• DrJoy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : drjoy2000@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-03
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 17493
  • ส่ง msg :
  • โหวต 205 คน
American-America
บันทึกเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดมาในชนบท ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอเริ่มต้นได้ยินคำว่า "อเมริกัน" และ "อเมริกา" ... เธอเติบโต และเติบใหญ่ โดยได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตมากมาย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/american-america
วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2552
Posted by DrJoy , ผู้อ่าน : 910 , 18:42:46 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อีกบทหนึ่งของชีวิต ณ ราชอาณาจักรเบลเยียม
 
จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่กว้างใหญ่ไพศาล ก็มาถึงคราวที่ฉันได้ไปเยือนยุโรปเป็นครั้งแรกในชีวิต ราชอาณาจักรเบลเยียม นั้นเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีความเจริญมาก ทัดเทียมกันกับสหรัฐอเมริกา ก้าวแรกที่ฉันได้สัมผัสพื้นแผ่นดิน ก็มีความรู้สึกว่า... เบลเยียมนั้นเป็นเสมือน "บ้านหลังที่สอง" ของฉัน หรือว่า... ฉันได้สัมผัสแล้วกับเสน่ห์ของดินแดนแห่งแคว้นยุโรป
 
ประเทศเบลเยียม มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าราชอาณาจักรเบลเยียม เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และทะเลเหนือ เบลเยียมเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหภาพยุโรป และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ เมืองหลวงคือบรัสเซลส์ มีภาษาราชการ 3 ภาษา คือ ฝรั่งเศส ดัทช์ และเยอรมัน เบลเยียมมีประชากรประมาณ 10.5 ล้านคน และมีคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกเป็นศาสนาหลัก
 
 
 Photo: Flag of Belgium
 
สองปีที่พำนักอยู่ ณ ประเทศเบลเยียมนั้น ฉันเองไม่เคยได้สัมผัสกับแสงแดดเลย มีเพียงฟ้าร่มและลมเย็น... ซึ่งบางครั้งก็เป็นลมร้อนในฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว และในรอบสองปีนั้น ก็มีเพียงหนึ่งวันเท่านั้น ที่มีหิมะตกลงมาและหนาประมาณหนึ่งนิ้ว ฉันกับพี่นักเรียนไทยคนหนึ่ง หมดฟิล์มถ่ายรูปไปจำนวนสองม้วนพอดี เพื่อเก็บภาพแห่งความทรงจำท่ามกลางหิมะที่สวยงาม
 
ที่นั่นไม่มีเพื่อนร่วมชั้นของฉันที่เป็นอเมริกัน แต่พอเดินไปเดินมา ฉันก็ได้พบกับหนุ่มอเมริกันคนหนึ่ง ที่เข้ามาทักทายและถามฉันว่ามาจากส่วนไหนของประเทศสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่าฉันแต่งตัวเหมือนกับวัยรุ่นชาวอเมริกันในสมัยนั้น ....กับรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อยี่ห้อ Converse สีเหลือง ที่เป็นนิยาม "ทางใคร ทางมัน" อันเลื่องชื่อลือชาในโฆษณาชิ้นหนึ่งของเมืองไทย
 
และอยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนต่างชาติคนหนึ่งของฉันก็ถามฉันว่า "หากเลือกได้แล้ว ฉันจะอยากไปเรียนต่อปริญญาเอก ณ ประเทศใด" ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ตอบไปว่า "อเมริกา"
 

 
หลังจากที่ฉันจบปริญญาโทจาก State University of Ghent ประเทศเบลเยียม (ปัจจุบัน Ghent University) โดยได้เกียรตินิยมในระดับ Great Distinction อาจารย์ก็ได้ตกลงรับฉันให้เข้าเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่นั่น เพียงแต่ให้ฉันกลับไปเมืองไทยหนึ่งปี เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการสำรวจดิน เพื่อใช้สำหรับทำวิทยานิพนธ์ ฉันเองก็ได้แต่เพียงจัดส่งหนังสือเรียน ก้อนหินชนิดต่างๆ ที่เก็บสะสม และตุ๊กตาหมี กลับมายังประเทศไทย ส่วนเสื้อผ้าและรองเท้านั้น ก็ได้เก็บเอาไว้ที่ประเทศเบลเยียม เพราะคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้กลับไป ไม่ต้องขนกลับไปกลับมาให้ลำบาก
 
ครั้นเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินดอนเมือง ไม่มีใครจำฉันได้เลย เพราะผิวพรรณที่เคยหมองคล้ำของฉัน อันเนื่องมาจากแสงแดดและสายลมที่เมืองไทยนั้น บัดนี้ได้กลับกลายเป็นสีขาวอมชมพู ไม่มีใครเชื่อเลยว่าสาว "กะเสดมอชอ" คนนี้ จะผ่องเนื้อนพคุณได้ถึงขนาดนั้น
 
มาเมืองไทยคราวนี้ ฉันได้ไปพบหมอดูคนที่ฉันชื่นชมอีกครั้ง ขอบคุณในความแม่นยำของเขาที่ได้ทำนายทายทักว่า ฉันจะได้ไปเรียนต่อปริญญาโท ณ ประเทศที่เป็นแผ่นดินใหญ่ ที่มีความเจริญทัดเทียมกันกับสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่ในตอนนั้น ฉันกำลังทำเรื่องได้รับทุนไปเรียนต่อ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะ ...อย่างไรก็ตาม คราวนี้หมอดูคนเดียวกันนั้น กลับบอกกับฉันว่า ฉันจะได้ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งฉันเองก็เถียงเขาไปว่า ฉันจะกลับไปเรียนต่อที่ประเทศเบลเยียมในปีหน้า... !!!!!
 

 
พอใกล้ถึงกำหนดการทำเรื่องขออนุญาตข้าราชการลาศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ฉันก็ได้รับจดหมายจากอาจารย์ ขึ้นต้นอย่างสวยหรูว่า Much to my regret.... ท่านขอโทษฉันเป็นการใหญ่ ว่าท่านไม่ทราบว่าจะต้อง confirm กับรัฐบาลเบลเยียมเรื่องการมาศึกษาต่อของฉัน ทางนั้นก็เลยคิดว่าฉันไม่มาแล้ว การประกาศรายชื่อผู้รับทุนในปีนั้นก็เลยไม่มีชื่อฉัน ฉันร้องไห้และก็ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร ออกท้องที่ไปราชการต่ออีกหนึ่งปี แล้วค่อยไปอบผิวใหม่ก็ได้
 
พี่สาวคนดีของฉัน กลับมาจากทำงานในวันหนึ่ง ถามฉันว่าอยากไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นไหม มีหรือที่สาวอินเตอร์คนนี้จะไม่อยาก ฉันรีบตอบไปเลยทันทีว่า "อยากสิ ทำไมหรือ....??"
 

 
ฉันจึงได้ส่งบทความเข้าประกวด เพื่อชิงทุนการไปฝึกอบรม IATSS FORUM ณ ประเทศญี่ปุ่น จำได้ว่าตอนนั้นมีผู้คนมาสมัครมากมาย เขาให้เขียน essay ส่งไปพิจารณา ซึ่งมีคนส่งเรื่องกว่า 200 คน แล้วคัดเลือกมา 20 คนเพื่อเข้าสอบสัมภาษณ์ ให้เหลือเพียง 4 คนสุดท้ายที่จะได้เดินทางไปฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลารวม 72 วัน
 
ฉันเองก็ไม่รู้ว่าผ่านทุกคนมาได้อย่างไรเหมือนกัน ตอนที่เขียนเรื่องไปก็เป็นการเล่าเรื่องพื้นๆ เกี่ยวกับตัวเอง ครอบครัว และความใฝ่ฝันในอนาคต แต่ก็ได้ใส่สำนวน "นวนิยาย" ลงไปนิดหน่อย โดยขึ้นต้นเรื่องว่า

Who knows how things begin....
Consequences are what we have to live with, anyway
.


ฉันเล่าเรื่องเกี่ยวกับตนเองและ
ครอบครัวของฉัน ว่าฉันนั้นเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย แต่ว่าเราอยู่กันมาด้วยความรัก ความเข้าใจ และความสุข แม่ของฉันเป็นชาวนา พ่อเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ท่านทั้งสองได้ตรากตรำทำงานหนักเพื่อส่งเสียลูกๆ ให้ได้รับการศึกษาจนจบขั้นปริญญาตรีทุกคน ฉันเองก็ได้เริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งนักวิชาการเกษตร กลุ่มงานวิจัยดินและปุ๋ยข้าว กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร ได้ไปฝึกอบรม ณ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติที่ประเทศฟิลิปปินส์ และผ่านการคัดเลือกให้ไปเป็นผู้นำค่ายเยาวชนนานาชาติ ของสมาคม YMCA ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อจากนั้นฉันก็ได้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้วยทุนรัฐบาลเบลเยี่ยม

และ ณ วันนั้นของฉัน ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความใฝ่ฝัน ....ไม่ทราบว่า ฉันจะสามารถทำให้ฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้หรือไม่....

If I were to have another dream, it would be
to participate in this special IATSS Forum program.
 
.... แล้วฝันของฉันก็เป็นความจริง ....
  
 
ฉันได้เดินทางไปฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่นอย่างที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อน ฉันได้เรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา และขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวญี่ปุ่น ฉันได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ IATSS ในสมัยนั้น ฉันมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นมากมาย และมี host families สองครอบครัว และที่พิเศษสุดก็คือ ฉันมี "คุณลุงผักชี" ที่มาคอยดูแลเอาใจใส่และอำนวยความสะดวกเรื่องการท่องเที่ยวนอกสถานที่ ทำให้ระยะเวลา 72 วันที่อยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่นของฉันนั้น เป็นช่วงเวลาที่ฉันบอกกับใครๆ ว่า เหมือนกับการได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น
 
อย่างไรก็ตาม ฉันได้รับรู้เรื่องราวเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่เกิดขึ้นในกรุงเทพผ่านทางโทรทัศน์ ของประเทศญี่ปุ่น เป็นความเศร้าโศกและเสียใจอีกครั้งกับเรื่องการเมืองในประเทศไทย ทั่วโลกต่างพากันประณามการกระทำของรัฐบาลไทยในสมัยนั้น รวมทั้งประเทศเบลเยียม ซึ่งได้สั่งระงับการให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยในทุกๆ ด้าน รวมไปถึงเรื่องทุนการศึกษาของฉันในปีเดียวกัน
 
จึงกลายเป็นความผิดหวังในปีที่สองเรื่องการเดินทางกลับไปศึกษาต่อในขั้นปริญญาเอกที่ประเทศเบลเยียมของฉัน ไม่เป็นไร.... ในปีต่อมา ทางภาควิชา ITC (International Training Centre for Post Graduate Soil Scientists) จาก State University of Ghent ก็ได้จัดให้มีการประชุม International Workshop ขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย ฉันในฐานะศิษย์เก่าก็ได้ไปเข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน
 
พร้อมๆ กันนั้น ฉันก็ได้รับข่าวร้ายของประเทศเบลเยียมเรื่องการสวรรคตของกษัตริย์โบดวง (King Boudin) ในปี ค.ศ. 1993 และข่าวร้ายนั้นก็ยิ่งร้ายมากยิ่งขึ้น เมื่อรัฐบาลเบลเยียมได้เปลี่ยนแปลงนโยบายเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านทุนการศึกษาที่เคยให้กับประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งตอนนั้นฉันเองก็เพิ่งได้ทราบที่มาที่ไปของความสัมพันธ์อันดีงามของประเทศไทยกับประเทศเบลเยียม และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงเป็นเพื่อนรักกับกษัตริย์โบดวงมาก่อน ครั้งหนึ่งเมื่อทรงถูกถามว่าต้องการได้รับความช่วยเหลือจากประเทศเบลเยียมในด้านใด พระองค์ทรงตอบว่า "ด้านการศึกษา" 
 
Photo: King Boudin & Queen Fabiola, 1969
 
และคราวนี้ เมื่อสิ้นแล้วซึ่งกษัตริย์โบดวง ทางรัฐบาลเบลเยียมก็งดการให้ความช่วยเหลือในด้านการศึกษากับประเทศไทยทันที ....และฉันคนเดิมก็ต้องเคว้งคว้างอีกครั้งหนึ่ง
 

To be continued....




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
DrJoy วันที่ : 14/01/2009 เวลา : 19.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/AmericanThaiDotNet

ขอบคุณมากค่ะ และขอสวัสดีปีใหม่ 2552 และส่งความสุขมาให้ด้วยคนนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
windmill วันที่ : 14/01/2009 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/windmill
คำว่า "รัก"  ของบางคน ทำไมมันช่าง .. ง่ายดาย

ตามมาให้กำลังใจ รุ่นพี่ลูกช้างมอชอค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]