• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 178
  • จำนวนผู้ชม : 944134
  • จำนวนผู้โหวต : 177
  • ส่ง msg :
  • โหวต 177 คน
<< สิงหาคม 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม 2555
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 5089 , 13:50:26 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

โดย พ.อ.ผศ.ดร. ศรศักร ชูสวัสดิ์

กองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

นำเรื่อง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒ (๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙-๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐) ห่างจากการเสด็จฯ ยุโรปครั้งแรก (พ.ศ. ๒๔๔๐) ๑๐ ปี

การเสด็จฯ ยุโรปครั้งแรกเป็นการเสด็จทางการ มีพระราชประสงค์เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตก มุ่งประโยชน์ด้านเอกราชและความมั่นคงของชาติ ส่วนการเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒ ราชกิจจานุเบกษาประกาศว่า เป็นการเสด็จฯ ส่วนพระองค์ มีพระราชประสงค์เพื่อรักษาพระอาการประชวรจากโกฐาสภายใน หรือพระอวัยวะภายในพระวรกายไม่ปกติ ดังนี้

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงพระสำราญมานานแล้ว เมื่อได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมือง ก็กลับทรงพระสำราญไปชั่วคราว แต่ครั้นทรงราชกิจกรากกรำหนักเข้าก็ดี ทรงกระทบฤดูแปรไม่ปรกติก็ดี ก็กลับไม่สบายไปอีก แต่เปนดังนี้มาหลายขวบปี ในศกนี้พระอาการกำเริบกว่าก่อน ดอกเตอร์โบเมอร์ผู้ถวายพระโอสถ ตรวจพระอาการลงสันนิษฐานว่า โกฐาสภายในพระกายไม่เปนไปสม่ำเสมอ พระโรคเช่นนี้ไม่ถูกแก่อากาศชื้นเช่นในฤดูฝนชุก และร้อนจัดเช่นฤดูคิมะ ตำบลที่จะรักษาพระโรคเช่นนี้ได้เหมาะดีที่สุดก็มีแต่ในประเทศยุโรป จึงกราบบังคมทูลถวายแนะนำในหน้าที่ของแพทย์เพื่อเสด็จประพาสยุโรป บำรุงพระกายให้คืนเปนปรกติ แต่ในเวลาพระโรคยังไม่เจริญขึ้น...

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ก่อนการเสด็จฯ ยุโรป และหลังจากเสด็จฯ ถึงยุโรปหลายเหตุการณ์ทำให้ตีความพระราชประสงค์ในการเสด็จฯ ครั้งนี้ต่างออกไปได้ว่า อาจเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชาติมหาอำนาจในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนี ได้แก่

๑. การประชุมนานาชาติ ที่เมืองอัลจาไซรัส ประเทศสเปน (Algeciras Conference) (๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๘-๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๙) (ค.ศ. ๑๙๐๖) จากการริเริ่มของเยอรมนีที่ต้องการสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของฝรั่งเศสเข้าไปในโมร็อกโก (Morocco Crisis, ค.ศ. ๑๙๐๕-๖) และระหว่างการประชุม หนังสือพิมพ์กึ่งทางการของเยอรมนีเสนอข่าวด้วยว่า เยอรมนีจะเสนอให้จัดประชุมทำนองเดียวกันเกี่ยวกับปัญหาอบิสซิเนีย (Abyssinia) และไทย    

๒. พระเจ้าศรีสวัสดิ์ (ปีครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๔๗-๗๐) กษัตริย์แห่งกัมพูชา รัฐในอารักขาของฝรั่งเศส เสด็จฯ ฝรั่งเศสนำคณะนาฏศิลป์ไปแสดงที่กรุงปารีส (กรกฎาคม-สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙) นิตยสารฝรั่งเศสกล่าวว่า พระเจ้าศรีสวัสดิ์ทรงขอให้ฝรั่งเศสเร่งให้ไทยคืนพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ (มณฑลบูรพา) แก่ กัมพูชา

๓. การทำสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ หรือไม่กี่วันก่อนที่จะเสด็จฯ ยุโรป เป็นสนธิสัญญาที่ไทยตกลงแลกมณฑลบูรพากับดินแดนบางส่วน เช่น จังหวัดตราด และด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่ฝรั่งเศสยึดไว้ รวมทั้งสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนเอเชียในบังคับฝรั่งเศส

ทรงฉายกับ ดุ๊กออฟเยนัว (นั่งกลาง)  และ เจ้านายอีก  ๒  พระองค์  
เจ้าชายเฟอดินันด์  โอรสดุ๊กออฟเยนัว นั่งขวา

ส่วนเหตุการณ์หลังเสด็จฯ ถึงยุโรปแล้ว พ.ศ. ๒๔๕๐ ได้แก่     

๑. รัชกาลที่ ๕ ประทับที่กรุงปารีสช่วงแรก (๑๘-๒๑ มิถุนายน) ตรงกับช่วงเวลาที่รัฐสภาฝรั่งเศสกำลังพิจารณาให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๔๔๙ ดังที่ทรงเขียนไว้ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน วันที่ ๒๐ มิถุนายนว่า อันที่จริงก็ไม่ใช่จะเที่ยวอย่างเดียว เปนราชการอยู่บ้าง  และวันรุ่งขึ้น (๒๑ มิถุนายน) มีการแลกเปลี่ยนหนังสือให้สัตยาบันสนธิสัญญาดังกล่าว

๒. การเสด็จฯ ไปประทับรักษาพระองค์ที่เมืองบาดฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี หลังจากเสด็จฯ ถึงยุโรปแล้วนาน ๔ เดือน และประทับเป็นเวลานานประมาณ ๑ เดือน (๒๓ สิงหาคม-๒๒ กันยายน) และพระเจ้าไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ แห่งเยอรมนี (Kaiser Wilhelm II, ปีครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๓๑-๖๑) ทรงเอาพระทัยใส่ต่อการเสด็จฯ เมืองบาดฮัมบูร์กของรัชกาลที่ ๕     

ในการศึกษาวิเคราะห์พระราชประสงค์ในการเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒ มีการตีความโดยอาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์จากบทความวิเคราะห์ในนิตยสารต่างประเทศร่วมสมัย ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ข้อสรุปที่ว่า รัชกาลที่ ๕ ทรงให้ความสำคัญแก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของไทยมากกว่าการประชวรและรักษาพระองค์ ถึงขั้นสรุปว่า อาจไม่ทรงพระประชวรจริง และเป็นเรื่องลวง

ทั้งนี้มีข้อสรุปเกี่ยวกับการประชวรครั้งนี้ผิดไปจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาในต่างระดับกัน ดังนี้

๑. การประชวรอาจไม่ใช่เรื่องจริง ทั้งนี้มองว่า การประชวรใน พ.ศ. ๒๔๕๐ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่การที่เลือกปี พ.ศ. ๒๔๕๐ นั้นมิใช่เหตุบังเอิญของการที่พระวรกายทรุดโทรมลงโดยกะทันหัน

๒. การรักษาพระองค์ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทั้งนี้มองว่า รัชกาลที่ ๕ ทรงพระประชวรจริง แต่ไม่ร้ายแรงมากนัก ดังนั้น รัชกาลที่ ๕ จึงไม่เสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์ที่เยอรมนีทันทีตามหมายกำหนดการเดิม คือล่าช้าถึง ๔ เดือน อีกทั้งในช่วงเวลาที่ล่าช้าไปนี้ ยังทรงทุ่มเทกับการติดตามรัฐสภาฝรั่งเศสพิจารณาให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๔๔๙ ซึ่ง "แทบจะเป็นไฮไลต์ของการเสด็จฯ ยุโรปครั้งนี้ จนดูเหมือนว่าการเสด็จฯ ไปทรงพบแพทย์แทบจะเป็นจุดประสงค์รอง" และ 

๓. การอ้างว่าเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์เป็นเรื่องลวง เมื่อเห็นว่า รัชกาลที่ ๕ ไม่ทรงให้ความสำคัญแก่การรักษาพระองค์ การอ้างว่าจะเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์ที่เยอรมนีจึงเป็นเรื่องหลอก ๆ "ก่อนหน้านี้ชาวสยามถูกทำให้เชื่อจนสนิทใจว่า เสด็จฯ ไปรักษาพระอาการประชวรภายหลังที่ตรากตรำงานหนักมานานร่วม ๔๐ ปี โดยให้เหตุผลว่า แพทย์เฉพาะทางชาวเยอรมันน่าจะสามารถรักษาได้ถูกโรคมากกว่าที่จะเยียวยาต่อไปในสยาม"

ข้อสรุปซึ่งเกี่ยวโยงกันนี้ดูเหมือนมีที่มาจากข้อเท็จจริงและสมมุติฐานที่อาจคลาดเคลื่อนได้ ๓ ข้อด้วยกัน ดังนี้

๑. เยอรมนีคือที่หมายแรกที่รัชกาลที่ ๕ จะเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์ตามคำทูลเชิญของพระเจ้าไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒

๒. การไม่เสด็จฯ เยอรมนีโดยทันที มีสาเหตุมาจากรัชกาลที่ ๕ ทรงเชื่อคำวินิจฉัยของแพทย์ที่ถวายการตรวจพระวรกายครั้งแรกที่เมืองซันเรโม (San Remo) ประเทศอิตาลี (๒๙ และ ๓๐ เมษายน) ว่า ไม่มีพระอาการประชวรร้ายแรงอะไร และ

 ๓. การดำเนินยุทธศาสตร์กันชนของรัชกาลที่ ๕ เพื่อกันฝรั่งเศส เพื่อเดินหน้าหาเสียงสนับสนุนจากบรรดาผู้นำประเทศในยุโรปที่ฝรั่งเศสเกรงใจ และต่อรองกับฝรั่งเศสโดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหาเก่าๆ ที่ยังตกลงกันไม่ได้Ž๑๕ ข้อเท็จจริงและสมมุติฐานนี้นำไปสู่ข้อสรุปสำคัญที่ว่า รัชกาลที่ ๕ อาจไม่ทรงพระประชวรจริง และไม่ได้ตั้งพระทัยที่จะเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์

บทความนี้จึงต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลักฐานชั้นต้นของไทยว่า การรักษาพระองค์คือพระราชประสงค์ที่แท้จริงในการเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒ หรือไม่ และเมื่อเสด็จฯ ถึงยุโรปแล้ว ทรงให้ความสำคัญแก่การรักษาพระองค์เพียงใด ทั้งนี้จะพิจารณาเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงเวลารัชกาลที่ ๕ ตัดสินพระทัยเสด็จฯ ยุโรป การเตรียมการเสด็จฯ และการรักษาพระองค์ในยุโรป

พระอาการประชวรเรื้อรัง : มูลเหตุแห่งการเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒

ในการศึกษาประวัติพระอาการประชวรของรัชกาลที่ ๕ ประไพ รักษา สรุปว่า รัชกาลที่ ๕ มีพระโรคประจำ ๒ พระโรค ได้แก่ พระโรควิตกกังวล และพระโรคทางเดินหายใจ สำหรับพระโรควิตกกังวลนั้นเป็นผลมาจากพระราชอัธยาศัยพื้นฐานที่ละเอียดลออ รอบคอบ สุขุม และมีพระอุตสาหะในการบริหารราชการ พระวิตกหรือที่พระองค์เรียกว่า "เนิฟ" ทำให้เสวยไม่ได้และบรรทมไม่หลับ แต่ขณะเดียวกันก็มีพระอาการทนหิวไม่ได้ ถ้าเสวยพระกระยาหารที่ไม่โปรดก็จะมีผลต่อพระนาภี เช่น ท้องขึ้นท้องเฟ้อ พระอาการเสวยไม่ได้และบรรทมไม่หลับทำให้พระโลหิตน้อย ส่งผลเสียต่อพระพลานามัย

ส่วนพระโรคที่ ๒ เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ คือ โรคหืด แพ้อากาศ หรือ ไซนัสอักเสบ พระโรคนี้ทำให้ไม่เหมาะที่รัชกาลที่ ๕ จะประทับอยู่กรุงเทพฯ ในฤดูฝน รัชกาลที่ ๕ ทรงเล่าว่า อากาศที่เปลี่ยนไปมาส่งผลเสียต่อพระพลานามัย "หนาวร้อนของเมืองไทยเรามันไม่ยั่งยืนในวันเดียวกันก็เปลี่ยนร้อนเปลี่ยนเย็นมาก ทั้งหนาวก็ไม่อยู่ได้กี่วัน ประเดี๋ยวก็กลับเป็นร้อน การเปลี่ยนร้อนเปลี่ยนหนาวรบัดรเบิดอยู่ข้างจะแสลงโรค" เช่นเดียวกับเมื่อเสด็จประพาสชวาใน พ.ศ. ๒๔๔๕ มีฝนตกหนักตลอดทั้งวัน ทำให้ระบบทางเดินหายใจของพระองค์มีปัญหา ทรงเล่าว่าโรคเก่ากำเริบ

พระโรควิตกกังวลและพระโรคทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้ทรงพระประชวรอยู่เสมอนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้รัชกาลที่ ๕ ต้องเสด็จประพาสหัวเมืองต่าง ๆ เพราะการเปลี่ยนอากาศ และการพ้นจากเรื่องน่าเบื่อต่าง ๆ เป็นผลดีต่อพระพลานามัย

"...เมื่อเลือดในตัวไม่บริบูรณ์ได้ จะแก้ให้ธาตุปกติก็ยาก ในการที่จะทำให้เลือดบริบูรณ์ได้ในบางกอกก็ยาก ด้วยมันเบื่ออ้ายตื่นๆ นอนๆ เบื่อที่แล้ว ใช่แต่เท่านั้น มีเรื่องที่สำหรับเบื่อเข้ามากวน..."

อย่างไรก็ดี การเสด็จประพาสหัวเมืองเช่นนี้ ก็เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง เพราะเป็นโอกาสให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรงานราชการ และการประกอบอาชีพของประชาชน๒๑ ต่อมาประมาณกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ขณะประทับที่พระราชวังบางปะอิน อยุธยา (๑๒-๑๙ ตุลาคม)๒๒ พระอาการประชวรก็กำเริบขึ้นอีก พระอาการประชวรครั้งนี้คือที่มาของการเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒

แท้ที่จริงแล้ว รัชกาลที่ ๕ ทรงรู้ดีว่า พระองค์ทรงเป็นพระโรคเรื้อรังมานาน แต่ครั้งนี้ทรงรู้สึกว่าพระอาการหนักกว่าเคย เช่น ที่ทรงเขียนไว้ว่า ฉันได้รับทุกข์เวทนามาช้านาน จนอาการมามากลงเมื่อขึ้นมาบางปะอินครั้งก่อนและแต่ที่ไม่สบายจนน่ากลัว รู้ว่าเปนโรคลึกนั้นใน ๓ ปีมานี้ สังเกตดูว่าทวีขึ้นทุกปี ในปีนี้เปนมากดังเช่นเห็นอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี แพทย์ถวายการรักษากระทั่งมีพระอาการดีขึ้นจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย

แพทย์ที่ถวายการตรวจรักษาครั้งนี้ ชื่อโบห์แมร์ (Adolf M. Boehmer) ทรงเรียกว่า "ตาอ้วน"  เป็นชาวเยอรมัน ไม่ใช่แพทย์ประจำพระองค์ ในเวลานั้น นายแพทย์ไรยต์เตอร์ (Eugene Reytter) แพทย์ประจำพระองค์ชาวเบลเยียมไม่อยู่ รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดให้นายแพทย์โบห์แมร์ถวายการรักษาแทน "เปนเวลาตาอ้วนอยู่ที่บางปอินจึงได้เอามาดู"

เมื่อเสด็จฯ กลับถึงกรุงเทพฯ ยังมีพระอาการประชวรอยู่ ในพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์พระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ รัชกาลที่ ๕ ทรงเล่าถึงพระอาการต่าง ๆ ไว้ดังนี้

ทรงแน่นพระอุระ มีพระอาการไข้ เช่น กลางคืนวันที่ ๒๒ ตุลาคม พระปรอทขึ้นสูงถึง ๙๘.๔ องศาฟาเรนไฮต์ บางคืนถึง ๙๙.๓ องศาฟาเรนไฮต์ ทรงปวดเมื่อย มีพระเสมหะมาก ทำให้ทรงต้องล้างพระนาสิก

"ยาล้างจมูกของหมอได้ใช้ปรมาณ ๔ ครั้ง เสมหะออกคล่องดี แต่ไม่พอที่จะล้วงเสมหะซึ่งอยู่ลึก จึงต้องรมช่วยนิดหนึ่ง"

พระอาการบรรทมไม่หลับ พระบังคลหนักไม่เป็นปรกติ วันนี้อุจาระไปครั้งแรกเปนก้อนอ่อน ๆ มากอยู่ แล้วมีหางอีกครั้งหนึ่งน้อยลงมีสีดำมา ๒ วันแล้ว และบางวันทรงแน่นพระนาภี ค่ำวันนี้แปลกคือเวลากินเข้าแล้ว ที่รู้สึกเจบคัดแน่นอยู่ในกระเพาะนั้นมากขึ้นทุกวัน

ในช่วงมีพระอาการประชวร รัชกาลที่ ๕ ทรงวิตกและทรงวิเคราะห์สาเหตุของพระโรคไปต่าง ๆ นานา เช่น พระอาการบรรทมไม่หลับ ทรงวิเคราะห์ว่ามีสาเหตุมาจากพระบังคลเบาบ่อย พระกระเพาะ พระปีหก (ม้าม) เช่น

"ข้อที่นอนไม่หลับนั้น สังเกตดูว่าเกี่ยวด้วยเรื่องเยี่ยว ตั้งแต่ก่อนจะนอนก็จะเยี่ยวถี่ เวลาไปนอนก็เยี่ยวถี่ แต่ทีละไม่มาก หลับเคลิ้มไปเคลิ้มมาต้องตื่นลุกขึ้นเยี่ยว ต่อเมื่อใดเยี่ยวออกมามากสัก ๒ ครั้งจึงจะหลับ..." และ "เหนว่าที่เรื่องนอนไม่หลับนี้ ไม่ใช่อื่นเลยคงจะเปนกระเพาะอาหาร"

อีก ๑ เดือนต่อมา ทรงวิเคราะห์ว่า เสมหะไม่ได้เป็นผู้ทำให้นอนไม่หลับในเวลานี้ แลนึกว่าไม่ใช้ม้ามเปนเหตุ คงจะเปนด้วยกระเพาะอาหารฤๅลำไส้ ฤๅที่สุดจนหัวใจอย่างใดทำให้เป็นเช่นนี้

ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม วันเดียวกับที่มีพระราชหัตถเลขาพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ รัชกาลที่ ๕ มีพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ถึงพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ด้วย ทรงสันนิษฐานว่า พระอาการประชวร มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมีพระชนมายุมากขึ้น และการทรงงานหนัก รัชกาลที่ ๕ จึงหนักพระทัยมากกว่าทุกครั้ง จึงมีพระราชประสงค์ที่จะรักษาพระองค์ให้หายขาด เพื่อไม่ให้ทรงประชวรหนักจนยากแก่การรักษา ดังนี้

...ข้าเคยเจ็บมากๆ มาก็นักหนาแต่ไม่เคยหนักใจเหมือนที่เจ็บน้อย ๆ ครั้งนี้เลย เรื่องที่เป็นประกอบกับอายุ มันไม่สู้ชอบกล กลัวจะเลยเป็นคนบอบแบบไปเสีย ทำราชการไม่ได้สดวก ตัวข้าเป็นคนที่รักราชการผูกพันมานาน ถ้าทำไม่ได้ดังใจฤๅต้องละวางก็คิดถึงเหมือนติดผู้หญิง เมื่ออาการมากขึ้นทำเข้าก็เกิดโทษ ไม่ทำก็ไม่มีความสบายใจ เห็นเอาตัวไม่รอดทั้ง ๒ ฝ่าย เวลานี้กำลังจัดการทดลองรักษาแลพิจารณาโดยกวดขัน แต่ยังไม่ถึงโรคสลักสำคัญแท้ เป็นแต่มีพื้นเพไม่สู้ดี ถ้ามีอาการใหญ่ ๆ มาจะรักษายาก จึงได้คิดที่จะป้องกันไว้เสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ในการตรวจรักษา โปรดให้แพทย์ ๒-๓ คนถวายการตรวจรักษา แต่คำวินิจฉัยของแพทย์ก็ขัดกัน นายแพทย์ไรยต์เตอร์ แพทย์ประจำพระองค์มีคำวินิจฉัยว่า"ไม่ได้เจ็บอะไร นอกจากใจเหนื่อยหน่ายในการซ้ำ ๆ ก็ให้นึกไปว่าเจ็บ เนิฟก็เปนไปตามอาการ ที่เสมหะมากขึ้นนั้นก็เปนด้วยหืดธรรมดา การที่เหนื่อยปวดนอนไม่หลับนั้นเปนด้วยเนิฟกำเริบ นวดมัสซาชเสียก็หาย" การรักษาของนายแพทย์ไรยต์เตอร์ทำให้พระปรอทสูงขึ้น (เป็นไข้) จึงโปรดให้หยุดรักษา

ส่วนนายแพทย์โบห์แมร์ ซึ่งถวายการตรวจร่วมกับนายแพทย์ตรุมปป์ (Trumpp) กลับมีคำวินิจฉัยในวันที่ ๒๕ ตุลาคมต่างไปว่า พระวรกายส่วนใหญ่เป็นปกติ แต่ที่มีปัญหามาก คือ พระปีหก (ม้าม) โต มีสาเหตุมาจากโรคมาลาเรียเรื้อรัง เมื่อรัชกาลที่ ๕ มีพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ถึงหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร ทูตไทยประจำฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม๓๕ เพื่อให้ทรงเตรียมการรับเสด็จ พระองค์ทรงเล่าพระอาการประชวรตามคำวินิจฉัยนี้ ดังนี้

ด้วยข้าเจ็บไม่สบายเปนไข้น้อย ๆ เนือง ๆ มาประมาณ ๒ ปีแล้ว ในฤดูฝนนี้อาการมากขึ้น มีอ่อนเพลียนอนไม่หลับ หมอตรวจว่าเปนด้วยตับโตขึ้นมาดันกระเพาะอาหารเคลื่อนจากที่ จึงให้มีอาการต่าง ๆ พ้นที่จะพรรณา การที่เปนทั้งนี้เพราะเหตุที่ได้เปนไข้มลาเรีย ซับซ้อนมานานประมาณ ๘ ปีแล้ว จนเปนครอนนิค [chronic] ถ้าไม่รีบรักษาเสียจะมีอันตราย ในการที่จะให้หายขาดจำจะต้องไปรักษาที่นอกประเทศที่อยู่ในโตรพิกัล [tropical หรือเขตร้อน] โดยเร็วที่สุดซึ่งจะไปได้...

 ทรงชักรูปที่สกาเคน  เดนมาร์ก

ตับ ที่พระองค์ทรงกล่าวถึงนั้นในคำวินิจฉัยของแพทย์ คือ ม้าม (spleen) กล่าวสั้น ๆ ก็คือ แพทย์ชุดหลังมีคำวินิจฉัยว่า รัชกาลที่ ๕ ทรงพระประชวรด้วยพระโรคมาลาเรียเรื้อรัง ส่งผลให้โกฐาสภายในไม่ปกติ ดังที่ราชกิจจานุเบกษาประกาศไว้

รัชกาลที่ ๕ ทรงเชื่อถือคำวินิจฉัยของนายแพทย์โบห์แมร์มากกว่าของนายแพทย์ไรยต์เตอร์ เนื่องจากมีพระอาการดีขึ้น จึงทรงเห็นชอบกับวิธีการรักษาที่นายแพทย์โบห์แมร์กราบบังคมทูลแนะนำ คือการเปลี่ยนอากาศด้วยการเสด็จฯ ไปนอกประเทศที่อยู่ในไตรพิกัล ซึ่งก็คือ ยุโรป และสถานที่แรกที่นายแพทย์โบห์แมร์กราบบังคมทูลว่าควรเสด็จฯ ไปประทับเปลี่ยนอากาศก็ คือ เมืองซันเรโม ประเทศอิตาลี ซันเรโมเป็นเมืองท่องเที่ยวริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งอยู่ทางตะวันตกของอิตาลี เมื่อใกล้เสด็จฯ นายแพทย์โบห์แมร์ยังกราบบังคมทูลแนะนำชื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภายในร่างกาย (inner body) สอดคล้องกับพระอาการที่ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาว่าโกฐาสภายในไม่ปกติ 

หลักฐานต่าง ๆ แสดงว่า พระอาการประชวรครั้งนี้หนักหนาพอควร จนกระทั่งทรงต้องงดพระราชกิจบางอย่าง เช่น ๒ วันหลังจากนายแพทย์โบห์แมร์มีคำวินิจฉัย (๒๗ ตุลาคม) รัชกาลที่ ๕ มีพระราชกระแสถึงพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) จางวางมหาดเล็ก ดังนี้

ให้บอกเลิกไม่ไปเที่ยว เมื่อคืนนี้รู้สึกเสียวแขนขามากขึ้นลมขึ้นหูเสมอ ไม่ใช่แต่เพราะยาเข้าควินิน นอนตื่นทุกชั่วโมง และดูในระหว่างตื่นหนึ่งนานเหลือเกิน จนเห็นว่าจะหลังจริงน้อยนัก เวลาเนิฟกำเริบเช่นนี้ ชอบนอนนิ่งมากกว่าเต้นโลก เพราะอาจจับไข้ได้

พระอาการประชวรของรัชกาลที่ ๕ ข้างต้นนั้นสอดคล้องกับพระราชบันทึกในภายหลังของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ปีครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๕๓-๖๘) ว่า ก่อนเสด็จประพาสยุโรปนั้น รัชกาลที่ ๕ เริ่มทรงพระประชวรแล้ว แต่ปิดกันนัก จึ่งมิได้มีใครรู้ แสดงว่า พระอาการประชวรครั้งนี้เป็นเรื่องจริง แต่ที่ต่างออกไปจากพระราชบันทึกก็ คือ แท้ที่จริงสาธารณชนก็ทราบข่าวพระอาการประชวรอยู่บ้าง เนื่องจากทรงงดเสด็จฯ ทรงทอดผ้าพระกฐินที่วัดบวรนิเวศ วัดบรมนิวาส และวัดเทพศิรินทราวาสในวันที่ ๒๘ ตุลาคม หนังสือพิมพ์จึงรายงานข่าวการงดเสด็จฯ ดังกล่าว และระบุสาเหตุว่ามาจากมีพระอาการประชวรเล็กน้อย (indisposed)

พระเจ้าฮากอน   พระเจ้ากรุงนอรเว นำเสด็จฯ

แม้หนังสือพิมพ์จะรายงานว่า ทรงพระประชวรเล็กน้อยแต่พระอาการประชวรดูเหมือนจะไม่เล็กน้อยตามข่าว เนื่องจากไม่กี่วันต่อมา พระองค์ต้องเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับที่พระราชวังบางปะอินอีก (๓-๑๔ พฤศจิกายน) ทรงต้องประทับพักนานประมาณ ๓-๔ วัน พระอาการจึงดีขึ้น ในพระราชหัตถเลขาถึงพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ๔๔ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ทรงเล่าว่า

การที่ฉันมาคราวนี้กว่าจะค่อยดีขึ้น ต้องอยู่ที่บางปะอินถึง ๓ คืนจึ่งฟื้น กล่าวคือนอนหลับได้สนิท แต่ก็ยังเปนทอด ๆ สั้นบ้างยาวบ้างอยู่ เตมเปอเรเชอร์ [temperature] ที่สูงค่อยหย่อนลง แต่จะเรียกว่าปรกติก็ไม่ได้ แล้วก็กลับหวนไปหวนมาไม่แน่นอน ไม่หายเปนคนเจ็บอยู่นั่นเอง จนถึงเวลากลับก็เห็นจะไม่มีกำไร แต่ประทังที่ไม่เปนมากไปอีกได้เท่านั้น นับว่าเปนดีได้อยู่แล้ว

วันที่ ๙ พฤศจิกายน มีพระราชหัตถเลขาว่า ทรงรู้สึกดีขึ้นแล้ว "เห็นจะยังพอประทะประทังต่อไปได้อีก ไม่ถึงไข้หนักพันหนา" กระนั้นก็ตาม ต่อมาทรงเห็นว่าพระอาการประชวรบางอย่างที่ทรงเป็นมากขึ้นโดยเฉพาะเวลาบรรทม อาจรักษาไม่หาย แม้จะเสด็จฯ ยุโรปก็ตาม "ความรู้สึกในเวลาที่เปนในเวลานอนนั้นรู้ว่าไม่หาย มีแต่จะมากขึ้น ถึงไปยุรป ก็ไม่เหนจะหาย สังเกตดูมันจะเพลีย ใช้ไม่ได้ครึ่งตัวก่อนเวลาจะตาย"

นอกจากพระอาการประชวรที่กำเริบขึ้นกลางเดือนตุลาคม ดังได้กล่าวมาแล้ว ยังมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ๒ ประการ ทำให้รัชกาลที่ ๕ ทรงตระหนักว่า พระองค์จำเป็นที่จะต้องเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์ในยุโรป 

ประการแรก หากทรงไม่เร่งรักษา พระอาการประชวรอาจหนักขึ้นจนถึงขั้นเสด็จสวรรคตได้ เนื่องจากพระอาการประชวรของพระองค์คล้ายกับพระอาการประชวรก่อนเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (ปีครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๐๘)

บัดนี้ก็มาเปนการจำเปนขึ้นจริง เพราะเหตุการคล้ายพระปิ่นเกล้ามาก ถ้าจะดื้อรั้นไม่ยอมไป ก็กลัวจะอยู่ไม่ได้นานเท่าใด ในขณะทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพินิตประชานาถ รัชกาลที่ ๕ ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระประชวร เมื่อตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ปีครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑) ทรงเยี่ยม ๒ ครั้ง

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๘ (ค.ศ. ๑๘๖๖) หลังทรงพระประชวรเป็นระยะเรื้อรังนาน ๔ ปี รัชกาลที่ ๔ ทรงเขียนไว้ว่า

"ทรงพระประชวรมีพระอาการต่าง ๆ ไปไม่เป็นปรกติ ไม่สบายพระองค์สืบ ๆ มา"

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าถึงพระอาการประชวรดังกล่าวว่า ทรงเป็นวัณโรคภายในพระองค์ มีพระอาการประชวรกระเสาะกระแสะอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะหาสมุฏฐานของพระโรคไม่ได้ชัดเจน

ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระอาการประชวรหนักขึ้น จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๐๘ มีการสันนิษฐานสาเหตุของพระอาการประชวรจนเป็นเหตุให้สวรรคตไปต่าง ๆ นานา

บ้างก็ว่า ทรงถูกวางยาพิษ บ้างก็เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เช่น ทรงสร้างพระที่นั่งเก๋งผิดฮวงจุ้ย หรือทรงถูกทำเสน่ห์ยาแฝด แต่ก็ไม่มีข้อสรุป อย่างไรก็ดี หลักฐานร่วมสมัยแสดงให้เห็นว่า พระอาการประชวรบางอย่างของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวคล้ายกับพระอาการประชวรของรัชกาลที่ ๕ ก่อนเสด็จฯ ยุโรป เช่น เสวยไม่ได้ บรรทมไม่หลับ พระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๔ พระราชทานพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปัทมราช พ.ศ. ๒๔๐๔ มีว่า

...ในเดือนสิบสองข้างขึ้นนี้ ท่านให้มาบอกอาการว่า พระอาการนั้นมากไปเสวยไม่ได้ บรรทมไม่หลับ..

หลังจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว ในศุภอักษรถึงสมเด็จพระนโรดมแห่งกัมพูชา เพื่อทรงแจ้งข่าวสวรรคตดังกล่าว รัชกาลที่ ๔ ทรงเล่าถึงพระอาการประชวรก่อนเสด็จสวรรคตว่า "ทรงพระประชวนพระโรคภายในพระองค์ ให้เสวยไม่ได้มาก บันทมไม่หลับสนิท พระกายพระกำลังทรุดโทรมมาโดยลำดับ" ด้วยพระอาการประชวรคล้ายกันนี้ รัชกาลที่ ๕ จึงทรงวิตกว่า หากไม่ทรงรีบรักษาพระองค์ ปล่อยให้เรื้อรังต่อไป ก็อาจจะเสด็จสวรรคตในไม่ช้า 

ประการที่ ๒ นายแพทย์โบห์แมร์ แพทย์ซึ่งถวายการรักษาคนล่าสุด จนกระทั่งพระอาการดีขึ้นบ้างนั้น ยอมรับความจริงว่า เกินความรู้ความสามารถของตนที่จะถวายการรักษาให้หายได้ในเร็ววัน เพราะสภาพอากาศในกรุงเทพฯ ทำให้ยากแก่การรักษา อาจต้องใช้เวลาเป็นปีจึงจะทรงหาย

"ตาหมอนี้บอกตามตรงว่าเหลือกำลังที่แกจะรักษาในบางกอกให้หายได้โดยเร็ว เว้นแต่จะต้องตั้งปีไป แต่ถ้าไปนอก ให้โปรเพสเซอร์ [professor] ที่เข้าใจชัดเจนตรวจ แลบางทีจะมีความคิดที่จะใช้ยาอย่างไรให้ดีกว่าความรู้ของแกจึงจะหายเร็วขึ้น"

รัชกาลที่ ๕ ทรงทราบดีว่าความรู้ของนายแพทย์โบห์แมร์ค่อนข้างจำกัดแค่เรื่องผสมยา ทรงเล่าว่า ?คือไม่มีความรู้ เปนแต่คนผสมยา

ข้อเท็จจริงข้างต้น ยืนยันว่า รัชกาลที่ ๕ มีพระอาการประชวรจริงประมาณกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ระหว่างประทับแปรพระราชฐานที่พระราชวังบางปะอิน แพทย์วินิจฉัยว่า ทรงเป็นพระโรคมาลาเรียเรื้อรัง แม้พระอาการประชวรจะมีลักษณะเป็น ๆ หาย ๆ มานานแล้ว แต่พระอาการประชวรครั้งนี้ ทำให้ทรงวิตกว่า ถ้าไม่รีบรักษาพระองค์ อาจเสด็จสวรรคตได้

เนื่องจากพระอาการประชวรของพระองค์คล้ายกับพระอาการประชวรก่อนเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบกับแพทย์กราบบังคมทูลว่า สภาพอากาศที่ไม่แน่นอนของกรุงเทพฯ ทำให้ยากแก่การรักษาให้หายขาดได้ในเร็ววัน ควรเสด็จฯ ไปเขตที่มีอากาศแห้งให้เร็วที่สุดที่จะทรงทำได้ คือยุโรป รัชกาลที่ ๕ จึงมีพระราชดำริที่จะเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์ในยุโรป 

    

รัชกาลที่ ๕ ตกลงพระทัยเสด็จฯ ยุโรปเพื่อรักษาพระองค์    

หลังจากทรงทราบคำวินิจฉัยของแพทย์ รัชกาลที่ ๕ จึงมีพระราชดำริที่จะเสด็จฯ ยุโรปเพื่อรักษาพระองค์ แต่ก่อนที่ตัดสินพระทัย รัชกาลที่ ๕ ทรงปรึกษาพระบรมวงศ์และเสนาบดี เมื่อทุกคนต่าง

"เห็นพร้อมกันว่าเปนการจำเปน ซึ่งจะต้องออกไปรักษาตัวที่ประเทศยุโรปให้หายสนิทจงได้..."

รัชกาลที่ ๕ จึงตกลงพระทัยเสด็จฯ ยุโรป ราชกิจจานุเบกษารายงานว่า

...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฤกษาพระบรมวงษานุวงษ์ผู้ใหญ่และท่านเสนาบดีต่างก็เห็นชอบตามคำแพทย์ เหตุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวย่อมเปนสำคัญในราชการทั้งปวง เมื่อไม่ทรงพระสำราญราชการก็ไม่เปนไปสะดวก เมื่อได้มีโอกาศรักษาพระองค์เปนปรกติแล้ว จะได้มีพระกำลังทนต่อราชกิจที่ต้องทรงเปนการธุระเหมือนอย่างเดิม...

การตกลงพระทัยของรัชกาลที่ ๕ ที่จะเสด็จฯ ยุโรป มีขึ้นอย่างช้าที่สุดในวันที่ ๒๘ ตุลาคม เมื่อมีพระราชหัตถเลขาถึงกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการให้ทรงติดต่อหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร ทูตไทยประจำฝรั่งเศส เพื่อเตรียมจัดหาและจองที่ประทับที่เมืองซันเรโม ตามที่แพทย์กราบบังคมทูล

" ด้วยการที่ฉันจะต้องไปรักษาตัวในประเทศยุโรปนั้น ก็เปนอันจำเปนแท้แน่นอนอยู่แล้ว ตามคำแนะนำของหมอเห็นควรจะอยู่ที่ซันเรโมก่อน ๔ วีก"

พระบรมรูปจารึกอักษรพระนามที่แหลมเหนือ

หลังจากตกลงพระทัยที่จะเสด็จฯ ยุโรปได้ไม่กี่วัน สาธารณชนก็ทราบเกือบจะทันทีว่า จะเสด็จฯ ยุโรป หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ในกรุงเทพฯ ลงข่าวว่า จะเสด็จฯ ยุโรปปีหน้า ขณะเดียวกันพระอาการประชวรก็กำเริบขึ้นอีก รัชกาลที่ ๕ จึงเสด็จฯ แปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังบางปะอินอีก (๓-๑๔ พฤศจิกายน) ดังได้กล่าวแล้ว

สำหรับหมายกำหนดการเสด็จฯ ยุโรปคร่าวๆ ที่ว่า โดยเร็วที่สุดซึ่งจะไปได้ ตามที่ทรงแจ้งหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากรนั้น เกิดขึ้นได้จริงในอีกหลายเดือนต่อมา รัชกาลที่ ๕ ไม่สามารถเสด็จฯ ยุโรปได้โดยทันที เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาพระองค์ก็คือ หากรีบเสด็จฯ ก็จะเสด็จฯ ถึงยุโรปตรงกับฤดูหนาว ไม่เป็นผลดีต่อพระพลานามัย

จึงทรงวางหมายดำเนินการให้เสด็จฯ ถึงยุโรปในช่วงอากาศอบอุ่น หมายกำหนดการคร่าว ๆ มีว่า จะเสด็จฯ ออกจากกรุงเทพฯ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ (ค.ศ. ๑๙๐๗) และถึงยุโรปในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๕๐ (ค.ศ. ๑๙๐๗) ซึ่งเป็นเวลาที่อากาศในยุโรปใต้เริ่มอบอุ่นแล้ว

"แต่ในเวลานี้ ถ้าจะรีบไปทันทีตามที่หมอแนะนำก็จะไปตกรดูหนาว อาจให้เกิดอันตรายได้ จึงได้ขอให้หมอประคับประคองไปในระหว่าง ๔ เดือนนี้ จนถึงมีนาคม จึงจะได้ออกจากกรุงเทพฯ ให้ไปถึงประเทศยุโรปในเดือนเมษายน"

กล่าวสั้นๆ เมื่อถึงปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า รัชกาลที่ ๕ ตกลงพระทัยเสด็จฯ ยุโรปเพื่อรักษาพระองค์


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
นายแพทย์สวรรค์กาญจนะ วันที่ : 24/08/2012 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/doctornursethailoyalty
ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนไม่ได้มีไว้เพื่อแพ้Honesty is the best policy.

(0)
ได้ความรู้ดีจังเลยครับ
ได้เห็นเดวิดที่เนินเขาไมเคิลเอนเจโลด้วย
เห็นพระปรีชาสามารถของราชวงค์จักรี
ความคิดเห็นที่ 1
Payont วันที่ : 24/08/2012 เวลา : 14.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

(0)
จะเจ็บไข้อย่างไร พระองค์ท่านก็ทรงปฏิบัติราชการตลอด เป็นพระมหากรุณาธิคุณสูงยิ่ง
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน