลหม่อมอาเอียดน้อย (สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา - รอยใบลาน) เสด็จไปถึงกรุงเทพฯ ได้ไม่นาน ข้าพเจ้าได้รับพระราชโทรเลขจากทูลหม่อมลุง (รัชกาลที่ 6 - รอยฯ) แจ้งว่าทูลหม่อมอาเอียด (สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครราชสีมา - รอยฯ) ทิวงคต ทูลหม่อมอาติ๋ว (สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย - รอยฯ) นั้นได้สิ้นพระชนม์เสียก่อนแล้ว

ฉะนั้นก็เป็นที่เข้าใจกันว่าทูลกระหม่อมอาเอียดน้อยทรงเป็นรัชทายาท ท่านก็ทรงได้รับดาบฝักเขียว ซึ่งพ่อ (สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ - รอยฯ) ได้รับพระราชทานจากทูลหม่อมลุง เมื่อทูลหม่อมลุงขึ้นครองราชย์สมบัติ และเมื่อพ่อทิวงคตทูลหม่อมลุงได้พระราชทานแก่ทูลหม่อมอาเอียดมาแล้วต่อหน้าโกศพ่อ ...

ดาบฝักเขียวนี้เป็นของสำคัญอย่างยิ่ง พ่อได้เก็บไว้ในห้องพระ ถ้าใครได้รับดาบฝักเขียวนี้แล้วจึงนับเป็นรัชทายาทต่อไป ฉะนั้นจึงเป็นที่แน่ใจว่าทูลหม่อมอาเอียดเป็นรัชทายาทตั้งแต่นั้นมา จนทิวงคตแล้วทูลหม่อมอาเอียดน้อยจึงได้รับพระราชทานสืบมา...”

ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 ในพระราชพิธีฉัตรมงคลได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศพระราชอนุชาเป็น “กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา” แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระประชวรหนัก และเมื่อที่แน่แล้วว่าจะเสด็จสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา จึงถูกเชิญเสด็จไปประทับในพระฉากที่พระที่นั่งอัมรินทร์ฯ ในฐานะรัชทายาทตามราชประเพณี

วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี มีพระประสูติกาลพระราชธิดาทรงพระนามว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี” จึงเป็นที่แน่ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชโอรสสืบราชสันตติวงศ์ และตำแหน่งรัชทายาทจึงตกอยู่กับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยอย่างไม่มีข้อสงสัย

วันที่ 26 พฤศจิกายน เวลา 01.45 น. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

“...พอเสด็จสวรรคตแล้ว, งานแรกที่ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ต้องทรงทำก็คือ ประชุมเปิดอ่านพระราชพินัยกรรมในคืนนั้น เจ้าพระยาธรรมาฯ เป็นผู้นำขึ้นถวายในที่ประชุม, มีเรื่องพระบรมศพ, เรื่องพระราชทานบำนาญแก่ข้าราชบริพาร และเรื่องสืบราชสมบัติ, ซึ่งหมดปัญหาไปเพราะเจ้าฟ้าเป็นพระองค์หญิง. ฉะนั้น, การอ่านในที่ประชุมก็ไม่มีเหตุจำเป็นไปในตัว, ทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ ก็ทรงฉีกซองนั้นเสียให้เป็นอันหมดเรื่อง...” (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น : ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล)

เวลา 02.00 น. พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่กับเสนาบดีได้ประชุมกันที่พระที่นั่งอมรินทรวินิฉัยตามราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ผู้เป็นประธานในที่ประชุมรับสั่งว่า

“บัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตลง ได้ทรงแสดงพระราชประสงค์ ในเรื่องกาลข้างหน้าไว้แล้วแก่เสนาบดีกระทรวงวัง ซึ่งจะได้แถลงต่อที่ประชุมบัดนี้”

เสนาบดีกระทรวงวังอ่านแถลงการณ์และสำเนาพระราชหัตถเลขาใจความว่า มีพระราชประสงค์ให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อจากพระองค์ นอกจากจะทรงมีพระราชโอรสก็ย่อมพระราชกุมารจะได้รับราชสมบัติ ถ้าเป็นเช่นนั้นให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาทรงสำเร็จราชการระหว่างพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเยาว์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดชรับสั่งว่า “พระราชประสงค์ข้อนี้ก็แจ่มแจ้งดูไม่มีปัญหาอะไรที่สงสัย”

จึงผู้เป็นประธานรับสั่งว่า “จะรับเอาปฏิบัติตามพระราชประสงค์หรือไม่”

เจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยว่า “ไม่มีข้อขัดข้องอันใด ควรรับรอง”

ผู้เป็นประธานรับสั่งขอให้ที่ประชุมใคร่ครวญให้ดีอีกครั้งว่าอย่างใดจะเป็นทางดีทางเจริญสำหรับบ้านเมืองที่สุด ถ้าท่านผู้ใดไม่เต็มใจ ก็จะไม่ทรงรับราชสมบัติ แต่ถ้าไม่มีใครไม่เต็มใจก็เป็นอันต้องน้อมตามความเห็นของที่ประชุมรับรัชทายาท

ท่านเสนาบดีได้ลงนั่งกราบถวายบังคม 3 ครั้งพร้อมกัน (พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว : คณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ 100 ปีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ) จึงเป็นอันว่าสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ได้เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 7 ต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช

คลิ๊กเพื่ออ่านต่อตอนจบ

เรื่องจาก ::: คุณ รอยใบลาน จาก Bloggank.com
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=roybilan

ภาพจาก ::: Internet



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12
หน่อผุด วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 22.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/korpai
'ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า  กระดาษแผ่นเดียวไม่เป็นหนังสือ'

(0)
ขอบคุณเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ค่ะ
เรื่องน่ารู้ ที่หน่อผุดเองก็จำไม่ค่อยได้
ความคิดเห็นที่ 11
สตังค์ วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 21.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง

(0)
ขอบคุณค่ะ
ความคิดเห็นที่ 10
kate วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 13.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kate2007
I Know This is Love

(0)
ขอบคุณที่หามาให้อ่านค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
เหรียญสองด้าน วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 13.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/twosidecoin
Everything I do (I do it for you)

(0)
อ่านแล้วก็ยังงง อยู่ อิอิ
ความคิดเห็นที่ 8
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 13.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

(0)

เดี๋ยวพออ่านภาคจบประกอบจะเห็นภาพมากขึนค่ะ
ความคิดเห็นที่ 7
chompoopookha วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 10.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chompoopookha

(0)
จะบอกว่าตั้งใจอ่านมาก แต่ก็ยัง งง อยู่ ต้องอ่านวนอีกสักสองรอบ อิอิอิ...
ความคิดเห็นที่ 6
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 09.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

(0)

เราว่าประวัติศาสตร์นั้นน่าเรียนรู้ค่ะ จะได้รู้รากฐานของปัจจุบันและอนาคต อย่างเรืองนี้ ต้องเรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์การเมืองตั้งแต่ยุคก่อน - ระหว่าง และหลังประชาธิปไตย เลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 09.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

(0)

ความคิดเห็นที่ 4
ศุภศรุต วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 09.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

(0)
วังวน
วนวัง


ในราชสำนัก

ความคิดเห็นที่ 3
ศณีรา วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 02.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

(0)
ความคิดเห็นที่ 2
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 02.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

(0)

ยินดีค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
kruhnoi วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 01.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kruhnoi
You're my destiny !!!.        (kruhnoi ครูหน่อย)...

(0)

ความรู้แน่นค่ะ...

ขอบคุณค่ะ..

ฝันดีค่ะ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน