• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 178
  • จำนวนผู้ชม : 944134
  • จำนวนผู้โหวต : 177
  • ส่ง msg :
  • โหวต 177 คน
<< มิถุนายน 2013 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน 2556
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 5184 , 02:12:25 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน

พระที่นั่งวิมานเมฆ ในบริเวณพระราชวังสวนดุสิต

ขอบคุณบทความจาก ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล  

พระที่นั่งวิมานเมฆ ในบริเวณพระราชวังสวนดุสิต

เมื่อเข้าไปในห้องแรกของเส้นทางนำชมพระที่นั่งวิมานเมฆ พระบรมสาทิสลักษณ์สีน้ำมัน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระอิริยาบถทรงยืนก็ปรากฏเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า นึกแปลกใจว่าไม่ได้เป็นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้โปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งนั้นขึ้น สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้กรุณาพานำชมเป็นพิเศษ ได้ความว่าเป็นไปดังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯตั้งแต่แรกบูรณะในพ.ศ. 2525 และเปิดพระที่นั่งให้สาธารณชนได้เข้าชมตั้งแต่ พ.ศ. 2528 จิตรกรผู้วาดคือ พระสรลักษณ์ลิขิต   (ยุ่น จันทรลักษณ์)  ผู้ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระราชทานทุนให้ไปเรียนเขียนภาพเหมือนบุคคลที่ยุโรป   พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรม และพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครั้นเก็บมาคิดต่อ จึงนึกขึ้นได้ว่า อันที่จริงในพระราชประวัติขององค์ประชาธิปกและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 นั้นมีที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังดุสิตอยู่ไม่น้อย ทั้งบางอย่างยังเนื่องด้วยเหตุการณ์สำคัญๆของบ้านเมือง จึงน่าจะได้ทบทวนและเรียบเรียงเป็นเค้าโครงให้พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พิจารณานำไปสานต่อเป็นกิจกรรมทัศนศึกษา ไม่เพียงเพราะเป็น "พระปกเกล้าศึกษา" หากแต่จะเป็นการอำนวยให้ผู้สนใจได้สัมผัสกับบรรยากาศอันร่มรื่นด้วยแมกไม้และคูคลอง อันเป็นลักษณะของกรุงเทพฯ สมัยที่ยังเป็น "เวนิสแห่งตะวันออก" อีกทั้งกับสถาปัตยกรรมและศิลปวัตถุ ทั้งบนพระที่นั่งและที่อาคารตำหนักรายรอบ ส่งผลรวมเป็นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความแปรเปลี่ยนของวิถีชีวิตในสังคมไทยในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระที่วันพระบรมราชสมภพจะเวียนมาบรรจบครบ 120 ปี ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระตำหนักสวนสี่ฤดู

อุทยานสถาน "สวนดุสิต"

เมื่อ พ.ศ.2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงใช้เงินพระคลังข้างที่ ซึ่งถือว่าเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ซื้อที่ดินอันเป็นสวนและท้องนาที่ทุ่งซางอี้ เพื่อสร้างที่ประทับซึ่งเหมาะแก่พระพลานามัยมากกว่าในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งแออัด อากาศไม่ถ่ายเท ให้มีลักษณะคล้ายวัง "ฤดูร้อน" ของพระเจ้าแผ่นดินในยุโรปและเพื่อกรุยทางให้เขตเมืองได้ขยายออกไป พระราชทานนามอุทยานสถานแห่งนี้ว่า "สวนดุสิต" โปรดเกล้าฯให้สร้างพลับพลาใหญ่หลังหนึ่งขึ้นเป็นที่ประทับแรมรวมกันของทั้งพระองค์เอง พระมเหสีเทวี พระราชโอรสธิดาและข้าราชบริพารฝ่ายใน เสด็จประพาสอยู่เนือง ๆ ตามพระราชอัธยาศัย

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระชันษา 6-7 ปีในขณะนั้น คงจะได้ทรงพระสำราญในการทรงเล่นมุดเข้ามุดออกในกองฟางกองใหญ่ พร้อมทั้งทรงท่องหนังสือดังๆไปพลาง เฉกเช่นเจ้าพี่ เจ้าน้อง และอาจได้ทรงหัดทรงจักรยานในยุคแรกเริ่มเป็นที่นิยมกันด้วย

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์

พระที่นั่งวิมานเมฆไม้สักทอง

โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองตัดถนนทำสะพาน ปลูกต้นไม้ต่างๆและสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆไม้สักทอง โปร่งสบาย ชั้นยกเว้นส่วน "แปดเหลี่ยม" ซึ่งมีชุดห้องพระบรรทมอยู่ที่ชั้น 4 ด้วยต้องพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร "เห็นวิวได้ไกล ๆ" 3 องค์พระที่นั่งซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ (พระยศขณะนั้น) ทรงควบคุมการออกแบบเป็นรูปตัวเอ็ล (L) มีอัฒจันทร์อยู่ 2 แห่งคือด้านทิศตะวันออกและด้านทิศใต้เป็นท่าน้ำใหญ่ริม "อ่างหยก" เท่ากับว่าล้อมรอบด้วยคูคลองซึ่งใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาและเป็นเครื่องแบ่งเขตพระราชฐานชั้นในกับชั้นกลางแทนที่กำแพง ส่วน "อ่างหยก" นั้นเป็นอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในยุคที่ยังไม่มีน้ำประปา และทำหน้าที่เป็นสิ่งที่ปัจจุบัน เรียกว่า "แก้มลิง" ไปด้วยในตัว โดยนามนั้นพระราชทานเพราะน้ำในนั้นและในคลองโดยรอบแลดูเป็นสีเขียว เนื่องจากอยู่ในหมู่แมกไม้นานาพรรณ ซึ่งทรงเลือกเป็นพิเศษเพื่อให้ปลูกเป็นร่มเงา ให้สีสันส่งกลิ่นหอมและให้ผลเป็นอาหาร แต่เดิมที่ปลายทางทิศตะวันตกเคยมีโรงเฟิร์น (fern) ขนาดใหญ่พร้อมน้ำพุเป็นเรือนต้นไม้ตามพระราชประสงค์ (แต่น่าเสียดายทีปัจจุบันได้ผุพังลงแล้ว) องค์พระที่นั่งแบ่งเป็น "ห้องชุด" 3 ชั้น ทาสีภายในต่างกันเพื่อแสดงว่าเป็นที่ประทับของพระองค์หรือของพระมเหสีเทวีพระองค์ใด แต่มีระเบียงทางเดินประตูเปิดถึงกันได้ นับว่าเป็นการรักษาธรรมเนียมของการแยกฝ่ายหน้ากับฝ่ายในออกจากกัน แต่ไม่สู้เคร่งครัดเหมือนเดิม พระที่นั่งขนาด 31 ห้ององค์นี้สร้างเสร็จในเวลา 19 เดือน  และได้ตั้งการพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่ง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2445

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้แปรพระราชฐานมาประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆบ่อยครั้ง ทรงพระสำราญที่นี่มาก ดังความในพระราชหัตถเลขาว่า "ถ้าอยู่ในวังเห็นจะเต็มทน ทีจะต้องไปเที่ยวอีก ร้อนเหลือกำลัง" และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ก็ได้ทรงไว้ว่า "ตั้งแต่เสด็จฯ มาอยู่ที่นี่สัก 2 เดือนได้แล้ว ยังรู้สึกสบายมาก ไม่อยากกลับเข้าวังเลย" โดย "วัง" ในที่นี้หมายถึงพระบรมมหาราชวัง จึงต้องพระราชประสงค์จะประทับเป็นการถาวร

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

อาคารประกอบพระราชฐาน

ในช่วงเวลาเดียวกันกับการก่อสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆได้โปรดเกล้าฯให้สร้างท้องพระโรงขึ้น เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวหลังยาว ตกแต่งด้วยเชิงชายฉลุลายแบบที่เรียกว่า "ขนมปังขิง" อ่อนโยนงดงาม ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งวิมานเมฆ คืออยู่ ณ เส้นแบ่งเขตพระราชฐานชั้นในกับชั้นนอก พระราชทานชื่อว่า พระที่นั่งอภิเษกดุสิต สร้างเสร็จในปลาย พ.ศ. 2446  พระที่นั่งหลังนี้ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัชกาลที่ 7 เมื่อพ.ศ. 2475 ได้ใช้เป็นที่ทำการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบันเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมของมูลนิธิศิลปาชีพฯ และถัดไปมีเรือนเล็กๆ ซึ่งจัดเป็นร้านอาหารไทยไว้บริการแก่ผู้เยี่ยมชม

ที่ริมอ่างหยกฝั่งตรงข้ามกับอัฒจันทร์ท่าน้ำพระที่นั่งวิมานเมฆมีประจักษ์พยานของความเอาพระราชหฤทัยใส่ของสมเด็จพระปิยมหาราชต่อราษฎรคือ เรือนต้น หมู่เรือนไทยฝากระดานที่โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2447 เพื่อเป็นที่สำราญพระอิริยาบถอย่างง่าย และเป็นที่ซึ่ง "เพื่อนต้น" คือชาวบ้านที่ได้ทรงรู้จัก แต่ครั้งที่เสด็จ "ประพาสต้น" อย่างไม่แสดงพระองค์ในชนบท ได้เข้ามาเฝ้าในบรรยากาศที่เขาพอจะคุ้นเคย

พระที่นั่งอภิเษกดุสิต

พร้อม ๆ กันไปกับการสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆ ได้โปรดเกล้าฯให้จัดสรรพื้นที่สวนดุสิตสร้างสิ่งที่ทรงเรียกว่า "เรือนหมู่" ขึ้นหลายหมู่ เพื่อเป็นที่ประทับและที่พำนักของพระมเหสีเทวี เจ้านายฝ่ายใน เจ้าจอมมารดา เจ้าจอมและพระราชโอรสซึ่งยังทรงพระเยาว์ โดยโปรดเกล้าฯให้เรียกแปลงที่ตั้งของแต่ละเรือนหมู่ว่า "สวน" และพระราชทานชื่อ ตามชื่อเครื่องกระเบื้องลายครามที่นิยมสะสมกันในสมัยนั้น เช่นเดียวกับชื่อคลอง ประตูและถนน (ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อประตูให้เป็นภาษาไทยอย่างวิจิตรคล้องจองกัน เฉกเช่นชื่อประตูที่พระบรมหาราชวัง)

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ ประทับที่ตำหนักเล่งหนึงร่วมกับสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก(กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัยในเวลาต่อมา) พระเชษฐาผู้ทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ 6 และที่ 7) เช่นเดียวกัน

อย่างหนึ่งซึ่งปรากฏหลักฐานว่า สมเด็จฯเจ้าฟ้าประชาธิปกทรงเริ่มเรียนรู้ในช่วงนี้คือ การถ่ายภาพ และเมื่อพระชันษา 12 ปีได้ทรงส่งภาพฝีพระหัตถ์ ชื่อว่า "ตื่น" เข้าประกวดในงานออกร้าน วัดเบญจมบพิตร ดุสิตวนารามฯ  วัดที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 และประจำสวนดุสิต แทนที่วัดเก่า 2 วัดที่ได้ทรงทำผาติกรรม

เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย

ครั้นพ.ศ. 2450 เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกฯ มีพระชนมพรรษาเจริญวัย 13 ปี ทรงโสกันต์และทรงกรมเป็นกรมขุนศุโขทัยธรรมราชาแล้ว จึงสมควรที่จะเสด็จไปทรงศึกษาต่อในทวีปยุโรป ในการนั้น ได้โปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีส่งเสด็จที่พระที่นั่งวิมานเมฆ เมื่อวันที่ 13-14 กรกฎาคม

 

พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
เข้าใจว่าเป็นองค์ที่นายออสวอลด์ เบอร์ลี่ (Oswald Birley) เป็นจิตรกรวาด

พระปกเกศรำไพพรรณ

ปัจจุบันในห้องชุดสีฟ้า สีวันศุกร์ วันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ มีห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่ชั้นสาม ประดิษฐานพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์สีเขียว สีวันพุธวันพระบรมราชสมภพ ประทับในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ พ.ศ. 2469 เข้าใจว่าเป็นองค์ที่นายออสวอลด์ เบอร์ลี่ (Oswald Birley) เป็นจิตรกรวาดที่กรุงเทพฯ เมื่อค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) และที่ผนังฝั่งตรงข้ามเป็นพระบรมสาทิศลักษณ์ คู่กับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรม อีกทั้งยังมีพระรูปหินอ่อนแกะสลัก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ครึ่งพระองค์แบบเรียบง่ายแต่งดงาม ประดิษฐานอยู่ด้วย นับว่าเหมาะสมเมื่อคำนึงถึงว่า ทั้งองค์ราชันและองค์ราชินีทรงมีความสัมพันธ์ทั้งทางสายพระโลหิตและในพระราชประวัติกับสมเด็จฯองค์เจ้าของเดิมของห้องชุดนี้

สมเด็จพระปกเกล้าฯ และ  พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรม

พระปิยมหาราชสถิต ณ อัมพร

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ที่พระที่นั่งวิมานเมฆ ประมาณ 5 ปี และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 ได้ทรงย้ายไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งได้โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นใหม่เป็นตึกสามชั้นแบบนีโอคลาสสิค  ลึกเข้าไปในสวนดุสิตจากถนนราชวิถี อีกฝั่งหนึ่งของอ่างหยก ประทับเป็นการถาวรที่นั่นจนกระทั่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ซึ่งบัดนี้เป็นเวลา 102 ปีมาแล้ว


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
แม่หมี วันที่ : 15/06/2013 เวลา : 22.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

(1)
เป็นพระที่นั่งที่งดงามมาก

ภาพเก่าๆหาดูได้ยาก มีคุณค่ามากมาย

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวในอดีตที่คนไทยควรรู้
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน