• art4d
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-04-26
  • จำนวนเรื่อง : 14
  • จำนวนผู้ชม : 29381
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2557
Posted by art4d , ผู้อ่าน : 753 , 15:52:02 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

Review โดย คุณธันยพร หงษ์ทอง

Cartoon College

อย่าเพิ่งเมิน Cartoon College เพียงเพราะคุณไม่ได้สนใจการ์ตูนหรืออยากเป็นนักวาดการ์ตูน ถึงจะเป็นภาพยนตร์สารคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนและชีวิตนักเรียนใน “วิทยาลัยการ์ตูน” แต่หากมองลึกลงไปกว่านั้น Cartoon College ก็ราวกับจะใช้ The Center of Cartoon Studies (“วิทยาลัยการ์ตูน” ที่ว่า) เป็น case study สะท้อนค่านิยม บรรทัดฐาน และมายาคติของสังคมในภาพใหญ่ออกมาให้ได้เห็นกัน

โครงเรื่องหลักของ Cartoon College โดยผู้กำกับ Josh Melrod และ Tara Wray เป็นการติดตามดูชีวิตของนักเรียนใน The Center of Cartoon Studies (CCS) ที่ตั้งอยู่ใน White River Junction เมืองเล็กๆ อันเงียบสงบของรัฐ Vermont เสริมด้วยบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมจากอาจารย์ เช่น Steve Bissette, Scott McCloud และ Art Spiegelman รวมทั้งคนดังในแวดวงการ์ตูนอีกหลากหลาย ในแต่ละปี CCS จะคัดเลือกนักวาดการ์ตูนมาร่วมโปรแกรมการศึกษาเป็นเวลาสองปี และเมื่อนักเรียนแต่ละคนส่งวิทยานิพนธ์ชิ้นสุดท้ายจนผ่านเกณฑ์ พวกเขาก็จะได้รับวุฒิเทียบเท่ากับปริญญาโททางหลักสูตรศิลปะ (Master of Fine Arts) นักเรียนที่ CCS มีไม่มาก แต่หนังก็ให้ภาพของหนุ่มสาว (ไปจนถึงวัยกลางคน) ที่หลากหลาย ตั้งแต่ Jen เฟมินิสต์ที่ทำงานพิเศษมากกว่า 2 ที่ไปพร้อมๆ กับเรียนหนังสือ, Ryland หนุ่มเซอร์ที่ไม่สนใจโลกจนถูกเพื่อนเรียนมัธยมสมัยล้อว่าเป็นเกย์, Blair ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่มีวัยเด็กอันขมขื่น, Casey ที่ใครก็ต่างบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะ และ Al นักโบราณคดีวัย 61 และนักเรียนที่อายุมากที่สุดในชั้นเรียนที่ลาพักงานมาเพื่อไล่ล่าความฝันในวัยเยาว์ 

ถึงจะมีภูมิหลังและเรื่องราวในชีวิตที่แตกต่างกันไป นักเรียนของ CCS ก็ต่างหลงใหลในการ์ตูนเหมือนกัน และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เมื่อหนังเจาะลึกลงไปในความฝันของแต่ละคน เราก็ได้พบว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการเป็นนักวาดการ์ตูนที่โด่งดัง ร่ำรวย หรือว่าเป็นเจ้าของคาแร็กเตอร์การ์ตูนที่เป็นตำนาน หรือ “ขายได้” อย่าง Superman, Spiderman, Batman แต่พวกเขาต้องการนำเอาเรื่องราวในใจที่ต้องการสื่อสารออกไปมาสร้างสรรค์เป็นการ์ตูน และเพียงหวังให้การวาดการ์ตูนที่พวกเขารักเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ก็เท่านั้น 

เอาแค่ภาพของนักเรียนสุด “เนิร์ด” แต่ละคนที่ฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนก็เป็นคาแร็กเตอร์ที่แปลกแยกออกจากสังคมส่วนใหญ่แล้ว เพราะความฝันของพวกเขาเป็นสิ่งที่คนส่วนมากมองว่าไร้สาระและไร้รสนิยม (เหมือนอย่างที่ Ryland พูดไว้ตั้งแต่ตอนเปิดเรื่องแล้วว่า “แค่บอกว่าคุณบอกว่าคุณกำลังจะเข้าเรียนเรื่องการ์ตูนในวิทยาลัย พวกเขาก็จะเมินคุณทันที” และที่ Alec Longstreth อาจารย์คนหนึ่งใน CCS แดกดันไว้ต่อจากนั้น “ถ้าพวกเขายิ้มเยาะถามคุณว่า อ้อ... คุณเป็นนักวาดการ์ตูนเหรอ ก็อย่าลืมบอกเขาไปด้วยว่าคุณจบปริญญาโทด้านการ์ตูนเลยล่ะ บัดซบจริงๆ!”) แต่ที่แปลกแยกมากกว่านั้นก็คือ ความคิดฝันที่ต้องการเป็นเพียงนักวาดการ์ตูนที่หาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ได้อยากโด่งดังหรือร่ำรวยอะไร ยังค้านกับค่านิยมในสังคมทุน-บริโภคนิยมทุกวันนี้ที่ใครๆ ก็ต่างอาศัยอยู่ใน American Dream ยังไม่นับว่าเรื่องราวที่พวกเขาต้องการสื่อสารออกมาเป็นการ์ตูนที่ว่ายังเป็นเรื่องปมปัญหาชีวิตและไอเดียเพี้ยนหลุดโลก อย่าง Blair ที่นำเสนอเรื่องของเด็กชายที่โดนพี่ชายผู้เหนือกว่าทรมานในวัยเยาว์ และ Jen ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับประจำเดือนผู้หญิง! ทั้งหมดที่ว่ามาจึงทำให้การเป็นนักวาดการ์ตูนของพวกเขาที่ว่าเฉพาะกลุ่ม (niche) หรือ ผิดแปลกจากสังคม (outcast) มากอยู่แล้ว ยิ่งถูกผลักออกมาจากนักวาดการ์ตูนในกระแสหลัก กลายเป็น niche of niche เข้าไปอีก

และในความเป็น outcast ของนักวาดการ์ตูนกลุ่มนี้ ฉากหลังของเมืองเล็กๆ อย่าง White River Junction ก็ยิ่งเหมาะเจาะ เพราะมันขับเน้นให้เราเห็นภาพของกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่หมกมุ่นอยู่กับการ์ตูนทั้งวันทั้งคืน ราวกับพวกเขาเพิ่งอพยพออกจากสังคม มาอาศัยอยู่ที่สุดขอบโลก กลายเป็นชนเผ่าเล็กๆ ที่โลกลืม!

การให้ภาพที่แปลกแยกต่อสังคมของนักวาดการ์ตูนเหล่านี้ อาจทำให้ผู้ชมบางส่วนคิดค้านและตั้งคำถามต่อมาว่า แค่การที่พวกเขาอยากวาดการ์ตูนทำให้พวกเขาแปลกแยกต่อสังคมจริงหรือ? หรือกฎเกณฑ์ค่านิยมของสังคมเองที่ตั้งขึ้นจากคนหมู่มากและเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อคนหมู่มากฝ่ายเดียว ที่สำคัญ, ในเมื่อนักวาดการ์ตูนเหล่านี้มี “สาร” ที่ต้องการสื่อออกไป และใช้ ทั้ง “ภาพ” และ “ภาษาเขียน” เป็นสื่อในการเล่าเรื่อง แล้วพวกเขาต่างจากศิลปินหรือนักเขียนตรงไหน? หรือเพียงเพราะการ์ตูนที่พวกเขาวาดมีรูปร่างหน้าตาไม่จริงจังและออกไปในแนวเด็กไม่รู้จักโต ผลงานของพวกเขาจึงไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปะ?

หนังแตะประเด็นตรงนี้เล็กน้อย โดยนำเสนอความเห็นของบรรดาอาจารย์ นักวิจารณ์ และ ผู้พิมพ์ในแวดวงการ์ตูนไว้ว่า การ์ตูนเป็นรูปแบบการสื่อสารทางภาพและภาษาที่เรียบง่าย (จนอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของเด็ก) แต่ในการเขียนการ์ตูนนั้น นักวาดการ์ตูนจะเปิดพื้นที่ว่างระหว่างแต่ละช่องการ์ตูนให้คนอ่านได้ใช้จินตนาการ และนักวาดการ์ตูนก็ต้องให้รายละเอียดของภาพที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกได้ดี รวมทั้งเลือกใช้ภาษาที่สั้นกระชับเหมาะสมกับการเป็นการ์ตูนด้วย นักวิจารณ์อีกคนยังกล่าวอีกว่า แท้จริงแล้วความเรียบง่ายของการ์ตูนไม่ต่างไปจากบทกวีที่เรียบง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับร้อยแก้วที่ยืดยาด และแม้จะไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนว่าการ์ตูนเป็นศิลปะหรือไม่ เราก็ยังได้ฟังความเห็นอีกสองข้อที่น่าสนใจว่า หากลองมองย้อนดู Punk Rock พวกศิลปินนักออกแบบในความเคลื่อนไหวนั้นก็ทำทุกอย่างแบบ DIY เหมือนกับนักวาดการ์ตูน และก็ใช้การ์ตูนเป็นสื่อหนึ่งด้วย ส่วนบรรณาธิการอีกคนหนึ่งให้ความเห็นว่า โรงเรียนสอนการ์ตูนและนักเรียนกลุ่มเล็กๆ ที่นั่งเขียนการ์ตูนกันทั้งวันทั้งคืนนี้ไม่ต่างอะไรไปจาก Andy Warhol and the Factory เพราะก่อนที่ Warhol จะมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับ เขาก็ทุ่มเททำงานกับกลุ่มคนของเขา โดยมีแกลเลอรี่กลุ่มเล็กๆ ที่เปิดรับ เช่นเดียวกับภัณฑารักษ์เพียงหยิบมือที่ร่วมทำงานด้วย แต่พอเวลาผ่านไป Pop Art ของ Warhol ก็กลายเป็นความเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา 

แต่ไม่ว่านักวาดการ์ตูนจะเป็นศิลปินหรือไม่ใช่ศิลปิน และในอนาคต การ์ตูนจะมีโอกาสเข้ามาครอบครองพื้นที่ในแวดวงศิลปะได้มากกว่านี้หรือไม่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จาก Cartoon College อย่างชัดเจนก็คือ การเป็นนักเขียนการ์ตูนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไหนจะต้องออกไปต่อสู้ควานหาสำนักพิมพ์ในตลาดที่เล็กกระจิดริดอยู่แล้ว ไหนจะต้องอดทนต่อสายตาของคนรอบข้างที่มองว่าพวกอายุ 30 กว่าที่ยังนั่งวาดรูปตลกๆ เป็นพวกไม่เอาไหน ไหนจะต้องคอยตอบคำถามของคนในครอบครัวว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิต และไหนจะต้องบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งบนโต๊ะเพื่อวาดและเขียนตลอดวันโดยที่ไม่มีแสงสว่างที่ปลายทางให้เห็นชัด
รอยต่อตรงนี้เป็นส่วนสำคัญของหนังที่สองผู้กำกับทำออกมาได้ดีทีเดียว เพราะไม่เพียงนักวาดการ์ตูนเท่านั้นที่จะรู้สึกร่วมไปกับประเด็นตรงนี้ด้วย แต่ผู้ชมที่เป็นนักเขียน ศิลปิน นักออกแบบ หรืออาชีพอะไรก็ตามที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน (คือเป็น outcast และยืนหยัดที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ) ก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกของนักวาดการ์ตูนใน Cartoon College ได้ไม่ยาก ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทิ้งประเด็นเรื่องความยากในการเป็นนักวาดการ์ตูนไว้ตรงนี้แล้ว มันยังเป็นเสมือนทางแยกให้ผู้ชมเลือกว่าจะเดินไปทางไหนต่อระหว่าง ยอมแพ้ ล้มเลิกความฝัน หรือ ก้าวเดินไปบนถนนสายขรุขระที่ว่าพร้อมหาช่องทางใหม่ๆ ที่เป็นไปได้ต่อไป

บนทางแยกตรงนี้ยังเป็นจุดตัดสินด้วยว่า Cartoon College จะเป็นหนังที่เล่าเรื่องพวกขี้แพ้ในมิติเดียวโดยไม่ทิ้งอะไรไว้เลย หรือว่าจะกลายเป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจแก่คนในวงการสร้างสรรค์ที่กำลังอยู่ในหนทางตีบตันให้ลุกขึ้นมาสู้ต่อไปได้
เชื่อว่าทั้ง Melrod และ Wray คงจะมีคำตอบอยู่แล้วในใจอยู่แล้วว่าจะผลักผู้ชมไปทางไหนดี พวกเขาจึงเลือกเล่าเรื่องต่อถึง Mocca Festival เทศกาลการ์ตูนอิสระที่จัดโดย Museum of Comic and Cartoon Art ราวกับจะเป็นการบอกว่าเมื่อไม่มีโอกาสสำเร็จรูปรออยู่เหมือนอาชีพอื่นๆ นักวาดการ์ตูนก็ต้องพยายามหาช่องทางใหม่ๆ และสร้างโอกาสขึ้นมาเอง ประเด็นตรงนี้ยังสอดคล้องกับการที่หนังนำเสนอบทสัมภาษณ์และคำสอนของอาจารย์ใน CCS ที่เน้นไปในเรื่องทัศนคติและการเป็นนักวาดการ์ตูนที่พร้อมจะออกไปสู้กับโลกภายนอก มากกว่าจะสอนว่าเขียนการ์ตูนยังไงให้ขายดี (ซึ่งก็ยังเป็นการเน้นให้เห็นกรอบความคิดหลักของหนังอีกครั้งด้วยว่าต้องการนำเสนอ “วิทยาลัยการ์ตูน” ในแง่มุมไหน) จบจาก Mocca Festival แล้ว สองผู้กำกับยังดึงเอา Blair กลับมาพูดถึงอีกครั้ง Blair เป็นนักเรียนที่วาดการ์ตูนเกี่ยวกับวัยเยาว์อันโหดร้ายของตัวเอง (คนเดียวกับที่โดนพี่ชายแกล้ง) และตัดสินใจดร็อปเรียนออกไปเมื่อสองปีก่อนเพราะ “ไม่พร้อมที่จะทุ่มเทลุกขึ้นมานั่งวาดการ์ตูนบนโต๊ะทุกวัน” (เป็นไปได้ว่าเขาอาจยังไม่พร้อมจะถ่ายทอดบาดแผลในความทรงจำนั้นออกมาด้วย) แต่ในครั้งนี้ Blair ที่เคยคิดยอมจำนนไปแล้ว ก็กลับมาลงทะเบียนเรียนที่ CCS ต่ออีกครั้ง

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถึงหนังจะให้แรงบันดาลใจและมี mood and tone คล้ายหนังฮอลลีวูด (โดยเฉพาะการใช้กราฟิกและซาวนด์แทร็กเท่ๆ จาก Beulah, Arhers of Loaf, Tokyo Police CLub และ Portastatic เป็นต้น) แต่ Cartoon College ก็ไม่ใช่หนังฮอลลีวูดและไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จนั้น ดังนั้นในตอนท้ายของเรื่องเราจึงได้เห็นนักเรียนบางคนจบการศึกษา ได้พิมพ์การ์ตูนของตัวเอง และได้งานทำอย่างที่ตั้งใจ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นงานธรรมดาไม่หวือหวาอะไร) แต่บางคนก็ไม่ได้มีเส้นทางราบรื่นเช่นนั้น ยกตัวอย่าง Jen ที่ต้องส่งผลงานเพิ่มกว่าจะจบการศึกษาได้ในปีถัดมา, Al ที่ตัดสินใจออกจากการเรียนเพราะฝีมือวาดรูปไม่ดีพอ กลับไปทำงานที่ Boston University แต่สุดท้ายก็ย้ายกลับมาอยู่ White River Junction และเปิดสตูดิโอเล็กๆ ของตัวเอง หรือแม้แต่ Blair ที่กลับมาเรียนอีกครั้ง แต่กว่าจะทำวิทยานิพนธ์ผ่านได้ ก็ต้องเจอกับคำวิจารณ์สาหัสสากรรจ์จากกลุ่มอาจารย์

นับเป็นบทสรุปที่ให้ภาพชีวิตของนักวาดการ์ตูนและนักสร้างสรรค์แบบทางเลือกที่ไม่เพ้อฝันจนเกินไป เพราะยังไงเสีย โลกใบนี้ก็เป็นของคนหมู่มากและ American Dream อยู่แล้ว

ธันยพร หงษ์ทอง

 

Movies On Design @หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อยู่ในสถานการณ์ปกติค่ะ

วันนี้ (21 พ.ค. 57) ฉายภาพยนตร์ทั้งหมด 3 เรื่อง 
เวลา 16:40 ฉายภาพยนตร์เรื่อง From Nothing
เวลา 18:15 ฉายภาพยนตร์เรื่อง The High Line
เวลา 19:30 ฉายภาพยนตร์เรื่อง Cartoon
ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5
แล้วพบกันค่ะ




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน