• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 173
  • จำนวนผู้ชม : 910531
  • จำนวนผู้โหวต : 174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 174 คน
<< มิถุนายน 2013 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน 2556
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 4285 , 16:17:11 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน

ฉัตรบงกช  ศรีวัฒนสาร

การตากอากาศชายทะเลเป็นรสนิยมของชนชั้นสูงที่แพร่เข้ามาพร้อมกับชาวตะวันตก ผ่านความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่และการคมนาคมทางรถไฟ  การเริ่มต้นไปตากอากาศชายทะเลในสยามเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  จากการเรียกร้องของชาวอังกฤษในกรุงเทพฯ ที่ต้องการสถานที่พักผ่อนชายทะเล เพื่ออากาศบริสุทธิ์และการรักษาสุขภาพ เช่นเดียวกับการขอให้ทางการตัดถนนเพื่อขี่ม้าออกกำลังกายและการขอเช่าที่ดินแถบทุ่งพญาไทเพื่อการสร้างสนามม้า

การขยายตัวออกไปด้วยเส้นทางคมนาคมทางรถไฟสายใต้ที่สร้างเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดสถานพักตากอากาศที่ชื่อว่า “หัวหิน” ทางรถไฟสายใต้เปิดเดินทางจากสถานีบ้านชะอำ-หัวหิน  เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔  ก่อนหน้านั้นได้เปิดเดินรถไฟจากสถานีธนบุรี-เพชรบุรี  เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๖  และจากสถานีเพชรบุรี-บ้านชะอำ  เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน  พ.ศ. ๒๔๕๔  (สงวน อั้นคง ๒๕๑๔.: ๔๐๑)

การขยายเส้นทางรถไฟถึงหัวหินทำให้ชนชั้นสูงไม่ต้องนั่งเรือออกอ่าวไทยไปเกาะสีชังให้ลำบากเช่นสมัยก่อน  การโดยสารรถไฟมาหัวหินมีความสะดวกมากกว่า  สามารถขนข้าทาสบริวารเดินทางมาด้วยกันทั้งขบวน  ลักษณะภูมิประเทศอันงดงามของชายหาดบริเวณนี้เป็นเหตุจูงใจให้พระบรมวงศานุวงศ์  ขุนนาง  คหบดีจากกรุงเทพฯ  เริ่มมาสร้างบ้านพักชายทะเล  พระราชวังของพระมหากษัตริย์  เช่น  พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน  และวังไกลกังวล 

ส่วนบรรดาเจ้านายและข้าราชการชั้นสูงก็นิยมสร้างบ้านพักในบริเวณนี้เช่นกันความเหมาะสมของการเป็น “สถานที่ตากอากาศ” ของหัวหินปรากฏอยู่ในพระวินิจฉัยของพลเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงและเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมในหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” ว่า

“อากาศในตำบลนี้แห้งมากและเย็นสบายผิดกว่าที่อื่น ไม่มีที่ใดในพระราชอาณาเขตร์ที่มีอากาศแห้งและความร้อนหนาวของอากาศจะเป็นปรกติ ไม่ผันแปรเท่าที่ตำบลนี้ เป็นที่สำหรับคนป่วยไปพักรักษาตัวแลคนธรรมดาไปพักตากอากาศ...” ( กรรณิการ์ ตันประเสริฐ :๒๕๔๖: ๓-๔)

นับตั้งแต่นั้นมาหัวหินก็เติบโตเป็นเมืองตากอากาศชายทะเลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ปัจจุบันก็ยังมีการจัดเทศกาลเพลงแจ๊ส (Jazz Festival) ตามพระราชนิยมและมีการถือครองที่ดินของคนต่างชาติที่มีคู่สมรสเป็นหญิงไทย และมีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพำนักแบบ (Long Stay : การท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว) ในอัตราที่สูง

ซึ่งมองจากภายนอกหัวหินเป็นเมืองแห่งมนต์เสน่ห์ทางการท่องเที่ยว วิวัฒนาการเชิงภูมิศาสตร์สังคมพื้นที่หัวเมืองชายทะเลแถบเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา หลักฐานพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุถึงการเสด็จฯประพาสชลมารคมาตามหัวเมืองดังกล่าวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถไปถึงเขาสามร้อยยอด และขากลับยังได้เสด็จฯ ประทับแรมที่บ้านโตนดหลวง ในเขตอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีด้วย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์เสด็จฯประพาสทางเรือไปยังเพชรบุรีและประชวรระหว่างทาง แต่เมื่อเสด็จฯ ถึงชายหาดแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี พระอาการประชวรก็หายไป จึงพระราชทานนามให้แก่ชายหาดแห่งนั้นว่า หาดเจ้าสำราญ (กรมศิลปากร  : ๒๕๓๔ : ๑๗๖) วิวัฒนาการเชิงภูมิศาสตร์สังคมของเมืองหัวหินแบ่งออกเป็น ๔ ยุค  ดังนี้

ยุคที่ ๑  ชุมชนเกษตรกรรมพื้นบ้านและหมู่บ้านชายประมงชายฝั่ง

อรุณ กระแสสินธุ์  เล่าถึงการสร้างบ้านเรือนของราษฎรกลุ่มแรกในหัวหินว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว  โดยถือเอา พ.ศ. ๒๓๕๒ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ เสด็จฯ ยาตราทัพมาทางปักษ์ใต้จากเมืองเพชรบุรีผ่านตำบลชะอำ และนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) มหาดเล็กผู้โดยเสด็จฯ บันทึกเป็นโคลงนิราศอ้างถึงชุมชนชาวชะอำและชุมชนชาวทับใต้ (เทศบาลเมืองหัวหิน : ๒๕๔๙: ๔) ไม่ปรากฏชื่อหมู่บ้านบางควาย ตำบลห้วยทราย ตำบลบ่อฝ้าย หรือตำบลหนองแกเพราะตำบลทับไต้อยู่ห่างจากตำบลหัวหินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๑๒๐ เส้นหรือประมาณ ๙.๖ กิโลเมตร (เทศบาลเมืองหัวหิน : ๒๕๔๙ : ๕)

โคลงนิราศนรินทร์ ชี้ให้เห็นว่าใน พ.ศ. ๒๓๕๒  ตำบลหัวหินอาจจะยังไม่ตั้งขึ้นเพราะสภาพภูมิประเทศยังเป็นป่าทึบ แต่อาจมีชาวบ้านตำบลหนองแกหรือตำบลชระอำมาทำไร่แตงโมบ้างเป็นกลุ่ม ๆ ชุมชนใกล้เคียงที่สุดอยู่ห่างไปทางทิศใต้ คือ หมู่บ้านชาวประมง “เขาตะเกียบ” ห่างจากหัวหินราว ๗ กิโลเมตร ส่วนทางเหนือก็มีชุมชนบ้านบ่อฝ้ายตั้งอยู่ 

ต่อมาก็มีราษฎรจากบ้านบางจานและบ้านบางแก้ว จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งประสบกับปัญหาการทำมาหากินชักชวนกันมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่รกร้างที่ตำบลหัวหินเพิ่มขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๓๗๗ สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) พบว่า ในเขตพื้นที่เมืองเพชรบุรีมีหาดทรายชายทะเลแปลกกว่าที่อื่น คือ มีกลุ่มหินกระจัดกระจายอยู่อย่างสวยงาม   จึงสันนิษฐานว่าแต่เดิมหัวหินอาจมีชื่อเรียกกันว่า “บ้านสมอเรียง” “บ้านหินเรียง” “บ้านหัวกรวด” และ “แหลมหิน” เป็นต้น

คำว่า “สมอ” นั้นอาจเพี้ยนมาจาก  “ถมอ” ในภาษาเขมร  ซึ่งแปลว่า “หิน” คนรุ่นใหม่อาจตั้งข้อสงสัยว่า  ภาษาเขมรเข้ามาเกี่ยวกับภูมิภาคชายฝั่งตะวันตกได้อย่างไร  จึงขออธิบายโดยสังเขปว่า นับแต่สังคมไทยรับเอาภาษาขอม-เขมรมาใช้ตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยเฉพาะในคัมภีร์ใบลานก็มีการจารึกเนื้อหาของพระไตรปิฏกเอาไว้  ทำให้ผู้ที่จะสอบเปรียญต้องศึกษาอักษรขอม-เขมรให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งจึงจะสามารถสอบคัมภีร์ใบลานผ่านได้ 

วัฒนธรรมดังกล่าวเลิกไปหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่นานนัก  กระนั้นก็ตามรีสอร์ทบางแห่งของทายาทชนชั้นสูงยังได้พลิกแพลงย้อนกลับไปนำภาษาเขมรโบราณมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์เนมใหม่ว่า  “กบาลถมอ”   ซึ่งแปลว่า “หัวหิน”

นายทักษ์ เตชะปัญญา อดีตประธานสภาเทศบาลตำบลหัวหินให้สัมภาษณ์แก่แพทย์หญิงกรรณิการ์ ตันประเสริฐเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔ ว่า 

“...สมัยกรมพระนเรศวรฤทธิ์ท่านเสด็จมาประทับเป็นประจำเสมือนหนึ่งเป็นชาวหัวหินก็บอกว่า  ชื่อแหลมหินมันเชยเปลี่ยนเสียใหม่ว่า หัวหิน....” (กรรณิการ์ ตันประเสริฐ :๒๕๔๖ :๔๗)

ยุคที่ ๒. ยุคแห่งการสำราญพระอิริยาบถ (พ.ศ. ๒๔๕๒ -๒๔๗๕) 

สรศัลย์ แพ่งสภากล่าวในหนังสือ ราตรีประดับดาวที่หัวหิน ว่าปลายรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องกับสมัยรัชกาลที่ ๖ (ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๒-๒๔๖๐) นายช่างชาวอังกฤษ ชื่อ มิสเตอร์ เฮนรี กิตตินส์ (Henry Gittins) เจ้ากรมรถไฟหลวงสายใต้ (สรศัลย์ แพ่งสภา: ๒๕๓๙ : ๒๗) สำรวจเส้นทางจากเพชรบุรีมุ่งสู่ภาคใต้ของประเทศไทยผ่านภูมิประเทศแห้งแล้งกันดาร จนพบพื้นที่อ่าวมีหาดทรายสีขาวเป็นแนวยาวจากกลุ่มแนวโขดหินใหญ่จรดเขาตะเกียบ 

จึงนำความกราบทูล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินซึ่งดำรงพระยศเป็นที่ปรึกษากรมรถไฟหลวง เมื่อทางรถไฟสายใต้จากสถานีบางกอกน้อยถึงเขตบ้านสมอเรียงสร้างเสร็จแล้ว  ทำให้การคมนาคมไปยังหัวหินสะดวกสบายขึ้น พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตลอดจนพ่อค้าและคหบดี จึงไปซื้อที่ดินบริเวณชายหาดบ้านสมอเรียงซึ่งมีทิวทัศน์งดงาม เพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศและเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า “หัวหิน” ตามชื่อหาดหน้าพระตำหนักของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ (ต้นราชสกุลกฤดากร)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ (ต้นราชสกุลกฤดากร) เป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สร้างพระตำหนักหลังใหญ่ชายทะเลด้านใต้ของหมู่หิน (ติดกับโรงแรมรถไฟหัวหิน) และประทานชื่อว่า “ตำหนักแสนสำราญสุขเวศน์” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้า กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงเคยมาประทับพักผ่อนตากอากาศด้วย 

ต่อมากรมพระนเรศวรฤทธิ์ทรงปลูกตำหนักอีกหลังหนึ่งแยกเป็น “แสนสำราญ” และ “สุขเวศน์” เพื่อไว้ใช้รับเสด็จฯเจ้านาย และทรงสร้างเรือนเล็กใต้ถุนสูงเพิ่มอีกหลายหลัง ชื่อว่า บานฤทัย ใจชื่น รื่นจิตต์ ปลิดกังวล ดลสุขเพลิน เจริญอาหาร สมานอารมณ์และรับลมทะเล (ม.ร.ว.รมณียฉัตร แก้วกิริยา:มปป:99)  ต่อมาหมู่เรือเหล่านี้ได้พัฒนาเป็น “บังกะโลสุขเวศน์”

หัวหินเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศริมทะเลมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๓ ก่อนที่จะเริ่มมีการก่อสร้างสถานีรถไฟหัวหินและสร้างสนามกอล์ฟแห่งแรกของไทยขึ้นในสมัย รัชกาลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๕๓- ๒๔๖๘)   โดยในครั้งนั้น รัชกาลที่ ๖ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรมที่ค่ายหลวงบางทะลุ ปากคลองบางทะลุ ชายทะเลเมืองเพชรบุรี และพระราชทานนามว่า “ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ”

ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวันขึ้นที่ชายหาดตำบลบางกรา (คือ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ) ใน พ.ศ. ๒๔๖๔ อันเป็นปีที่ทางรถไฟสายใต้เชื่อมเข้ากับเส้นทางรถไฟของรัฐมลายู และทรงมีพระราชประสงค์ให้หัวหินเป็นสถานตากอากาศทันสมัยที่สุดในการรับรองชาวต่างประเทศ

โฮเต็ลรถไฟหัวหินแห่งสยามประเทศ (Hua Hin Hotel Siam) หรือ
“เดอะ รอยัล หัวหิน กอล์ฟ คอร์ส (The Royal Hua Hin Golf Course-สนามกอล์ฟหลวง)”

พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างโฮเต็ลรถไฟหัวหินแห่งสยามประเทศ (Hua Hin Hotel Siam) และสนามกอล์ฟหลวงหัวหินที่สวยงามและได้มาตรฐานที่สุดในภูมิภาคขึ้นโดยเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระราชทานชื่อสนามกอล์ฟแห่งนี้ว่า “เดอะ รอยัล หัวหิน กอล์ฟ คอร์ส (The Royal Hua Hin Golf Course-สนามกอล์ฟหลวง)”



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
numouse วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 10.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numouse
ถ้าเราลดความ "เห็นแก่ตัว" ให้น้อยลงบ้าง อะไรๆ มันคงจะดีกว่านี้ และถ้ายิ่งจัก "ยอม" บ้างคงจะดี

(1)
ข้อมูลแน่นปึกเหมือนเดิม

ขอบคุณความรู้ดีๆ ค่ะ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน