• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : samantrapat@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 53905
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2552
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 915 , 09:03:04 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ศาสนธรรม “เล่ห์บริวาร”

พระอรหันต์ไทยกำลังสมยอมอยู่ในวังวนกรรมที่บริวารก่อขึ้น เพราะยอมตามเล่ห์บริวาร

 

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงปรารถนาการมีบริวารมาก แม้ข้าทาสบริวารเก่าของพระองค์ในเมืองกบิลพัตร พระองค์ก็ไม่ทรงปรารถนาอยากได้ เนื่องเพราะทรงบรรลุอรหันต์อย่างแท้จริง ตัดกิเลสสิ้นเชื้อสิ้นเชิง ถึงขนาดพระราชบิดาและพระมเหสีทรงอ้อนวอนทูลให้ทรงกลับไปเสวยราชบัลลังก์ หรือแม้แต่พระเจ้าพิมพิสารจะทรงมอบพระราชบัลลังก์ให้กึ่งหนึ่ง ท่านก็ทรงปฏิเสธไม่ปรารถนาที่จะรับเลยแม้แต่น้อย นี่เพราะทรงหมดสิ้นกิเลสจริงๆ ไม่ได้หมดแบบปลอมๆ และที่ทรงประกาศพุทธศาสนาและมีสาวกนั้น มิใช่เพราะอยากได้สาวกบริวารก็หาไม่ แต่เพราะทรงเมตตาช่วยเหลือให้เขาเหล่านั้นได้หลุดพ้นทุกข์และพบสุขแท้จริง และเขาเหล่านั้นมีจิตกตัญญูมาช่วยเหลือพระองค์ในฐานะสาวกเองต่างหาก พระพุทธเจ้าไม่เคยบังคับให้ใครมาเป็นสาวกเลย แต่เหล่า พระสาวกต่างหากที่ทูลขอเป็นสาวกในพุทธศาสนาของพระองค์ นี่คือ สิ่งที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้อยากได้ อยากมีสาวก หรืออยากเป็นศาสดายิ่งใหญ่อะไร ทรงเพียงแต่ปรารถนาให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์เพียงเท่านั้นเอง ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้สมยอม ไม่ได้ง้อใคร ที่จะมาเป็นสาวกของพระองค์ ใครไม่อยากอยู่ อยากไป ท่านก็เชิญให้สึกได้ทันที ใครทำตัวไม่ดี ผิดศีลปาราชิก ท่านก็เชิญให้สึกได้ทันที เพราะท่านไม่คิดอยากรักษาจำนวนสาวกไว้ให้มากๆ เพื่ออวดว่าตนนั้นเป็นผู้มีบารมีมาก เป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่ก็หาไม่

 

แต่ปัจจุบัน พระสงฆ์ไทยจำนวนมากที่เราเชื่อกันว่าท่านได้บรรลุอรหันต์แล้ว และผู้เขียนเองก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน กำลังถูกมารและอสูรครอบงำให้หลงทางผิด ให้สมยอมกับบริวารทั้งหลาย เช่น ถูกดลจิตดลใจให้สร้างวัดใหญ่โต บริวารบอกว่าจะทำให้หลวงพ่ออย่างดี พอสร้างไปครึ่งทาง บริวารที่ไม่ได้ฝึกจิตมาดีพอ เคยตั้งใจจะทำบุญใหญ่ ก็ถูกมารและอสูรครอบงำ หลวงพ่อไม่ทันตรวจดู ไม่ทันรักษาบริวารให้ปลอดจากภัยมารและอสูร บริวารจึงถูกมารและอสูรครอบงำ ให้โกงเงินวัดบ้าง, เอาเงินวัดไปหมุนใช้ก่อนบ้าง อย่างที่ไม่เจตนา แต่พอถึงเวลาเอามาคืนวัดบางทีก็หมุนไม่ทัน ด้วยเหตุว่าถูกมารและอสูรบีบบังคับให้ก่อกรรมหนัก และส่งผลให้บริวารผู้นั้น จิตเสื่อมลงเป็นมารและอสูรในที่สุด ตอนแรกตั้งใจทำตอนหลังกลายเป็นมารเป็นอสูร เพราะพลาดพลั้งอย่างนี้ จากนั้น ก็รวมหัวกันทำตามที่มารและอสูรดลจิตดลใจวางแผนให้ คือ ยุยงให้พระสงฆ์เดินทางผิด ทั้งๆ ที่พระสงฆ์อาจบรรลุอรหันต์แล้วก็ไม่เว้น พระอรหันต์บางรูปอุตส่าห์เอาทองไปช่วยนักการเมือง แต่แล้วก็กลายเป็นว่านักการเมืองผู้นั้นโกงบ้านกินเมือง ต้องมาต่อว่าต่อขานกันภายหลังก็มีให้เห็นแล้ว ที่อรหันต์มันก็ใช่อยู่จริง ที่ถูกอสูรครอบงำให้หลงผิด มันก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน พอมารู้ตัวทีหลัง ก็สายไปแล้ว มาต่อว่าต่อขานไปก็เท่านั้น เอาทองคืนมามันก็ไม่ได้ นี่ที่เขียนไม่ได้ต้องการต่อว่าท่านผู้นั้น แต่ต้องการเตือนสติท่านสาธุชนทุกท่านว่าอย่ายึดมั่นถือมั่น แม้ว่าเขานั้นเป็นอรหันต์ก็ตาม ไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่จะสมบูรณ์แบบและไม่ผิดพลาดบ้างเลย แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงเคยพลาดเหมือนกัน อย่าได้ยึดมั่นถือมั่นความสมบูรณ์แบบจากใครได้เลย แม้แต่พระอรหันต์ก็พลาดกันได้ ไม่ได้แปลว่าท่านผิด หรือไม่ดี แต่กรรมนั้นสนองผลกับทุกคนเท่าเทียมกันไม่เว้นแม้แต่พระอรหันต์ก็ต้องรับกรรมเหมือนกัน พระอรหันต์ย่อมเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะอันเที่ยงของเราได้ แต่ไม่ใช่เครื่องร้อยรัดให้เรายึดมั่นถือมั่น พระอรหันต์สามารถเป็นหนึ่งในรัตนตรัยได้ แต่อย่าทำให้พระอรหันต์กลายเป็นหนึ่งในสังโยชน์สิบ จนหลงกันมัวเมา

 

ในบทความฉบับนี้ จำเป็นต้องเขียนขึ้นเพื่อเตือนสติท่านสาธุชนทั้งหลาย เพราะเหตุว่าปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นเครื่องทำให้หลงทางแล้ว เป็นเครื่องกั้นพระนิพพานแล้ว ดังนี้ จึงต้องเขียนบทความขึ้นมาเตือนใจท่านทั้งหลาย ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ท่านสาธุชนทั้งหลายหลุดพ้นจากความหลง ไม่ปรารถนาที่จะโจมตีผู้ใด ไม่ปรารถนาที่จะขัดขวางความร่ำรวยหรือช่องทางทำมาหากินของกลุ่มผลประโยชน์ใด แต่เมื่อพระพุทธศาสนาได้รับผลกระทบอย่างนี้ ก็ต้องขออนุญาตที่จะแก้ไขด้วยบทความนี้ต่อไป

 

เล่ห์กลของเหล่าบริวารครอบงำพระอรหันต์ได้จริงหรือ?

เล่ห์กลของเหล่าบริวารย่อมครอบงำพระอรหันต์ไม่ได้ ถ้าอรหันต์รูปนั้นเป็นเจโตวิมุติที่พร้อมจะนิพพานในชาตินี้ เป็นพระอรหันตสาวกที่ไม่ปรารถนาจะต่อบุญบารมีใดอีก และบริวารเหล่านั้นไม่ได้รับพลังมารและอสูรครอบงำอยู่ก่อน ก็ไม่อาจสามารถที่จะครอบงำได้เลย ทว่า ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น พระอรหันต์เหล่านี้ บรรลุแบบ “ปัญญาวิมุติ” ยังมีสังโยชน์บางตัวเหลือเพียงเล็กน้อย และมีความปรารถนาฉุดช่วยสรรพสัตว์ จึงเป็นพระอรหันต์ที่ยังไม่นิพพานในชาตินี้ และเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ที่ยังมีกรรมมีบุญอยู่มากไม่อาจชำระหมดในชาตินี้ ยังต้องเกิดเพื่อใช้กรรมทั้งดีและชั่วต่อไป ทั้งยังมีเจ้ากรรมนายเวรที่เป็น “มารและอสูร” อยู่มากมาย และเจ้ากรรมนายเวรเหล่านี้เองที่อาศัยร่างกายของบริวารที่ดีทั้งหลายแต่มีอินทรีย์ไม่แข็งกล้า เพื่อดลจิตดลใจให้หลงทางผิด และรุมล้อมดลจิตดลใจพระอรหันต์ให้หลงทาง เมื่อพระอรหันตโพธิสัตว์พิจารณาแล้วเห็นว่าบริวารเป็นคนดี และมาอ้อนวอนขอให้ทำนั่นทำนี่ ก็เลยมีเมตตาสงเคราะห์ให้ นี่ก็เสียท่ามารและอสูรแล้ว การจะฉุดช่วยคนให้พ้นทุกข์ เราย่อมต้องเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ผู้ตาม ให้บริวารมาบงการบอก หรือนำทางว่าให้ไปทำนั่นทำนี่ เช่น บอกว่า “มาถึงหลวงพ่อแล้วแต่ไม่มีอะไรติดมือเลย ขอชานหมากก็ได้ไปบูชาหน่อยเถิด” ก็อย่าไปใจอ่อนให้ เพราะบางคนเอาไปแล้ว ไปโฆษณาว่ามีฤทธิ์มีเดชอย่างนั้นอย่างนี้ จนกลายเป็นว่าพระอรหันตโพธิสัตว์ต้องอยู่อย่างไม่เป็นสุข ไม่สงบเงียบ เพราะมีพรรคพวกจากไหนไม่รู้มาขอชานหมากกันเรียงคิวเป็นแถว นี่อย่างนี้ก็มี เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ทางที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นการหลงทางของพระอรหันตโพธิสัตว์ สำหรับพระอรหันตสาวกนั้น จะไม่ทำแบบนี้ จะไม่ทำแบบพระอรหันตโพธิสัตว์ ถ้ามีบริวารญาติโยมเข้ามามากๆ ท่านจะมีญาณหยั่งรู้เอาตัวรอดจากภัยคนแล้วเลี่ยงไปอย่างผู้น้อย เหมือนนกขนไม่งามจึงได้รอดพ้นจากบ่วงนายพรานที่ปรารถนาจะจับแต่นกสวยงามฉะนั้น นี่อรหันตสาวกเขาไม่ทำกัน ไม่ยอมเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับบริวารมากมายที่จะพาไปสู่บ่วงกรรมอีก อุปมาเหมือนนกที่หลุดออกจากกรงแล้วย่อมไม่มีวันจะย้อนกลับเข้าไปในกรงอีก ย่อมมุ่งแต่ทางแห่งอิสรภาพเท่านั้น ไม่ใช่ทางที่มีเครื่องร้อยรัดรอคอยอยู่ก็หาไม่ ก็มีแต่พระอรหันตโพธิสัตว์เท่านั้น ที่ไปถึงทางหลุดพ้นแล้วยอมถอย ยอมหันหลังกลับมาฉุดช่วยเหล่าบริวารที่ยังไม่สามารถหลุดพ้นได้ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ กระบวนการครอบงำพระอรหันตโพธิสัตว์ให้กลับไปสู่วังวนแห่งกรรม ถอยห่างออกเสียจากทางหลุดพ้นนั้น จึงได้เกิดขึ้นอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

 

บรรลุถึง “อรหันตโพธิสัตว์” แล้วยังหลงทางได้อีกหรือ

ถ้าเราหมดกรรมแล้ว คงไม่เหลือกรรมใดมาบังตาให้เราหลง หรือผิดพลาดได้อีก นี่ไม่ใช่หลงเพราะไม่รู้แจ้งในโลก หรือไม่รู้แจ้งในธรรม ก็หาไม่ แต่ที่หลงเพราะมีกรรมบังตา อันเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจแห่งกรรมที่ยังชำระไม่หมด ดังนั้น จึงหลงได้แม้ว่าจะบรรลุอรหันต์แล้วก็ตาม การเตือนสติกันจึงต้องมีบ้างเช่น การที่พระมหากัสสปได้เตือนสติพระอานนท์เมื่อครั้งที่พระอานนท์บรรลุอรหันต์ใหม่ๆ ทั้งยังติเตียนมากมาย และปรับโทษพระอานนท์อีกด้วย หรือแม้แต่ในสมัยพุทธกาล ท่านสุภัททะ อรหันต์แล้ว ยังปรามาสพระธรรมวินัยในทันทีอีกด้วย นี่ก็พลาดเหมือนกัน เพราะไม่ได้รับพระธรรมวินัยไปฝึกปฏิบัติ แล้วบรรลุเสียก่อน จึงไม่เห็นคุณค่าของพระธรรมวินัย แม้จะบรรลุอรหันต์แล้วก็ยังมีผิดพลาดกันได้อย่างนี้ จริงอยู่ว่าพระอรหันตสาวกไม่ยึดมั่นถือมั่นในศีล แต่เพราะปัญญาแจ้งในกฎแห่งกรรมว่ามีผลจริง ละคลายความยึดมั่นในโลกได้ จึงไม่แม้แต่จะก่อกรรมใหม่อะไรเพิ่มไปอีก ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงศีล ๒๒๗ ข้อ มากกว่านี้ พระอรหันตสาวกก็ไม่อยากจะทำอีก แต่สำหรับพระอรหันตโพธิสัตว์แล้วย่อมพร้อมเสมอที่จะผิดศีลเพื่อช่วยมวลสรรพสัตว์ ดังนั้น ทุกครั้งที่ผิดศีลเพื่อช่วยสรรพสัตว์ก็ดี หรือไม่ผิดศีลเพื่อช่วยสรรพสัตว์ก็ดี ล้วนต้องเสี่ยงกับการตัดสินใจด้วยตนเอง เสี่ยงกับการเดินหลงทาง เสี่ยงที่จะพลาดเพราะช่วยเหลือสรรพสัตว์ ความไม่สมบูรณ์แบบเมื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์นั้น เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ นั่นเอง ขึ้นอยู่แต่ว่าบุคคลจะยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบนี้ได้หรือไม่ ถ้ายอมรับความจริงนี้ได้และก้าวต่อไปอย่างไม่ประมาทก็ลดความผิดพลาดลงได้      

 

สาเหตุที่พระอรหันตโพธิสัตว์ถูกบริวารครอบงำให้หลงผิด

๑)   การละเลยไม่ว่ากล่าวตักเตือนบริวารของตน

เกรงใจ ไม่กล้าว่า ว่าแล้วกลัวเขาจะไม่นิยมชมชอบเรา เดี๋ยวเขาเสื่อมศรัทธาเรา เดี๋ยวเขาไม่อยู่ช่วยงานเรา เรายังพึ่งตนเองในการสร้างวัดคนเดียวไม่ได้บ้าง มีปัญหาต้องพึ่งพาเขาบ้าง ไม่ใช้หลัก “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” บ้าง ก็เลยต้องสมยอมเขาไป คือ ว่ากล่าวตักเตือนใครไม่ได้ เพราะต้องพึ่งพาอาศัยเขา เขาจะทำเลวทำชั่วก็สมยอมเขาไป เมื่อบริวารก่อกรรมมากเข้า จิตก็เสื่อมลงจากเดิมเป็นเทวดาชั้นดี อาจตกลงสู่ความเป็นอสูรเพราะโกงเงินวัด นี่เพราะพระอรหันต์รูปนั้น ไม่ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” นั่นเอง 

 

๒)   การไม่สอนให้บริวารเอาชนะมารและอสูร

การที่พระอรหันต์รูปนั้นหลุดพ้นอยู่แต่รูปเดียว แล้วมีบริวารสาวกมาอยู่ด้วยมากมายนั้น กลับไร้เมตตา ไร้วิริยะที่จะฉุดช่วยให้บริวารหลุดพ้นเหมือนตน กลับมัวเพ่งพิจารณาด้วยความหลง ถูกมารดลจิตดลใจบ้างว่า คนเหล่านี้โง่ เทศน์ไปก็เท่านั้น แทนที่รู้แล้วว่าสอนไม่ได้ น่าจะเลี่ยงเสีย กลับเอาตัวไปคลุกคลีอยู่ต่อกับคนพาลอันไม่อาจสอนได้เหล่านั้น บ้างก็ถูกดลจิตดลใจว่า “เออ.... ก็ดี มาช่วยงานเรา เท่ากับช่วยพุทธศาสนา” แต่ไม่เคยพิจารณาเลยว่าการกระทำนั้นๆ เรียกว่าเป็นการกระทำแบบพุทธศาสนาหรือไม่ อย่างนี้ก็มี นานวันเข้า พลังมารและอสูรที่ครอบงำ ก็เริ่มมากขึ้นๆ ผลักดันให้บริวารก่อกรรมหนักขึ้น จนจิตเสื่อมตกเป็นมารและอสูร นี่เพราะคนที่เขานับถือไม่รู้จักสอนให้เขาหลุดพ้นนั่นเอง  

 

๓)   การไม่เข้าใจวิธีการบำเพ็ญบารมีที่ถูกต้อง

สิ่งนี้เป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างยิ่งของการหลงทางของพระอรหันตโพธิสัตว์ อาจเพราะคิดว่าตนคงนิพพานแล้วชาตินี้บ้าง เพราะไม่เห็นกรรมที่รอให้ไปเกิดเพื่อชำระอยู่เป็นคิวยาวบ้าง ก็เลยคิดว่าทำไปไม่ปรารถนาอะไร ไม่ยึดติดอะไร คงไม่ต้องรับกรรม แท้จริงแล้วไม่ใช่ แม้กฎหมายบนโลก ฆ่าคนไม่เจตนายังต้องชดใช้ นับภาษาอะไรกับกฎแห่งกรรมซึ่งเคร่งครัดยิ่งกว่ากฎหมายของมนุษย์โลก กรรมที่ไม่ให้ผลย่อมไม่มี ปลูกเหตุไว้ ผลย่อมเกิดเป็นแน่แท้ พระอรหันต์เหล่านี้ จึงทำตามๆ กันไป ด้วยความคิดว่าไม่ใช่หวังการบำเพ็ญบารมีอะไรเลย แต่นี่ก็ก่อให้เกิดทั้งบุญและบารมีด้วย บางอย่างเกิดบุญบารมีแบบผิดทาง เช่น การบำเพ็ญบารมีด้วยการสร้างวัด ทำให้ได้กายทิพย์เป็นกษัตริย์ไปจุติชั้นยามา เพราะผลบุญจากการพัฒนาทางโลก ทางวัตถุ แต่นี่ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องสำหรับการบำเพ็ญบารมีเพื่อฉุดช่วยสรรพสัตว์ ซึ่งต้องให้ผลเป็นโพธิสัตว์ชั้นดุสิต ผลจากการหลงทางนี้ทำให้พระบางรูปไปติดวังวนพระมหาจักรพรรดิ จากผลบุญที่สร้างเจดีย์ไว้อยู่หลายร้อยชาติ กว่าจะพ้นออกจากวังวนพระมหาจักรพรรดิได้ แล้วมาบำเพ็ญบารมีง่ายและตรงทางแบบทศชาติชาดก จนถึงความเป็นโพธิสัตว์ นี่เพราะไม่เข้าใจวิธีการบำเพ็ญบารมี 

 

๔)   การสับสนในอรหันตสาวกและอรหันตโพธิสัตว์

พระอรหันตโพธิสัตว์บางรูป เข้าใจเพียงว่าตนบรรลุอรหันต์ แต่ไม่ทราบกรรมของตนว่ายังไม่ได้นิพพานในชาตินี้ เพราะยังชำระกรรมไม่หมดจึงคิดว่าตนเป็นอรหัตสาวก และเดินมรรควิธีตาม “อรหันตสาวก” บ้างก็เหนื่อยอ่อน อ่อนล้า หมดกำลังใจในการบำเพ็ญบารมี หมดกำลังใจในการฉุดช่วยสรรพสัตว์ ก็คิดว่า “ปล่อยวาง” นั่นแหละจึงถูกต้อง ถ้าเราถูกชะงักปักหลังอยู่ แล้วเราบอกตัวเราเองว่าปล่อยชะงักไว้เถิด ปล่อยวางมันเถิด ถามว่าเราจะหายจากความเจ็บปวดไหม ก็หาไม่ ในเมื่อกรรมเก่ายังใช้ไม่หมด เราก็ต้องใช้ปัญญาเดินมรรควิธีปลดหนี้กรรมของเราต่อไป จะเอาสูตรพระอรหันตสาวกมาใช้กับพระอรหันตโพธิสัตว์ไม่ได้ พระอรหันตสาวกที่ได้นิพพานจริงๆ ท่านจะทราบโดยญาณว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว แต่สำหรับพระอรหันตโพธิสัตว์ ท่านก็จะทราบโดยญาณว่ายังมีความเมตตาเหลือพอที่จะช่วยผู้อื่นอยู่ในใจ ยังมีสิ่งติดค้างบางอย่างอยู่ในจิต แต่เพราะความเข้าใจว่าไม่มีอรหันตโพธิสัตว์ จึงเดินหลงทาง เดินมรรคแห่งอรหันตสาวกแทน สุดท้าย ก็มักใช้หลักว่า “ช่างเขาเถิด” ปล่อยให้บริวารทำอะไรตามใจ ผิดถูกไม่แยกแยะในที่สุด  

 

๕)   การปล่อยวางโดยไม่เกิดปัญญา (ฌานโง่)

พระอรหันตโพธิสัตว์บางรูปใช้หลัก “ปล่อยวาง” ทุกครั้งที่เห็นความผิดพลาดของบริวาร โดยไม่มีการสอน อย่างนี้ เป็นการปล่อยวางโดยไม่เกิดปัญญา บริวารทำชั่ว โกงเงินวัด ก็บอกว่าปล่อยวางแล้ว ช่างเขาเถิด เขาก็เอาไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเขานะแหละ แต่หาได้ใช้ปัญญาคิดไม่ว่าเขาได้อาศัยเงินไปเลี้ยงครอบครัว แล้วต้องแลกกับการรับกรรมเท่าใด การได้เงินเพียงเลี้ยงครอบครัว แต่ต้องรับกรรมเพราะ “โกงเงินวัด” นั้น ไม่คุ้มกันเลย นี่เรียกว่า “ปล่อยโง่” ไม่ใช่การปล่อยวางแบบผู้มีปัญญา การที่พระอรหันต์จะไม่ทันคิดถึงกรรมอย่างนี้ ก็เกิดขึ้นได้ เพราะปัญญาบารมีของคนเราไม่เท่ากัน ญาณหยั่งรู้ของคนเราไม่เท่ากัน และเรื่องของกรรมเป็นเรื่องอจิณไตย ทำให้พระอรหันตโพธิสัตว์รูปนั้น ทำสิ่งพลาดพลั้งไปได้ ผู้มีปัญญาจะไม่ใช้หลักปล่อยวางให้คนทำชั่วไป แต่จะใช้หลักว่าถ้าไม่ทำเสียเลยดีกว่า แต่ถ้าบริวารอยากทำก็ต้องทำให้ดีทำให้ถูกต้อง ถ้าทำเลว ทำผิดพลาด ก็ต้องตักเตือนกันว่า “อย่าทำเลยดีกว่า” คือ ให้เขาปล่อยวางกรรมเหมือนกับเราด้วย  

 

เล่ห์เหลี่ยมที่บริวารมักใช้เพื่อครอบงำอรหันตโพธิสัตว์

อรหันตโพธิสัตว์บารมีต้นและกลาง ยังมีมารและอสูรเป็นด่านทดสอบอีกมากมาย ดังนั้น ก็ไม่แน่ว่าจะตกหลุมพรางแก่มารและอสูรเมื่อไร ตราบใดที่บารมียังไม่เต็มก็พลาดพลั้งได้แน่นอน แม้แต่พระอรหันตโพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก หรือบารมีเต็มแล้ว หรือต่อให้ตรัสรู้แล้วก็ตาม ไม่มีใครหนีกรรม หนีเจ้ากรรมนายเวรได้พ้น เจ้ากรรมนายเวรของผู้มีบุญบารมีมาก ก็ต้องเป็น “มารและอสูร” ที่มีอิทธิฤทธิ์และเล่ห์เหลี่ยมมากพอกัน การที่บุคคลได้อยู่อย่างไม่มีเรื่องกระทบกระทั่ง ไม่ใช่ว่าเป็นการอยู่ที่ดีเสมอไป เช่น การได้สร้างวัดวาใหญ่โตไม่มีเรื่องกระทบกระทั่งเลย อาจกำลังเดินทางผิดอยู่ พระธรรมวินัยก็ไม่ได้ให้สร้างวัดวาใหญ่โต พระพุทธเจ้าให้สร้างขนาดเล็กๆ แต่ถ้าผู้สร้างรู้ชัดแจ้งว่าจะเกิดภัยพิบัติขึ้นในอนาคต คนกรุงเทพฯ จะหนีขึ้นมาพึ่งพาอาศัยวัด เลยสร้างเพื่อรอรับการหนีภัยของเขาเหล่านั้น อย่างนี้ ก็นับว่าไม่ผิด เป็นการบำเพ็ญบารมีของโพธิสัตว์ แต่ถ้าถูกทำให้หลงผิด ถูกทำให้หลงทาง หลงตัวเองว่ามีบารมีมากแล้ว สร้างให้ยิ่งใหญ่ แบบนี้ ผู้ที่ได้บารมีอาจเป็นเทพเทวดาที่มาช่วยงาน ส่วนพระสงฆ์รูปนั้น บารมีก็เสื่อมไป จากเดิมบารมีระดับสวรรค์ชั้นดุสิต ก็ลดลงเหลือเพียงสวรรค์ชั้นยามา แทนที่จะได้กายโพธิสัตว์อาจได้เพียงกายกษัตริย์ชั้นยามา แทนที่จะปล่อยวางไม่ก่อทั้งกรรมดีและชั่ว ลอยทั้งบุญและบาป และได้นิพพานแบบอรหันตสาวก ก็กลายเป็นก่อกรรมสืบชาติสืบภพไปโดยที่ตนไม่รู้ตัว ขาดสติปัญญาเท่าทันเล่ห์กลมารและอสูรที่รายล้อมครอบงำอยู่ จะเอาดุสิตก็ไม่ได้ดุสิต จะเอานิพพานก็ไม่ได้นิพพาน เพราะหลงทางโดยไม่รู้ตัวอย่างนี้

 

การมีบริวารรายล้อมมากมายไม่ใช่ของดีเสมอไป ไม่ใช่เครื่องแสดงว่าตนเป็นผู้มีบารมีมากเสมอไป (ตรงกันข้ามอาจเป็นเครื่องแสดงว่าตนยังมีกรรมต่อคนเหล่านั้นมากอยู่ก็ได้) พระพุทธเจ้าในครั้งพุทธกาลยังต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับการยอมรับจากคนจำนวนมาก และท่านก็มีพระสาวกที่รายล้อมไม่มากนัก เช่น พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ที่ประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ต่างจากพระสงฆ์ไทยในปัจจุบันมาก ที่มีลูกศิษย์ลูกหารายรอบเป็นหมื่นๆ คนทีเดียว สิ่งนี้ มันไม่ได้เป็นปกติตามธรรมชาติของมัน พระสงฆ์ไทยปัจจุบัน บารมีย่อมไม่เท่าพระพุทธเจ้า จะไปมีบริวารที่แท้มากอย่างนั้นได้อย่างไร ผิดปกติ ผิดสังเกต ควรได้สติรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมารเสียทีว่า สิ่งที่รายล้อมรอบตัวเราอยู่นั้น ไม่ใช่ของดี มีแต่คนหลง มีแต่คนที่จิตไม่บริสุทธิ์ จิตมารจิตอสูรปนอยู่ทั้งนั้น สมควรเห็นแจ้งชัดว่าอย่าได้โลภอยากมีบริวารมากเลย อย่าได้หลงความมีบารมีเลย เอาแค่ศิษย์ที่ตั้งใจปฏิบัติจริง เริ่มจากคนเดียวไป จะได้สักห้าหกคนในชาตินี้ ขอให้ได้มรรคผลจริงก็พอใจแล้ว อย่าไปหลงภาพที่คนมากมายมหาศาลมารายล้อม นั่นไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้น เป็นทางที่พากันหลง รีบเอาตัวเองออกมาเสียจากความหลง เอามาสู่ความสันโดษก่อน แล้วทบทวนว่าถูกทำให้หลงอะไรกันบ้าง ดังจะอธิบายต่อไปนี้       

 

๑)   การทำให้พระอรหันตโพธิสัตว์หลงกิเลสที่เหลืออยู่เพียงน้อยของตัวเอง

พระอรหันตโพธิสัตว์นั้น ยังมีสังโยชน์เหลืออยู่เล็กน้อย เช่น บางรูปยังติดใน “รูปราคะสังโยชน์” ยังยินดีในรูปกายทิพย์ต่างๆ ยังไม่ละออกจากการปรารถนามีรูปกายทิพย์ ยังคิดว่านิพพานก็ยังมี “รูป” อยู่ ดังนั้น รูปราคะสังโยชน์จึงยังเหลืออยู่ในพระอรหันตโพธิสัตว์รูปนั้นๆ เช่น หลวงพ่อฤษีลิงดำ ที่ยังคิดว่านิพพานแล้วยังมีรูปกายทิพย์เป็น “พระวิสุทธิเทพ” หรือแม้แต่หลวงพ่อสด ที่คิดว่า “นิพพานเป็นอัตตา” เพราะยังเหลืออัตตาในรูปกายทิพย์ “ธรรมกาย” ที่เห็นเป็นตัวเป็นตนอยู่ ทั้งๆ ที่รูปที่เห็นนั้น เกิดจากสัญญาขันธ์ความจำได้หมายรู้ปรุงแต่งขึ้น ไม่ใช่สภาวธรรมแท้ที่เรียกว่า “นิพพาน” เหมือนคนที่เห็นใบไม้ไหว แล้วคิดว่าใบไม้ไหวเป็นลมพัดฉะนั้น นิพพานมองไม่เห็น และไม่ใช่รูป นิพพานอุปมาดั่งลมที่มองไม่เห็น แต่รู้ได้ด้วยอาศัยอาการของใบไม้ไหว การได้เห็นรูปของพระพุทธเจ้าแบบ “พระวิสุทธิเทพ” ก็ดี, การได้เห็นรูปของพระอรหันต์แบบที่เป็น “ธรรมกาย” ก็ดี ล้วนไม่ใช่นิพพาน แต่ท่านทั้งหลายที่ยังติดในรูปราคะสังโยชน์เหล่านี้ ก็นับว่าบรรลุ “อรหันตโพธิสัตว์” แล้วทั้งสิ้น ยังเกิดได้อีก แต่มีจิตตรงและถ้าวางจิตได้ ก็นิพพานได้ทั้งสิ้น ภาคมารและอสูรมีความไวในการรับรู้อาการยึดติดของอรหันตโพธิสัตว์เหล่านี้ และจะทำหน้าที่ทดสอบด้วยการดลจิตดลใจให้ลูกศิษย์ทำให้พระอรหันตโพธิสัตว์เหล่านี้หลงสังโยชน์ที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยของตน และครอบงำให้เดินหลงทางในที่สุด เช่น ดลจิตให้หล่อรูปพระวิสุทธิเทพขึ้นมาเป็นเหมือนจุดขายใหม่ เรียกคนเข้ามามากๆ แต่ทำให้หลงยึดติดใน “รูปกายทิพย์ของพระวิสุทธิเทพ” นั้น โดยไม่อธิบายให้เข้าใจว่า “นี่คือ รูป สักแต่ว่ารูป ไม่ใช่นิพพาน นิพพานไม่มีรูปหรืออรูป” สุดท้ายก็เกิดใหม่ มีรูปกายทิพย์ใหม่ ไม่ได้นิพพานกันอย่างแท้จริง อย่างนี้ก็มีแล้ว     

 

๒)   การทำให้พระอรหันตโพธิสัตว์ปล่อยวางในสิ่งที่ไม่ควรละเลย

คนเราต่อให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก็ยังมีกิจบางอย่างที่ยังต้องทำบ้าง ตราบเท่าที่ขันธ์ห้ายังมีให้ครอบครองอยู่ มีให้เป็นภาระกรรมที่ต้องดูแลอยู่ พระอรหันต์ก็ยังต้องฉันข้าว ยังต้องออกบิณฑบาต การถูกครอบงำว่า “พระอรหันต์ควรปล่อยวางแล้ว ไม่ควรยุ่งอีก” นั้น ต้องพิจารณาว่าปล่อยวางในสิ่งที่ควรปล่อย หรือปล่อยวางในสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะหากหลงไปปล่อยวางในสิ่งที่ไม่ควรละเลย จะกลายเป็นการ “ละเลยโดยอ้างว่าปล่อยวาง” แทน คิดง่ายๆ พระอรหันต์ปล่อยวางการฉันข้าว ไม่ต้องบิณฑบาตไม่ต้องฉันข้าว อย่างนี้ถูกไหม ย่อมไม่ถูกแน่ พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ปล่อยวางในสิ่งที่ไม่ควรละเลย เช่น การคลุกคลีอยู่ด้วยกับใครก็ตาม ถ้าสอนเขาไม่ได้ เขาทำผิดแล้วเราห้ามเขาไม่ฟัง ก็อย่าไปคลุกคลีอยู่ใกล้ เพราะบริวารเหล่านั้นจะนำภัยมาสู่ตัวเราเอง เช่น เขาอาจมาขอยันต์กันกระสุนแก่พระอรหันตโพธิสัตว์ พอได้ไปแล้วไปค้ายาม้าโดยไม่บอกพระอรหันตโพธิสัตว์ เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา อรหันตโพธิสัตว์องค์นั้น อย่าคิดว่าจะหนีบ่วงกรรมที่พัวพันกันได้พ้น ทางออกเดียวคือ การไม่คลุกคลีอยู่ด้วยคนพาล ถ้าไม่แน่ใจต้องลองสอนเขาดู ถ้าสอนเขาไม่ได้ ก็ต้องปลีกตัวเองออกไปเสีย อย่าไปคลุกคลีอยู่ด้วยกับคนพาล ปัจจุบัน มีคนที่รู้ธรรมแบบไม่จริงจำนวนมาก มักกล่าวกับพระอรหันตโพธิสัตว์ว่าปล่อยวางเถิดท่าน เช่น เมื่อบริวารโกงเงินวัด ก็บอกว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้วต้องปล่อยวางสิท่าน อย่างนี้ เป็นการ “ปล่อยโง่” ไม่ใช่การ “ปล่อยวาง” อย่างแท้จริง ปล่อยให้เขาหลอกได้ เสียโง่เขาอย่างนั้น ยังอยากจะทนอยู่ให้เขาคลุกคลีตีโมงร่วมกรรมพัวพันกันได้อย่างไร คนเราถ้าปล่อยวางได้จริง ต้องเกิดปัญญา รู้แจ้งชัดว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ไม่ใช่ปล่อยวางแล้ว “ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ ละเลยในสิ่งที่ไม่ควรละเลย และไม่ละเว้นในสิ่งที่ควรละเว้น” อย่างนี้ เขาเรียกว่า “ปล่อยโง่” ให้มารและอสูรนั้นครอบงำ ปกติพระอรหันต์รูปใดรู้ทันเล่ห์มารและอสูร พวกมารและอสูรก็จะหาเรื่องและทำให้อยู่ร่วมกันไม่ได้ สุดท้ายพระอรหันตโพธิสัตว์นั้นจะยอมแพ้แล้วหลีกไปสู่ความสงบ แต่สมัยปัจจุบัน พระอรหันตโพธิสัตว์จำนวนมาก “สมยอม” อยู่ด้วยกับมารและอสูรเหล่านี้ ยินดีที่จะพัวพันกรรมร่วมกันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่ากรรมที่พัวพันกันนี้ หนีไม่ได้ด้วยการไม่ยึดติด จะอ้างว่า “ไม่ยึดติด กรรมนั้นไม่ต้องรับ” ไม่ได้ พระพุทธเจ้าก่อกรรมยังต้องรับเลย    

 

๓)   การทำให้พระอรหันตโพธิสัตว์ต้องพึ่งพาอาศัยตน

ธรรมชาติสร้างสรรค์โลกในยุคนี้ให้แก่มารและอสูร และเหล่าดวงจิตที่มาจากเบื้องล่างเป็นสำคัญ ดังนั้น เหล่าเทพ, พรหม, โพธิสัตว์ จึงถูกธรรมชาติสร้างมาให้รับกรรมมาก และต้องพึ่งพาอาศัยมารและอสูรในกิจต่างๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ไม่ผิด แต่มารและอสูรก็จะใช้โอกาสที่พระอรหันตโพธิสัตว์ต้องพึ่งพาอาศัยตนนี้ ในการทำตัวอันธพาล ใครว่าใครสอนไม่ได้ ถ้าว่าถ้าสอนเป็นอันต้องเคียดแค้น โกรธแค้นเคืองกัน อย่างนี้ พระอรหันตโพธิสัตว์ที่มีความกล้าหาญน้อย กำลังใจอ่อน ก็ต้อง “สมยอม” อยู่ด้วยกับมารและอสูร มารและอสูรก็กลายเป็นผู้นำ นำพาพระอรหันตโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญไม่ผ่านการทดสอบเหล่านี้ เข้าป่าเข้ารก คือ เดินหลงทางที่ควรจะเป็น บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่มีจิตใจเป็นมารและอสูรเหล่านี้ จะนำพาพระอรหันตโพธิสัตว์ค่อยๆ หลงทางทีละน้อย ด้วยการหาเครื่องผูกมัดให้ก่อน เช่น ทำทีไปเป็นโยมอุปัฏฐาก, ออกหน้าเป็นคนดูแลเรื่องการเงิน และเอาเงินมาเข้าวัดให้ ตอนแรกก็ทำงานดีมากๆ พอทำงานมากๆ ก็หลงตัวเองคิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญของวัด วัดขาดตนไม่ได้ พระอรหันตโพธิสัตว์รูปนี้ขาดตนไม่ได้ เริ่มเจ้ากี้เจ้าการมองว่าวัดต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น เริ่มทำตัวเป็นผู้บงการพระ ชี้ให้พระต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ พระอรหันตโพธิสัตว์ปัญญายังอ่อนด้อยไม่ทันเล่ห์มารเหล่านี้ ก็ไหลตามไป เขาบอกให้วัดเป็นอย่างนี้ๆ ก็เชื่อไป พอมีคนดีแต่เปลือกนอกอาจเป็นคนชอบทำเสียงดังเข้าวัด ก็ไล่ออกจากวัดไปหาว่าเป็นคนไม่ดี เพราะทำเสียงดังในวัดบ้าง เท่านี้ ก็ตัดกำลังฝ่ายโพธิสัตว์ที่จะมาช่วยพระอรหันตโพธิสัตว์รูปนั้นได้แล้ว ใครๆ ก็คิดว่าเขาทำถูกที่ไล่คนทำเสียงดังออกไป บ้างก็เอามโหรีเสียงดังเข้าวัด บอกว่าทำแล้วเงินจะได้เข้ามาพัฒนาวัด แต่ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ได้มรรคได้ผลเลยก็มี เมื่อพระอรหันต์ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าที่สอนว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” และเริ่มอ่อนแอ ต้องอาศัยมนุษย์ที่มีจิตมารและอสูรเหล่านี้ อย่างขาดไม่ได้ แล้วก็ต้องตกเป็นทาสของเขาเหล่านั้น เขาให้ไปนั่งถ่ายรูปตอนปลุกเสกของขลัง เงินจะได้เข้า ก็ต้องไปนั่งทำให้     

 

๔)   การทำให้พระอรหันตโพธิสัตว์เชื่อว่า “ไม่ยึดมั่น ก็ไม่ต้องรับกรรม”

มีอีกกระแสหนึ่งที่ครอบงำพระอรหันตโพธิสัตว์, พระสงฆ์ดังๆ ทั้งหลายว่า ท่านไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ไม่ต้องรับกรรมหรอก เช่น “การสร้างบุญนี้ถ้าเราไม่ยึดอยากได้ผลบุญก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องรับผลบุญ” อย่างนี้ก็มี แท้แล้วเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นความคิดเห็นที่ผิดทาง ไม่จริง เพราะกรรมทุกอย่างทั้งดีและชั่วไม่ว่าใครก่อหรือแม้แต่พระอรหันต์ก่อ ก็ต้องรับกรรมทั้งนั้น เมื่อทำกรรมดีมากเกินไปก็ต้องเสวยกรรมดี รับกรรมดีจนกว่าจะหมดจึงจะนิพพานได้ บางท่านบุญกรรมเก่าจะหมดแล้วก็สานต่อกรรมดีเข้าไปใหม่ ชาติภพก็เกิดสืบเนื่องออกไป แทนที่จะได้นิพพานแล้ว “กรรมใหม่ กรรมหนัก” กลายเป็นเครื่องขวางนิพพาน ไม่เพียงแต่กรรมหนักที่เป็นกรรมชั่วเท่านั้น ที่จะขวางนิพพานได้ เช่น การฆ่าคนก็ขวางนิพพานได้ ทำให้ต้องไปเกิดเพื่อชำระกรรมต่อกันอีก แม้แต่กรรมดีที่เป็นกรรมหนักก็ขวางนิพพานได้ เช่น การสร้างเจดีย์ เป็นกรรมดีที่หนักมาก ขวางนิพพานได้ 

 

๕)   การทำให้พระอรหันตโพธิสัตว์เชื่อว่า “อยู่เฉยๆ หนูทำเอง ท่านไม่ผิด”

เรื่องแบบนี้เคยมีแล้ว เกิดแล้วในสมัยพุทธกาล ที่พระสาวกยอมให้หญิงสาวกระทำการอันผิดพรหมจรรย์ โดยอ้างว่าพระสาวกอยู่เฉยๆ หญิงสาวเป็นผู้กระทำ พระสาวกจึงไม่ผิด ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงไต่สวนถามว่า “เธอยินดีให้กระทำหรือ” และพบว่าพระสาวกยินดีในการนั้น แม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำเอง ท่านก็ปรับปาราชิกเสีย ในปัจจุบัน พระอรหันตโพธิสัตว์จำนวนมาก ไม่ได้ผิดปาราชิก ไม่ได้ผิดพรหมจรรย์ แต่ยินดีให้บริวารทำสิ่งที่ผิดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น การสร้างกุฏิใหญ่เกินขนาด สร้างห้องรับรองพระสงฆ์ที่มีสมณะศักดิ์สูง เหล่านี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้หลักที่ว่า “ฆราวาสเขาทำให้ พระไม่ผิด” แต่พระสงฆ์เหล่านั้น ก็มีจิตยินดีกันทั้งนั้น ไม่ค่อยมีปรากฏว่าพระอรหันตโพธิสัตว์ หรือพระสงฆ์รูปนั้นๆ จะปฏิเสธสิ่งที่ฆราวาสมอบให้ หรือสั่งสอนฆราวาสเหล่านั้นว่านี่มากเกินไป ไม่เหมาะสม ไม่พอดี ไม่ใช่ตามแบบที่พระพุทธเจ้าสอน อย่างนี้ พระสงฆ์ดังๆ ก็ใช้หลัก “สมยอม” ไปกับฆราวาสเหล่านั้น เพื่อแสดงตนว่าตนไม่ผิดเพราะไม่ใช่ผู้กระทำ    

 

๖)    การทำให้พระอรหันตโพธิสัตว์เชื่อว่า “เมตตาอุเบกขาให้คนทำเลวต่อไป”

แทนที่จะเมตตาให้ความสว่างแก่เขาเพื่อเลิกก่อกรรมเลว, หรืออุเบกขาไม่เข้าไปคลุกคลีอยู่ด้วยกับคนที่สอนไม่ได้ แต่พระอรหันตโพธิสัตว์ กลับเมตตาผิดวิธีคือปล่อยให้คนทำเลวต่อไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าผลกรรมมีผลจริง เช่น ยอมให้บริวารโกงเงินวัด ทั้งๆ ที่รู้ว่าผิด และรู้ว่ากรรมหนักขนาดไหน ก็เมตตาแค่ระยะสั้น แต่ไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณากรรมที่บริวารต้องรับในระยะยาว แล้วอุเบกขาผิดทาง คือ ทำวางเฉยไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้บริวารทำเลวต่อไป อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้บริวารที่ทำเลวได้รับกรรมมากขึ้น จนอาจรับไม่ไหว จิตเสื่อมลงไปเรื่อยๆ เท่ากับเป็นการ “ตามใจมากไป จนทำร้ายกัน” ไม่ใช่วิธีการเลี้ยงดูอบรมบริวารที่ดีเลย ทำให้บริวารมากมายเข้ามานิยมชมชอบ บอกว่าเป็นพระดี เพราะเหตุว่าไม่ว่ากล่าวตักเตือน ไม่ห้ามปรามการก่อกรรมชั่วของบริวารนี่เอง

 

ศรัทธาอย่างไรไม่ให้ “บริวารหลงพระอรหันต์ พระอรหันต์หลงบริวาร”

ปัจจุบันทั้งพระอรหันตโพธิสัตว์ก็ทำให้บริวารหลง และบริวารก็ก่อกรรมให้พระอรหันต์หลงเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างก่อกรรมต่อกันและกันผูกพันพ่วงกันอย่างนี้ วิธีการแก้ไขการหลงกันเองของบริวารและพระอาจารย์จะต้องปรับทัศนคติทั้งสองฝ่ายดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

๑)   เปิดใจรับฟังด้วยสติ พิจารณาด้วยปัญญา

ไม่ว่าใครจะให้ข้อมูลอันบิดเบือนหรือเป็นเท็จแก่เราก็ตาม ขอเพียงเรามีสติในการเปิดใจรับฟัง เราก็สามารถเปิดใจรับฟังได้ เราไม่จำเป็นต้องปิดกั้น หรือปิดใจแต่แรก หากเราทำเช่นนั้นเท่ากับเราไม่กล้าที่จะยอมรับความจริงและความเท็จ ขอเพียงเรามีสติที่กล้าแกร่งพอ ก็สามารถรับฟังข้อมูลได้ทั้งหมดโดยไม่หลงเชื่อง่ายเกินไป ไม่ศรัทธามากเกินไป

๒)   ปฏิบัติจนได้มรรคผลจริงก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

ข้อนี้สำคัญมาก เราไม่จำเป็นต้องเชื่อใครเลย เราควรเปิดใจรับฟังทุกคน แล้วพิสูจน์สิ่งที่เขาบอกเราให้ชัดแจ้งด้วยตนเองว่าจริงหรือไม่ อย่างนี้จะเกิดประโยชน์แก่ตัวเราเอง บางท่านไม่นิยมปฏิบัติ ไม่มีความเพียรพยายามทำให้เกิดมรรคเกิดผล นิยมเชื่อก่อนพิสูจน์ไม่ว่าเขาจะพูดว่าอะไรมาก็เชื่อไปหมด อย่างนี้ก็ทำให้หลงกันได้เหมือนกัน

๓)   อย่าสนใจแต่การสรรเสริญ ให้ฟังสิ่งไม่ดีด้วย

พระอรหันตโพธิสัตว์จำนวนมาก ถูกยกย่องให้สูง ถูกทำให้ทุกคนเกรงกลัวว่าเป็นพระอรหันต์ จึงไม่กล้าแตะ ไม่กล้าท้วงติง ทำให้เกิดภาวะ “สรรเสริญ” อย่างเดียว ไม่มีการให้สติแก่กันว่าท่านเหล่านั้นได้ทำสิ่งใดพลาดไปบ้าง หลงทางไปบ้าง และกลายเป็นการฟังความข้างเดียว คือรับแต่ข้อมูลดีๆ ไม่ได้รับข้อมูลด้านลบ ทำให้หลงได้ อย่างนี้ก็มี

๔)   อย่าใช้หลัก “คนส่วนใหญ่บอกว่าถูกก็ต้องถูก”

เดี๋ยวนี้ เราไม่นิยมเชื่อในสิ่งที่ถูก แยกแยะความถูกผิด แต่เรานิยมสร้างความชอบธรรม ชอบสร้างความถูกต้องให้เกิดด้วยการใช้ “คนหมู่มาก” เช่น การรวมตัวประท้วงกันมากๆ ของคนที่คิดเหมือนๆ กัน แต่ก็ใช่ว่าคนจำนวนมากจะคิดถูกเสมอไป อันที่จริง คนที่มีปัญญาจริงๆ นั้นเป็นคนจำนวนน้อย ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่เลย ยิ่งรวมหัวกันกลุ่มใหญ่ๆ ความหลง ความโง่ ยิ่งปรากฏชัดแก่สายตาคนภายนอก แต่พวกเขาจะไม่อาจได้สติ เพราะถูกสังคมที่เชื่อเหมือนๆ กันครอบงำอยู่นั่นเอง อย่างนี้ก็ทำให้หลงกับยกครอก สถานปฏิบัติธรรมหลายแห่ง นิยมสร้างแนวทางและความชอบธรรมให้ตนเอง ด้วยการใช้คนหมู่มาก เพื่อให้สังคมยอมรับว่าถูกต้อง จนเกิดเป็นลัทธิและนิกายต่างๆ ขึ้นมาในที่สุด

๕)   อย่าอ้างครูบาอาจารย์ อ้างตำรา ข่มให้ทุกคนคิดและเชื่อเหมือนกัน

คนเราทุกคนมีสติปัญญาของตนที่จะพิจารณาในการรับฟังข่าวสารก่อนที่จะเชื่อ เราไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ใครเชื่อด้วยการเอา “ครูบาอาจารย์” มาขู่บังคับให้เชื่อ เช่น หลายท่านชอบอ้างหลวงพ่อฤษีลิงดำว่าท่านกล่าวอย่างนั้น พูดอย่างนี้ และบางที คนกล่าวเองนั่นแหละที่เป็นผู้บิดเบือนคำพูดของครูบาอาจารย์ก็มี การใช้ “ความศรัทธา” ที่มีต่อครูบาอาจารย์มาข่มให้คนเชื่อ แทนที่จะใช้ปัญญาพิจารณา ทำให้เกิดความหลงได้ บางพวกก็เชื่อและอ้างตำราแต่ในส่วนที่เข้าข้างตัวเอง ไม่ศึกษาให้รอบด้านก็มี



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน