• อาจหาญ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ardharn_n@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-29
  • จำนวนเรื่อง : 70
  • จำนวนผู้ชม : 149583
  • ส่ง msg :
  • โหวต 28 คน
บล๊อกนี้ไม่มีชื่อ
เรื่องของชีวิตและการดำรงอยู่ของคนธรรมดา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ardharn
วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน 2551
Posted by อาจหาญ , ผู้อ่าน : 1292 , 00:20:49 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปัญหาการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่เกิดขึ้นในบ้านเรายังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  เพราะถึงตอนนี้มันไม่รู้จะไปหยุดอีท่าไหนแล้ว  จริงๆแล้วถ้าจะมองและพูดกันตรงๆงานนี้มันเป็นเรื่องของ.....ตัวบุคคลมากกว่า

 

นานมาแล้ว  มีคนคนหนึ่งเขามีความเก่งกล้าสามารถในเชิงธุรกิจมาก  คนคนนี้ทำธุรกิจจนประสบผลสำเร็จร่ำรวยมหาศาลจนติดอันดับประเทศในเวลาอันรวดเร็ว

เขาเป็นคนที่มองการไกลและก็คาดการณ์อะไรในเชิงธุรกิจไม่ผิดอีกด้วย  เขาเป็นคนที่กล้าคิดและกล้าทำ  เกือบทั้งหมดที่ทำไปไม่มีอะไรพลาด   จนส่งผลให้ทุกธุรกิจที่เขาจับเป็นเงินเป็นทองไปหมด

เมื่อเป็นที่สุดในเชิงธุรกิจ  มีทุกสิ่งทุกอย่างที่คนธรรมดาจะมีได้แล้ว  อย่างที่บอกว่าความต้องการของคนเรานั้นไม่มีที่สิ้นสุด  ทุกความต้องการของคนธรรมดาเช่นเรานั้นเป็นอินฟินิตี้  คือต้องการไปเรื่อยๆ ด้วยความคิดที่ว่าเมื่อตัวเองรวยแล้วก็ขออาสามาทำงานช่วยชาติช่วยประเทศบ้างจากนั้นเขาก็พาตัวเองก้าวเข้าสู่ชีวิตการเมือง 

 

ในส่วนของธุรกิจนั้นก็ยังดำเนินต่อไปโดยให้ไครต่อไครมาเป็นหุ่นบริหารแทน  อาจเป็นหุ่นยนต์ก็ได้  แต่ใช้ ซอฟแวร์ หรือการสั่งการจากเขานั่นแหละ  ไม่บอกใครๆเขาก็รู้

 

จากจุดเล็กๆในทางการการเมืองก็ค่อยๆก้าวหน้าจนตั้งพรรคการเมืองเป็นของตนเอง 

ในหน้าของการเมือง  คนคนนี้เป็นคนที่เปลี่ยนรูปแบบของการทำการเมืองแบบเดิมเดิม  มาสู่(จะว่าแบบใหม่ก็ไม่ได้) การเมืองที่ไม่เหมือนแบบเดิม

ด้วยความที่เขาเป็นนักธุรกิจ  หรือเป็นคนที่ทำธุรกิจมาก่อน  ทุกอย่างจึงดำเนินไปแบบการทำธุรกิจ

คิดแบบชาวบ้านก็คือ 

-         ผลิตหรือเราจะขายอะไรสักอย่างทำอย่างไรจึงจะขายได้

-         จากนั้นก็ถามต่อไปว่าจะขายใคร

-         เขามีเงินเท่าไหร่

-         จะทำอย่างไรเขาจึงจะซื้อของเรา

-         เมื่อซื้อของเราแล้วทำอย่างไรให้เขา ซื้อๆๆๆๆ ตลอดไป

แนวคิดของพ่อค้าหรือนักธุรกิจเป็นอย่างนี้หรือเปล่าอันนี้ผมไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันเพราะไม่ได้เป็นนักธุรกิจเช่นเขา  แต่เป็นคนหา.....จะว่าหาเช้ากินค่ำก็ไม่ใช่  เอาเป็นว่าหาเดือนนี้กินเดือนหน้า  เรียกง่ายๆว่ามนุษย์เงินเดือนก็แล้วกัน

 

เริ่มต้นด้วยนโยบายพรรค (หรือนโยบายการหาเสียงนั่นแหละไม่ได้ต่างกันหรอก)  ที่เป็นรูปธรรม  จับต้องได้  และทำได้จริง   ซึ่งต่างกับนโยบายของพรรคการเมืองรุ่นบุราณ  ของคนแก่ๆเก่าๆที่เล่นการเมืองแต่ก่อนซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ชัดเจน..ทุกประเด็นที่วิเคราะห์เลยก็ว่าได้  ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง  ถึงเวลาเลือกตั้งก็หาเสียงกันใหม่....ว่ายังงั้น 

 

ด้วยความฉลาดแบบนักธุรกิจ เขามองเห็นว่านโยบายต่างๆที่ออกมาจะต้องทำให้ได้จริง  สัมผัสและจับต้องได้  และจะต้องโดนในคนทุกภาคส่วนของสังคม  โดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้า(เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินและรู้จักความหมายของคำคำนี้เช่นกัน) ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้

นโยบายแบบพี่มีแต่ให้ในนาม เอื้ออาทร และชื่ออื่นๆ เพื่อที่จะดึงคะแนนนิยมจากชนขั้นรากหญ้า

และนโยบายต่างๆอีกมาก  ซึ่งถ้าอยากรู้ทั้งหมดก็ลองไปหาอ่านดูในเน็ทก็แล้วกัน

แต่นโยบายมุ่งเน้นไปสู่ความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของสังคม

 

ในตอนนั้นพรรคของชายคนนั้นได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น  จนได้เสียงข้างมากมาจัดตั้งรัฐบาล

และนำพาชีวิตของชายผู้นี้ก้าวไปสู่ที่สุดของชีวิตของเขานั่นคือตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” (ที่ว่าสูงสุดนั้นเพราะเชื่อว่าเขาคงไม่สามารถกลับไปยังตำแหน่งนี้ได้อีกแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ตาม)

 

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนโยบายต่างๆของพรรคได้เปลี่ยนเป็นนโยบายรัฐบาลรัฐบาลและได้ถูกนำไปใช้งานจริงๆ   ในหลายนโยบายต้องขอบอกว่า  บางสิ่งที่เขาทำได้ไม่มีไครเคยทำได้มาก่อน เช่น

-         นโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค  เป็นนโยบายที่ทำให้ชนชั้นล่างของประเทศซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ได้มีหลักประกันในสุขภาพ  สามารถเดินเข้าสถานพยาบาลของรัฐเพื่อทำการรักษาสุขภาพได้  แม้ไม่มีเงินมากมายอะไร

-         นโยบายปฏิรูประบบราชการที่เชื่องช้า  เหมือนเต่าล้านปี  บ้างก็บอกระบบเช้าชามเย็นชามซิสเต็ม  จากเดิมที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องเดินตามข้าราชการประจำพวกนี้  พอถึงยุคของชายคนนั้น รัฐบาลกลับเป็นฝ่ายบงการข้าราชการประจำ ให้ทำงานมีประสิทธิผลกันหน่อย  อย่ามัวแต่เป็นเต่าหรือเช้าชามเย็นชาม

-         และอื่นๆอีกหลายอย่าง

เมื่อเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นไปได้ ทำให้ความนิยมชมชอบในตัวของผู้ชายคนนั้นกลับเพิ่มไปเป็นทวีคูณ

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป  องค์ประกอบหลายอย่างทำให้มุมมองของคนบางกลุ่มเปลี่ยนไป  ก็มีจากหลายสาเหตุ

ด้วยความที่เขาและพลพรรคเป็นนักธุรกิจ  ดังนั้นจึงมีคนหลายคนพูดว่าเป็นพรรคคนรวยที่มาช่วยคนจน

 

แต่ภายหลังกลับเป็นว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำไปนั้นบางสิ่งได้กลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนกับตัวเองและพรรคพวกอะไรทำนองนั้นซึ่งจะจริงหรือไม่จริงๆแล้วมันก็อยู่ที่เหตุ  ซึ่งก็อยู่ที่คนที่เป็นคนทำ  และผลก็คือสิ่งหรือความจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะชนในตอนหลังนั่นเอง  ก็แล้วแต่ไครจะมองซึ่งหลายนโยบายหรือหลายสิ่งหลายอย่างก็ถูกโจมตีภายหลัง

 

ต่อมาเขาก็โดนปฏิวัติและหนทางชีวิตก็อยู่ในขาลง  ต้องร่อนแร่ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองหลายเดือนแม้ในที่สุดจะได้กลับสู่แผ่นดินเกิด  ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม  แม้บารมีจะมีอยู่มาก  แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากเหมือนเมื่อก่อน  แม้ว่าคนของเขาจะเป็นรัฐบาลและมีอำนาจทางการเมืองในตอนนี้

 

 แม้ในที่สุดเมื่อศาลตัดในคดีที่เขาถูกฟ้องว่ามีความผิด  เขาก็หนีศาลและไม่ยอมรับในคำตัดสินของศาลซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดด้านยุติธรรมในแผ่นดินที่เขาอยู่  ซึ่งทุกคนต้องเคารพ

 

จริงๆแล้วที่เขียนมาทั้งหมดเพียงแต่อยากจะบอกว่าความวุ่นวายสับสนในบ้านในเมืองนี้มาจากผู้ชายคนเดียวคนนี้แหละที่ทำให้บ้านเมืองแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่ายจนยากที่จะเยียวยาในตอนนี้

 

ฝ่ายแรก  เป็นฝ่ายที่ยอมรับนับถือว่าชายคนนั้นคือคนที่ฟ้าส่งมาโปรดมาช่วยชีวิตให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นสังคมดีขึ้น  เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่ชายคนนั้นให้กับเขาในอดีตนั้นเป็นอย่างในจริงๆ  ในมุมมองที่จับต้องได้  เช่นไปรักษาตัวฟรี  พักหนี้ให้  เอาตังค์ไปแจกให้หมู่บ้านละล้าน  ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่มีไครเคยให้เขาได้อย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้  คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนชั้นรากหญ้าที่อยู่ตามต่างจังหวัด  ซึ่งจริงๆแล้วจะโทษเขาก็ไม่ได้เพราะสิ่งที่เขาได้สัมผัสมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ  มุมมองของคนกลุ่มนี้มันเหมือนผู้ชายคนนั้นโดนแกล้งให้มีอันเป็นไป  อยากให้ผู้ชายคนนั้นกลับมาและรักษาผู้ชายคนนั้นไว้ในอ้อมอกตลอดไป  เพื่ออะไรก็เพื่อที่จะมีคนเอาสิ่งต่างๆเหล่านี้ที่เขาเคยได้มาให้เข้าอีก

 

อีกฝ่ายเป็นคนชั้นกลาง  กลุ่มคนที่มีความสามารถในการรับรู้ข่าวสาร  เป็นคนที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเวลาที่ผ่านมาจากการบริหารประเทศในยุคของผู้ชายคนนั้น  เบื้องหน้าและเบื้องหลังในแต่ละเรื่อง  แต่ละอย่างที่พรรคและพวกของเขาทำไว้มีผลดีและผลเสียอย่างไร  ในมุมมองของคนกลุ่มนี้จึงต่างจากคนกลุ่มแรก  เมื่อเขารับรู้ข่าวสารก็ทำให้รู้ว่าเรื่องราวจริงๆนั้นเป็นอย่างไร  ตลอดเวลาที่ผู้ชายคนนั้นบริหารแผ่นดิน  ไครได้อะไร และไครเสียอะไรคนกลุ่มนี้ก็เลยไม่คิดที่จะเอาผู้ชายคนนั้น

 

ความขัดแย้งและวุ่นวายจึงได้บังเกิดขึ้นในบ้านเมืองดังที่เห็นกันในทุกวันนี้ 

 

พวกที่เอาอยากให้กลับมาอีกเพราะเห็นความดี สำนึกบุญคุณ

กับพวกที่ไม่เอาเพราะมองเห็นความไม่ชอบมาพากล  และรู้ทัน

 

จริงๆแล้วถ้าผู้ชายคนนั้นเห็นแก่บ้านแก่เมือง ละความคิดที่ไม่รู้จักพอ  และเอาตัวเองออกจากการเมือง

เหตุการณ์ต่างๆในบ้านในเมืองคงจะดีขึ้นกว่านี้

 

แต่ด้วยความที่  ไม่พอ  ยังพอมองเห็นโอกาสที่จะกลับมาเพราะคนที่เอา   มากกว่าคนที่ไม่เอา  ที่เห็นอย่างนี้อาจเป็นเพราะเลือดเข้าตา หรือเป็นเพราะเสียไปมากแล้ว  หรือมันหยุดไม่ได้แล้วก็ไม่รู้ได้

 

เพียงแต่ถ้าผู้ชายคนนั้นมีคำว่าเพียงพอ  หรือพอแล้วในหัวใจ  เชื่อว่าหลายอย่างจะสงบลง

 

ถ้าลองไปศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองยุคหลังๆ แล้วจะพบว่าคนที่ไม่รู้จักพอ....ในทางการเมืองนั้น...มีใครที่ไปได้สวยบ้าง....  หรือชายคนนั้นเขาคิดว่า  เขาทำได้  ก็ไม่รู้ 

แต่ที่แน่ๆ  มันจบลงไม่สวยแน่นอน 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
หมาป่าใต้แสงจันทร์ วันที่ : 25/11/2008 เวลา : 01.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonlightwolf
ประชาธิไตยคือการที่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่      - พุทธทาสภิกขุ -

ดีครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พู่กันกับดินสอสี วันที่ : 25/11/2008 เวลา : 01.09 น.

เห็นด้วยจ้า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]