• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : samantrapat@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 53902
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2552
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 3074 , 09:02:10 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ศาสนธรรม “อาตมัน ๓ มุมมอง”

 

เคยสงสัยหรือไม่ว่าเราที่แท้จริงคืออะไรกัน ร่างกายนี้ หรือจิตวิญญาณ อะไรที่เป็นเราอันแท้จริง เราคือร่างกายสังขารนี้จริงไหม หรือเราคือจิตวิญญาณ หรือเราไม่ใช่วิญญาณ เราคือจิตอย่างเดียว หรือแม้แต่จิตก็ยึดเอาว่าเป็นเรายังไม่ได้ อะไรกันแน่ที่เป็นเรา การที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ มีความเป็นเรามากขนาดไหน หรือว่าเราต้องทำตามคำสั่งของผู้อื่นอยู่ตลอด ตอบสนองความต้องการของผู้อื่นอยู่ตลอด แล้วตัวเราจะถือว่ามีสิทธิ์ในตัวเราได้แท้จริงหรือ อะไรกันแน่ที่เป็นเรา ตัวเราที่แท้จริงนั้นคืออะไรกันแน่ อนึ่ง ในศาสนาพราหมณ์มีคำว่า “อาตมัน” ซึ่งเป็นปริศนาธรรมให้เหล่าพราหมณ์ผู้บำเพ็ญจิตขบคิดว่า “อะไรคืออาตมัน” พราหมณ์โบราณส่วนใหญ่ จะค้นพบ “อาตมัน” ในสภาวะที่สามารถกลับไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของ “ปรมาตมัน” หรือ เทพเจ้าที่แต่ละคนนับถือได้ ใครนับถือเทพเจ้าองค์ใดเมื่อเข้าถึงปรมาตมันแล้ว เขาหรืออาตมัน ก็จะกลับไปหลอมรวมกับเทพเจ้าองค์นั้น จวบจนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงเข้ามาศึกษาพราหมณ์ และในที่สุดก็ทรงตรัสรู้และทรงค้นพบ “นิพพาน” คือ สภาวธรรมที่เข้าถึงได้ด้วยสภาพอันไม่เที่ยง, ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกู, และเป็นทุกขังกระทบกระทั่งกันตลอดเวลา เมื่อเข้าถึงแล้วย่อมดับสูญไปซึ่งการเวียนว่ายตายเกิด และทุกขเวทนาทั้งมวล ดังนั้น คำว่า “อาตมัน” ที่พระพุทธเจ้าค้นพบจึงกลายเป็นการค้นพบใหม่ของพราหมณ์ทั้งหลายในขณะนั้น ดังนั้น พระองค์จึงคิดที่จะประกาศศาสนาใหม่ เพราะมีแนวคิดที่แตกต่างจากพราหมณ์เหล่าอื่นในขณะนั้นนั่นเอง บทความฉบับนี้ จะขอกล่าวถึง “อาตมัน” ในแง่มุมต่างๆ ดังต่อไปนี้ 

 

๑)   อาตมัน คือ ร่างกายของเรา สิ่งต่างๆ ของเราและสิ่งที่เราครอบครองได้

อาตมันแบบนี้เกิดจาก “อวิชชา” คือ ความหลงผิดไปว่าสิ่งต่างๆ นั้น สามารถยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้เป็นสรณะ ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง, ไม่อาจเป็นตัวเป็นตนได้จริง, และเป็นเหตุแห่งทุกข์ จึงไม่อาจยึดมั่นถือมั่นเป็นสรณะอันใดได้เลย ในคริสต์ศาสนา สอนว่าพระเจ้าได้สร้างทุกอย่างมาให้แก่มนุษย์เรียบร้อยดีแล้ว มนุษย์ไม่จำเป็นต้องกังวลหรือด้นรนแสวงหา สามารถทำจิตให้นิ่งเย็นแล้วเตรียมพร้อมรับทุกอย่างที่จะเข้ามาในชีวิตเท่านั้นก็พอ แต่เมื่อความเข้าใจในคริสต์ศาสนาคลาดเคลื่อนออกไป กลายเป็นลัทธิล่าอาณานิคม โดยการอ้างว่าพระเจ้าให้โลกนี้แก่เขาครอบครอง พวกเขาจึงคิดที่จะครอบครองโลก เป็นต้น คริสเตียนบางคนที่อ่อนแอและไม่เข้าใจในคำสอนของพระเยซูบางคนเข้าใจคลาดเคลื่อนถึงขนาดทำตัวเป็นพระเจ้าเสียเอง ด้วยการลิขิตชีวิตให้ผู้อื่น ยุยงให้ผู้อื่นที่รักกัน ให้เลิกกัน แล้วหาคู่ให้เขาใหม่ก็มี อันนี้ ผู้เขียนได้มีประสบการณ์พบมาเหมือนกัน นี่เป็นผลจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกู ความหมายของอาตมันของพวกเขาจึงเป็นไปในลักษณะของการยึดมั่นครอบครอง, บงการ, บังคับสิ่งต่างๆ

 

๒)   อาตมัน คือ ส่วนหนึ่งของปรมาตมันที่แบ่งออกเพื่อทำกิจแล้วจะรวมใหม่

พราหมณ์เหล่าหนึ่งได้ค้นพบว่า “อาตมัน” นั้น เป็นการแบ่งส่วนออกมาจากปรมาตมัน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเทพเจ้า หรือพราหมณ์ผู้บำเพ็ญจิตก็คือส่วนหนึ่งของเทพเจ้าที่ตนค้นพบ และเมื่อถึงวันหนึ่งจะกลับไปรวมกันใหม่ เป็นหนึ่งเดียวกัน พราหมณ์เหล่านี้จะบำเพ็ญบารมีด้วยการรวมจิต รวมดวงจิตหลายดวงเข้าด้วยกันกับดวงจิตที่มีบารมีมาก เป็นเทพเจ้าประจำอยู่ในกายสังขารของตน พราหมณ์ที่ค้นพบอย่างนี้ไม่ผิด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นอย่างนี้ พราหมณ์เหล่าที่เป็นแบบนี้มีอยู่จริง และจะได้ผลอย่างที่เขาบำเพ็ญอยู่นี้ คือ การกลับไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของจิตวิญญาณที่ถูกแบ่งส่วนออกมา การบำเพ็ญในลักษณะนี้ คือ การบำเพ็ญเพื่อการรวมบารมีให้เป็นหนึ่งเดียว หลังแบ่งภาคจิตแล้ว ผลจากการบำเพ็ญตามแนวคิดนี้ ก็จะได้กลับสู่เทพเจ้าที่ตนนับถือ และมีสภาวะคล้ายเทพเจ้าที่ตนนับถือนั้นๆ คือ ยังเวียนว่ายตายเกิดมาช่วยมนุษย์อยู่ ไม่ต่างจากพระนาราย ที่ก็ยังต้องเวียนว่ายมาช่วยมนุษย์เช่นกัน ยังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด แนวคิดนี้ เหมาะสำหรับท่านที่ยังไม่ปรารถนานิพพาน แต่ปรารถนาจะบำเพ็ญบารมี เช่น โพธิสัตว์  

 

๓)   อาตมัน คือ ผลจากการปรุงประกอบของเหตุปัจจัยอันไม่เที่ยงไม่ใช่อัตตา

พราหมณ์เหล่าหนึ่งได้ค้นพบว่า “อาตมัน” นั้น เป็นเพียงผลจากการปรุงประกอบของเหตุปัจจัยอันไม่เที่ยง ไม่ใช่อัตตา เหตุปัจจัยเหล่านั้น จำแนกได้ ๗ ชนิด คือ ธาตุทั้งเจ็ด อันได้แก่ มโนธาตุ, วิญญาณธาตุ, อากาศธาตุ, ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟ ซึ่งทั้งเจ็ดธาตุนี้ล้วนไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปไม่อาจบังคับได้ตามใจต้องการทั้งหมดก็หาไม่ เอาแน่นอนมากไม่ได้ ดังนั้น เรานั้นจะยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นเราอันแท้จริงนั้นก็หาได้ไม่ เราจึงอยู่ด้วยการปรุงแต่ง ปรุงประกอบทั้งสิ้น เมื่อสิ้นแล้วซึ่งการปรุงแต่ง ก็หมดซึ่งความเป็นเรา ความเป็นตัวกูของกู ความเป็นอัตตา เมื่อจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลยอย่างนี้ และเห็นแจ้งชัดอย่างไม่ลังเลสงสัยว่านิพพานคือสภาวธรรมที่มีอยู่จริง และสามารถก้าวล่วงให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริงอย่างนี้ ก็จักเข้าถึงสภาวธรรมที่ละเอียดอย่างที่สุดที่เรียกว่า “นิพพาน” ได้ด้วยวิธีนี้เอง ผู้เขียนเคยปฏิบัติทางจิตและได้อาศัยสหายธรรมที่บำเพ็ญจนสำเร็จหูทิพย์ตาทิพย์เพื่อตรวจดูจิตวิญญาณภายในที่เปลี่ยนไปทุกครั้งที่บำเพ็ญทางจิต และค้นพบว่าจิตวิญญาณบางดวง เรายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นอาตมัน แต่เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไป จิตวิญญาณดวงนั้น กลับจุติออกไปจากร่างกายของเราได้ บางดวงสามารถนิพพานไปก่อนที่เราจะดับขันธปรินิพพานได้ จึงละคลายความยึดมั่นถือมั่นว่าจิตเป็นเรา จิตเป็นตัวกู ของกู และค้นพบว่าไม่มีอะไรที่เป็นเรา เหมือนหัวหอม เมื่อแกะออกทีละชั้นๆ จนหมดสิ้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในใจกลางหัวหอมนั้น แต่หัวหอมนั้นก็เกิดได้ด้วยเปลือกหัวหอมที่ห่อหุ้มกันมาเป็นชั้นๆ เท่านั้นเอง ไม่ใช่ตัวกูของกูเลย

 

อาตมันที่ยังมีอัตตา

อาตมันที่ยังมีอัตตา คือ ความเข้าใจในตัวตนของตนอันแท้จริง ที่ยังยึดมั่นถือมั่นว่ายังมีความเป็นตัวเป็นตนที่แท้จริงอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น การยึดมั่นถือมั่นร่างกายสังขารนี้ว่าเป็นอาตมัน เป็นตัวตนของตน อันนี้แสดงถึงความเข้าใจในอาตมัน หรือตนเองที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นหรืออัตตาอยู่ สำหรับท่านที่ปฏิบัติจิตจนเข้าใจถึงสภาวธรรมและสภาวะของจิตวิญญาณว่าไม่ใช่ตัวกูของกู แต่สามารถแบ่งออกหรือกลับมารวมกันได้ใหม่ เหมือนธาตุชนิดอื่นๆ ด้วยเหตุว่าเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ ก็มีความเหมือนกันเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นมโนธาตุ, ธาตุดินหรือธาตุน้ำก็เป็นธรรมชาติเหมือนกันมีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ แบ่งออกไปแล้วกลับมารวมตัวกันได้ แล้วยังไม่ปรารถนาที่จะนิพพาน แต่ปรารถนาที่จะฉุดช่วยสรรพสัตว์ก่อน อย่างนี้ เขาย่อมเข้าใจอาตมันอย่างแจ้งชัดไม่หลงไม่ถูกอวิชชาครอบงำ ย่อมบรรลุได้ถึง “อรหันตโพธิสัตว์” แต่เขาก็จะอาศัยการยึดมั่นถือมั่นในอาตมันนี้เพื่อเวียนว่ายตายเกิดช่วยเหลือสรรพสัตว์ต่อไป เรียกว่าอาศัยอัตตา แต่ไม่มีอวิชชา ซึ่งต่างจากพวกแรกที่ไม่เข้าใจถึงธรรมชาตินี้ อย่างนั้นย่อมมีทั้งอัตตาและอวิชชาอยู่ครบ     

 

อาตมันที่เป็นอนัตตา 

อาตมันที่ไม่เหลืออัตตาแล้ว คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรใดๆ อีกว่าเป็นตัวเราของเรา ความเป็นตัวตนของตนหมดเชื้อโดยสิ้นเชิง จิตก็ไม่ใช่ตัวเรา ยึดมั่นไม่ได้, วิญญาณก็ไม่ใช่ตัวเรา ยึดมั่นไม่ได้, ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ยึดมั่นไม่ได้ เป็นแค่ของอาศัยใช้ทำกิจที่ควรทำ ละเว้นกิจที่ควรเว้นไปเพียงชั่วคราวขณะยังมีลมหายใจอยู่บนโลกไปก็เท่านั้น ไม่มีสาระความหมายอันใดจะให้ยึดถือ ว่าดีหรือชั่ว ว่าถูกหรือผิด ว่างามหรือไม่งาม ว่าน่ารักหรือน่าเกลียด ไม่มีสาระใดๆ ที่จะปรุงแต่ง จะอยาก จะยึดถือเลย เพราะได้มีประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติทางจิตแล้วว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นที่ยึดมั่นถือมั่นได้แท้จริง ผู้ที่เข้าใจถึงอาตมันหรือความเป็นเราอันแท้อย่างนี้ ย่อมเข้าใจถึงอนัตตา คือ สภาวธรรมที่ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้ว่าเป็นตัวตนของตนใดๆ เลย เพราะธรรมชาติเป็นอย่างนี้เอง เมื่อเราหลง เมื่อเราอยาก เมื่อเราปรุงแต่ง ความมีตัวมีตนต่างๆ ก็เกิดขึ้นในความเข้าใจ การรับรู้ของเรา ซึ่งเป็นการรับรู้แบบผิวเปลือกที่ไม่ตรงกับธรรมชาติอันแท้จริง เป็นความจริงแต่ชั่วระยะ เป็นแค่ “สมมุติธรรม” คือ ธรรมะที่สมมุติขึ้นด้วยการปรุงแต่ง, ความอยาก, การยึดต่างๆ นานา เท่านั้นเอง สำหรับพราหมณ์ที่ค้นพบอาตมันเป็นอนัตตานี้ ได้แก่ เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งต่อมาได้ตัดสินใจประกาศศาสนาและสมมุติตนเป็นพระพุทธเจ้านั่นเอง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
physigmund_foid วันที่ : 23/04/2009 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

ได้ครับ

เผยแพร่เป็นธรรมทานอยู่แล้ว
ฝากบอกคนอ่านด้วยว่าโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ก็จะปลอดภัยครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สดายุ... วันที่ : 23/04/2009 เวลา : 09.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sdayoo

นานหนักหนากว่าจะได้อ่านข้อเขียน
ที่เป็นสัมมาทิฐิเช่นนี้...ผมขอคารวะ..

มีข้อความเกี่ยวศาสนา เกี่ยวกับหลักธรรม
มากมายในแต่ละวัน...แต่ล้วนปรุงแต่งให้
ศรัทธางอกเงยมากกว่าที่จะเป็นปัญญา

ผมขออนุญาตินำไปเผยแพร่ต่อ...นะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน