• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 178
  • จำนวนผู้ชม : 944134
  • จำนวนผู้โหวต : 177
  • ส่ง msg :
  • โหวต 177 คน
<< กรกฎาคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2555
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 29884 , 00:19:44 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

"ขังวังหลวง" นั้น มีความหมายคือ การเชิญไปประทับที่ตำหนักในพระบรมมหาราชวัง แต่อาจเสด็จไปที่ต่างๆ ได้ ไม่ได้จำกัดอิสรภาพเช่นผู้ที่ถูกคุมขังทั่วไป เพียงแต่จำกัดอิสรภาพในการเลือกคู่ครอง เพราะถือว่า ได้ทรงถวายตัวเป็นคนของหลวงแล้ว จะไปเสกสมรสกับบุคคลอื่นไม่ได้เว้นแต่จะได้รับพระบรมราชานุญาต

ในสมัยรัชกาลที่ 6 อดีตพระคู่หมั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ก็ทรงถูกขังหลวงเช่นกัน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี (พ.ศ. 2435 - พ.ศ. 2494) เป็นอดีตพระคู่หมั้นในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมอินทร์ วรวรรณ พระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าหญิงวรรณวิมล วรวรรณ และมีพระนามเรียกกันในหมู่พระญาติว่า “เตอะ” หรือ “ขาว”

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

หม่อมเจ้าหญิงวัลลภาเทวี ทรงเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรกที่ห้องทรงไพ่บริดจ์ในงานประกวดภาพเขียน ณ โรงละครวังพญาไท จึงทรงสถาปนาหม่อมเจ้าวัลลภาเทวี ขึ้นเป็น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีพระคู่หมั้น เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2463 พร้อมพระราชทานตราปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) และมีพระบรมราชโองการว่า

"พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสถิต ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณอันเป็นมหินทรสมาคมแห่งองคมนตรี มีทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดีมุขมนตรี เสนามาตย์ราชเสวก ชุมนุมเฝ้าเบื้องพระยุคลบาททรงพระราชปรารภถึงการที่จะได้กระทำพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในภายหน้า และเวลานี้ได้ทำพระราชพิธีหมั้นแล้ว เป็นการสมควรที่จะให้เป็นไปตามเหตุการณ์นี้ชั้นหนึ่ง

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมเจ้าหญิงวัลลภาเทวีเป็น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ตั้งแต่นี้สืบไป

ขอให้เจริญทฤฆชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ อิสสริยยศศักดิ์เดชานุภาพมโหฬาร รับราชการฉลองพระเดชพระคุณ โดยสมควรแก่ความเป็นในพระบรมราชตระกูลอันสูงศักดิ์ในพระบรมราชวงศ์นี้ทุกประการ"

พร้อมกับ รับสั่งให้พระวรกัญญาปทานประทับในพระตำหนักจิตลดารโหฐาน ในขณะที่พระองค์ประทับยังพระราชวังพญาไทที่อยู่ใกล้กัน ในเวลานั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือนที่ใด ก็จะมีพระวรกัญญาปทานตามเสด็จด้วยทุกครั้ง

รวมทั้งเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงละครในเรื่องโพงพาง และศกุนตลา พระคู่หมั้นก็ทรงร่วมแสดงด้วย ในเรื่องศกุนตลานั้น ทรงพระราชทานแก่พระวรกัญญาปทานและมีพระราชนิพนธ์คำอุทิศให้ว่า

หนังสือพระราชนิพนธ์ ศกุนตลา

นาฏกะกลอนนี้ฉันมีจิต
ขออุทิศแด่มิ่งมารศรี
ผู้เป็นยอดเสน่หาจอมนารี
วัลลภาเทวีคู่ชีวัน

ขอหล่อนจงรับไมตรีสมาน
เป็นพยานความรักสมัครมั่น
เหมือนแหวนแทนรักทุษยันต์
แก่จอมขวัญศกุนตลาไซร้

แต่ผิดกันตัวฉันไม่ลืมหล่อน
จนสาครเหือดแห้งไม่แรงไหล
จนตำวันเดือนดับลับโลกไป
จะรักจอดยอดใจจนวันตาย

ขณะที่ได้รับสถาปนาเป็นพระคู่หมั้นนั้น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีมีพระชันษา 28 ชันษา ส่วนพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุ 40 พรรษา พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ทรงมีความคิดที่ล้ำสมัยสตรีไทยในยุคนั้น ทรงเขียนบทความชื่อ "ดำริหญิง"  ในหนังสือดุสิตสมิธรายสัปดาห์เมื่อ พ.ศ. 2463  ในทำนองส่งเสริมให้สตรีมีความเท่าเทียมกับบุรุษ เพราะสตรีก็มีความสามารถ และจะอุ้มชูหรือชักบุรุษให้ต่ำลงก็ทำได้ ซึ่งได้รับการวิพากษ์ วิจารณ์อย่างมาก กับทั้งยังมีพระวิสัยถือพระองค์

ส่วนเรื่องที่คาดเดากันว่าอาจจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ไม่ทรงพอพระทัยนั้น คือ เรื่องพระวรกัญญปทาน แสดงกริยาและกล่าวดูถูกมหาดเล็กหุ้มแพร คนสนิทของพระเจ้าอยู่หัว (พระยารามราฆพ) ก็มีการเล่าขานสืบต่อมาดังจะกล่าวนี้

ซึ่งตามที่ได้ยินได้ฟังมานั้น ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 เสด็จฯ โดยรถยนต์หรือรถม้าไม่แน่ชัดพร้อมด้วยพระวรกัญญาปทาน โดยมีเจ้าพระยารามราฆพ ซึ่งเวลานั้นยังเป็นพระยาประสิทธิ์ศุภการ ผู้ช่วยสมุหราชองครักษ์โดยเสด็จฯ ตามตำแหน่ง

พระยาประสิทธิ์ศุภการ ผู้ช่วยสมุหราชองครักษ์

เมื่อถึงที่หมายเจ้าพระยารามฯ ลงไปรอรับเสด็จที่ประตูรถตามหน้าที่ เมื่อพระวรกัญญาปทานจะเสด็จลงจากพระราชพาหนะก่อนที่ล้นเกล้าฯ จะเสด็จลง เจ้าพระยารามฯ ได้ยื่นมือไปรอรับเสด็จเพื่ออำนวยความสะดวกในเวลาเสด็จลงจากรถตามธรรมเนียมฝรั่ง พระวรกัญญาปทานทรงชักพระหัตถ์หนีพร้อมมีรับสั่งตำหนิเจ้าพระยารามฯ ด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ล้นเกล้าฯ จึงกริ้วและเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธ และประพันธ์กลอนเชิงบริภาษว่า

อย่าทะนงอวดองค์ว่างามเลิศ
สวยประเสริฐยากที่จะเปรียบได้
อย่าทะนงอวดองค์ว่าวิไล
อันสุรางค์นางในยังมากมี

อย่าทะนงอวดองค์ว่าทรงศักดิ์
จะใฝ่รักแต่องค์พระทรงศรี
นั่งรถยนต์โอ่อ่าวางท่าที
เป็นผู้ดีแต่ใจไพล่เป็นกา

อย่าดูถูกลูกผู้ชายที่เจียมตน
อย่าดูถูกฝูงชนที่ต่ำกว่า
อย่าทะนงอวดองค์ว่าโสภา
อันชายใดฤๅจะกล้ามาง้องอน

เรื่องราวดูจะจบลงด้วยดีในสายตาของพสกนิกรผู้ได้พบเห็น แต่แล้ว 6 เดือนต่อมา จึงมีพระบรมราชโองการให้ถอนหมั้น เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2464 และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ความตอนหนึ่งว่า

"...มีความเสียพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาทรงทราบตระหนักแน่ชัดขึ้นว่า การจะไม่เป็นไปโดยเรียบร้อย สมพระราชประสงค์อันดีที่กล่าวมาแล้ว เพราะเหตุที่พระราชอัธยาศัยของพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีมิได้ต้องกัน

ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพระองค์เจ้าวัลลภาเทวีมีพระโรคประจำพระองค์อันเป็นไปใน ทางพระเส้นประสาทไม่ปรกติ ทรงพระราชดำริว่า ถ้าแม้จะคงให้การดำเนินต่อไปจนถึงกระทำการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ก็อาจจะมีผลอันไม่พึงปรารถนา..."

ยังพระราชทานโซ่ทองคำแก่นางเฒ่าแก่และท้าวนางจ่าโขลน ไปเกาะกุมพระองค์เจ้าวัลลภาเทวีมาติดศาลาภายในพระบรมมหาราชวัง ( เรียกว่าจำสนม คือ การลงโทษแก่ฝ่ายในที่ทำผิด ) หรือ " ขังหลวง "   แต่ด้วยทรงพระทิฐิมานะ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีจึงไม่ทรงทูลขอพระราชทานอภัย ด้วยเหตุนี้ จึงทรงถูกจำขังลงโซ่ตรวนทองคำอยู่ในพระบรมมหาราชวังนับแต่นั้นจนตลอดทั้งรัชกาล

โดยสาเหตุที่ต้องโทษนั้น เป็นเพราะพระวรกัญญาปทานนั้นไม่พอพระทัยพระเจ้าอยู่หัว (ไม่แน่ชัดว่าเรื่องใด) จึงทรงคั่นหน้าบทละครเรื่อศกุนตลาและขีดเส้นเน้นข้อความในตอน ฤษีทุรวาสสาปท้าวทุษยันต์ให้ลืมนางศกุนตลา ว่า

"ทรงภพผู้ปิ่นโปรพฦาสาย
พระองค์เองสิไม่มียางอาย
พูดง่ายย้อนยอกกรอกคำ
มาหลอกลวงชมเล่นเสียเปล่าๆ
ทิ้งให้คอยสร้อยเศร้าทุกเช้าค่ำ
เด็ดดอกไม้มาดมชมจนช้ำ

ไม่ต้องจดจำนำพา
เหมือนผู้ร้ายย่อเบาเข้าลักทรัพย์
กลัวเขาจับวิ่งปร๋อไม่รอหน้า
จงทรงพระเจริญเถิดราชา
ข้าขอลาแต่บัดนี้"

โดยใจอาจจะเพียงตัดพ้อพระเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ทรงกริ้วมาก เนื่องจากเป็นของพระราชทานแทนจิตประดิพัทธ์ของพระองค์ กระนั้นหากพระวรกัญญาปทานจะละฐิลงและขอพระราชทานอภัยโทษ เชื่อแน่ว่าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงยอมให้เป็นแน่ แต่พระวรกัญญาปทานนั้นไม่ทรงขออภัยโทษ และยังห้ามให้ผู้ใดทูลขอแทนด้วย

ดังนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสให้ออกพระนามอดีตคู่หมั้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี จวบจนเสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ พระราชทานอภัยโทษแก่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ในรัชกาลของพระองค์นั่นเอง

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี

โดยให้ปลดปล่อยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ออกจากพระบรมมหาราชวัง และพระราชทานวังที่ประทับให้อยู่บริเวณสี่แยกพิชัย ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระบิดา ประทานชื่อว่า พระกรุณานิเวศน์ ขณะทรงได้รับการปล่อยออกมานั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี มีพระชนมายุ 33 พรรษา ทรงประทับอยู่ที่พระกรุณานิเวศน์ และสนพระทัยในพระพุทธศาสนาตลอดมา

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ได้เข้าประทับรักษาพระองค์ในโรงพยาบาลศิริราชด้วยโรคพระวักกะพิการ เป็นเวลา 60 วัน โดยพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ ในเวลา 06.07 นาฬิกาของวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2494 สิริพระชนมายุได้ 58 พรรษา 5 เดือน และทรงได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดเบญจมบพิตร เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495

หม่อมเจ้าลักษมีลาวัณย์ (ท่านหญิงติ๋ว พระขนิษฐา)

มีการคาดเดาถึงสาเหตุที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงถอนหมั้นพระวรกัญญาปทานหลายด้านด้วยกัน บาง คนกล่าวว่าเป็นเพราะด้วยนิสัยของสตรีที่วู่วามและหึงหวง เมื่อทรงมีโปรดการสนทนากับหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณย์ (ท่านหญิงติ๋ว พระขนิษฐา) จึงไม่พอใจและตัดพ้อพระเจ้าอยู่หัว แต่บางกระแสก็กล่าวว่าเป็นเพราะพระวรกัญญปทานนั้น แสดงกริยาและกล่าวดูถูกมหาดเล็กหุ้มแพร คนสนิทของพระเจ้าอยู่หัว (พระยารามราฆพ) จนพระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้ว แต่ความจริงจะเป็นเช่นไรนั้น ก็คงมีเพียงทั้งสองพระองค์เท่านั้นที่รู้

เท่าที่ได้ทราบมานั้น ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงเป็นสุภาพบุรุษที่ทรงให้ความสำคัญกับสุภาพสตรี ถึงกับทรงพระราชนิพนธ์บทความเกี่ยวกับสถานภาพสตรีไปลงในหนังสือพิมพ์พระราชทานชื่อว่า "เครื่องหมายแห่งความเจริญรุ่งเรือง คือสถานภาพแห่งสตรี"  นอกจากนั้นยังทรงสอนคุณพนักงานฝ่ายในให้รู้จักเล่นไพ่ต่างๆ รวมทั้งบิลเลียดและสนุกเกอร์ ท่านผู้หญิงอุศนา ปราโมช และคุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ คุณข้าหลวงเก่าเคยเล่าให้ฟังว่า

เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล)

มักจะรับสั่งกับคุณพนักงานว่า ที่ทรงสอนให้รู้จักการเล่นต่างๆ นั้นก็เพื่อว่า เวลาที่คุณพนักงานนั้นออกเรือนไปมีครอบครัวแล้วจะได้ไม่ถูกสามีหลอก หรือเมื่อครั้งที่จะโปรดให้ออกพระนามสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี เมื่อตอนปลายรัชกาลนั้น ก็ได้มีพระราชหัตถเลขาทรงชี้แจงไปยังเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) ผู้เป็นบิดาของสมเด็จฯ พระราชหัตถเลขาองค์นั้นยาวถึง 6 หน้า

วันหนึ่งทายาทของเจ้าพระยาสุธรรมฯ คนหนึ่งได้เชิญลายพระราชหัตถ์นั้นมาให้อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการท่านหนึ่งอ่าน ท่านอดีตปลัดกระทรวงฯ อุทานว่า อ่านแล้วซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเหลือเกิน

ฉะนั้นเรื่องที่ล้น เกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงถอนหมั้นพระวรกัญญาปทานนั้น คงจะมีที่มาจากสาเหตุหลายเรื่อง ถ้าพิเคราะห์จากบทพระราชนิพนธ์แล้ว น่าเชื่อว่า พระอัทธยาศัยคงจะไปด้วยกันไม่ได้เลย เพราะล้นเกล้าฯ นั้นทรงเป็นนักเรียนอังกฤษ ทรงถูกฝึกหัดมาให้เป็นผู้นำ และวิธีการฝึกหัดผู้นำของอังกฤษนั้น ต้องได้รับการฝึกหัดให้เป็นผู้ตามที่ดีก่อน และในรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 นั้น ทรงส่งเสริมให้สามัญชนขึ้นมามีตำแหน่งราชการในระดับสูงเป็นจำนวนมาก

พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี

ในขณะที่เจ้าซึ่งมักจะถือตนว่าเป็นเจ้า มีสถานะเหนือกว่าสามัญชนนั้นถูกลดบทบาทลงจนแทบจะไม่มีตำแหน่งหน้าที่ราชการ  ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า พระวรกัญญาปทานซึ่งทรงมีฐานันดรเดิมเป็นหม่อมเจ้า เมื่อได้ทรงเป็นพระคู่หมั้นจึงคงจะทรงวางพระองค์ไปในทำนองที่ปรากฏในบทพระ ราชนิพนธ์ที่ว่า

"...อย่าทะนงอวดองค์ว่าทรงศักดิ์ จะใฝ่รักแต่องค์พระทรงศรี..."

ซึ่งล้นเกล้าฯ คงจะทรงรับไม่ได้ในข้อนี้ ในเวลาต่อมาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณประไพ สุจริตกุล เป็นพระอินทราณี พระสนมเอก แล้วเลื่อนเป็น พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี แล้วเลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี อันเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยว่า

มิได้ทรงถือพระองค์เป็นเจ้าเป็นไพร่ดังเช่นที่เจ้านายในสมัยนั้นทรงนิยมถือ ปฏิบัติกัน ดังมีพยานปรากฏในพระนิพนธ์ของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ที่ทรงเล่าไว้ใน "สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น" ว่า เมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นมีเจ้านายพระองค์หนึ่งประทับรถไฟชั้นหนึ่งเสด็จไปหัวเมือง

เผอิญมีนายทหารชั้นนายพลที่มิใช่เจ้าเดินทางไปกับรถไฟขบวนนั้น และได้ไปนั่งที่ชั้นหนึ่งร่วมกับเจ้านายพระองค์นั้น เลยถูกไล่ให้ไปนั่งที่โบกี้อื่นเพราะทรงรังเกียจว่านายทหารท่านนั้นเป็นไพร่ ทั้งที่นายทหารท่านนั้นก็ซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งเหมือนกัน


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
chailasalle วันที่ : 09/07/2012 เวลา : 01.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

(1)
ดีมากเลยครับ เสน่ห์ของประวัติศาสตร์เหมือนนิยายแนวอิมเพรสชั่น ..คงต้องปล่อยให้"คลุมเครือ" ไว้ให้คิดกัน ..นี่แหละ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน