• อนามัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : BKFood48@sanook.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 17
  • จำนวนผู้ชม : 53036
  • ส่ง msg :
  • โหวต 20 คน
หมออนามัย
ทำดี ย่อมได้ดี ทำอัปปรีย์มันจะได้ดีได้ยังไง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ambition
วันอังคาร ที่ 1 มกราคม 2551
Posted by อนามัย , ผู้อ่าน : 1900 , 15:47:15 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อะไรอะไรก็เศรษฐกิจพอเพียง.......

พวกเราชาวไทยเพิ่งจะกะตือรือร้นไม่กี่เดือนนี่เอง     เลยเองบทความคัดลอกมาจากหลายที่ มาฝาก

ในการประชุมวิชาการประจำปี 2550 เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทย...จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ” สถาบันพระบรมราชชนกร่วมกับวิทยาลัยในสังกัดและคณะกรรมการประสานกิจ สถาบันอุดมศึกษาเขตภาคกลาง 12 จังหวัด 97 สถาบัน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “พระจริยวัตรของในหลวงกับเศรษฐกิจพอเพียง” ว่า หลักเศรษฐกิจแบบพอเพียง เป็นเรื่องของปรัชญาและธรรมะ โดยการยึดหลักธรรม 3 ประการ คือ 1.ความพอประมาณ 2.ความมีเหตุมีผล และ 3.มีภูมิคุ้มกัน ถ้าใช้หลักการทั้ง 3 ข้อนี้ก็จะสามารถดำเนินชีวิตภายใต้เศรษฐกิจแบบพอเพียงได้

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองของกรุงเทพธุรกิจที่รายงานเรื่องนี้ว่า ดร.สุเมธได้พูดถึงคนไทยไม่เข้าใจสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร่ำสอนมากว่า 60 ปีด้วยความเหนื่อย แต่ก็ยังสอนไม่จำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ด้าน นพ.มานิตย์ ธีระตันติกานนท์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าสถาบันพระบรมราชชนกจึงน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นหลักในการดำเนินงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะด้านการพัฒนาการศึกษา ได้ประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสอดแทรกไว้ในทุกวิชา โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของหน่วยงานก่อน
นพ.มานิตย์กล่าวว่าการให้บริการทางด้านสาธารณสุขของนักศึกษาจะเน้นหลักการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ประชาชนมีการสร้างสุขภาพอย่างจริงจัง เป็นการลดภาระและลดความเสี่ยงผู้ให้บริการ ประชาชนมาใช้บริการทางการแพทย์อย่างพอประมาณ รัฐบาลมีงบประมาณเหลือที่จะนำไปพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ยั่งยืนและสมดุล
       
ด้านศ.ดร.ศุภมาศ พนิชศักดิ์พัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการอำนวยการกล่าวว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้คนไทยใช้เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเพื่อให้เกิดความสมดุลในชีวิต ในครอบครัว ในโรงเรียน และในประเทศ ได้แก่ ทางสายกลาง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลมีระบบคุ้มกัน ความรอบรู้ ความรอบคอบ ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน ความเพียรและมีสติ
       
ศ.ดร.ศุภมาศ กล่าวต่อว่า องค์ประกอบสำคัญของความพอเพียงมี 3 ประการ คือ ความพอประมาณไม่สุดโต่ง การเป็นผู้มีเหตุผล อธิบายได้ และต้องสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกภายในหลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียงมีประโยชน์กับคนทุกคนเพื่อใช้เป็นหลักคิดในการดำเนินชีวิต ไม่พอเพียง เราก็ไม่มีความสุข แต่ความสุขของคน แสดงออกมาด้วยความพอเพียง สำคัญตรงนี้ ให้ทำตัวเองให้พอเพียง"

(http://www.komchadluek.net/2007/08/30/a001_133163.php?news_id=133163)

จัดทำโดย คณะทำงานด้านสื่อฯ


::: พระมหากรุณาธิคุณด้านสังคม : ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับสังคมไทย :::

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ ถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า ๖๐ ปี พระองค์ทรงยึดหลักธรรมะเป็นแนวทางและทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดมา ส่งผลให้การพัฒนาประเทศเกิดความมั่นคงและยั่งยืน ด้วยพระราชปณิธานที่จะทรงเสียสละประโยชน์ส่วนพระองค์เพื่อพสกนิกรชาวไทยทั้งมวล โดยไม่แบ่งแยกสถานะ ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือหมู่เหล่า และทรงถือว่า ทุกข์ของพสกนิกรคือทุกข์ของพระองค์ ดังจะเห็นได้ว่า พระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัตินั้น แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรทั้งแผ่นดินให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งสิ้น

ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทุ่มเทพระวรกายตรากตรำและมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกรทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ ทรงเข้าไปช่วยเหลือราษฎรในด้านต่างๆ ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ และทรงหาวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างแยบยล ด้วยทรงตระหนักดีว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมโดยพื้นฐาน ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพหลักคือการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ดังนั้น เพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พระองค์จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนและศึกษาความเป็นอยู่ของพสกนิกรในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในปัญหาสาเหตุ และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน นำไปสู่การพระราชทานแนวพระราชดำริที่รู้จักกันดีภายใต้ชื่อ “เศรษฐกิจพอเพียง”

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวางแผนของประเทศ ได้ศึกษาและเรียนรู้การทรงงานของพระองค์ พบว่า เป็นการดำเนินงานในลักษณะของทางสายกลางที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัวและสามารถปฏิบัติได้จริง ทุกคนควรเรียนรู้และน้อมนำมาเป็นแบบอย่างในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท นำมาปฏิบัติให้บังเกิดผลต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ ในด้านต่างๆ ดังนี้

ประการแรก  การพัฒนาต้องเอา “คน” เป็นตัวตั้ง ยึดหลัก “ประโยชน์สุขของประชาชน” และการมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชน โดยในการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการ ทรงยึดหลักประชาชนทุกคนต้องได้รับประโยชน์จากโครงการและคนส่วนใหญ่ต้องเสียสละดูแลช่วยเหลือคนส่วนน้อย ยึดหลักคุ้มค่ามากกว่าคุ้มทุนหรือขาดทุนคือกำไร คือ เน้นการให้และการเสียสละ เพื่อผลแห่งความอยู่ดีมีสุขของประชาชน และต้องให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการตัดสินใจโครงการตั้งแต่ตอนก่อนเริ่มต้นโครงการ แล้วจึงให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการร่วมกันต่อไป

ประการที่สอง  ยึดหลัก ภูมิสังคม ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคและท้องถิ่น ดังจะเห็นได้ว่า การพัฒนาตามแนวพระราชดำริจะเน้นกระบวนการศึกษาและวางแผนที่สอดคล้องกับ ภูมิสังคม หรือลักษณะภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ สภาพธรรมชาติแวดล้อมรอบๆตัวคน คำนึงถึงการดำเนินวิถีชีวิตของคนในสังคมที่จะเข้าไปพัฒนา ตามลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อและศาสนา ประเพณีที่ต่างกัน

นอกจากนี้ ยังทรงให้ความสำคัญกับการใช้หลักวิชาในการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ และพัฒนาคน โดยสร้างความรู้ ความเข้าใจของคนในพื้นที่ต่อหลักการและประโยชน์จากการพัฒนา ก่อนส่งเสริมให้ข้าราชการทุกคนยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา คือ ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในสภาพภูมิสังคมของคนในพื้นที่นั้นๆ ว่ามีปัญหาเช่นไรและมีความต้องการอะไร ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การวางแผนและดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริช่วยแก้ปัญหาและตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่มากที่สุด

ประการที่สาม  การพัฒนาต้องเริ่มต้นจาก การพึ่งตนเอง ให้ได้ก่อน รู้จักประมาณตน
รู้ศักยภาพของตน และดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และทำตามลำดับขั้น สร้างพื้นฐานความเป็นอยู่ของประชาชนและครอบครัวให้พอมี พอกิน พอใช้ก่อน โดยวิธีการที่ประหยัดและถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งและเป็นอิสระแล้ว จึงค่อยพัฒนาขึ้นมาเป็นการแลกเปลี่ยน การรวมกลุ่มพึ่งพากันและร่วมกันพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้แล้ว จึงขยายเครือข่ายเชื่อมสู่สังคมภายนอก ดังที่ทรงใช้คำว่า ระเบิดจากข้างใน

จากหลักการทรงงานข้างต้น จะเห็นว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน โดยทรงให้ความสำคัญกับการสร้างจิตสำนึกในศีลธรรมแก่ประชาชน ให้รู้จักประมาณตน ไม่โลภ เสียสละ มีคุณธรรมและความเพียรและซื่อสัตย์สุจริตอยู่เสมอ ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาคนตามแนวพระราชดำรินั้นจึงเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของคนในทุกมิติ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจที่สำนึกในคุณธรรม มีความเพียรและจริยธรรมในการดำเนินชีวิต อันจะเป็นการขยายโอกาสและทางเลือกให้แก่ประชาชนในการดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างมั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืนตามไปด้วย

หลังจากที่ได้ศึกษาพระราชกรณียกิจ พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาท ตลอดจนโครงการในพระราชดำริต่างๆ แล้ว สศช. จึงได้เชิญคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่างๆ มาร่วมกันพิจารณากลั่นกรองพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้พระราชทานเนื่องในโอกาสต่างๆ สรุปออกมาเป็นนิยาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่เพื่อเป็นแนวปฏิบัติของทุกฝ่าย และได้อัญเชิญมาใช้เป็นปรัชญานำทางในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ (๒๕๔๕ - ๒๕๔๙) ต่อเนื่องมาจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ (๒๕๕๐ - ๒๕๕๔)

ทั้งนี้ หากพิจารณานิยามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้รับพระราชทานมานั้น จะพบว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงชีวิตในลักษณะพหุนิยมที่ยอมรับการดำรงอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่าง ซึ่งนับเป็นแนวคิดที่มีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย เชื่อมโยงทุกมิติของวิถีชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม ตลอดจนเป็นปรัชญาฯที่มองสถานการณ์โลกในเชิงระบบที่มีลักษณะเป็นพลวัตร มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด มีผลและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ผู้นำไปปฏิบัติสามารถมีความสุขได้ตามอัตภาพที่เหมาะสมกับเวลาและสถานะของตน ประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับทั้งระดับครอบครัว ชุมชนและรัฐ เป็นแนวทางในการวางแผนและพัฒนาประเทศภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี

แนวคิดในการพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จะต้องยึดหลักการความพอเพียง ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญ ๓ ประการที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ต้องใช้หลักความมีเหตุผลในการคิดวิเคราะห์ เหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ รู้จักประมาณคือ “รู้เรา” รู้ว่า สถานะของประเทศเป็นอย่างไร มีจุดแข็งจุดอ่อนในการพัฒนาเรื่องใดบ้าง และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกยุคโลกาภิวัตน์ คือ “รู้เขา” โดยต้องเข้าใจถึงโอกาสและภัยคุกคาม ข้อดี ข้อเสีย ที่จะเกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ จะได้รู้จักเลือกรับและนำสิ่งที่ดี มีความเหมาะสมมาประยุกต์ใช้และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงหรือใช้หลักความพอประมาณ ในการพัฒนาประเทศให้เป็นไปอย่างสมดุล บนพื้นฐานของความพอดีระหว่างความสามารถในการพึ่งตนเองกับความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก และระหว่างสังคมชนบทและสังคมเมือง โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และเตรียมการจัดการความเสี่ยงด้วย ระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ให้พอเพียง พร้อมรับผลกระทบและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนกระบวนการวางแผนและการพัฒนาทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามหลักความพอเพียงนั้น ต้องใช้ความรู้ในหลักวิชาและความรู้ในแต่ละคนอย่างรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการมีสำนึกในคุณธรรม จริยธรรมและมีความซื่อสัตย์
ในการปฏิบัติหน้าที่ และดำเนินชีวิตด้วยความเพียร ให้พร้อมเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ในกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ สศช. จึงได้น้อมนำหลักการทรงงานมาเป็นแนวทาง และใช้เงื่อนไขความรู้ เริ่มต้นจากการวิเคราะห์บริบทการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนา เพื่อให้รู้ว่าประเทศไทยในขณะนั้นอยู่ในสถานะใด ความรู้มีอยู่ในระดับไหน ซึ่งพบว่า ขณะนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายด้านที่สำคัญ ที่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบจากทั้งที่เป็นโอกาสและข้อจำกัดต่อการพัฒนา ใน ๕ บริบท ได้แก่

๑)      การรวมตัวของกลุ่มเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินของโลก
ขณะนี้ เป็นศตวรรษแห่งเอเชียที่มีจีนและอินเดียเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้าและบริการ รวมทั้งคนในและระหว่างประเทศมีความคล่องตัวมากขึ้น ปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของโลกที่สะสมมานานจึงได้ระเบิดขึ้น ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และเผชิญกับปัญหาด้านพลังงาน ซึ่งเป็นระบบที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

๒)      การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุและนาโนเทคโนโลยี ทำให้เกิดการถ่ายโอนองค์ความรู้และภูมิปัญญาระหว่างประเทศอย่างท่วมท้น ประเทศไทยจำเป็นต้องบริหารจัดการลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ

๓)      การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม ประเทศไทยจะเริ่มก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่อิทธิพลของสื่อและความก้าวหน้าของการเดินทางอันเป็นผลมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของประชาชนจะเปลี่ยนแปลงไป  มีแนวโน้มที่จะยอมรับวัฒนธรรมต่างชาติมากขึ้น

๔)     การเคลื่อนย้ายของคนอย่างเสรี ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการขนส่งและกระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลให้เกิดการเดินทางทั้งเพื่อท่องเที่ยวและการทำธุรกิจในที่ต่างๆ ทั่วโลกมากขึ้น มีการทำธุรกิจข้ามชาติ บรรษัทข้ามชาติ ประชาชนเริ่มยอมรับและเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกัน สังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้เกิดการขยายตัวมากขึ้น

๕)     การเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกแบกรับไม่ไหว เกิดความเสื่อมโทรมและแปรปรวน รวมทั้งเกิดการแพร่ระบาดและเกิดการแพร่ของเชื้อโรคในรูปแบบพันธุกรรมใหม่ๆ มากขึ้น

บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้ง ๕ ด้านนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างจากการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน ประเทศไทยจึงต้องหันมาทบทวนตนเองและปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาให้เป็นไปในทิศทางของการพึ่งตนเองและสร้างภูมิคุ้มกันต่อประเทศให้มากขึ้น จำเป็นที่จะต้องหันมายึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางปฏิบัติควบคู่ไปกับการพัฒนาแบบบูรณาการ เป็นองค์รวม ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

ดังนั้น สศช. จึงได้เริ่มวิเคราะห์ในเรื่องของโลกาภิวัตน์และสภาพบริบทการเปลี่ยนแปลงข้างต้น ตลอดจนพิจารณาทุนที่ประเทศไทยมี มาประกอบการกำหนดยุทธศาสตร์ ๕ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 

๑.   ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้

๒.   ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ

๓.   ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน

๔.   ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

๕.   ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ

       ภายใต้วิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐  สศช.ได้นำมาพัฒนาเป็นแนวคิดพื้นฐานในการจัดทำยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข ผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคีพัฒนา และชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับ เห็นความสำคัญ และเกิดการนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันในการขับเคลื่อนการพัฒนาสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุข และใช้เป็นเครื่องมือในการปรับทิศทางการพัฒนาประเทศ และกำหนดนโยบายสาธารณะ ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนแนวคิดและสร้างกระแสหลักในสังคมให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการคิด และค่านิยมของสังคมไทย เพื่อให้เกิดคุณค่าใหม่ในการดำรงชีวิตเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขและสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

       โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ ที่ทรงเป็นนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ และด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งพระองค์นี้ สศช. จึงได้น้อมนำหลักการพัฒนาของพระองค์ และเรียนรู้จากพระราชดำรัส พระบรมราโชวาทและพระจริยวัตรปฏิบัติมาเป็นพื้นฐานในการวางรากฐานของการพัฒนาประเทศ นำสู่ผลแห่งอยู่เย็นเป็นสุขของปวงชนชาวไทย บนพื้นฐานของการรู้รักสามัคคี ไม่ทอดทิ้งกัน เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเป็นของขวัญล้ำค่า ในฐานะที่เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะร่วมกันทำความดีนี้เพื่อเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ สมดังพระราชปรารถนาที่ได้ทรงเคยดำรัส เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๔๖ พระราชทานไว้เมื่อวันที่  ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๕ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ ว่า

“...ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นชาวไทยมีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้
คือให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัย ไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ...
”





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Supawan วันที่ : 01/01/2008 เวลา : 18.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ..

เริ่มต้นปีใหม่ในวันนี้ ขอให้สุขสันต์ สมหวัง และร่ำรวย ไปตลอดทั้งปีนะตะ

สุภาวัลย์

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนกลาง วันที่ : 01/01/2008 เวลา : 16.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gray18
มอง Sex ต่างมุมที่ =>>www.oknation.net/blog/beagle รับรองไม่มี Rate R/X  เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี  คำเตือน คิดแต่ในกรอบ ไม่ควรแวะอ่าน (เขตปลอดระเบียบ(รัตน์)) 

ชื่อ Entryอ่านแล้วแปลกๆ
โชคดีปีใหม่...อนามัยพอเพียง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน