• อาจหาญ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ardharn_n@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-29
  • จำนวนเรื่อง : 70
  • จำนวนผู้ชม : 150453
  • ส่ง msg :
  • โหวต 28 คน
บล๊อกนี้ไม่มีชื่อ
เรื่องของชีวิตและการดำรงอยู่ของคนธรรมดา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ardharn
วันเสาร์ ที่ 25 มิถุนายน 2554
Posted by อาจหาญ , ผู้อ่าน : 3877 , 13:05:36 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความมั่นใจในตัวเองเป็นเครื่องเสริมบุคลิกภาพอย่างหนึ่งในการเข้าสังคมและการทำงาน

บทที่1 มองคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง
ในแต่ละครั้งที่พูดออกมาจะมั่นคงและหนักแน่นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยมคนที่มีความมั่นใจในตัวเองจะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในความรู้ ความคิด การกระทำ
ทัศนะคติของตัวเอง และอีกหลายอย่าง อย่างที่เรามองเห็น

คนที่เชื่อมั่นในตัวเองจะไม่มีความกลัว  กล้าที่จะตัดสินใจ บนพื้นฐานของความรู้และประสบการณ์ที่ตัวเองมี กล้าที่จะยอมรับกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น กล้าที่จะยอมรับกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามต้องการ
กล้าที่จะรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำและการตัดสินใจของตนเองซึ่งคนประเภทนี้เป็นที่ต้องการของหลายองค์กรที่ต้องการคนที่มีความเป็นผู้นำในระดับต่างๆ เพื่อที่จะนำพาองค์กรไปสู้เป้าหมายและความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งไว้

บทที่2 สำรวจตัวเองว่ามีความมั่นใจในตัวเองแค่ใหน
เริ่มจากความเชื่อของเรา  เรามีความเชื่อในสิ่งต่างๆอย่างไร  ความเชื่อมีผลสำหรับตัวเรา การทำงานของเราความเชื่อในตัวเราที่มีบางครั้ง  ถ้าเป็นความเชื่อที่ถูกต้องอยู่ในหลักการที่พิสูจน์ได้ มันจะไม่ส่งผลต่อตัวเราอย่างเดียวแต่มันจะส่งผลให้ผู้คนรอบข้างเชื่อมั่นในตัวเรา
ขอยกตัวอย่าง ถ้าคนที่ทำงานทางด้านช่างหรือวิศวกรรม ต้องมีความเชื่อในสิ่งที่ที่เป็นเหตุและผล
ไม่ใช่มีความเชื่อในคนและผีคือไสยศาสตร์หรืออะไรประเภทนี้  เพราะอะไรถึงเกิดอย่างนี้ขึ้น  และจะแก้อย่างไร  แน่นอนถ้าเรามีความเชื่อในหลักการของวิทยาศาสตร์หลักการของเหตุและผล  เราจะหาเหตุจากผลที่เกิดได้และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและตรงจุดซึ่งจะทำให้คนที่เฝ้ามองเราอยู่มีความเลื่อมใสและเชื่อมั่นในตัวเราและการที่จะหาเหตุจากผลที่เกิดขึ้นได้สิ่งสำคัญก็คือต้องมีความรู้ดังนั้นเราจึงต้องหาความรู้ที่เกี่ยวข้องในงานที่ทำให้ได้ให้มากที่สุด

บทที่3 เริ่มอย่างไรกับการหาความมั่นใจให้ตัวเอง
เริ่มจากต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด  แนวคิดที่ว่าก็คือกฏแห่งกรรม คือกฎแห่งการกระทำ  ถ้าเราทำดีเราก็ได้ดี  ทำไม่ได้ก็ไม่มีทางจะได้ดี  ถ้าหาความรู้เราก็จะได้ความรู้  ตั้งใจทำงานก็จะได้ผลงานแต่บางครั้งก็ต้องดูสถาณการณ์และทิศทางลมด้วย  แนวทางอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคอยบอกและสอนเพื่อนร่วมงานทุกคนเสมอก็คือ "ในการทำงานคนไหนที่คิดแบบหัวหน้าก็จะได้เป็นหัวหน้า  คนไหนคิดแบบลูกน้องก็จะได้เป็นลูกน้องเพราะความคิดของคนจะส่งผลไปสู่การกระทำ"ทำไมหรือยังไง เอาไว้วันหลังถ้ามีเวลาจะเขียนให้อ่าน

ความกล้าแรกคือกล้าที่จะเปิดตัวเองสู่บุคคลอื่น  การเปิดตัวเองสู่บุคคลอื่นคืออะไรคือการที่จะทำให้คนอื่นรู้ว่าเราเป็นสมาชิกในสังคมที่ทำงานตรงนี้  เราเป็นคนมีส่วนร่วมตรงนี้  เรายืนอยู่ตรงนี้ เรามีผลกับกระบวนการกับงานตรงนี้  ตรงนี้มีเรานะ  การเปิดเผยตัวเองแบบง่ายๆคือการทักทายและพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานที่เราทำเจอกันตอนเช้า ยิ้ม ทักทาย อาจถามสารทุกสุกดิบบ้าง อาจถามถึงงานที่ผ่านมามีปัญหาอะไรบ้างงานต่อไปหรือเรื่องที่ค้างจะเอาอย่างไงเป็นการทำให้คนอื่นคิดว่าเราเอางานเราให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำอยู่ และเป็นการบอกให้คนอื่นรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ด้วยนะ

ความกล้าที่สองคือกล้าที่จะพูด  แต่ก่อนพูดต้องคิดก่อน การที่เราพูดหรือเราแสดงความคิดเห็นของเราให้คนอื่นๆได้รับรู้มันมีผลดีคือถ้าความคิดเห็นเราถูกต้องมันก็จะเปิดโอกาสให้คนอื่นยอมรับความคิดเห็นของเราและยอมรับในตัวเรา  แต่ถ้าความคิดเห็นเราผิด คนอื่นก็จะแย้งเรา เราก็จะได้รู้ความคิดเห็นของคนอื่นและผลสรุปที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไร  และครั้งต่อไปเราจะทำหรือจะปรับปรุงความคิดอย่างไร เพื่อที่จะให้เป็นที่ยอมรับ

ความกล้าที่สามคือกล้าที่จะบอกว่าไม่รู้ในสิ่งที่ไม่รู้  ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเราแล้วเราไม่รู้  เราต้องกล้าบอกว่าเราไม่รู้  เพราะการที่เราไม่รู้แล้วเราไม่กล้าที่จะบอกคนอื่นๆ มันก็จะทำให้เราไม่รู้ในสิ่งที่คนอื่นๆคิดว่าเราน่าที่จะรู้เมื่อเราไม่รู้เราก็ต้องถามคนที่รู้  เพราะบางอย่างเมื่อเรารู้แล้วเราอาจเอามาพัฒนาความคิดจนบางครั้งเราอาจมากกว่าคนที่บอกเราในตอนแรกก็ได้

ความกล้าอย่างที่สี่คือกล้าที่จะรับคำชมด้วยความอ่อนน้อมถ่อตน  อันนี้ไม่ต้องอธิบายมากในบางครั้งเมื่อเราแก้ปัญหาบางอย่างที่ยากๆได้คำชมคำเยินยอก็จะเกิดขึ้นจากผู้คนรอบข้าง  จงเก็บมันไว้ในใจ ทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาอย่าแสดงออกมาให้มาก  เพราะจะเป็นที่หมั่นใส้ของไครอีกหลายคน

ความกล้าอย่างที่ห้าคือกล้าที่จะรับคำตำหนิติเตียน  กล้ารับในสิ่งที่ทำผิดพลาด เมื่อมีความผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเราเราต้องกล้ารับเพราะการที่เรายอมรับว่าเราทำผิดเป็นการตัดปัญหาในการโยนไปโยนมาเพื่อหาผู้รับผิดการที่เรายอมรับความผิดที่เกิดขึ้นแทนที่จะเป็นผลเสียแต่มันจะเป็นผลดีคือเป็นการทำให้ผู้อื่นยอมรับในใจเราและตัวเรา ลองนึกดูซิครับว่าถ้าเกิดความผิดขึ้นสักอย่างแล้วคนที่รับผิดชอบก้าวออกมาแล้วยอมรับว่า" มันเป็นความผิดพลาดของผมเองครับที่...............จนทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น ความผิดพลาดเกิดขึ้นเนื่องจาก....................... ต่อไปผมจะแก้ใขไม่ให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วครับ" ลองนึกดูเราจะรู้สึกอย่างไรกับเขา  ถึงแม้บางทีเขาจะโดนไล่ออกจากงานเรายังรู้สึกสงสารเขาอยู่ใช่ไหม

ความกล้าอย่างที่หกคือกล้าที่จะพูด (ด้วยวิธีการที่สมควรตามสถาณการณ์และลักษณะของบุคคล) เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในบางครั้งเมื่อมีสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น  หลายคนไม่กล้าที่จะพูดเนื่องจากความเกรงใจ  แต่เเชื่อแน่ว่าหลายคนที่ไม่กล้าพูดเนื่องจากกกลัวว่าถ้าพูดแล้วคนที่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นจะโกรธและไม่พอใจแต่อยากจะบอกไว้ตรงนี้ว่าการที่เราติคนที่ทำไม่ถูกต้อง บางทีอาจทำให้เขายอมรับในตัวเราด้วยเพราะบางทีเขาอาจทำไปด้วยความไม่รู้หรือความเข้าใจผิด และผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งก็คือเราจะได้การยอมรับจากคนที่เห็นแล้วแต่ไม่กล้าพูด หลักการง่ายๆคือเกรงใจในเรื่องที่สมควรจะเกรงใจไม่เกรงใจในเรื่องที่ไม่สมควรจะเกรงใจ

ความกล้าอย่างที่เจ็ดคือกล้าที่จะยอมรับว่าคนอื่นเก่งกว่าหรือรู้กว่าเราในบางเรื่อง ในบางครั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วเราคิดว่าเรายังรู้ไม่มากพอ  ไม่ลึกซึ้งพอที่จะแก้ปัญหา  การที่จะมองหาคนอื่นทั้งคนในส่วนเดียวกันเช่นหัวหน้าหรือลูกน้องที่เราคิดว่าเขาน่าจะรู้ปัญหาดีกว่าเรามาร่วมวงในการแก้ปัญหาจะทำให้คนอื่นยอมรับในตัวเรา ที่เราให้ความสำคัญกับเขาให้เกียรติเขา จากประสบการณ์
เขาจะให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างจริงใจยอมรับเราและยอมรับในความคิดเราเรื่องอื่นๆที่ถูกต้องและการยอมรับคนอื่นเป็นพื้รฐานที่สำคัญของลักษณะของคนที่เป็นผู้นำซึ่งในการทำงานจะมีหลักอยู่ข้อนึงว่า"จะต้องพาองค์กรไปสู่จุดมุ่งหมายให้ได้" เราไม่ต้องเก่งทุกเรื่องแต่มองให้ออกว่าเรื่องใหนไครเก่ง ไครทำได้ก็ให้เขาทำซะ

ความกล้าอย่างที่แปดคือกล้าที่จะรับผิดแทนผู้ที่ต่ำกว่าซึ่งก็คือลูกน้อง  ในบางครั้งที่เขาทำผิดหรือพลาดเกิดขึ้นอย่าปัดความผิดให้เขาแต่จงรับความผิดพลาดนั้นเอาไว้เองเพราะว่า การที่เรามอบหมายงานให้คนไต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องไปทำ  ถ้าเขาทำผิดพลาดเกิดขึ้นแล้วเราปัดความรับผิดชอบไปให้เขา  ก็จะทำให้เขาไม่มีความกล้าที่จะทำในอนาคต  แต่ถ้าเราโอบปีกแห่งความรับผิดชอบให้คลุมเขาไว้ เชื่อแน่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะทำงานให้เราอย่างสุดความสามารถ  แต่ในการทำงานของเขาเราต้องคอยเฝ้าดูอยู่ด้วยว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องหรือไม่  ตรงนี้ในบางสถาณการณ์อาจเอาไปใช้กับหัวหน้าก็ได้นะครับ 

บทที่5 หมั่นหาความรู้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในงานบางปัญหาเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อน  เพราะฉะนั้นต้องเป็นคุณต้องเป็นคนที่จะต้องตั้งคำถามในปัญหา เพื่อที่จะหาคำตอบให้ได้ หลักการง่ายๆในการแก้ปัญหาในการทำงานคือ "รู้กับไม่รู้"ถ้ารู้สาเหตุและที่มาที่ไปของปัญหาเราก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าเราไม่รู้สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนั้นคือเดาเอา ถ้าจะไม่ให้เดาก็ต้องหาความรู้และทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นให้ได้  ส่วนวิธีการ..................ไปคิดเอาเองนะครับ

บทที่6 เอาสิ่งที่เป็นตัวเราออกมา
การทำงานในรูปแบบหรือบุคลิกที่มีความเป็นตัวเราเป็นสิ่งที่ภาษาไวรุ่นเรียกว่า "เนียน" หรือแนบเนียนในบางครั้งกการที่เราไปคัดลอก (Coppy) แบบอย่างจากคนอื่นที่เรามองว่าเขาเก่ง เขาดีมาเป็นต้นแบบแล้วทำตามนั้น บางอย่างมันขัดกับความรู้สึกของตัวเรา  และจะทำให้เกิดความรู้สึกเคอะเขินในบางเรื่องหรือ"ไม่เนียน" ซึ่งก็คือไม่เป็นธรรมชาตินั้นเอง  การเอาสิ่งที่เป็นธรรมชาติในตัวเราออกมาคือเราเป็นคนอย่างไรเราก็ต้องเป็นแบบนั้น เราพูดอย่างไร เดินอย่างไร ทำไปอย่าให้ขัดเขินกับความรู้สึก แต่การกระทำต้องอยู่บนพื้นฐานในเรื่องที่กล่าวมาจากข้างต้น

บทที่7 ต้องเป็นคนเดินเข้าใส่และหาเรื่อง  เดินเข้าใส่ในที่นี่คือเดินเข้าใส่งานหรือเดินเข้าใส่ปัญหา เมื่อมีปัญหาหรือแว่วๆว่ามีปัญหาเกิดขึ้นจงเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน  เพราะถ้าปัญหามันเกิดขึ้นจริงๆแน่นอนว่ามันก็ไม่พ้นจากตัวเราใช่ไหมครับ  การเดินเข้าใสปัญหาจะทำให้เราดูเป็นคนกระตือรือร้น  การเข้าไปถามก่อนจะเป็นการทำให้คนอื่นยอมรับในความตั้งใจของเราที่มีต่องาน  และต่อไปเมื่อมีปัญหาเขาจะคิดถึงเราเป็นคนแรก เมื่อมีอะไรเขาก็จะมาปรึกษามาคุยมันทำให้เรากลายเป็นคนที่ดูมีความสำคัญคนหนึ่งในองค์กรซึ่งก็จะมีผลต่อไปในอนาคตใช่ไหมครับ

จากที่เขียนมาคงจะเป็นแนวทางให้คนหลายคนที่ยังขาดความมั่นใจในตัวเองได้บ้างหลายคนมีความความรู้ ความเก่งอยู่ในตัวเอง  แต่หากขาดความมั่นใจในตัวเองแล้วในบางครั้งมันทำให้เราไม่สามารถดึงเอาศักยภาพทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวเองได้  จากที่เขียนมาทั้งหมดมันก็ไม่หมดยังมีอีกหลายอย่างที่เรายังต้องค้นหาเอาเอง แต่ลองดูนะครับถ้าทำตามที่อ่านมาได้ผมคิดว่าคุณก็จะเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้โขอยู่ครับ  และทั้งหมดนี้เกิดจากคำถามง่ายๆ ของน้องตัวเล็กๆคนนึงว่า "พี่......ทำไงเราถึงจะมีความมั่นใจในตัวเองละ"

How to increase your self-Esteem?

Know yourself and your strenghts and weaknesses.

Uplift yourself by positive thinking.

Love yourself first of all.

Trust yourself and your instincts.

Accept youself as you are.

Respect yourself first of all.

Be yourself as an original.

Assert yourself without feeling guilty.

Do actions independently.

Believe in yourself.

Emotionally support yourself.

Grow yourself by taking risks and coping with guilt.




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2011 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]