• artemis-tai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : artemistai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-24
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 368795
  • ส่ง msg :
  • โหวต 160 คน
วัฒนธรรมคือมรดกของโลก
ทั่วๆไป เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรม ตามประสาคนเขียนบล็อก ^^
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/artemis-inside
วันเสาร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2550
Posted by artemis-tai , ผู้อ่าน : 7490 , 21:47:19 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

กระบวนพยุหยาตราชลมารค

           ใกล้เข้ามาแล้วกับงานพระราชพิธียิ่งใหญ่ที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า เราคนไทยทุกคนตั้งตารอคอยได้ที่จะได้ชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และถวายพระพรเนื่องในวโรกาสพระชนมพรรษา 80 พรรษา  และทางรัฐฯได้เตรียมงานให้มีกระบวนพยุหยาตราชลมารค ในอาทิตย์นี้จึงมีเรื่องราวของกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาให้ได้อ่านกันค่ะ เรื่องค่อนข้างยาว กรุณาอย่าเบื่อนะคะ

 

                  กระบวนพยุหยาตราชลมารค เป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำที่เป็นราชประเพณีไทยที่มีมาแต่โบราณ โดยมีหลักฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยอยุธยา เรือในกระบวนมีการสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย มีการจัดกระบวนหลายแบบ ที่รู้จักกันดีก็คือ "กระบวนพยุหยาตราเพชรพวง" ดังปรากฏใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมื่อ พ.ศ. 2430 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โดยยึดถือตามแบบแผนเดิมแห่งกรุงศรีอยุธยา

  

                การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ไทยนับตั้งแต่โบราณกาลมา การเสด็จพระราชดำเนินทางบก เรียกว่า “พยุหยาตราสถลมารค” ส่วน การเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำเรียกว่า “พยุหยาตราชลมารค” ซึ่งหมายถึง ริ้วกระบวนที่จัดขึ้นในการที่พระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปในการต่างๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธี บรมราชาภิเษก การเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอย พระพุทธบาท การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญจากหัวเมืองเข้ามาประดิษฐานในเมืองหลวง 

 

                  ประเภทของการเห่เรือ สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทคือ การเห่เรือหลวง (การเห่เรือในงานพระราชพิธี) และ การเห่เรือเล่น (การเห่เรือเล่นของชาวบ้านในงานต่างๆ) ในปัจจุบันการเห่เรือ ยังคงอยู่เฉพาะ การเห่เรือหลวง ที่ใช้ใน กระบวนพยุหยาตราชลมารค 

 

               นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่า ประเพณีกระบวน พยุหยาตราชลมารค เห็นจะมีมาแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็น ราชธานีคือ เมื่อประมาณ 700 ปีล่วงมาแล้ว กล่าวไว้ว่า พระร่วงเจ้า (พระมหาธรรมราชา ๑) ทรงใช้เรือออกลอยกระทง หรือพิธีจองเปรียง ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั้งเผาเทียนเล่นไฟในยามคืนเพ็ญเดือนสิบสองแต่หลักฐานชิ้นแรกที่เรามีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับกระบวนเรือพระราชพิธีในอดีตก็คือ หลักฐานในชั้นต้นสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี 

 

               กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองเกาะ ชีวิตความเป็นอยู่ริมน้ำของชาวกรุงเก่าจำต้องอาศัยเรือในการสัญจรไปมา รวมทั้งในเวลารบทัพจับศึก ก็จะใช้กระบวนทัพเรือเป็นสำคัญ จึงปรากฏว่ามีการสร้างเรือรบมากมายในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อประมาณ พ.ศ.1990 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎมนเฑียรบาลใช้สำหรับเป็นธรรมเนียม ราชตระกูลและราชสำนัก ในบทพระอัยการหลายมาตราได้กล่าวถึงกระบวนเรือพระราชพิธีไว้อย่างชัดเจน เป็นต้นว่า ในเดือน 11 มีพระราชพิธี “อาษยุชพิธี” คือการแข่งเรือเสี่ยงทายระหว่างเรือพระที่นั่งสมรรถไชย อันเป็นเรือพระที่นั่งทรง กับเรือพระที่นั่งไกรสรมุข ของสมเด็จ พระอัครมเหสี มีธรรมเนียมถือสืบกันมาว่า ถ้าเรือพระที่นั่งสมรรถไชยแพ้ ปีนั้นข้าวจะเหลือเกลือจะอิ่ม ปวงประชาจะสุขเกษมกันทั่วหน้า แต่ตรงกันข้าม ถ้าเรือพระที่นั่งสมรรถไชยชนะ ปีนั้นจะเกิดยุคเข็ญ

 

                    ครั้งล่วงมาอีกประมาณร้อยปีเศษ ในพระราชพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้พบบันทึกว่า เมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะนั้น เสด็จฯ ทางชลมารค โดยโปรดให้พายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์อันเป็นเรือทรงพระพุทธ-ปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา “พระพิชัย” และอีกครั้งหนึ่งเมื่อคราวทรงยกทัพไปรับทัพพระมหาอุปราชฝ่ายพม่า ทรงกรีธาทัพไปทางชลมารค และโปรดให้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์อัญเชิญพระชัยนำ กระบวนกันไปเป็นสวัสดิมงคล ความงามสง่าของกระบวนเรือตอนนี้ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ ลิลิตตะเลงพ่าย

 

                 ในยามที่บ้านเมืองปราศจากศึกสงคราม เมื่อถึงฤดูกาล น้ำหลากอันเป็นเวลาที่ราษฎรว่างเว้นจากการทำนา ประกอบกับมีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ ทางการก็จะเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมกระบวนเรือ เพื่อใช้ในพิธีสำคัญๆ เพื่อให้ไพร่พลได้รื่นเริงในการกุศล เรือเหล่านี้มักจะมีการจำหลักลวดลาย และประดับประดาให้สวยงามวิจิตรพิสดาร    นอกจากนี้ชาวกรุงศรีอยุธยาก็หันมาเล่นเพลงเรือ แข่งเรือเป็นเรื่องเอิกเกริก โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม เมื่อจะเสด็จฯแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ หรือเสด็จฯไปทอดผ้ากฐินยังวัดวาอาราม ก็มักจะใช้เรือรบโบราณเหล่านั้นจัดเป็นกระบวนเรือยิ่งใหญ่ 

           

             การเคลื่อนกระบวนพยุหยาตราชลมารค จะควบคู่ไปกับการเห่เรือ พร้อมด้วยเครื่องประโคม จนเกิดเป็นวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะยิ่ง คือ “กาพย์เห่เรือ” ซึ่งเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา  ได้ทรงบรรยายถึงความงดงามและลักษณะของเรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนั้น และบทเห่เรือนี้ก็ได้เป็นแม่แบบของการแต่งกาพย์เห่เรือในปัจจุบัน

 

 

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 

         ด้วยเหตุที่สมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆมากมาย ทั้งทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้น จึงมีการเสด็จฯ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค และในบางโอกาสก็โปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนเรือหลวงออกรับคณะราชทูต และแห่พระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส จากกรุงศรีอยุธยา มายังเมืองลพบุรี

 

          ในช่วงปี พ.ศ. 2199-2231 ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ มีการจัดกระบวนพยุหยาตราฯที่เรียกว่า “ขบวนเพชรพวง” เป็นริ้วกระบวนยิ่งใหญ่ 4 สาย พร้อมริ้วเรือพระที่นั่ง ตรงกลางอีก 1 สาย มีเรือทั้งสิ้นไม่ตำกว่า 100 ลำ ซึ่งนับเป็นกระบวนพยุหยาตราฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และนับเป็นต้นแบบสำคัญของกระบวนพยุหยาตราฯในสมัยต่อๆ มา ในสมัยนี้มีบันทึกของกวีที่สำคัญๆดังนี้

 

บันทึกของกวีย์ ตาชาร์ด 

             ในปี พ.ศ. ๒๒๒๘ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงส่งลาลูแบร์เป็นราชทูตเข้ามายังประเทศไทย พร้อมกับคณะบาทหลวงเยซูอิด ซึ่งมีบาทหลวงผู้หนึ่ง คือ กวีย์ ตาชาร์ด เป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ไว้ในหนังสือเรื่อง จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ในตอนหนึ่งได้เล่าถึงขบวนเรือที่ใช้ออกรับเครื่องราชบรรณาการว่า 

 

          "มีเรือบังลังก์ขนาดใหญ่ ๔ ลำมา แต่ละลำมีฝีพายถึง ๘๐ คน ซึ่งเราไม่เคยเห็นเช่นนั้นมาก่อน ๒ ลำแรกนั้นหัวเรือทำเป็นรูปเหมือนม้าปิดทองทั้งลำ เมื่อเห็นมันมาแต่ไกลในลำน้ำนั้นดูคล้ายกับมันมีชีวิตชีวา มีเจ้าหน้าที่กองทหารรักษาพระองค์ ๒ นายมาในเรือทั้ง ๒ ลำ เพื่อรับเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ครั้นบรรทุกเสร็จแล้วก็ถอยออก ไปลอยลำอยู่กลางแม่น้ำอย่างสงบเงียบ และตลอดเวลาที่ลอยลำอยู่นี้ ไม่มีสุ้มเสียงใดเลยบนฝั่ง และไม่มีเรือลำได้เลยแล่นขึ้นล่องในแม่น้ำ เป็นการแสดงความเคารพต่อเรือบัลลังก์หลวง และเครื่องราชบรรณาการที่บรรทุกอยู่นั้น" 

บาทหลวง ตาชาร์ด ยังเขียนถึงขบวนเรือที่แห่พระราชสาสน์ และเครื่องราชบรรณาการที่เดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยา ไปยังเมืองลพบุรีไว้อีกว่า 

  

         "ขบวนอันยึดยาวของเรือบังลังก์หลวง ซึ่งเคลื่อนที่ไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อยนี้มีจำนวนถึง ๑๕๐ ลำผนวกกับเรือลำอื่นๆ เข้าอีกก็แน่นแม่น้ำ แลไปได้สุดสายตา อันเป็นทัศนียภาพที่งดงามยิ่งนัก เสียงเห่แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยมของชาวสยาม อันคล้ายจะรุกไล่เข้าประกับข้าศึกนั้น ก้องไปทั้งฟากแม่น้ำ ซึ่งมีประชาชาพลเมืองมาคอยชมขบวนเรือยาตราอันมโหฬารนี้อยู่" 

 

บันทึกของนิโคลาส แชแวร์

              ตามบันทึกของ นิโคลาส แชแวร์ ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเดินทางเข้ามาในสมัยนั้น ได้บรรทึกไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม ถึงกระบวนเรือไว้ว่า 

"ไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรืออื่นใดได้ เป็นขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือกว่า ๒๐๐ ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ๆไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั้น ใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายพร้อมกับเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นทอง เสียงพายกระทบเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน" 

ต่อมาใน พ.ศ.2310 เมื่อคราวเสีย กรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่า กระบวนเรือพระ-ราชพิธีได้ถูกข้าศึกทำลายสูญสลายกลาย เป็นเถ้าถ่านไปในกองเพลิง

              นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยจนสำเร็จ และในเวลาต่อมา พระองค์ได้ทรงเร่งสร้างเรือพระราชพิธีขึ้น สำหรับใช้ในราชการศึกสงคราม จะเห็นได้จาก ในพระราชพิธีสมโภชรับพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญมาจากเวียงจันทร์และแห่มาพักไว้ที่กรุงเก่า คือ พระนครศรีอยุธยา มีข้อความในหมายรับสั่งพรรณนา กระบวนเรือที่แห่มาจากต้นทางว่า รวมเรือแห่ทั้งปวง 115 ลำ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จขึ้นไปสมทบที่พระตำหนักบางธรณีกรุงเก่า ความว่า มีเรือแห่มารวมกันเป็นจำนวนรวม 246 ลำ ในครั้งนั้นถือได้ว่า เป็นการเตรียมกำลังรบทางน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย และสะท้อนให้เห็นพระปรีชาสามารถ และการให้ความสำคัญในยุทธวิธีทางน้ำของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เป็นอย่างดี และกระบวนเรือพระราชพิธีได้รับการบูรณะและฟื้นฟูขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่ง กระบวนพยุหยาตราชลมารคในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2325 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมกษัตริย์แห่งพระ มหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้าย พระนครหลวงจากธนบุรีมาอยู่ฝั่งกรุงเทพมหานคร อันเป็น ชัยภูมิสถานสำหรับการรบพุ่งที่ดีกว่าสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ 

 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการสร้างเรือเพิ่มขึ้นมาอีก 

รัชกาลที่ ๒      ๒ ลำ

รัชกาลที่ ๓      ๒๔ ลำ

รัชกาลที่ ๔        ๗ ลำ

รัชกาลที่ ๕        ลำเดียว

รัชกาลที่ ๖         ๒ ลำ

 

           จากนั้นก็มิได้มีการสร้างเรืออีกจนถึงรัชกาลที่ ๙จึงได้มีการสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙เนื่องในโอกาสกาญจนาภิเษก เรือที่สำคัญๆ และตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้แก่ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๔ และมาสร้างขึ้นแทนลำเดิมอีกในรัชกาลที่ ๖ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ และ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๖ 

 

              ในช่วงสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา อู่เรือพระที่นั่งที่ปากคลองบางกอกน้อยถูกลูกระเบิดถล่มจนเรือเสียหายไปหลายลำ จากนั้นมาจึงมีการซ่อมแซมเรือ และโอนเรือพระราชพิธี ๓๖ ลำ ให้กรมศิลปากรดูแลเก็บรักษาไว้ที่อู่เรือพระราชพิธีปากคลองบางกอกน้อย และส่วนที่เหลืออีกราว ๓๒ ลำ เป็นพวกเรือตำรวจ เรือดั้ง เรือแซง กองทัพเรือเก็บรักษาไว้ 

 

           สำหรับกระบวนพยุหยาตราที่มีในรัชกาลปัจจุบันนั้น ส่วนมากจะเป็นการเสด็จไปทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม และ พิธีสำคัญๆ อย่างเช่น การฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี กาญจนาภิเษก และ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ (สำหรับงาน เอเปค และ งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี นั้น เป็นเพียงการสาธิตแห่กระบวนเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จในกระบวน)

 

ในรัชกาลปัจจุบัน 

            เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กับ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสำหรับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาแล้วจำนวน ๑๖ ครั้งแล้ว ดังนี้ 

ครั้งแรกคือกระบวนพยุหยาตราชลมารค ในการฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ เมื่อ ๑๔ พฤศภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐

และในครั้งต่อๆมาส่วนใหญ่เป็นการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม 

ครั้งล่าสุดที่ผ่านมาคือกระบวนพยุหยาตราชลมารค(ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐  

เส้นทางเดินเรือ 

            จุดเริ่มต้นของกระบวนเรือนั้น คือบริเวณท่าวาสุกรี โดยจะมีการจอดเรือตั้งแต่ หน้าสะพานกรุงธน ไปถึงหลังสะพานพระราม ๘ เรือจะเริ่มออกจากสะพานพระราม 8 ผ่านป้อมพระสุเมรุสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลศิริราช กรมอู่ทหารเรือ ราชนาวิกสภา พระบรมมหาราชวัง หอประชุม ทร. วัดอรุณราชวราราม และไปจอดเรืออยู่หน้าวัดกัลยาณมิตร 

 

เรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารค มีดังนี้ 

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช             เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์                เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙

เรือเอกไชยเหินหาว                        เรือเอกไชยหลาวทอง

เรือพาลีรั้งทวีป                                 เรือสุครีพครองเมือง

เรืออสุรวายุภักษ์                               เรืออสุรปักษี

เรือกระบี่ปราบเมืองมาร                  เรือกระบี่ราญรอนราพณ์

เรือครุฑเหินเห็จ                             เรือครุฑเตร็จไตรจักร

เรือเสือทยานชล                              เรือเสือคำรณสินธุ์

เรืออีเหลือง                                     เรือทองขวานฟ้า

เรือทองบ้าบิ่น                                  เรือแตงโม

เรือดั้ง                            เรือแซง                      เรือตำรวจ

 

 

 

 

            เรือสุครีพครองเมือง

 

                          อสุรวายุภักษ์                                                    

                            อสุรปักษี

                                                   

                                     กระบี่ราญรอนราพณ                              

                  กระบี่ปราบเมืองมาร                                 

                

                                         ครุฑเหินเห็จ                                             

                         พาลีรั้งทวีป     

พระที่นั่งทรงนารายณ์ทรงสุบรรณ                           

 

                                   พระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ง                                                         

 

 

            

                     เรือพระราชพิธีและประเพณีเห่เรือ เป็น "มรดกทางวัฒนธรรม" ซึ่งบรรพบุรุษได้เนรมิตสร้างสรรค์ไว้ให้แก่อนุชนรุ่นต่อมา ยากที่ชาติอื่นใดในโลกจะเสมอเหมือนได้ เรือพระราชพิธีเป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่าสูง ฝีมือประณีต แสดงวิชาศิลปะการช่างอย่างเป็นเอก และได้สร้างสมจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี อันเป็นความภาคภูมิใจในชาติได้อย่างยอดเยี่ยม "เรือพระราชพิธี" มิใช่เป็นเพียงสมบัติของชาติไทยเท่านั้น แต่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของโลกด้วย เรือพระราชพิธีประกอบด้วยศิลปะหลายประเภทคือ คิลปะนาวาสถาปัตยกรรมในการออกแบบรูปทรงลำเรือ อันบรรเจิดตระการตาและได้ประโยชน์ใช้สอยอย่างสมบูรณ์ ศิลปะจิตรกรรมในการออกแบบลวดลายและสีสันอันสวยสดงดงาม มีท่วงท่าประณีตแต่สง่าภูมิฐาน ศิลปะประติมากรรม อันได้แก่ การแกะสลักให้เกิดการตื้นลึกมีแสงและเงา มีท่วงทำนอง เน้นการทอดจังหวะของลวดลายทำให้ท่อนไม้ซึ่งไม่มีชีวิต ดุจมีชีวิตเคลื่อนไหวได้ราวกับสิ่งมีชีวิตจริง

 

   

             บทเพลงทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง อันไพเราะเพราะพริ้ง ให้กลมกลืนเข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันได้อย่างเหมาะเจาะ และลงตัวยิ่ง กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นการเห่เรือ กระบวนหลวงของเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน การพายเรือ เห่เรือของเจ้านายและขุนนาง ในโอกาสที่จะเดินทางไปทอดกฐินตามวัดต่าง ๆ ในเวลากลางวัน และนัดกันไปทอดผ้าป่าในเวลากลางคืน การเห่เรือจึงไม่เพียงแต่ให้เกิดจังหวะการพายที่พร้อมเพรียงกัน ยังเป็นการแสดงถึงความรื่นรมย์หรรษาอีกด้วย 

 

               มีบทความสั้นๆอยู่ตอนหนึ่งที่ต่ายชอบมากได้อ่านจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เพราะบรรยายได้เห็นภาพพจน์ชัดเจนมาก  “เมื่อพายกระทบน้ำและกระทบแสงอาทิตย์เกิดประกายระยับจับตา ฝีพายท่านกบินพายพร้อมกันประหนึ่งหงส์เหินโผผินบินเหนือท้องน้ำ ด้วยท่วงท่าอันสง่าประกอบด้วยเพลงเห่อันไพเราะประทับใจในภาพดุจดั่งสวรรค์ เคลื่อนคล้อยลอยเลื่อนมายังพื้นน้ำในแผ่นดิน เมื่อได้เห็นภาพย่อมตราตรึงติดใจอยู่อย่างมิรู้ลืม ฉะนั้นวัฒนธรรมกระบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราชลมารคจึงเป็นเอกในโลกนี้ ด้วยความภูมิใจในความอุตสาหะวิริยะ และชาญฉลาดของบรรพบุรุษที่ได้สร้างมรดกทางปัญญาอันสูงค่าชิ้นนี้ ซึ่งจะต้องอนุรักษ์ให้เจริญคงทนถาวรต่อไปชั่วนิรันดร” 

 

              และในวันนี้คุณภูมิใจกับความเป็นไทยแล้วหรือยัง?

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี และ bangkokpost.net 

รูปภาพประกอบจาก สารคดี และ thaimornachy

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
นาราด้า วันที่ : 18/11/2007 เวลา : 08.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tarot
http://www.oknation.net/blog/narada ไพ่ยิปซีทำนายชีวิต

ขอบคุณมากนะคะที่แวะมาบ้าน tarot...
ชอบเรือมากค่ะ...ตอนนี้กำลังฝึกเรือบังคับอยู่...
ต้องค่อยๆ ปรับหลายอย่าง...อยากให้เรือบังคับเป็นรูปแบบไทยๆ มากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
คุณนายหวี วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 15.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hello

อะไรที่เป็นของไทย สุดยอดอยู่แล้ว ในโลกนี้ไปหาเถอะไม่มีทางเทียบของเราได้เลย..เมืองไทย..ไชโย...
คุกกี้ 450 บ. คุณนายขายราคานี้เมื่อ 3 ปีที่แล้วนะคะ ตอนนี้ถ้าของยังแพงมากขึ้นไม่รู้จะตรึงราคาไว้ได้รึเปล่า รับรองอร่อยแน่ค่ะ (ถ้าไม่อร่อย ยังไงก็ไม่คืนเงิน..ฮ่ะ..ฮ่ะ..ฮ่ะ..)

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
มหรรณพ์ไสว วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 00.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mahansawai
 

ภาพสวยงาม และมีคุณค่าครับ
แต่รู้สึกยังขาด อนันตนาคราช นะครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ตุ้มจิ๋ว วันที่ : 14/11/2007 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namtan
simply9

เห็นแล้วภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย อยากให้คนต่างชาติมาเห็นสิ่งสวยงามเหล่านี้ งามจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
auguzzy วันที่ : 14/11/2007 เวลา : 16.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/raterko
A man can be destroyed but not defeated.

รายละเอียดดีจังครับ

เรื่อง Tag ที่ถามมา ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดดูได้ครับ
จริงๆ เขียนเองก็ได้นะครับ ไม่ต้องรอให้ใครส่งมาก้อได้

จะตามอ่านนะครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 14/11/2007 เวลา : 07.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
thesaint วันที่ : 14/11/2007 เวลา : 00.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thesaint
---- การมีสายยางอยู่ในจมูกดูเลวร้าย แต่การดึงออกมามันทำให้ผมแทบบ้า ----


----ใช้เวลานานไหมครับ กับการวางโครงเรื่อง และภาพประกอบ คุณทำได้ดีทีเดียวครับ ...ขอบคุณที่ให้เกียรติแวะมาเยี่ยมผมนะครับ -----

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ล้านเล็กๆ วันที่ : 13/11/2007 เวลา : 23.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lan-car-fair

ขอ save รูปโดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับ

สวยงามมาก...

เนื้อเรื่องแน่นครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
inmoon วันที่ : 13/11/2007 เวลา : 22.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

ภาพงดงาม เหลือเกินค่ะ
พรุ่งนี้ จะเข้ามาอ่านโดยละเอียดอีกรอบน่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
gypsy วันที่ : 13/11/2007 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gypsy

เป็นข้อมูลที่ดีมาก ๆ ทีเก็บมาฝากเพื่อน ๆ ให้ดูกัน ชอบมักกกเลยค่ะ
และที่แวะมานี้ นอกจากจะมาเยี่ยมบ้านเพื่ออ่านงานแล้ว ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เศร้าเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
HalfMoon วันที่ : 13/11/2007 เวลา : 21.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/halfMoon
Twinkle light  from the "half Moon" in a dark sky...

ไม่ได้ดูค่ะ
แต่ดูจากสื่อต่าง ๆ

สวยงามมาก ๆ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
undertaker วันที่ : 13/11/2007 เวลา : 20.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/undertaker
ความสุข หาก"ขอ"กันได้ โลกนี้ก็คงไม่มีความทุกข์

ภูมิใจในความเป็นไทย
ที่
มี
เพียงหนึ่งเดียวในโลก ครับ
.
.

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แมวเหมียว วันที่ : 13/11/2007 เวลา : 20.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassanok

ภาพสวยมากค่ะ
มีภาพหัวเรือครบเลย ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Din วันที่ : 11/11/2007 เวลา : 21.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/372smallroom
ดินน้อมรับคำปรามาสแล้วผลิดอกเพื่อตอบแทนชมรมคนรักษ์ภาษาไทย

ภาพแรกสวยที่สุดในโลก ต้อง จิ๊กๆๆๆ

แวะดูเรื่องกิจกรรมวันเด็กของชมรมพู่กันสัญจร สักแป๊บนึงได้มั้ยคะ ขอบพระคุณค่ะ
http://www.oknation.net/blog/372smallroom/2007/11/11/entry-1

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มะอึก วันที่ : 11/11/2007 เวลา : 00.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ผมภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากครับท่าน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ราษีไศล วันที่ : 10/11/2007 เวลา : 22.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/motorcyrubjang
ณ บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ twitter : @motorcyrubjang / facebook.com/motorcyrubjang  

สวยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]