• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : samantrapat@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 53905
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2552
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 5071 , 08:39:09 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ศาสนธรรม “จิตกับใจ”

 

จิตกับใจถูกเรียกรวมกันว่า “จิตใจ” แท้แล้วจิตกับใจนั้นคนละส่วนกัน ตามคำสอนของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้กล่าวถึงจิตและใจที่แตกต่างกันไว้เพียงไม่มากนัก สำหรับไตรปิฎกที่ได้บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านให้ใช้ “จิตตานุสติปัฏฐาน” เพื่อพิจารณา “จิตในจิต” แสดงว่า “ในจิตยังมีจิตที่อยู่ข้างในอีก” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “จิตที่อยู่เปลือกนอก และจิตที่อยู่ชั้นใน” แสดงว่าจิตสองอย่างนี้ ไม่เหมือนกัน หลายท่านคงเคยมีความขัดแย้งกันเองภายในจิตใจ คิดว่าคงไม่มีใครไม่เคยมีความขัดแย้งหรือสับสนตัวเอง เป็นแน่ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเลือกซื้อสินค้า มักลังเลใจ จิตใจด้านหนึ่งก็มองว่าควรซื้อ อีกด้านหนึ่งก็ไม่ซื้อดีกว่า เป็นต้น นี่แสดงให้เห็นว่า “ธรรมชาติของจิตใจ” มีความซับซ้อนและขัดแย้งกันเองได้ อย่างน้อยก็สองแบบ หรือสองทาง อาจารย์ผู้ปฏิบัติจิตขั้นสูงบางท่าน แบ่งแยกจิตว่าเป็น “จิตสังขาร” และ “จิตวิญญาณ” ก็มี กล่าวคือ จิตที่อยู่ประจำสังขารส่วนหนึ่งจิตที่ประสานกับวิญญาณส่วนหนึ่ง บางท่านแยกเป็น “จิตหลัก” และ “จิตรอง” ก็มี ในบทความฉบับนี้ ขอแบ่งแยก เป็น “จิตและใจ” เพราะเป็นคำโบราณไทยแท้ที่มีมาก่อนยาวนาน และมีอยู่จริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนตรงกันเฉพาะสำหรับผู้ศึกษาตามแนวคติของ “ศาสนธรรม” นี้ จึงขอใช้ “ศัพท์สมมุติ” เพื่อเรียกให้เกิดความเข้าใจตรงกันตามนิยามที่จะอธิบายต่อไปนี้ ก่อนจะแสดงรายละเอียดส่วนอื่นต่อไป

 

จิตใจมีหลายส่วน แบ่งเป็นหลักใหญ่ๆ ได้ดังนี้

๑)   ส่วนของ “ใจ”

พระพุทธเจ้าได้กล่าวว่า “ธรรมทั้งหลายมี ใจ เป็นประธาน” ในกายสังขารหนึ่งๆ นั้น บางกายสังขารมีจิตวิญญาณประชุมร่วมกันอยู่มากกว่าหนึ่งดวง เช่น ในคนที่เลี้ยงผีเลี้ยงเทพเทวดา เช่น เลี้ยงกุมาร เป็นต้น เช่น พระภิกษุบางรูปที่เลี้ยงกุมาร บางรูปมีกุมารรายล้อมอยู่มากกว่าหนึ่งตน และกุมารเหล่านั้น จะมาประชุมร่วมกันในกายสังขารของผู้เลี้ยง เพื่อใช้กายสังขารนั้นๆ ทำกิจที่ตนปรารถนา เช่น “กินอาหาร” ทุกครั้งที่ผู้เลี้ยงกุมาร เรียกให้กุมารมากินอาหารด้วย เจ้าของร่างก็จะมีจิตวิญญาณของกุมารเข้ามาประชุมร่วมกันในกายสังขารนั้นๆ มากมาย จิตวิญญาณของกุมารเหล่านี้ก็จะเข้ามากินอาหารของมนุษย์ โดยอาศัยกายสังขารของมนุษย์ที่หยาบมากพอที่จะกินอาหารหยาบของมนุษย์ โดยจิตวิญญาณทั้งหลายเหล่านี้ จะไม่อาจเป็นใหญ่เหนือใจของกายสังขารนั้นๆ ไปได้ ยกเว้นว่าจะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้จิตวิญญาณของตนเป็นใหญ่ในกายสังขารนั้นๆ เช่น การใช้เล่ห์เหลี่ยมวางแผนดลจิตดลใจให้กายสังขารนั้นๆ ตกเป็นเครื่องมือของตนเป็นต้น ปกติ ถ้าบุคคลมีการฝึกจิตฝึกใจที่ดีแล้ว จิตวิญญาณไม่ว่าจะกี่ดวงก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้ “ใจ” ทำตามคำสั่งของใจ เมื่อมาอาศัยในกายสังขารนั้นๆ เช่น หากใจของบุคคลไม่ต้องการจิตบางดวงแล้ว จิตดวงนั้นๆ ก็อาศัยในกายสังขารนั้นๆ ไม่ได้ ยกเว้นในคนที่มีพลังจิตใจตกต่ำมากๆ เช่น เลี้ยงผี แล้วถูกผีครอบงำ ผีก็จะครอบงำบงการ ใจของเขาไม่อาจต่อสู้ ไม่มีกำลังใจที่จะสู้ต่อจิตวิญญาณที่ครอบงำอยู่นั้นๆ ได้ สุดท้ายก็เสื่อมลงไป เป็นทาสของจิตวิญญาณนั้นๆ ไป ปกติ “ใจมนุษย์” มีกำลังมากกว่าสัตว์ชั้นต่ำ, อบายภูมิทั้งสี่ แต่ถ้าใจของมนุษย์ผู้ใดตกต่ำกว่าสัตว์ในอบายภูมิสี่แล้วก็จะถูกครอบงำด้วยจิตวิญญาณที่มาจากอบายภูมิสี่ได้ เช่น สัตว์นรก, เปรต (เช่น ปอบ-กระสือ), อสูร, และเดรัจฉาน เป็นต้น อนึ่ง คำว่า “ใจ” นี้ หากพิจารณาตามหลักการดูจิตแบบ “จิตตานุสติปัฏฐาน” ก็คือ จิตที่อยู่ส่วนเปลือก ไม่ใช่ “จิตในจิต” แต่หากพิจารณาตามกาย ต้องเรียกว่าเป็น “จิตสังขาร” คือ จิตที่อาศัยกับกายสังขารไม่อาจจุติออกไปได้ เมื่อกายสังขารตายลงก็จะสิ้นสภาพลงเท่านั้น ไม่เหมือนกับ “จิตวิญญาณ” ที่ประสานกับวิญญาณ และสามารถจุติออกทั้งๆ ที่ยังไม่ตายได้ เช่น ในคนที่มีจิตวิญญาณมากกว่าหนึ่งดวง เช่น คนที่เลี้ยงกุมาร สามารถสั่งกุมารที่มาอาศัยร่วมในกายสังขารของตน ออกจากกายสังขารไปทำกิจต่างๆ ได้ จิตวิญญาณกุมารก็ออกไปจากกายสังขารนั้นๆ ได้โดยกายสังขารนั้นๆ ไม่ตาย เพราะมีจิตสังขารประจำสังขารดูแลอยู่แล้วนั่นเอง นี่คือ ความแตกต่างของ “จิตและใจ” เบื้องต้น     

 

๒)   ส่วนของ “จิต”

๒.๑) จิตหลัก

จิตหลัก คือ จิตที่ประสานกับวิญญาณหลักของกายสังขารนั้น ครองร่างกายเป็นใหญ่อยู่เหนือจิตดวงอื่นๆ ปกติ ถ้าเพ่งด้วยตาทิพย์ จะเห็นกายทิพย์อยู่ในลูกแก้วธรรมกาย หรือลูกแก้วประจำกายสังขารที่มนุษย์ทุกคนจะมีอยู่ ถ้าลูกแก้วแตกก็หมายถึง “ใจแตกสลาย” คือ “ตายนั่นเอง” เพราะจะไม่มีจิตหลักที่ครองกายสังขารนั้นได้อีกต่อไป สำหรับกายทิพย์ที่ถอดออกนอกกายสังขารบางกายทิพย์ หากถูกทำร้ายจนกายทิพย์สลายไป กายสังขารของมนุษย์ผู้นั้นจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สิ่งที่ได้รับคือการสูญเสียกายทิพย์ที่ตนมีนั้นๆ ไป เพราะถูกทำลายสลายไปแล้วนั่นเอง ความสามารถพิเศษบางอย่างที่กายทิพย์นั้นๆ มีอยู่ก็จะหายตามไปด้วย เช่น กายทิพย์อสูร หากมาแฝงอยู่ในกายสังขารใด แล้วถูกทำลายจนสลายไปแล้ว เจ้าของกายสังขารนั้นเดิมอาจเป็นคนชั่วช้า แต่เมื่อกายทิพย์อสูรถูกทำลายลงไป จะความชั่วช้าจะหายไปด้วย แต่กายสังขารนั้นก็จะยังไม่ตาย 

๒.๒) จิตรอง  

จิตรอง คือ จิตที่ประสานกับวิญญาณรองๆ ลงไปของกายสังขารนั้นๆ ครองกายสังขารร่วมกับจิตวิญญาณหลัก แต่ไม่สามารถเป็นใหญ่ในกายสังขารนั้นได้ ไม่ได้อยู่ในลูกแก้วธรรมกาย หรือลูกแก้วประจำกาย หรือในดวงใจของกายสังขารนั้น จึงควบคุมกายสังขารนั้นได้ยาก หรือน้อยกว่าจิตหลัก จิตวิญญาณรองๆ นี้อาจมีมากกว่าหนึ่ง หรือไม่มีเลยก็ได้ ในกลุ่มคนที่ไม่ได้ฝึกจิตและมีพลังจิตน้อย ก็มักมีแต่จิตหลักดวงเดียวครองกายสังขาร แต่ในคนที่มีพลังจิตมาก ฝึกจิตได้ผลขั้นสูงแล้ว ก็จะมีจิตวิญญาณมากกว่าหนึ่งดวงมาช่วยกายสังขารนั้นๆ ทำกิจต่างๆ เช่น ในคนที่เลี้ยงกุมาร จิตวิญญาณของกุมารจะเข้ามาแทรกแฝงอยู่ร่วมในกายสังขารของผู้เลี้ยง ใครเลี้ยงเทพผีตนไหน เทพหรือผีตนนั้นก็มาอาศัยแฝงในกายสังขารร่างของผู้เลี้ยงนั่นเอง ทำให้ผู้เลี้ยงมีจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งดวงจิต เราเรียกจิตวิญญาณที่มาภายหลังเหล่านี้ว่า “จิตรอง” ซึ่งมีผลต่อกายสังขารและจิตหลักด้วยเพราะนอกจากจะช่วยในกิจต่างๆ แล้ว ยังดลจิตดลใจให้จิตหลักได้อีกด้วย บางครั้ง จิตรองก็หาวิธีครองความเป็นใหญ่ในกายสังขารนั้น ด้วยการวางแผนกำจัดจิตหลักให้ออกจากกายสังขารไปก็มี โดยเจ้าของร่างอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าจิตวิญญาณของกายสังขารของตนเปลี่ยนไปแล้ว นั่นคือ กายสังขารนั้นต้องรับกรรมถูกสับเปลี่ยนจิตวิญญาณแล้วนั่นเอง ในคนที่เลี้ยงผี เมื่อพลังจิตเสื่อมตกลง ผีอาจครอบงำร่างได้เช่นนี้    

 

การใช้ใจสอนจิต

บุคคลเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ มีกายสังขารเป็นมนุษย์แล้ว จะมี “ใจเป็นมนุษย์” เนื่องจากใจนั้นเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของกายสังขาร อันได้แก่ สมองและระบบประสาท ซึ่งบรรจุข้อมูลที่ได้รับจากการเรียนรู้ในสังคมมนุษย์มา จึงมีความเป็นมนุษย์อยู่ การใช้ใจสอนจิตก็เพราะเหตุว่า “จิตต่ำทรามกว่าความเป็นมนุษย์” ดังนั้น จึงต้องใช้ใจที่ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่มาสอนจิต ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. มีจิตต่ำทรามไม่อยู่ในศีลธรรม ไม่ทำความดี ทำแต่ความชั่ว นาย ก. ก็จะมีจิตเป็น “สัตว์นรก” ซึ่งจิตวิญญาณภายในของนาย ก. เมื่อตรวจดูด้วยตาทิพย์แล้วจะเห็นเป็นกายทิพย์ของ “สัตว์นรก” หรือตรวจดูด้วยคลื่นออร่าก็จะเห็นเป็นออร่าที่เสื่อม จัดอยู่ในประเภทสัตว์นรก แต่เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ การได้มีกายสังขารเป็นมนุษย์ อย่างน้อยก็ยังมี “ใจมนุษย์” อยู่ ใจมนุษย์นี้เอง ที่จะใช้ฟื้นความเป็น “มนุษย์” ให้แก่จิต เมื่อใช้ใจข่มความเป็นสัตว์นรกได้ จิตก็จะพัฒนามากขึ้น จนในที่สุด จิตวิญญาณภายในจะเปลี่ยน คือ จิตวิญญาณจะสลายแล้วเกิดใหม่ในกายสังขารเดิม เป็นกายทิพย์ที่ดีขึ้น คือ “กายทิพย์มนุษย์” เป็นอย่างต่ำ นั่นก็หมายความว่า “ใจข่มจิต ฝึกจิตได้สำเร็จ” เมื่อจิตวิญญาณภายในมีความเป็นมนุษย์แล้ว ก็สามารถรับธรรมะจากพุทธศาสนาได้ อนึ่ง มนุษย์แต่ละคนไม่อาจรับธรรมะได้ทั้งหมด ต้องรอดูความพร้อมว่าจิตวิญญาณภายในของเขาจะพัฒนามาพร้อมหรือยัง ซึ่งจะพร้อมเมื่อมีจิตวิญญาณภายในตั้งแต่ “มนุษย์” ถึง “พรหม” และ “โพธิสัตว์” เหล่านี้ ก็สามารถเข้าถึงธรรมได้ สำหรับเทวดาที่ไม่อาจสอนได้ เช่น มาร นั้น บางท่านก็สามารถโปรดให้กลับตัวกลับใจได้เหมือนกัน แต่มีน้อยมาก จึงมักกล่าวว่ามารสอนไม่ได้ เสียเป็นส่วนใหญ่  

 

การที่บุคคลจะพร้อมที่จะฝึกจิตนั้น จิตต้องพร้อมรับธรรมก่อนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นการใช้ใจฝึกจิต จึงเป็นวิธีการเตรียมความพร้อมเริ่มแรก ที่จะยกระดับจิตวิญญาณภายในของมนุษย์แต่ละคน ให้ฟื้นคืนกลับสู่ความดีงาม ไม่ว่าจะเป็นแบบ “มนุษย์” หรือ “พรหม” หรือ “โพธิสัตว์” ก็ตาม จิตวิญญาณที่ต้องได้รับการยกระดับ ได้แก่ จิตวิญญาณที่มีพัฒนาการต่ำในระดับ สัตว์นรก, เปรต, อสุรกาย, และสัตว์เดรัจฉาน หรือจิตวิญญาณระดับ “อบายภูมิสี่” นั่นเอง (นอกจากนี้ยังมีจิตมารที่ต้องฟื้นฟูก่อนสอน) เมื่อจิตวิญญาณเหล่านี้พัฒนาพร้อมรับธรรมแล้ว ก็จะสามารถฝึกจิตปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้าต่อไป

 

อนึ่ง โลกในยุคปัจจุบันนั้น มีจิตวิญญาณชั้นต่ำมาเกิดมากมาย บ้างมาจากนรกภูมิ, เปรตภูมิ, เดรัจฉานภูมิ, อสูรภูมิ ฯลฯ การจะสอนสัตว์เหล่านี้ได้ แม้พวกเขาจะมีกายสังขารเป็นมนุษย์ มีใจเป็นมนุษย์ แต่เพราะจิตวิญญาณมีพัฒนาการเสื่อมอย่างนี้ จึงต้องหากุศโลบายสารพัดวิธี เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณให้พร้อมก่อน สำหรับสัตว์นรกที่ไม่มีศีลธรรมแล้ว ศีลธรรมเป็นเครื่องแก้ไข เป็นเครื่องปลดปล่อยจากนรกได้ดีที่สุด สำหรับเปรตแล้ว การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ละความตระหนี่ หรือ “ทาน” นั้น เป็นเครื่องปลดให้หลุดพ้นจากภพเปรตได้ดีที่สุด สำหรับอสูรที่เกลือกกลั้วอยู่ด้วยอบายมุขนั้น แม้ศีลก็ไม่สามารถถือได้ บ้างถ้าขาดเหล้าเท่ากับขาดใจตายทีเดียว ด้วยเหตุนี้ ศีลก็เอาไม่อยู่ ดังนั้น “คุณธรรม” ก็อาจเป็นเครื่องแก้ได้ แม้อสูรจะไม่มีศีล แต่ถ้าเป็นอสูรที่มีคุณธรรม เช่น มังกรทอง ก็อาจได้หลุดพ้นจากความเป็นอสูรเร็วขึ้น อสูรนั้นเป็นสัตว์ที่ข่มใจให้ไม่กระทำได้ยาก จึงถือศีลยาก แต่การให้กระทำความดีชดใช้ เช่น มังกรที่รับใช้พระโพธิสัตว์นั้น ก็สามารถหลุดพ้นจากความเป็นอสูรได้เร็ว ดังนั้น อสูรจึงยังพอที่จะสามารถถือคุณธรรมบางตัวได้เช่นกัน ส่วนสัตว์เดรัจฉานนั้นแม้ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าพวกสัตว์นรกหรืออสูร แต่ก็ขาดความเป็นมนุษย์ไป เพราะความเอาแต่ตัวเองรอดไปวันๆ จึงกลายเป็นเพียงเดรัจฉานที่หากินไปวันๆ หรือหนีผู้ล่าไปวันๆ คนกรุงเทพฯ มากมาย ที่ไม่ใช่คนจิตใจเลวทราม แต่จิตใจพัฒนาการน้อยกว่าความเป็นมนุษย์ เหลือเพียงแค่เดรัจฉานนั้นมีอยู่มาก

 

คำว่า “มนุษย์คือสัตว์ที่สอนได้ พัฒนาจิตใจได้” ไม่ใช่สัตว์นรกที่รับกรรมไปวันๆ จนไม่มีโอกาสที่จะกระทำความดี หรือเดรัจฉานที่ไม่มีอวัยวะพร้อมที่จะประกอบคุณงามความดีก็หาไม่ มนุษย์แม้จะมีกรรมมากมายรุมเร้าขนาดไหนก็ตาม แต่ก็ยังมีอวัยวะที่เมื่อใส่ความพยายามลงไปแล้ว ก็ย่อมจะสามารถทำคุณงามความดีได้ มนุษย์ในยุคปัจจุบัน แม้ไม่ใช่คนเลว แต่ก็มีจำนวนมากที่มักทำงานตัวเป็นเกลียวและกล่าวเสมอว่า “ไม่มีเวลาทำความดีเลย” นี่คือคำกล่าวสำหรับท่านที่มีจิตวิญญาณตกต่ำลงระดับ “เดรัจฉาน” แล้ว กล่าวคือ ไม่มีความสามารถพอที่จะกระทำความดีได้ ได้แต่เอาตัวเองรอด หากินไปวันๆ เหมือนสัตว์เดรัจฉาน คือ มีเพียงแค่กิจกรรม กิน, ถ่ายอุจจาระ, สืบพันธุ์, นอน เท่านั้น สำหรับมนุษย์ที่ไม่มีเวลาก่อคุณงามความดี แต่มีเวลาไปเสพโลกีย์สุขนั้น จัดเป็นผู้มีจิตวิญญาณระดับ “เทวดา” เรียกได้ว่า “เทวดาเดินดิน” คือ ทำตัวสูงลอยไม่ติดดิน เสวยบุญเก่าผลาญให้หมดไป รอเวลาตกจากสวรรค์ เมื่อหมดบุญ ก็ต้องชอกช้ำระกำใจไปเท่านั้นเอง การฝึกคนที่มีจิตวิญญาณระดับเดรัจฉานได้นั้น ต้องนึกถึงการฝึกสัตว์เดรัจฉาน เช่น การฝึกสุนัข มนุษย์บางคนไม่สนใจอะไรเลยนอกจากการเอาตัวเองรอดไปวันๆ ทำตัวเลียแข้งเลียขาไปวันๆ นั้น จิตวิญญาณของเขาอาจเป็นสุนัข เราสามารถจะใช้วิธีฝึกสุนัขมาประยุกต์ใช้ฝึกจิตคนประเภทนี้ได้ คือ การใช้ “ของรางวัลหลอกล่อให้ทำความดี” นั่นเอง           

 

พระพุทธเจ้าทรงหาวิธีให้ “ใช้ใจสอนจิต” เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อปูพื้นจิตวิญญาณของพระสาวกให้พร้อมรับธรรมของพระองค์ ที่เรียกว่า “พระธรรมวินัย” หรือ “ศีล” นั่นเอง ศีลนี้ เป็นเครื่องวัดที่ดีว่าบุคคลมีความพร้อมหรือยังที่จะรับธรรมและสามารถปฏิบัติจนบรรลุมรรคผลได้หรือไม่ ถ้าบุคคลสามารถประคองศีลห้าได้จริงๆ จังๆ จิตวิญญาณของเขาก็จะพัฒนาสูงขึ้นอย่างต่ำเป็น “จิตวิญญาณมนุษย์” แต่ถ้ารับศีลห้าแล้วยังไม่สามารถทำได้เลย ก็แสดงว่าจิตวิญญาณภายในยังไม่มีความพร้อมที่จะฟังธรรมแล้วบรรลุได้ และนำไปสู่การโต้เถียง ทะเลาะเบาะแว้งกันเปล่าๆ ท่านก็จะไม่เทศนาแก่ผู้นั้น ยกตัวอย่างเช่น องคุลีมาร ซึ่งฆ่ามนุษย์ขาดศีล จิตวิญญาณภายใน ขาดความเป็นมนุษย์ไปแล้ว แต่พระพุทธเจ้าทรงใช้กุศโลบายทรมาน จนในที่สุด องคุลีมาร ยอมจำนน และละเว้นการฆ่าสัตว์ ฆ่ามนุษย์ วางดาบลงแล้วรับธรรมได้ในที่สุด ซึ่งถ้าหากองคุลีมาร ไม่กลับตัวกลับใจอย่างนี้ ก็ไม่สามารถรับธรรมจนบรรลุมรรคผลอะไรได้เลย ดังนี้ สำหรับสาวกรุ่นหลังๆ ที่มีจิตวิญญาณต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ พระพุทธเจ้าจึงทรงให้ใช้ “ศีล” เป็นเครื่องข่มจิต ใช้ใจเป็นเครื่องบังคับจิตให้มีศีลพัฒนาจิตวิญญาณภายในให้พร้อมรับธรรมก่อนนั่นเอง ส่วนพระสาวกรุ่นแรกๆ ที่มีจิตวิญญาณระดับสูง เช่น พระอัญญาโกญทัญญะ, พระสารีบุตร เหล่านี้ ล้วนรับธรรมก่อนศีลทั้งสิ้น ดังพุทธประวัติจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตราศีลขึ้นในทันที แต่ทรงตราหลังจากมีพระสาวกจำนวนมากแล้ว พระสาวกที่บวชก่อนหน้านั้น ท่านไม่ได้ตราศีลให้ถือเลย และยังสามารถบรรลุอรหันต์ได้ทั้งสิ้น นี่แสดงว่าศีลที่ได้รับการตราขึ้นนั้น ไม่ใช่เครื่องบ่งบอกถึงความสามารถในการบรรลุอรหันต์ แต่เป็นเครื่องช่วยให้ผู้มีจิตวิญญาณระดับต่ำพัฒนาจิตวิญญาณของตนให้พร้อมรับธรรมนั่นเอง 

 

สรุปวิธีพัฒนาจิตด้วยใจ

ยุคสมัยปัจจุบันนั้นเป็นยุคที่สัตว์มีกรรมมากบุญน้อยมาเกิด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าซึ่งมาจากภูมิต่ำหรืออบายภูมิ พระสาวกที่จุติมาช่วยพระพุทธเจ้านั้น ส่วนหนึ่งปรารถนาพุทธภูมิเช่น พระสาวกกลุ่มแรกๆ ที่ทรงประกาศธรรม หลังจากนั้นเป็นสาวกที่มาจากอบายภูมิเป็นส่วนใหญ่ สาวกบางองค์มีสภาพชีวิตตกต่ำเหมือนตกนรกมาก่อน เช่น ภิกษุณีโกกิลา ที่ต้องเป็นนางทาส เป็นต้น ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่าพระพุทธศาสนา ยุคของพระพุทธเจ้าสมณโคดมนั้น เกิดมาเพื่อโปรดสัตว์เบื้องล่าง หรือสัตว์ชั้นต่ำเช่น สัตว์ที่มาจากอบายภูมิ โดยมีเหล่าโพธิสัตว์ที่จุติลงมาช่วยสืบสานพุทธศาสนา และรักษาพระธรรมไว้ให้บริสุทธิ์ บางท่านเมื่อเห็นคนที่มาจากอบายภูมิ ก็เบือนหน้าหนี เพราะสอนได้ยาก หันไปสอนคนที่เก่งและมีปัญญาดีแทน เช่น เหล่าโพธิสัตว์กันเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง แท้แล้วเหล่าโพธิสัตว์จุติลงมาไม่ใช่เพื่อเอาตัวเองหลุดพ้น แต่เพื่อให้สัตว์เหล่าล่างจากอบายภูมิ หลุดพ้นไปก่อนตนต่างหาก การที่ไม่ยอมลดตัวลงไปฉุดเหล่าสัตว์ที่สอนได้ยาก เอาแต่คลุกคลีอยู่กับหมู่โพธิสัตว์ที่เข้าใจกันเอง ก็เท่ากับไม่ทำหน้าที่ที่ควรให้สำเร็จ ดังนั้น หากต้องการเจริญรอยตามพระพุทธเจ้าสมณโคดม โปรดสัตว์ให้เหมาะสมกับยุคสมัยแล้ว ผู้มีปัญญาต้องไม่มัวคลุกคลีอยู่กับผู้มีปัญญาด้วยกัน หรือผู้ที่สรรเสริญเยินยอหรือเข้าใจตนเท่านั้น แต่ต้องอุทิศตนลงไปฉุดช่วยคนที่มาจากเบื้องล่างที่มีจิตตกต่ำระดับอบายภูมิ ซึ่งเขาเหล่านี้มีปัญญาน้อยและไม่เข้าใจเหล่าผู้มีปัญญา มักต่อต้านและก่อกรรมต่อผู้มีปัญญา แต่ผู้มีปัญญาก็ต้องลงไปฉุดช่วยผู้คนเหล่านี้ ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ในส่วนต่อไปนี้ เป็นวิธีการพัฒนาจิตวิญญาณโดยใช้ใจมนุษย์เป็นเครื่องช่วยพัฒนา ดังต่อไปนี้      

 

๑)   ศีลธรรม ช่วยพัฒนาจิตสัตว์นรก

คนที่หมดหนทาง หมดบุญ จนตรอกจนต้องทำสิ่งที่ไร้ศีลธรรมโดยไม่มีความอยากทำนั้น มักตายไปแล้วตกนรกเช่น คนที่รับจ้างฆ่าวัวควายเลี้ยงชีพเพราะอับจนตกยาก, คนที่ต้องขโมยทรัพย์ผู้อื่นเลี้ยงชีพ เมื่อได้พบคนประเภทนี้แล้ว ควรหาทางช่วยเหลือให้มีปัจจัยดำรงชีพก่อน แล้วแลกด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะรักษาศีลให้ได้ เหมือนดังพระพุทธเจ้าที่ทรงหาวิธีให้พระสาวกยังชีพได้ด้วยการบิณฑบาต เพื่อให้พระสาวกไม่ต้องทำผิดศีล แต่ต้องแลกด้วยการถือศีล นั่นเอง เมื่อพระสาวกที่เคยมีจิตตกต่ำลงจากภูมิของมนุษย์ ได้ถือศีลพอควรแล้ว จิตวิญญาณภายในก็จะพัฒนาขึ้นเป็น “มนุษย์” ที่สอนได้ในที่สุด

 

๒)   คุณธรรม ช่วยพัฒนาจิตอสูร

อสูรเป็นพวกที่มีความกดดัน อัดอั้นตันใจ และมีพละกำลังมาก การห้ามไม่ให้กระทำจึงยากสำหรับอสูร แต่การให้ทำคุณงามความดีชดใช้กรรม เพื่อลดทอนกรรมที่บังตาและนำพาไปให้เป็นอสูรนั้น จึงง่ายกว่า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงโปรดองคุลีมาร ผู้เป็นโจรฆ่ามนุษย์ด้วยความหลงผิด มีความเป็นอสูรอยู่ พระพุทธเจ้าทรงใช้อิทธิฤทธิ์ทำให้องคุลีมารเดินตามมาฆ่าแต่ไม่สามารถถึงพระองค์ได้ จนในที่สุดองคุลีมารต้องยอมจำนน และขอให้พระพุทธองค์หยุด ท่านกลับตอบไปว่า “ท่านหยุดแล้ว แต่องคุลีมารยังไม่หยุด” ทำให้องคุลีมารสงสัยว่าพระพุทธองค์ที่ทรงดำเนินไปข้างหน้าจะหยุดแล้วได้อย่างไร ท่านก็กลับตอบว่า “ท่านหยุดก่อกรรมชั่วแล้ว แต่องคุลีมารยังไม่หยุด” ฝ่ายองคุลีมาร ได้ยินเข้า ก็เกิดความเลื่อมใส ด้วยเพราะพื้นฐานจิตใจไม่ใช่คนเลว ตั้งใจเข้าศึกษาในลัทธิธรรม แต่ถูกแกล้งให้หลงไปฆ่าคนเสียด้วยความศรัทธาในอาจารย์นั้น แต่ขาดปัญญา เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าจึงเกิดความศรัทธาใหม่ต่อพระองค์ ละทิ้งแนวทางที่ผิดเสีย ปฏิบัติในทางที่ถูกต้อง จนสำเร็จอรหันต์ในที่สุด อสูรส่วนใหญ่มีความศรัทธามากแต่ปัญญาน้อยและถูกพญาอสูรครอบงำให้ทำชั่วจนต้องรับวิบากกรรมเป็นอสูรไปในที่สุด การโปรดเหล่าอสูรอย่างหนึ่ง จึงต้องทำให้พวกเขาศรัทธาต่อเรามากกว่าแนวทางเดิมก่อน จากนั้น จึงค่อยให้ปัญญาในภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่มักต้องใช้อิทธิฤทธิ์ปะลองกันจนฝ่ายอสูรยอมแพ้และเกิดความศรัทธาในที่สุด นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ในการโปรดอสูร

 

๓)   ทาน ช่วยพัฒนาจิตเปรต

สัตว์มีจิตวิญญาณเสื่อมลงไปเป็นเปรตด้วยเหตุว่าความตระหนี่ถี่เหนียวและความหิวโหยเป็นอาจิณ ดังนั้น การให้ฝึกเอาชนะความหิวโหย เช่น การฝึกฉันอาหารมื้อเดียว จึงเป็นเครื่องพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้นพ้นไปจากเปรตภูมิ นอกจากนี้ บุคคลยังสามารถหลุดพ้นจากความเป็นเปรตได้ด้วยการทำทาน มีจิตที่พ้นไปจากความตระหนี่ถี่เหนียวหวงทรัพย์ของตน เมื่อจิตวิญญาณหลุดพ้นจากความเป็นเปรต มีจิตวิญญาณที่สูงขึ้น ตั้งแต่ระดับมนุษย์ขึ้นไป ก็สามารถรับธรรมไปน้อมจิตปฏิบัติจนบรรลุมรรคผลได้ในที่สุด 

 

๔)   เครื่องล่อให้ทำดี ช่วยพัฒนาจิตเดรัจฉาน

สัตว์เดรัจฉานสนใจแต่เอาตัวเองรอดไปวันๆ หากินไปวันๆ คนมักจับสัตว์เดรัจฉานได้ด้วยการล่อด้วยอาหารของมัน ดังนั้น “การใช้เครื่องล่อ” เป็นกุศโลบายในการฝึกจิตมนุษย์ที่มีจิตเป็นเดรัจฉานนั้น จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงเคยใช้วิธีหลอกล่อด้วย “นางฟ้า” เพื่อให้พระสาวกปฏิบัติธรรม กล่าวคือ พระสาวกรูปหนึ่งมีความต้องการสึกเพื่อไปแต่งงานมีครอบครัวมาก ไม่คิดอย่างอื่นใดนอกจากการสืบพันธุ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงพาไปดูนางฟ้าที่สวยยิ่งกว่ามนุษย์ เมื่อภิกษุรูปนั้น เห็นเข้าก็ละความอยากแต่งงานกับนางมนุษย์ พระพุทธเจ้าก็หลอกล่อว่าจะให้นางฟ้าเป็นภรรยา แต่ต้องยอมปฏิบัติธรรมให้สำเร็จก่อน เมื่อภิกษุรูปนั้นปฏิบัติจิตสำเร็จแล้ว ก็เกิดปัญญาแจ้งเห็นความหลงในรูปในกามของตน และละอายไม่คิดได้นางฟ้าเป็นภรรยา ตั้งใจบำเพ็ญธรรมต่อไป นี่คือ วิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ และเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เฉกเช่นกัน  

 

๕)   อภัยทานยามอับจน ช่วยพัฒนาจิตมาร

ในสมัยพุทธกาล มารเป็นสัตว์ที่สอนไม่ได้ เพราะทะนงถือตัว มีบุญค้ำคออยู่ มองไม่เห็นกรรมที่กำลังตามมาข้างหลัง ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่ามารนั้นสอนไม่ได้ จะต้องไปละจิตมารเสียก่อน จึงมีความคิดเห็นตรงตามความจริง ก็พร้อมที่จะรับธรรมได้ ในสมัยปัจจุบันมารมาจุติในพุทธศาสนาเยอะมาก จำเป็นต้องหาวิธีช่วยมารในยุคนี้ด้วย เพราะหาไม่แล้ว มารก็จะรังควาญและขัดขวางงานพุทธศาสนามากมาย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาวิธีช่วยมาร วิธีที่เคยใช้คือ การรอให้มารหมดบุญก่อน แล้วรับกรรมยากลำบากอยู่ จึงค่อยเข้าไปยื่นมือช่วยเหลือในขณะที่มารไม่มีใครอีก มารก็จะเห็นใจเรา เชื่อใจเรา และยอมรับในสิ่งที่เราเสนอให้ เมื่อเราให้ความเมตตาแก่มารในยามอับจนแล้ว มารซาบซึ้งใจดีแล้ว จิตมารจะค่อยๆ สลายกลายเป็นจิตที่ดีงาม เมื่อจิตมารสลายหมด กลายเป็นจิตที่พร้อมรับธรรมแล้ว จึงค่อยๆ สอนธรรมให้ต่อไป อนึ่ง มารเป็นเทวดาชั้นที่ห้าและหก ซึ่งอยู่สูงกว่าโพธิสัตว์ที่อยู่ชั้นที่สี่ (ดุสิต) เสียอีก ดังนั้นมารจึงทะนงตนถือตัวว่าสูงส่งมาก ทำให้สอนได้ยาก แต่เมื่อมารหมดบุญแล้วก็จะพบกับความยากลำบากอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว มนุษย์ในปัจจุบันจำนวนมากมีจิตวิญญาณเป็นมาร มีชีวิตที่เคยรุ่งเรืองแล้วก็ตกต่ำ ดังนั้น มนุษย์จำนวนมากนี้ก็รอรับความช่วยเหลือด้วยวิธีที่กล่าวมานี้เช่นกัน

 

การฝึกจิตและการใช้จิตสอนใจ

จิตคือ ตัวรู้ หากจิตวิญญาณมีพัฒนาการมากในระดับไหนก็จะรู้มากได้ถึงระดับนั้นๆ ไม่ได้แปลว่าจิตคือผู้รู้ไปหมด เพราะจิตหลายดวงไม่มีพัฒนาการถึงสัพพัญญูญาณ ดังนั้น จึงไม่ได้แปลว่าจิตทุกดวงต้องรู้ทุกอย่าง จิตเป็นผู้รู้ก็จริง แต่ก็มีขีดจำกัดในการรู้ ตามกำลังการบำเพ็ญบารมีมา ตามแต่พัฒนาการของจิตแต่ละดวง แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น “จิตวิญญาณระดับพรหม” ก็จะรู้ระดับพรหม มักทำนายทายทักอนาคตคนได้ เป็นต้น ส่วน “จิตวิญญาณระดับเดรัจฉาน” ก็จะรู้แต่การเอาตัวรอดไปวันๆ เท่านั้น การใช้จิตสอนใจนั้น จะทำให้ใจมีพัฒนาการเพิ่มมากขึ้น และใจรับรู้ข้อมูลที่จิตมีได้มากขึ้น เราเรียกวิธีการฝึกนี้ว่า “การสื่อจิต” โดยการฝึกแบบ “จิตตานุสติปัฏฐาน” ก็ได้ หรือจะฝึกแบบ “จิตสู่จิต” แบบเซนก็ได้ เช่นกัน โดยเป้าหมายของการฝึกจิตคือการยกระดับขีดความสามารถของจิตวิญญาณให้สูงขึ้น เมื่อจิตวิญญาณภายในของเรามีความสามารถสูงขึ้น ก็จะเป็นพลังอำนาจที่จะขับดันให้เราใช้ความสามรถทางจิตในด้านต่างๆ ได้กว้างขวางขึ้น เช่น ด้านปัญญา, ด้านพลังจิต, ด้านอิทธิฤทธิ์ เป็นต้น กระบวนการฝึกจิตให้พัฒนาขึ้น แล้วนำจิตมาสอนใจนั้น เป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อเนื่องกัน โดยการฝึกจิตนั้นเปรียบเหมือนการซ้อม ส่วนการใช้จิตมาสอนใจเปรียบเหมือนการขึ้นเวทีจริง เช่น ท่านที่พิจารณาธาตุสี่อยู่คือกระบวนการฝึกจิต ให้จิตพัฒนาสูงขึ้น แต่เมื่อพิจารณาสำเร็จ จิตพัฒนาสูงขึ้นจนเกิดปัญญาแจ้งด้วยตนเองแล้ว ก็นำปัญญาที่จิตมีตามพัฒนาการนั้นๆ มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงต่อไป กระบวนการที่ใช้ความสามารถพิเศษของจิตมาสอนใจเพื่อแก้ปัญหาชีวิตก็คือ กระบวนการใช้จิตสอนใจนั่นเอง ในบทความฉบับนี้ จะไม่ขออธิบายถึงการฝึกจิตมากนัก เพราะได้อธิบายไว้มากแล้วในบทความฉบับอื่นๆ

 

การฝึกใจและการใช้ใจบริหารจิต

การฝึกใจให้มีฤทธิ์ เรียกว่า “มโนมยิทธิ” คำว่า “มโนมยิทธิ” ไม่ได้แปลว่าถอดกายทิพย์ได้ แต่แปลว่า “ฤทธิ์ทางใจ” กล่าวคือ เมื่อใจมีฤทธิ์แล้ว ใจจะสั่ง ใจจะนึกคิดอะไรก็สามารถเป็นจริงได้อย่างนั้น เช่น สั่งให้กายทิพย์ถอดออกไปยังที่ใดๆ ก็ได้ แต่การที่จะมองเห็นกายทิพย์ออกไปยังที่ใดได้นั้น จำต้องสำเร็จตาทิพย์เสียก่อน ปกติแล้ว กายทิพย์ชั้นนอกสุดของมนุษย์สามารถหลุดออกมาเองได้ เราเรียกว่า “เจตภูต” โดยเจตภูตนี้จะทำงานตามธรรมชาติ เป็นอัตโนมัติ และเริ่มเดิมทีจะไม่อยู่ในอำนาจของใจ เมื่อบุคคลได้ฝึกใจให้มีฤทธิ์ดีแล้ว ก็สามารถใช้ฤทธิ์ทางใจ ควบคุมเจตภูตได้ทุกตน บางท่านมีเจตภูต หรือกายทิพย์ หลายตนหลายแบบ เพราะจิตวิญญาณมีพัฒนาการสูงมากๆ ก็สามารถใช้ใจที่ฝึกดีแล้วนี้ บริหารควบคุมจิตวิญญาณหรือกายทิพย์ หรือเจตภูตได้ทั้งหมด บางท่านมีจิตวิญญาณประชุมในกายมากกว่าหนึ่ง ทำให้มีความสับสนในชีวิตมาก เหมือนคนผีเข้าผีออก จำเป็นต้องฝึกใจให้มีฤทธิ์มากขึ้นไปอีก เพื่อควบคุมจิตทุกดวงให้ได้ เมื่อจิตทุกดวงมีใจเดียวเป็นประธานแล้ว ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติสุข ในบทความฉบับนี้จะไม่ลงรายละเอียดในส่วนนี้ เพราะได้อธิบายไว้ในบทความฉบับอื่นแล้ว  

 

การฝึกประสานจิตใจเป็นหนึ่ง

ขั้นสุดท้ายของการฝึกจิตและฝึกใจ คือ การประสานการทำงานของจิตและใจเป็นหนึ่งเดียวคือ “มีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน” ให้ได้ เมื่อบุคคลมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว การจะทำกิจการงานใดก็สำเร็จได้สมความมุ่งมาดปรารถนา ไม่มีปัญหาสับสนในตัวเอง หรือมีหลายจิตหลายใจอีกต่อไป อนึ่ง ในขั้นสุดท้ายที่ต้องประสานจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ ได้อธิบายไว้ในบทความฉบับอื่น ซึ่งท่านสามารถค้นคว้าได้ จึงไม่ลงรายละเอียดในฉบับนี้

 

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอให้ท่านทั้งหลายลองฝึกจิตและใจแยกกันดู แล้วค่อยประสานจิตและใจเป็นหนึ่งเดียวกันก็จะทราบชัดเจนว่าจิตและใจนั้นคนละส่วนกัน, หน้าที่, ความสามารถในการทำกิจก็ต่างกัน อนึ่ง การฝึกจิตและใจนี้เป็นด่านสำคัญของพระอนาคามี ที่จิตช่วงรอยต่อจากสกิทาคามีเข้าสู่อนาคามี การฝึกในที่นี้จึงหวังผลเป็น “อนาคามีผล” นั่นเอง



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน