• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 178
  • จำนวนผู้ชม : 944135
  • จำนวนผู้โหวต : 177
  • ส่ง msg :
  • โหวต 177 คน
<< กันยายน 2012 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน 2555
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 21564 , 16:28:16 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

โดย พ.อ.ผศ.ดร. ศรศักร ชูสวัสดิ์

กองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

สำหรับหนังสือซึ่งสถานทูตไทยมีไปยังประเทศและแคว้นต่างๆ ในยุโรปนั้น แจ้งแค่ว่า รัชกาลที่ ๕ จะเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์ แต่ไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพระอาการประชวร

...Having been suffering for some time past from an indifferent health and in order to effect a radical cure, my physicians advised me to go out of the tropics to a terperate and dry climate. I have therefore decided to proceed strictly incognito to Europe about the end of March next...

ข้อเท็จจริงข้างต้นยืนยันว่า รัชกาลที่ ๕ มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์อย่างแท้จริง ยังไม่มีเรื่องการเมืองใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง

โดยสรุป หลักฐานชั้นต้นของไทยยืนยันว่า การเตรียมการเสด็จฯ ยุโรปของรัชกาลที่ ๕ ในเรื่องต่าง ๆ นั้นมุ่งที่การรักษาพระองค์ โดยเฉพาะการเตรียมจัดหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไว้ล่วงหน้าเตรียมถวายการตรวจรักษาทันทีที่เสด็จฯ ถึงเมืองซันเรโม ประเทศอิตาลี ที่ประทับแห่งแรกที่จะประทับรักษาพระองค์ ดังนั้น พระราชประสงค์ที่แท้จริงของรัชกาลที่ ๕ เมื่อตกลงพระทัยเสด็จฯ ยุโรปนั้นเพื่อรักษาพระองค์

การรักษาพระองค์ในยุโรป

หลักฐานชั้นต้นของไทย โดยเฉพาะพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ต่าง ๆ ยืนยันชัดเจนว่า การรักษาพระองค์ คือ พระราชประสงค์ที่แท้จริงของรัชกาลที่ ๕ ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ และเป็นสาเหตุให้รัชกาลที่ ๕ ตกลงพระทัยเสด็จฯ ยุโรป ดังได้กล่าวมาแล้ว

อย่างไรก็ดี จากการถวายการรักษาของนายแพทย์โบห์แมร์ ทำให้พระอาการดีขึ้นมาก ไม่นานก่อนที่จะเสด็จฯ ออกจากกรุงเทพฯ ทรงเขียนเล่าว่า พระอาการประชวรดีขึ้นเป็นลำดับกว่าที่เคยทรงรักษาพระองค์

"ในเวลานี้ฉันรู้สึกตัวฉันว่า สบายกว่า ๓ ปีที่ล่วงมาแล้ว เสมอชั้น ๔ ปี ๕ ปีก่อนหน้านั้น"

กระนั้นก็ตาม เมื่อเสด็จฯ ถึงยุโรป รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงรักษาพระองค์ตามที่ตั้งพระทัยไว้ เมื่อศึกษาพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน อย่างละเอียด พบว่า ตลอดระยะเวลาที่ประทับอยู่ในยุโรป พระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่การรักษาพระองค์มาก และทรงปฏิบัติตามคำกราบบังคมทูลของแพทย์อย่างตั้งพระทัยและเคร่งครัด

รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ออกจากกรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ถึงเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลีในวันที่ ๒๕ เมษายน เมื่อเสด็จฯ ถึงเมืองซันเรโมในวันที่ ๒๘ เมษายน โปรดให้คณะแพทย์ที่ทรงนัดไว้ถวายการตรวจพระวรกายเกือบจะทันทีในวันที่ ๒๙ และ ๓๐ เมษายน

ข้อเท็จจริงนี้ยืนยันอีกครั้งว่า การเสด็จฯ ประทับที่เมืองซันเรโมเป็นไปตามที่แพทย์ชาวตะวันตกที่กรุงเทพฯ กราบบังคมทูลตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ และอยู่ในหมายกำหนดการเสด็จฯ ตั้งแต่แรก เยอรมนี โดยเฉพาะเมืองบาดฮัมบูร์ก ไม่ใช่ที่หมายแรกที่รัชกาลที่ ๕ จะเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์แต่อย่างใด

หลังจากการตรวจรักษาที่เมืองซันเรโมแล้ว รัชกาลที่ ๕ โปรดให้แพทย์ถวายการตรวจพระวรกายครั้งใหญ่ อีก ๓ ครั้ง ณ สถานที่ต่างกัน รวมเป็น ๔ ครั้ง สรุปการตรวจพระวรกายครั้งใหญ่ ๔ ครั้งดังกล่าวได้ดังนี้ 

ครั้งแรก วันที่ ๒๙ และ ๓๐ เมษายน ที่วิลลาโนเบล เมืองซันเรโม แพทย์ที่ถวายการตรวจ ได้แก่ นายแพทย์ไฟลเนอร์ (Fleiner) มีนายแพทย์ฟิสเตอร์ (Pfister) เป็นผู้ช่วย

นายแพทย์ไฟลเนอร์เป็นแพทย์เยอรมันประจำพระองค์แกรนด์ดุ๊กแห่งบาเดน และผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรมนี ทั้งคู่ถวายการตรวจพระวรกายในวันที่ ๒๙ เมษายน และเช้าวันที่ ๓๐ เมษายน

ต่อมา เซอร์แพตทริก แมนซัน (Sir Patrick Manson) แพทย์ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญโรคเขตร้อนและโรคมาลาเรียถวายการตรวจในวันที่ ๓๐ เมษายนตอนบ่าย

วันรุ่งขึ้นคณะแพทย์มีคำวินิจฉัยว่า ไม่มีพระอาการประชวรร้ายแรงประการใด นอกจากพระโลหิตจาง อ่อนพระกำลัง พระกระเพาะอาหารพิการเรื้อรัง และมีพระสิงฆานิกา (เสมหะ) ทางพระศอและพระนาสิกออกมามากและเรื้อรัง การบรรทมไม่หลับมานานหลายปีมีสาเหตุมาจากทรงงานหนัก แพทย์จึงกราบบังคมทูลว่า ควรเสด็จฯ ประทับรักษาพระองค์ที่เมืองบาเดน-บาเดน (Baden-Baden) เมืองอาบน้ำแร่ทางใต้ของเยอรมนี

ดังที่มีพระราชโทรเลขถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ดังนี้

"หมอทั้งนี้ [ทางนี้] แนะนำให้พ่อไปที่เมืองบาเดนบาเดนซึ่งมีบ่อน้ำแร่เปนที่รักษาโรคอย่างนี้ เพื่อไปพักรักษาตัวที่นั้นให้เต็มตามวิธีที่เขารักษากัน"

การเสด็จฯ เมืองบาเดน-บาเดนนี้ทำให้ทรงต้องปรับหมายกำหนดการ

"โปรแครมจำต้องเปลี่ยนไปตามคำแนะนำของหมอ" ทั้งนี้เป็นไปตามที่ทรงคาดไว้ตั้งแต่แรกดังได้กล่าวมาแล้ว

ครั้งที่ ๒ วันที่ ๖ มิถุนายน ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก ไฮเดลแบร์ก ระหว่างประทับรักษาพระองค์ที่เมืองบาเดน-บาเดน (๒๙ พฤษภาคม-๑๘ มิถุนายน) รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสเมืองไฮเดลแบร์ก และเสด็จฯ ไปโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีนายแพทย์ไฟลเนอร์ ผู้ถวายการตรวจที่เมืองซันเรโมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล

นายแพทย์ไฟลเนอร์ถวายการตรวจพระวรกาย ได้แก่ พระศอ พระโลหิต และพระหทัย มีการถวายการตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ด้วย แพทย์ พบว่า พระอาการดีขึ้นเป็นที่น่าพอใจ จากนั้นเสด็จฯ กลับบาเดน-บาเดนเพื่อรักษาพระองค์ต่อ แล้วเสด็จฯ ต่อไปฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยียม เยอรมนี เดนมาร์ก นอร์เวย์ ตามลำดับ (๒๑ มิถุนายน-๑ สิงหาคม)

ครั้งที่ ๓ วันที่ ๔ สิงหาคม ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี หลังจากรัชกาลที่ ๕ เสร็จสิ้นการเสด็จประพาสนอร์เวย์เพื่อทอดพระเนตรพระอาทิตย์เที่ยงคืนแล้ว เสด็จฯ ลงยุโรปใต้ ระหว่างเสด็จประพาสเยอรมนี (๒-๑๔ สิงหาคม) และประทับที่กรุงเบอร์ลินในวันที่ ๔ สิงหาคม

รัชกาลที่ ๕ โปรดให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ๔ คน ซึ่งทรงนัดไว้ล่วงหน้า ถวายการตรวจพระวรกายอีกครั้ง พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะทรงทราบว่า จะทรงต้องรักษาพระองค์อีกหรือไม่ คณะแพทย์มีคำวินิจฉัยว่า พระอาการยังไม่ปกติดี ขอให้ทรงงดเสด็จประพาส และเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์ที่เมืองบาดฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี

ครั้งสุดท้าย วันที่ ๑๒ กันยายน ระหว่างประทับรักษาพระองค์ที่เมืองบาดฮัมบูร์ก (๒๓ สิงหาคม-๒๒ กันยายน) รัชกาลที่ ๕ เกิดมีพระโรคแทรกในวันที่ ๒ กันยายน คือ พระกล้ามเนื้อคัด ทั้งนี้ เป็นผลข้างเคียงจากพระโอสถถวาย วันรุ่งขึ้น ทรงปวดพระนาภีอย่างหนัก และวันที่ ๘ กันยายน ทรงพระประชวรด้วยพระโรคบิด วันที่ ๑๒ กันยายน แพทย์ถวายการตรวจพระวรกายอย่างละเอียด

หลังจากทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ออกจากบาดฮัมบูร์ก ลงยุโรปใต้ (ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี, ๒๓ กันยายน-๑๔ ตุลาคม) เพื่อเสด็จฯ กลับไทย จุดหมายสุดท้ายในยุโรปคือ เกาะมอลตาของอังกฤษในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (๑๕-๑๗ ตุลาคม) พระองค์เสด็จฯ ถึงกรุงเทพฯ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน

โดยสรุป ตลอดระยะเวลาประทับอยู่ในยุโรป รัชกาลที่ ๕ ทรงให้ความสำคัญกับการตรวจและรักษาพระองค์ การถวายการตรวจและรักษามีขึ้นเกือบจะทันทีเมื่อเสด็จฯ ถึงเมืองซันเรโมของอิตาลี หลังจากนั้น โปรดให้มีการตรวจครั้งใหญ่อีก ๓ ครั้งในเวลาและสถานที่ต่างกัน

คำวินิจฉัยของแพทย์ในครั้งแรกและครั้งที่ ๓ ทำให้เสด็จฯ ไปประทับรักษาพระองค์ด้วยวิธีวารีบำบัด (สปา) ที่เมืองอาบน้ำแร่ในเยอรมนี ๒ ครั้งด้วยกัน เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ได้แก่ เมืองบาเดน-บาเดน (๒๙ พฤษภาคม-๑๗ มิถุนายน) และเมืองบาดฮัมบูร์ก (๒๓ สิงหาคม-๒๒ กันยายน)

ในการรักษาพระองค์ รัชกาลที่ ๕ ตั้งพระทัยและทรงปฏิบัติตามคำกราบบังคมทูลแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยืนยันว่า การรักษาพระองค์คือพระราชประสงค์ที่แท้จริงของรัชกาลที่ ๕ ในการเสด็จฯ ครั้งที่ ๒ 

สรุป

จากหลักฐานชั้นต้นของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๕ ยืนยันชัดเจนว่า สาเหตุที่ทำให้รัชกาลที่ ๕ ต้องเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๔๔๙-๕๐ นั้นมาจากพระอาการประชวรเรื้อรัง ซึ่งกำเริบขึ้นประมาณกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๙

ทั้งนี้แพทย์ชาวตะวันตกมีคำวินิจฉัยว่า ทรงเป็นพระโรคมาลาเรียเรื้อรัง ซึ่งมีผลต่อพระอวัยวะภายในพระวรกาย หากไม่ทรงรีบรักษา พระโรคอาจร้ายแรงขึ้นได้ แพทย์จึงกราบบังคมทูลว่า ควรเสด็จฯ เขตที่มีอากาศแห้งเพื่อเปลี่ยนอากาศ นั่นคือยุโรป และที่หมายแรกที่ควรเสด็จฯ คือเมืองซันเรโม ประเทศอิตาลี

การเตรียมการเสด็จฯ ตั้งแต่ต้นยืนยันว่า เพื่อการรักษาพระองค์เป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงสำคัญก็คือการติดต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไว้ล่วงหน้าเพื่อถวายการตรวจรักษาที่เมืองซันเรโม และเมื่อเสด็จฯ ถึงยุโรป รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงให้แพทย์ถวายการตรวจพระวรกายเกือบจะทันที

หลังจากนั้น โปรดให้แพทย์ถวายการตรวจครั้งใหญ่อีก ๓ ครั้ง คำวินิจฉัยของแพทย์ในครั้งแรกและครั้งที่ ๓ ทำให้รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ไปประทับรักษาพระองค์ที่เมืองอาบน้ำแร่ของเยอรมนี ๒ เมือง ตามลำดับ ได้แก่ เมืองบาเดน-บาเดน เมืองอาบน้ำแร่ของเยอรมนี (๒๙ พฤษภาคม-๑๗ มิถุนายน) และเมืองบาดฮัมบูร์ก เยอรมนี (๒๓ สิงหาคม-๒๒ กันยายน) ระหว่างรักษาพระองค์ทั้ง ๒ แห่ง ก็ตั้งพระทัยปฏิบัติตามการรักษาอย่างเคร่งครัด

นอกจากนั้น หลักฐานของไทยยังยืนยันว่า เยอรมนีไม่ใช่ที่หมายแรกที่รัชกาลที่ ๕ จะเสด็จฯ ไปประทับรักษาพระองค์แต่อย่างใด การเสด็จฯ ทรงรักษาพระองค์ที่เยอรมนีทั้งที่เมืองบาเดน-บาเดนและเมืองบาดฮัมบูร์ก มีที่มาจากคำกราบบังคมทูลของแพทย์ซึ่งถวายการตรวจรักษาในยุโรป ไม่ใช่แพทย์ชาวตะวันตกในเมืองไทย หรือมาจากคำทูลเชิญของพระเจ้าไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ แห่งเยอรมนี เพราะฉะนั้น การเสด็จฯ เยอรมนีของรัชกาลที่ ๕ ไม่น่าจะเป็นเรื่องการเมือง อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ต้องศึกษาในรายละเอียด

กระนั้นก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒ ของรัชกาลที่ ๕ มีงานราชการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คือ การลงพระปรมาภิไธยให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๔๔๙ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๐ เพื่อยุติปัญหาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่ยืดเยื้อมานาน

โดยเฉพาะความต้องการของฝรั่งเศสที่จะได้มณฑลบูรพาหรือเขมรส่วนใน อย่างไรก็ตาม การเจรจาจริงจังกระทั่งมีการทำสนธิสัญญาเกิดขึ้นระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เป็นเรื่องที่เข้ามาหลังจากตกลงพระทัยเสด็จฯ ยุโรปแล้ว แท้ที่จริง ข่าวว่า รัชกาลที่ ๕ จะเสด็จฯ ยุโรปซึ่งเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ อาจเป็นตัวเร่งให้ฝรั่งเศสเริ่มรุกเพื่อเจรจากับไทย กัมพูชาก็เร่งรัดฝรั่งเศสด้วย

พบหลักฐานว่า ไม่กี่วันหลังจากหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ารัชกาลที่ ๕ จะเสด็จฯ ยุโรป พระเจ้าศรีสวัสดิ์มีพระราชหัตถเลขาถึงผู้ว่าราชการฝรั่งเศสในกัมพูชาลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๙ แสดงความต้องการให้การปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่กำลังดำเนินการอยู่คำนึงดินแดนของไทยที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ ไม่ใช่แค่มณฑลบูรพา เช่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด จันทบุรี กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ พระเจ้าศรีสวัสดิ์ต้องการได้ดินแดนที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่จากไทย

อีก ๒-๓ เดือนต่อมาจึงมีการเจรจาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสกระทั่งมีการลงนามในสนธิสัญญา พ.ศ. ๒๔๔๙ อย่างไรก็ดี การเจรจาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส กระทั่งมีทำสนธิสัญญา พ.ศ. ๒๔๔๙ ไม่ได้มีขึ้นระหว่างที่พระเจ้าศรีสวัสดิ์เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสใน พ.ศ. ๒๔๔๙ เช่นที่มีผู้สรุปไว้แต่อย่างใด

เพราะฉะนั้น เรื่องการทำสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสข้างต้นจึงเป็นเรื่องที่เข้ามาภายหลังจากที่รัชกาลที่ ๕ ตกลงพระทัยว่าจะเสด็จฯ ยุโรปแล้ว

นอกจากนั้น มีหลักฐานยืนยันว่า เมื่อตกลงพระทัยที่จะเสด็จฯ ยุโรปนั้น รัชกาลที่ ๕ ทรงคาดว่า จะไม่มีงานราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง

"ฉันให้เข็ดหลาบในการที่ไปครั้งก่อนที่ต้องเกี่ยวในราชการ เกือบชีวิตรจะออกจากร่าง ซึ่งได้พิเคราะห์ดูเวลาที่จะไปครั้งนี้ เห็นว่าปลอดโปร่งดีนักหนา"

แสดงว่า ในเวลานั้นยังไม่มีเรื่องราชการสำคัญใดที่จะต้องทรงทำในยุโรป กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า พระองค์จะไม่ทรงห่วงกังวลถึงความเป็นไปของบ้านเมืองระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับอยู่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เพราะในเวลานั้น คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมไทย-ฝรั่งเศสกำลังปักปันเขตแดนระหว่างชายแดนไทยกับตราด ซึ่งฝรั่งเศสได้ไปแทนจันทบุรีตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ 

แต่สนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๔๔๙ มีความสำคัญต่อการเสด็จฯ เนื่องจากสนธิสัญญาดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อทั้ง ๒ ฝ่ายแลกเปลี่ยนสัตยาบันกันก่อน

กรณีของฝรั่งเศส ต้องให้รัฐสภาให้สัตยาบันก่อนจึงจะดำเนินการได้ เนื่องจากการพิจารณาให้สัตยาบันของรัฐสภาฝรั่งเศสอาจจะมีขึ้นในระหว่างที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ยุโรป ถ้ารัฐสภาฝรั่งเศสให้ความเห็นชอบกับสนธิสัญญาดังกล่าว รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยให้สัตยาบันได้ในยุโรป

การพิจารณาให้สัตยาบันสนธิสัญญาดังกล่าวของรัฐสภาฝรั่งเศสจึงกลายเป็นงานราชการสำคัญที่ทำให้รัชกาลที่ ๕ ต้องทรงติดตามระหว่างเสด็จประพาสยุโรปในช่วงแรก

กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ หากรัชกาลที่ ๕ ไม่ทรงพระประชวร ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสด็จฯ ยุโรปเพียงเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยให้สัตยาบันสนธิสัญญาดังกล่าว มีหลักฐานชัดเจนว่า รัชกาลที่ ๕ เคยตั้งพระทัยว่า จะไม่เสด็จฯ ยุโรปอีก ยกเว้นทรงพระประชวร

ดังความในพระราชหัตถเลขาพระราชทานหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร หลังตกลงพระทัยเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒ ว่า

"ถ้าหากว่าไม่จำเปน ข้าจะไม่ไปอีกเลย ได้พูดไว้แต่คราวก่อนแล้วว่า เว้นไว้แต่ที่เจ็บไข้จำเปนจึงจะไป"

ดังนั้น การเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒ จึงเป็นเรื่องการรักษาพระองค์โดยแท้ แต่เมื่อจะเสด็จฯ จริง ๆ ก็ทรงมีงานราชการให้ทรงต้องติดตาม 

กระนั้นก็ตาม รัชกาลที่ ๕ ยังทรงดำรงความมุ่งหมายที่จะรักษาพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเสด็จฯ ไปประทับรักษาพระองค์ที่เมืองซันเรโม และการทรงปฏิบัติตามคำกราบบังคมทูลของแพทย์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้น จึงไม่อาจตีความได้ว่า รัชกาลที่ ๕ ไม่ให้ความสำคัญแก่การรักษาพระองค์ หรือทรงอ้างพระอาการประชวรเป็นการลวงในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยรวมแล้ว สรุปได้แน่นอนว่า พระอาการประชวรเรื้อรังซึ่งกำเริบขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ กระทั่งทำให้รัชกาลที่ ๕ ทรงวิตกว่า อาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุให้เสด็จสวรรคตได้ เช่นกรณีพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้รัชกาลที่ ๕ ตัดสินพระทัยเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒

ดังนั้น พระราชประสงค์ที่แท้จริงคือการรักษาพระองค์ให้หายขาดจากพระอาการประชวรที่เรื้อรังมานาน 

อย่างไรก็ตาม หลังจากเสด็จฯ กลับจากยุโรปได้เพียง ๓ ปี รัชกาลที่ ๕ ก็เสด็จสวรรคตด้วยพระวักกะพิการ (ไต) พระโรคนี้เกี่ยวโยงกับพระโรคเมื่อเสด็จฯ ยุโรปครั้งที่ ๒ หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาในรายละเอียดต่อไป คำตอบที่ได้อาจตอบคำถามที่ว่า แพทย์ซึ่งถวายการตรวจรักษาที่เมืองซันเรโม เป็นครั้งแรกที่ยุโรปนั้น วินิจฉัยพระอาการประชวรผิดหรือไม่ หรือแพทย์วินิจฉัยถูก แต่รัชกาลที่ ๕ ไม่โปรดให้เผยแพร่คำวินิจฉัยทั้งหมด เช่นที่รัชกาลที่ ๖ ทรงเล่าไว้ว่า

...แต่ในรายงานที่โปรดเกล้าฯ ให้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษานั้น หาได้ลงตลอดตามที่หมอตรวจและออกความเห็นไม่, มีแต่ว่ามีพระอาการประชวรเล็กน้อยที่ช่องพระนาสิกและพระศอ, กับว่าพระเส้นประสาทไม่ค่อยจะแขงแรงเพราะทรงทำงานกลางคืนและทรงพระโอสถสูบมากเกิน, ส่วนความเห็นของหมอที่ว่ามีพระอาการพระวักกะพิการเรื้อรัง, ซึ่งแท้จริงเป็นพระอาการสำคัญอันต้องวิตกนั้น, หาได้ลงพิมพ์ให้ผู้ใดทราบไม่...

ปล. ภาพใน entry นี้ บันทึกจากพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มหาราช


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
nilsamai วันที่ : 08/09/2012 เวลา : 11.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nilsamai
.

(0)
เยี่ยมมาก
เลื่อนลงมาเม้นท์
อิอิ
ความคิดเห็นที่ 1
ppmom วันที่ : 06/09/2012 เวลา : 17.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ppmom
+ + PP's MOM + +   

(0)

อยากอ่านจัง..แต่ไม่มีเวลาอ่าน..
แล้วจะกลับมาอ่านอีกรอบนะคะ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน