• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : samantrapat@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 53905
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2552
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 2150 , 09:05:30 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ศาสนธรรม “รูป & นิพพาน”

 

นอกจากพระอาจารย์มั่น เคยได้พบเห็นพระพุทธเจ้าและพระสาวกแล้ว ยังมีหลวงพ่อฤษีลิงดำที่เห็นพระพุทธเจ้าได้อีกด้วย ทำให้เกิดข้อสงสัยของสมเด็จพระสังฆราชขึ้นมาครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ถามพระอาจารย์มั่นขึ้นมาว่าพระพุทธเจ้านิพพานแล้วจะเห็นได้อย่างไร อนึ่ง นิพพาน เป็นสัจธรรม เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ในแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้น เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ค้นพบ หนึ่งนั้นคือ นิพพาน ดังนั้น นิพพานจึงไม่ใช่เรื่องโกหก เลื่อนลอย หรืออุดมคติที่ไม่มีอยู่จริง นิพพานเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หลุดพ้นจากทุกข์แล้ว สำหรับท่านที่ยังไม่เข้าถึงสภาวธรรมระดับนิพพาน ย่อมมีการเวียนว่ายตายเกิดได้ต่อไป และยังมีทุกข์ได้ต่อไป นี่คือ นิพพาน ในความหมายตามพระไตรปิฎก แต่นิพพาน ในความหมายตาม “สมมุติบัญญัติ” หรือตามศัพท์แล้ว แปลว่า “สูญ” สำหรับผู้ปรารถนานิพพานมากๆ เขาไม่รู้มาก่อนว่านิพพานคืออะไร มีสภาวะอย่างไร ก็จะเข้าใจได้เพียงแค่สมมุติบัญญัติที่ว่านิพพานแปลว่าสูญ ดังนั้น เมื่อเขาละสังขารตายลงหากปรารถนานิพพาน ก็จะพิจารณาแต่ความสูญไปของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าอะไร ก็จะศรัทธาที่จะพิจารณาลงไปในความสูญเท่านั้น หากมีกรรมน้อย ชำระกรรมทั้งดีและชั่วจนเบาบางแล้ว ก็จะยังผลให้เข้าสู่ภาวะนิพพานได้ แต่ในกรณีที่พิจารณาที่ความไม่สูญ ความมีตัวมีตน ก็ไม่อาจนิพพานได้ เช่น ไปเห็นนิมิตพระพุทธเจ้าแล้วยึดเอาว่านี่ละนิพพาน ฉันถึงแล้ว อย่างนี้ ไม่ได้นิพพานจริง เพราะนิพพานเป็น “อนิมิตนิพพาน” คือ นิพพานไม่มีนิมิตหมายเหตุบอกใดๆ นิพพานไปอย่างนั้นเอง

 

พระพุทธเจ้าที่ปรากฏให้เห็นได้ทั้งที่นิพพานแล้วนั้นคืออะไร?

การที่หลวงปู่มั่นก็ดี หลวงพ่อฤษีลิงดำก็ดีเห็นพระพุทธเจ้าได้ทั้งที่นิพพานแล้วนั้น เพราะท่านเห็น “รูป” ไม่ได้เห็น “นิพพาน” ในแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้น มีหลักธรรมส่วน “ปรมัตถธรรม” อยู่ อันได้แก่ จิต, เจตสิก, รูป และนิพพาน ในขณะปฏิบัติจิตขั้นสูงจนเห็นสภาวธรรมแท้นั้น จะเห็นปรมัตถธรรมได้ ตั้งแต่ในส่วนจิตก่อน เมื่อดูจิตจนแจ้งในจิต ก็จะเห็นสภาวธรรมที่เรียกว่า “เจตสิก” ซึ่งละเอียดยิ่งกว่าต่อไป จากนั้น ก็จะเริ่มเรียนรู้และเห็น “รูป” เมื่อเข้าใจสภาวธรรมของรูปผ่านแล้ว จึงเห็นแจ้งในนิพพานจริง ซึ่งสภาวธรรมสุดท้าย อันเป็นปรมัตถธรรม หรือธรรมเนื้อแท้ สัจธรรมตัวสุดท้ายนั้น ไม่มีซึ่ง รูป, จิต, หรือแม้แต่เจตสิก เลย เพราะนิพพานก็คือนิพพาน ไม่ใช่จิต, เจตสิก หรือรูปแต่อย่างใด ดังนั้น ท่านนักปฏิบัติจิตทั้งหลายที่เห็นรูปพระพุทธเจ้า แล้วยึดเอาว่านั่นคือนิพพาน ก็คือ ความเข้าใจผิด รูปก็คือรูป, นิพพานก็คือนิพพาน แต่ท่านเหล่านั้นบรรลุอรหันตผลได้ด้วยความศรัทธาในรูปนั้น คือ เชื่อว่านิพพานมีจริง และเข้าถึงได้ด้วยมรรควิธีใด คือ เมื่อถึงภาวะนั้นแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรแล้ว เพราะเชื่อว่านิพพานมีจริง จึงละความอยากใดๆ ความยึดมั่นใดๆ และมีจิตมั่นตรงต่อนิพพานในที่สุด นี่ถือได้ว่าบรรลุอรหันตผลเหมือนกัน

 

รูปพระพุทธเจ้าที่ปรากฏขึ้นต่อหน้านักปฏิบัติจิตนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เนื่องเพราะพระอรหันต์เหล่านั้นยังไม่นิพพาน จึงยังไม่เข้าถึง หรือรับรู้ความละเอียดในสภาวะนิพพานได้ ยังมีขันธ์ห้าอยู่ครบ ยังไม่ดับขันธ์ จึงอาศัยขันธ์ทั้งห้านั่นเองในการปรุงแต่งความเป็นพระพุทธเจ้า แม้บรรลุอรหันต์แล้วแต่ขันธ์ห้ายังมีจึงยังเห็นพระพุทธเจ้าได้ด้วย ขันธ์ห้าของตนเองปรุงแต่งขึ้น คือ สัญญาขันธ์ หรือความจำได้หมายรู้ที่มีอยู่ของตนได้ปรุงขึ้นให้เห็นอย่างนั้น เพราะรูปก็เกิดจากการปรุงแต่งนั่นเอง จึงมีรูปได้ อุปมาอย่างนี้ เราไม่เห็นลม แต่เรารู้ว่ามีลมเมื่อสังเกตจากใบไม้ไหว ถามว่า ใบไม้ไหวคือลมหรือ คำตอบคือ ใบไม้ไหว ก็คือใบไม้ไหว ใบไม้ไหวไม่ใช่ลม แต่เพราะเห็นใบไม้ไหว จึงรู้ว่ามีลม อุปมาก็อย่างนั้น ใบไม้ไหวอุปมาเป็นรูปพระพุทธเจ้า ส่วนนิพพานก็อุปมาเป็นลม เราย่อมไม่เห็นนิพพาน แต่เราเห็นรูปของพระพุทธเจ้าได้ด้วยสัญญาขันธ์ปรุงแต่ง และเราจึงรู้ได้ว่านิพพานมีอยู่จริง แต่พระพุทธเจ้าที่เราเห็นนั้น ก็เป็นเพียง “สัญญาขันธ์” ที่เราปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น ถามว่าท่านมีอยู่จริงไหม ก็ต้องถามย้อนกลับว่า แล้วถ้าเราเห็นใบไม้ไหว เราคิดว่า “ลมมีอยู่จริงไหม” ใบไม้ไหวไม่ใช่ลม แต่ลมก็มีอยู่จริงๆ

 

จิต, เจตสิก, นิพพาน มีรูปหรือไม่?

รูปก็คือรูป คือ สิ่งที่เราใช้อายตนะทั้งหกสัมผัสรับรู้ได้ แต่ จิต, เจตสิก, นิพพาน ไม่ใช่รูป จึงไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยอายตนะครบทั้งหกชนิด แต่รับรู้ได้เพียงอายตนะเดียวคือ “ใจ” เราไม่สามารถมองเห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น, รับรู้รส, ใช้ผิวสัมผัสถึงจิต, เจตสิก, นิพพาน ได้ สิ่งที่เราสามารถมองเห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น, รับรู้รส, รู้สึกสัมผัส ได้มีเพียงแต่ “รูป” เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นรู้ได้ด้วย “ใจ” เท่านั้น ใจของมนุษย์นั้นมีพัฒนาการสูง จึงรับรู้ได้ถึงจิต, เจตสิกและนิพพาน ปรมัตถธรรมทั้งสามนี้มีความละเอียดอ่อนมากและไม่มีรูป จึงรับรู้ได้ด้วยอายตนะที่หก หรือสัมผัสที่หกเท่านั้นเอง (อายตนะทางใจ) ครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์ของท่านตั๊กม้อกล่าวว่าเขาเห็นจิตแล้ว ท่านตั๊กม้อจึงกล่าว่า “ถ้าเธอเห็นจิต มันจะเป็นจิตได้อย่างไร” ความหมายที่อธิบายได้ง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่เขาเห็นเรียกว่า “รูป” ไม่ใช่จิต เพราะจิตไม่ใช่รูป จึงไม่มีรูป จิตและเจตสิก ปรุงแต่งร่วมกันแล้วกำเนิดเป็น “นาม” โดยนามนั้นไม่ใช่ “ปรมัตถธรรม” คือไม่ใช่สัจธรรมเนื้อแท้ เพราะปรุงแต่งร่วมกันกับองค์ประกอบอื่นๆ นั่นเอง จึงไม่เหลือความเป็นธรรมอันบริสุทธิ์ ดังนั้น นาม จึงไม่อยู่ในปรมัตถธรรม รูปและนาม ถูกนำมาพิจารณาในการทำวิปัสสนา โดย “รูป” นั้นเป็นปรมัตถธรรม แต่นามนั้นเป็น “สมมุติธรรม” กล่าวคือ พระพุทธเจ้าได้ตั้งนามด้วยสมมุติและบัญญัติศัพท์ธรรมต่างๆ เรียกชื่อ “จิตและเจตสิก” ที่ปรุงแต่งร่วมกันมาเป็นนามแต่ละนาม เช่น โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริก อันนี้คือ “นาม” เป็นสมมุติบัญญัติ ที่พระพุทธเจ้าใช้ศัพท์ที่ทางโลกสมมุติขึ้นมาเพื่อบัญญัติเป็นมาตรฐานชื่อเรียกในแบบอย่างเดียวกันไว้ ซึ่งนาม “โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริก” นี้ ประกอบด้วยปรมัตถธรรม คือ จิตและเจตสิกผสมปรุงแต่งร่วมกันอยู่หลายชนิด ขอไม่อธิบายในที่นี้ เพราะจะลึกซึ้งมากเกินไป ชื่อยาวๆ ที่เห็นนี้ใช้เอ่ยถึงจิตที่เกิดดับแต่ละดวง ซึ่งมีองค์ประกอบแตกต่างกันออกไป จึงมีชื่อเรียกยาวอย่างนั้น เหมือนชื่อเรียกสารเคมีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็ใช้หลักการเดียวกัน คือ เอาชื่อเรียกมาจากส่วนผสมของธาตุแต่ละชนิด เช่น CO2 หรือคาร์บอนใดออกไซด์ คือ เอาชื่อ C คือ คาร์บอน บวกกับ O คือ ออกซิเจน ซึ่งมีสองตัว ที่เรียกว่าใด ออกซิเจนมีสองตัวเรียกย่อๆ ว่า ใดออกไซด์ ผสมแล้วได้ “นาม” ว่าคาร์บอนใดออกไซด์ โดยมีธาตุแท้ เป็น ออกซิเจนและคาร์บอน เท่านั้นเอง ขออธิบายแต่เพียงเท่านี้เพื่อไม่ให้สับสนมากเกินไป ผู้ปฏิบัติดู “รูปนาม” ที่เกิดดับ แม้ไม่เข้าใจในรูปนามอย่างลึกซึ้ง ขอเพียงเห็นอนิจจังของรูปนาม แล้วละคลายความอยาก ความยึดมั่นถือมั่นได้ ก็บรรลุอรหันตผลได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจชื่อนามหรือจำชื่อนามยาวๆ นี้ก็ได้ แต่ในที่นี้ อธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจในระดับ “ปริยัติธรรม” เพียงเบื้องต้นเท่านั้นเอง 

 

ติดรูปราคะสังโยชน์ยังให้ผลเป็นอรหันต์แบบ “ปัญญาวิมุติ” ได้อย่างไร?

พระอรหันตสาวกที่บรรลุอรหันต์แบบเจโตวิมุติ คือ กำจัดสังโยชน์เกลี้ยงทั้งหมด จึงเข้าใจถึงภาวะนิพพานนั้น จะไม่เหลือรูปราคะสังโยชน์ ละการยึดติดใน “รูป” และ “อรูป” นั้น เป็นด่านสุดท้ายของพระอรหันต์ประเภท “เจโตวิมุติ” แต่สำหรับท่านที่มีปัญญาบารมีมากๆ สามารถเข้าใจถึงสภาวะนิพพานได้โดยที่ยังยึดติดในรูปหรืออรูปได้ เช่น หลวงพ่อฤษีลิงดำ หากยังยึดติดว่านิพพานมีตัว มีรูป มีดินแดน ก็สามารถบรรลุอรหันต์แบบปัญญาวิมุติได้ ไม่จำเป็นต้องขจัดรูปราคะสังโยชน์นี้ ในทางมหายานนับว่าได้ถึงอรหันตผลแล้ว นอกจากนี้ ท่านที่ปฏิบัติธรรมสายธรรมกายบางท่าน ก็เห็นนิพพานเป็นแดน เห็นท่านที่นิพพานแล้วมีรูปกายต่างๆ อย่างนี้ ก็ยังติดใน “รูป” อยู่ จึงยังไม่อาจแยกแยะระหว่างรูปและนิพพานได้ ถึงขนาดประกาศว่า “นิพพานเป็นอัตตา” ก็มี ด้วยความที่ยังเหลืออัตตาในรูปที่ตนได้เห็นนั่นเอง แต่ด้วยศรัทธาในธรรมของพระพุทธเจ้าก็มีจิตมั่นตรงต่อนิพพาน และละ “อวิชชาสังโยชน์” ได้ รู้แจ้งว่านิพพานมีจริง และเข้าถึงได้จริง จึงนับเข้าเป็นอรหันต์ เรียกว่า “อรหันตโพธิสัตว์” เมื่อละสังขารตายลง จิตจะจุติไปตามภาพนิมิตที่ตนเชื่อว่าเป็นนิพพาน ทำให้ไม่ได้ดับขันธปรินิพพาน แต่จุติแล้วปฏิสนธิเกิดเป็นชีวิตใหม่ อนึ่ง ผู้เขียนเคยได้พบกับผู้ถอดกายทิพย์ไปพบหลวงพ่อฤษีลิงดำ ถามท่านท่านก็ตอบว่าท่านเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ขออนุญาตท่านนำไปเผยแพร่ ท่านก็ตกลงให้เผยแพร่          

 

รูปและนาม คือ นิพพานหรือไม่?

รูปก็คือรูป นามก็คือนาม เมื่อรูปนามดับไปตามหลักอนิจจัง แล้วจิตของเราน้อมไปทางความดับนั้น จิตนั้นย่อมก้าวล่วงลงสู่ความว่างสูญ ก็อาจรู้แจ้งถึงนิพพานได้ จริงอยู่ว่านิพพานแปลว่าสูญ แต่นิพพานเป็น ปรมัตถธรรม จึงเป็นความสูญที่ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย เป็นความสูญที่มีธรรม อันเรียกว่าปรมัตถธรรม หรือธรรมเนื้อแท้ หรือสัจธรรม ธรรมชาติแห่งความสูญนั้นมีอยู่อย่างเป็นสัจธรรมคือธรรมเที่ยงแท้แน่นอน ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา คือ ธรรมที่กล่าวนั้น ไม่เป็นอื่น ไม่แปรเปลี่ยนไป แต่ธรรมนั้นก็มีอนิจจัง เป็นธรรมดา ก็อนิจจังนั้นแหละคือธรรมอันเที่ยง ความแปรเปลี่ยนนั่นแหละที่เที่ยงแท้ แต่นิพพานจะต่างจากธรรมอื่นๆ คือ ไม่มีสภาวะการเวียนว่ายตายเกิดและความทุกข์ก็จะหมดไปเท่านั้นเอง การพิจารณา “รูปนาม” เป็นการนำมาเป็นเครื่องเพ่งพิจารณาเท่านั้น ที่พิจารณานั้นคือ ความเป็นอนิจจังของรูปนาม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จะเพ่งพิจารณาอะไรก็ได้ ก็พิจารณาที่ความเป็นอนิจจัง หรือทุกขัง หรืออนัตตา เท่านั้นเอง    

 

พระวิสุทธิเทพนิพพานหรือยัง?

ในพระไตรปิฎกได้บันทึกคำว่า “พระวิสุทธิเทพ” ไว้ ในสมัยครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มีผู้ถามถึงพระวิสุทธิเทพ ท่านก็ไขปริศนาให้ว่าหมายถึงเทวดาที่มีจิตบริสุทธิ์ หมายถึงพระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันตสาวกนั่นเอง การกล่าวถึงพระวิสุทธิเทพในครั้งนั้น กล่าวเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงมีขันธ์ห้าอยู่ครบ ยังไม่ทรงนิพพาน ดังนั้น คำว่าพระวิสุทธิเทพนั้น จึงแปลความหมายได้ว่า หมายถึงเทพที่มีจิตบริสุทธิ์แต่ยังไม่นิพพาน เพราะถ้านิพพานแล้ว ความเป็นคน, สัตว์, เทวดา หรือเทพ ก็ไม่มีอีก หมดไป นิพพานไปหมดแล้ว ไม่มีอย่างอื่นให้อาลัยอยาก อาลัยยึดมั่นถือมั่นคว้าไว้ ปรุงไว้ โหยหาได้อีก ดังนั้น คำว่า “พระวิสุทธิเทพ” ต้องหมายถึงว่าท่านยังไม่นิพพาน ถ้านิพพานแล้วไม่เรียกเป็นเทพอะไรอีก เช่น กายทิพย์ที่พระอรหันต์ถอดออกไปเที่ยวในโลกทิพย์ ก็นับเรียกได้ว่าเป็น “วิสุทธิเทพ” แต่ถ้าเราเห็นรูปกายของท่านใดที่นิพพานแล้ว ให้รู้ว่านั่นไม่ใช่พระวิสุทธิเทพ ไม่ใช่เทพ, ไม่ใช่เทวดา, ไม่ใช่สัตว์, ไม่มีชีวิต, ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด จึงไม่ใช่อะไรอีก นอกจาก “รูป” ที่เราเองปรุงแต่งขึ้นจากสัญญาขันธ์ของเรา อันอาจมีธรรมระดับนิพพานเป็นเหตุให้จิตเราหยั่งรู้ แปลออกมาเป็น “รูป” นั้นๆ ได้ เหมือนเวลาที่เราเห็นใบไม้ไหวก็อย่าสำคัญหมายว่าใบไม้ที่ไหวคือลม ลมก็คือลม มีอยู่จริง แต่ใบไม้ไหวก็คือใบไม้ไหว นิพพานก็คือนิพพาน ไม่มีนิมิต ไม่มีรูป รูปก็คือรูป แต่รูปบางรูปสำคัญหมายถึงความมีอยู่จริงของนิพพานได้เหมือนกัน เช่น รูปกายทิพย์ของพระพุทธเจ้า

 

ผลของการติด “รูป” ทำให้เกิดการเผยแพร่ธรรมะบิดเบือน

การติดในรูปราคะสังโยชน์ ทำให้เกิดการเผยแพร่ธรรมะที่บิดเบือนไปเล็กน้อย เช่น การกล่าวว่า “นิพพานเป็นอัตตา” เป็นต้น หรือ การกล่าวว่า “นิพพานมีดินแดน” นิพพานแล้วยังมีรูปกายทิพย์เป็นแก้วอย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้น การที่เราเอา “รูปราคะสังโยชน์” เหล่านี้ มาสำคัญหมายเป็น “นิพพาน” ทำให้เราไม่ได้นิพพาน อุปมาเหมือนการไปสำคัญหมายเอาว่าใบไม้ไหวคือลม เราย่อมไม่เข้าถึงลมที่แท้จริงเป็นแน่แท้ เมื่อยามละสังขารตายลง จิตก็จะระลึกนึกถึงภาพนิมิตก็ดี, รูปพระพุทธเจ้าก็ดี, รูปแดนนิพพานก็ดี สุดท้าย ก็ไม่ได้นิพพาน เพราะติดใน “รูป” ใน “นิมิต” เหล่านี้นั่นเอง การที่สมเด็จพระสังฆราชถามพระอาจารย์มั่นว่า “พระพุทธเจ้านิพพานแล้วจะเห็นได้อย่างไร” นั้นก็เพื่อบ่งบอกว่า “นิพพานแล้วย่อมไม่เห็น เพราะนิพพานไม่ใช่รูป” สิ่งที่เห็นได้เรียกว่ารูป แต่นิพพานไม่ใช่รูป จึงมองไม่เห็นแม้จะใช้ตาทิพย์ก็ตาม ในขณะที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่าถ้าเจอพระพุทธเจ้า ให้ฆ่าพระพุทธเจ้าก่อน ความหมายของท่านก็คือ การไม่ไปยึดติดในรูปกายทิพย์ที่เราเห็นเป็นพระพุทธเจ้านั่นเอง เพื่อมุ่งจิตไปสู่นิพพานอย่างเดียวไม่เป็นอื่น ปัจจุบันหลายท่านกำลังเอา “พระวิสุทธิเทพ” มาเป็นสินค้าตัวใหม่ให้กับพุทธพาณิชย์ เอามาโปรโมทให้ศรัทธายึดมั่นถือมั่นเหมือนเทพองค์ใหม่กันต่อไป นี่คือ ผลพวงจากความเข้าใจผิดในนิพพานและรูป ที่บทความฉบับนี้จำเป็นต้องเขียนขึ้นแม้จะค้านความเชื่อของท่านก็ตาม   


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน