• artemis-tai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : artemistai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-24
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 368796
  • ส่ง msg :
  • โหวต 160 คน
วัฒนธรรมคือมรดกของโลก
ทั่วๆไป เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรม ตามประสาคนเขียนบล็อก ^^
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/artemis-inside
วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน 2550
Posted by artemis-tai , ผู้อ่าน : 23941 , 20:30:18 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ข้าวแช่อาหารดับร้อนของคนโบราณ

 

                เมื่อถึงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนก็หากลวิธีคลายร้อนมาใช้ต่างๆกันไป

แต่เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงอาหารดับร้อนทั้งหลาย ประเภทไอศกรีม น้ำแข็งไส น้ำหวาน  และอาหารคลายร้อนแบบฉบับดั้งเดิมของไทยอย่างข้าวแช่ ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าลิ้มลองไม่แพ้กัน

    

               เวลานี้ข้าวแช่เป็นอาหารจานเก๋ ที่หาทานได้ทั่วไป ตั้งแต่ร้านริมถนนไปจนถึงภัตตาคารสุดหรู แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า การเดินทางของข้าวแช่บนเส้นทางสายประวัติศาสตร์ก็น่าสนใจไม่แพ้หน้าตา และรสชาติของมันเลย

 

                อันที่จริงข้าวแช่ไม่ใช่อาหารไทยแท้  เชื่อกันต่อๆมาว่าเป็นอาหารพื้นบ้านที่ชาวมอญนิยมทำขึ้นสังเวยเทวดาในพิธีตรุษสงกรานต์ โดยจะมีกรรมวิธีทำที่ยุ่งยากซับซ้อน  ข้าวแช่ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ทุกวันนี้ เรียกเต็มๆว่า “ข้าวแช่เสวย” หรือ “ข้าวแช่ชาววัง” ซึ่งหมายถึงข้าวแช่ลอยในน้ำดอกไม้หอมเย็นชื่นใจ ที่รับประทานกับเครื่องเคียง เช่น ลูกกะปิทอดสีส้มจัด เครื่องผัดหวานสีน้ำตาลเข้ม และผักสีสวย

 

                 ชื่อข้าวแช่ชาววังหรือข้าวแช่เสวยนี้มีที่มา หมายถึงข้าวแช่ที่ชาววังจัดถวายรัชกาลที่ ๕ แล้วโปรดเป็นอย่างมาก     พอบอกว่าเป็นอาหารชาววัง ใครๆก็อยากจะรับประทานทั้งนั้นนะคะ หลังจากสิ้นรัชกาลที่ 5 ในปี 2453 แล้ว ข้าวแช่ก็ออกสู่สังคม แล้วกลายเป็นดารายอดฮิตประจำเมนูหน้าร้อน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์มาตั้งแต่นั้น

 

 

เรื่องราวเกี่ยวกับตำนานข้าวแช่ที่นำมาจากหนังสือเมืองโบราณ

                เรื่องมีอยู่ว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทอง ขาดอยู่แต่ทายาทที่จะรับสืบทอดมรดก จึงไปทำพิธีบวงสรวงพระอาทิตย์พระจันทร์อยู่นาน จนเวลาล่วงไป 3 ปี ยังไม่มีลูก เห็นทีจะไม่ได้ผล จึงเปลี่ยนไปบวงสรวงพระไทร ซึ่งสิงสถิตต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ในการจัดเครื่องบวงสรวงครั้งนี้ เศรษฐีสั่งให้บริวารเอาข้าวสารเมล็ดงามล้างน้ำถึง 7 ครั้งจนบริสุทธิ์หมดมลทิน แล้วจึงหุงข้าวนั้นเพื่อบูชาพระไทร ประกอบด้วยอาหารโอชารสอีกมากมาย ล้วนจัดทำประณีตทั้งสิ้น จากนั้นเศรษฐีจึงอธิษฐานขอบุตรจากพระไทร ฝ่ายพระไทรเห็นความพยายามของเศรษฐี ก็เมตตา จึงไปเฝ้าพระอินทร์ทูลขอบุตรให้เศรษฐีได้ผล พระอินทร์จึงโปรดให้เทวบุตรนามว่าธรรมปาล จุติลงมาเกิดในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ฝ่ายเศรษฐียินดีปรีดามากตั้งชื่อลูกชายว่า ธรรมบาลกุมาร พร้อมสร้างปราสาทเจ็ดชั้นให้ลูกชาย เป็นที่มาของนิทานมหาสงกรานต์ที่ได้ยินกัน

 

                มาต่อกันที่เรื่องข้าวแช่ ว่าชาวมอญหุงข้าวแช่ในงานสงกรานต์ คงไม่ใช่เพื่อขอลูก แต่เพื่อถวายพระ และข้าวที่หุงนี้ไม่เหมือนกับที่กินหรือขายกันทั่วไป แต่กรรมวิธีพิเศษพิสดารกว่า เช่น ต้องใช้ข้าวสารดีเยี่ยม 7 กำ ซ้อมข้าวนั้นให้ได้ 7 ครั้ง แล้วซาวน้ำบริสุทธิ์ 7 หน จึงนำมาหุง ตามประเพณีต้องหุงกลางแจ้ง ถ้าจะให้เต็มพิธีต้องปักราชวัตรฉัตรธงด้วย นอกจากถวายข้าวแช่พระแล้ว ข้าวแช่นี้ยังจะต้องจัดสังเวยเทวดาด้วย โดยปลูกศาลเพียงตาบริเวณบ้าน และสังเวยข้าวแช่เป็นเวลา 3 วัน ข้าวแช่ที่เหลืออยู่อาจนำไปให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพนับถือเพื่อเป็นสิริมงคล

 

               ข้าวแช่ตำรับที่มีชื่อมากที่สุด เป็นของ ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ ผู้เคยทำงานอยู่ในห้องเครื่องต้นสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านถือเป็นคนแรกๆที่ทำข้าวแช่ออกสู่ตลาด และมีชื่อเสียงโด่งดังจนถึงปัจจุบัน

 

                เสน่ห์ข้าวแช่อยู่ที่กรรมวิธีในการปรุง เพราะองค์ประกอบของข้าวแช่นั้นมีมากมาย เคล็ดลับในการทำและทานข้าวแช่ให้ได้อรรถรสจึงอยู่ที่การสังเกตไปพร้อมกับการลิ้มรส ข้าวแช่ก็ต้องมากับ “น้ำดอกไม้” ในฤดูร้อนดอกไม้ไทยต่างพากันชิงออกดอกส่งกลิ่นหอม น้ำที่นำมาใส่ข้าวแช่จึงได้อิทธิพลของดอกไม้เหล่านี้ด้วย นิยมใช้ดอกไม้ไทยที่มีกลิ่นหอมเย็นนะคะ     ส่วนน้ำที่ใช้แต่เดิมมักใช้น้ำฝนใสสะอาด แต่ปัจจุบันมีน้ำแร่ของไทยชนิดไม่อัดแก๊สบรรจุขวดก็นำมาใช้แทนกันได้ดี เวลาเตรียมมักใส่น้ำลงในหม้อดินมีฝาปิด เพื่อให้น้ำนั้นเย็นกว่าอุณหภูมิภายนอก เวลาจะกินสมัยก่อนใช้เกล็ดพิมเสนโรยลงในน้ำเพียงสองสามเกล็ดเพื่อให้เย็นชื่นใจยิ่งขึ้น แต่ปัจจุบันหันไปใช้น้ำแข็งทุบละเอียดแทน

 

          “ลูกกะปิทอด” ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของกับข้าวแช่ จะดูกันว่าข้าวแช่ของใครที่มีฝีมือก็ต้องพิจารณากันที่ลูกกะปิทอดนี้เอง ถัดมาก็มีพริกหยวกสอด, ปลายี่สนผัดหวาน,เนื้อเค็มฝอยผัดหวาน,หัวหอมสอดไส้,ผักกาดเค็มผัดหวาน,ปลาแห้งผัดหวาน , หมูสับกับปลากุเลา คือเครื่องเคียงที่นิยมรับประทานแกล้มกับข้าวแช่ ที่ลืมไม่ได้เลยคือผักสดแกะสลัก เมื่อกับข้าวแช่ส่วนใหญ่เป็นของทอด ก็ย่อมต้องมีผักที่ให้กลิ่นหอมและรสออกเปรี้ยวและขื่นนิดๆไว้ตัดรส แตงกวา กระชาย มะม่วงดิบ ต้นหอม กระชาย และพริกชี้ฟ้าสด จึงถูกนำมาจัดเป็นผักสดไว้กินแนมกับข้าวแช่ การกินข้าวแช่ก็ยังต้องมีวิธีการกินเช่นกัน เริ่มจากนำข้าวใส่ในน้ำลอยดอกไม้ให้สัดส่วนน้ำมากกว่าข้าวใส่น้ำแข็งเล็กน้อยพอให้เย็นชื่นใจ เวลาจะกินให้ตักกับข้าวใส่ปากแล้วตักข้าวตาม ก็จะได้รสชาติทั้งเย็นฉ่ำและความอร่อยกลมกล่อมของกับข้าว

 

 

ข้าวแช่

                  การทำข้าวแช่ มีขั้นตอนการเตรียมและการทำที่ค่อนข้างจะจุกจิก แต่ก็ไม่ยากเกินไปเริ่มกันตั้งแต่ "น้ำข้าวแช่" ก่อนเลย น้ำที่ใช้ผสมกับ "ข้าวแช่" นั้นไม่ใช่น้ำเย็นธรรมดา ๆ แต่เป็นน้ำสะอาดที่อบร่ำกลิ่นด้วยควันเทียนหอม และ กลิ่นดอกไม้ต่าง ๆ เช่น ดอกมะลิ ดอกชมนาด (หากเป็นน้ำข้าวแช่ตำรับมอญนั้นจะต้องอบด้วย ดอกกุหลาบมอญ หรือดอกกระดังงาลนไฟ ที่จะมีกลิ่นหอมจนฉุน) โดยจะต้องเตรียมน้ำนี้ไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 คืน น้ำข้าวแช่ที่อบกลิ่นหอมนี้ จะเก็บไว้ในโถกระเบื้อง หรือหม้อดินที่มีฝาปิดสนิท เพื่อเก็บกลิ่นหอมของดอกไม้ไว้

 

                  ขั้นตอนการเตรียม "ข้าวสุกที่ใช้ทำข้าวแช่" เริ่มด้วยการหุงข้าวด้วยน้ำมาก ๆ พอข้าวสุกเป็น "ตากบ" คือข้าวยังมีไตแข็งข้างใน แล้วเราก็นำข้าวที่ว่านี้มาเทลงกระชอน ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นก็เอาไปแช่ในน้ำเย็น แล้วทำการ "ขัดข้าว" โดยใช้มือทั้งสองข้างกอบขึ้นมาสีกันไปมา หรือใช้นิ้วมือถูข้าวไปมาบนตะแกรง ขัดเมล็ดข้าวแต่เบามือ ให้เมล็ดข้าวเกลี้ยงเกลา ล้างน้ำหลาย ๆ ครั้ง จนน้ำที่ล้างใสดีแล้ว จึงเทข้าวเกลี่ยลงบนผ้าขาวบาง แล้วนำไปนึ่งให้สุกอีกทีหนึ่ง เวลารับประทาน ก็ตักข้าวใส่ถ้วย ตักน้ำข้าวแช่ที่เตรียมไว้ ใส่น้ำแข็งทุบก้อนเล็ก ๆ เท่านั้นเอง แล้วก็นำมาทานกับบรรดาเครื่องเคียงต่าง ๆ

 

 

กะปิทอด

กระชาย 7 ราก ตะไคร้ 2 ต้น ข่า 5 แว่น ผิวมะกรูด 1 ช.ช. รากผักชี 1 ช.ช. หอมแดง 9 หัว กระเทียม 10 กลีบ กะปิ 1 ช.ต. เนื้อปลาดุกย่าง 1 ตัว ปลาฉลาดย่าง 2 ตัว น้ำปลาและน้ำตาลอย่างละ 1 ช.ต. ไข่ 3 ฟอง แป้งข้าวเจ้า 1 ช.ต.

วิธีทำ โขลกกระชาย ตะไคร้ ข่า ผิวมะกรูด รากผักชี หอมแดง กระเทียมให้ละเอียด ใส่กะปิ เนื้อปลาโขลกให้เข้ากัน ผัดกับหัวกะทิในกระทะใบใหญ่ด้วยไฟอ่อนให้หอม ปรุงรสด้วยน้ำปลาน้ำตาล ผัดจนแห้ง ยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น ปั้นเป็นก้อนกลมๆเล็กๆ ให้เท่ากัน ต่อยไข่แล้วตีให้แตก ใส่แป้ง คนให้เข้ากัน นำกะปิที่ปั้นไว้ลงชุบแล้วทอดให้เหลือง   ถือว่าเป็นหัวใจของกับข้าวแช่

 

 

หัวไชโป๊วผัดหวาน

หัวไชโป๊ว  น้ำตาลปึก  น้ำตาลทราย ไข่ไก่

วิธีทำ หัวไชโป๊วจากสุรินทร์หั่นฝอยผัดกับน้ำตาลปึกและน้ำตาลทรายจนขึ้นเงาสวย ปรุงรสเค็มเล็กน้อยผัดกับไข่ให้เป็นสองสีขาว เหลือง รับ ประทานเป็นกับตัวรอง

มีเทคนิคคือ ผัดหัวไชโป๊กับน้ำมันให้หัวไชโป๊ใสก่อน จึงใส่น้ำตาล ถ้าใส่น้ำตาลก่อนจะไปรัดหัวไชโป๊ ทำให้ไม่เงา ไม่น่าทาน

 

หมูสับกับปลาเค็ม

เนื้อหมู  ปลาเค็ม กระเทียม ไข่ไก่

วิธีทำ ที่นี่ใช้เนื้อหมูติดมันสับละเอียดมาคลุกผสมกับเนื้อปลาเค็มทอดสุกยี และกระเทียมสับปรุงรสให้เค็มนำแล้วปั้นเป็นก้อนเล็กๆก่อน ชุบไข่ทอด ให้รสเค็มตัดรสกับกับข้าวอื่นที่ให้รสหวานนำ

 

ปลายี่สนผัดหวาน

เนื้อปลายี่สน น้ำตาล

วิธีทำ เนื้อปลายี่สนผัดกับน้ำตาลจนเหนียวหนึก แต่ใช้ปลายซ่อมตะกุยก็แบ่งเป็นคำได้ เนื้อปลาเป็น ปุยหอมกลิ่นน้ำตาลเคี้ยวสนุกปาก กับชนิดนี้เป็นของข้าวแช่เมืองเพชรฯต้นตำรับ

ควรใช้ปลายี่สนปิ้งให้สุกแล้วยีให้เป็นปุย ก่อนที่จะเอาไปผัดกับน้ำตาล ผัดให้เหนียวจนปั้นเป็นก้อนได้ถึงจะอร่อย แต่อย่าผัดนานเกินไปจะแข็งเป็นหิน

 

หัวผักกาดเค็มผัด

หัวผักกาดเค็มหั่นฝอย ไข่ น้ำตาลทราย

วิธีทำ ล้างหัวผักกาดเค็มให้สะอาด หั่นฝอย ผัดกับไข่ ใส่น้ำตาลให้ออกรสหวาน

 

ปลาช่อนแห้งผัด

ปลาช่อนเค็ม น้ำตาลทราย

วิธีทำ นึ่งปลาพอสุก ฉีกให้เป็นฝอย ทอดให้กรอบแล้วผัดกับน้ำตาลให้พอมีรสหวาน

 

พริกหยวกสอดไส้

หมูสับ ½ ก.ก. กุ้งสับ 10 ตัว กระเทียมพริกไทยโขลกรวมกัน 1 ช.ต. น้ำปลา 1 ½ ช.ช. น้ำตาล 1 ช.ช. ไข่ 5 ฟอง พริกหยวก

วิธีทำ เคล้าหมู กุ้ง กระเทียมพริกไทยให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ต่อยไข่ใส่ 1 ฟอง ปั้นเป็นแท่งยาว ทอดจนสุก

ใส่หมูที่ทอดลงในพริกหยวกที่คว้านไส้ออก นึ่งในลังถึงน้ำเดือดพล่าน 5 นาที พอเย็นบีบน้ำออกให้หมด

ต่อยไข่ที่เหลือ ตีพอแตก ใช้มือชุบไข่แล้วโรยขวางไปมาในกระทะที่ใส่น้ำมันพอลื่นและใช้ไฟอ่อน สุกแล้วลอกออกเป็นชิ้นๆ ห่อพริกให้รอบ

 

หอมสอดไส้

หอมแดง 20 หัว รากผักชีกระเทียมพริกไทยโขลกรวมกัน 1 ช.ต. เนื้อปลาช่อนนึ่ง 1 ตัว น้ำ 1 ช.ต. น้ำปลา 1-2 ช.ช. เกลือป่น 1 ช.ช. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย หัวกะทิคั้นด้วยน้ำปูนใส 1 ถ้วยไข่ 1 ฟอง

วิธีทำ ปอกเปลือกหอมคว้านไส้ออก สับส่วนที่คว้านออกมาให้ละเอียด

ผักรากผักชีฯให้หอม ใส่หอมสับ เนื้อปลา น้ำ หัวกะทินิดหน่อย ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือชิมรสตามชอบ พักไว้ให้เย็น แล้วจึงยัดใส่หัวหอมที่คว้านไว้

นวดแป้งข้าวเจ้ากับหัวกะทิโดยค่อยๆใส่กะทิทีละน้อยจนเป็นเนื้อเดียวกันและข้นขนาดนมข้น หยิบหอมลงชุบแล้วทอดให้เหลือง

 

เนื้อเค็มฝอย

สำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อวัวก็เปลี่ยนมาเป็น "เนื้อหมูฝอย" เราใช้เนื้อเค็มปิ้งให้สุก แล้วฉีกเป็นเส้นฝอย ๆ แล้วนำไปผัดกับน้ำตาลจนแห้ง โรยหน้าด้วยหอมแดงเจียว

 

ดอกลั่นทมทอด

ใช้ดอกลั่นทมสีขาว มาห่อหมูสับผสมกระเทียมพริกไทย แล้วนำไปชุบแป้งทอด ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเห็นมีใครทำคาดว่าคงสูญหายไปแล้วกับการเวลา พูดถึงเครื่องเคียงข้าวแช่แล้ว ต้องขอบอกว่า เครื่องเคียงข้าวแช่ตำรับมอญนั้น จะมีมีมากมายหลากหลายมากกว่าข้าวแช่ตำรับไทย เพราะเขาจะมียำต่าง ๆ เป็นสิบ ๆ ยำเพิ่มเข้ามาด้วย โดยมี ยำทวาย เป็นยำหลัก แล้วก็มียำมะม่วง ยำขนุน ยำถั่วพู และ ฯลฯ เป็นยำเสริม

 

 

           

    นี่คือสิ่งที่แสดงถึงวัฒนธรรมการกินของไทยที่งดงาม ละเอียดอ่อน ไม่แพ้ชาติใดในโลก เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์จากจินตนาการทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นต่อๆมา เมื่อครั้งที่วัฒนธรรมจากตะวันตกยังมาไม่ถึง นับว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ชนรุ่นหลังควรรักษาไว้ให้ยั่งยืนสืบต่อไป

 

                ถ้าใครนึกสนุกอยากจะลองทานข้าวแช่ ตำรับดั้งเดิมแบบชาวมอญ คงต้องไปหาทานที่เกาะเกร็ด ปทุมธานี หรือต้องรอไปทานที่งานสงกรานต์พระประแดง เพราะรู้สึกว่าจะมีอยู่สองที่นี้เท่านั้นเอง ที่ยังพอจะมีอาหารมอญแท้ ๆ จำหน่ายอยู่

 

 

               กลอนเกี่ยวกับข้าวสมัยโบราณ สำหรับข้าวหนัก “ข้าวเจ็ดรวง ข้าวจุดมอญ ข้าวนครขัณฑ์ ข้าวสุพรรณ” แต่ถ้าเป็นข้าวเบามีหลายพันธุ์ มีดังนี้    “ข้าวช่อมะกอก ข้าวดอกมะปราง ข้าวทองสามอย่าง ข้าวนางตานี ข้าวเล็บมือนาง ข้าวหางพาชี ข้าวสร้อยวงรี ข้าวสีชมพู”




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เสือจุ่น วันที่ : 30/11/2007 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tigerjun
สู่ฝัน กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน ติดตามข่าวได้ที่ Bangkok Bicycle Campaign

แวะมาบอกว่า เมื่อเช้านี้ กรุงเทพ ณ บ้านสวนพุทธมณฑล อุณหภูมิ 18 องศา ครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
auguzzy วันที่ : 27/11/2007 เวลา : 00.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/raterko
A man can be destroyed but not defeated.

น่าทานมากๆเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
กู่ วันที่ : 22/11/2007 เวลา : 19.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

หนาว นึกแล้วหนาว
แต่ถ้าร้อนๆ น่ากินที่สุด

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Patong วันที่ : 21/11/2007 เวลา : 10.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Patong

น่าหม่ำจังค่ะ...

ขอบคุณค่ะที่แวะไปเยี่ยมที่บล้อกของ Patong...

ขอภัยที่มาช้า เที่ยวเพลินไปหน่อยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เสือจุ่น วันที่ : 19/11/2007 เวลา : 18.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tigerjun
สู่ฝัน กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน ติดตามข่าวได้ที่ Bangkok Bicycle Campaign

เคยกิน ข้าวแช่ ของสายสกุล บุนนาค อร่อยมากครับ แต่หลังๆ หากินของแท้ๆ ดีๆ อร่อยๆ ยากจัง

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 19/11/2007 เวลา : 17.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

อร่อยครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
นางฟ้าแสนซน วันที่ : 18/11/2007 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Butterflyeffect
 ผู้หญิงธรรมดาที่เป็นได้ทั้ง...นางฟ้า และนางมาร 

ชอบคะ

ไปกินบ้านคุณย่าของเพื่อน อร่อยมากๆ

อยากกินอีก


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มหรรณพ์ไสว วันที่ : 18/11/2007 เวลา : 22.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mahansawai
 

เห็นแล้วอยากทานจังเลย แต่คงยากมากสำหรับผม

ปล. เปลี่ยนโลโก้ใช่มั้ยครับ น่ารักดีนะ สีตัวอักษรก็ไม่แสบตาคนแก่แล้วด้วย

ขอบคุณนะจ๊ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
คนสองแผ่นดิน วันที่ : 18/11/2007 เวลา : 20.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hemophilia
ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศอิสระเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย


หาทานยาก ที่พอมีไม่ครบเครื่อง ต้องทำเอง ขอบคุณผู้เขียนครับ และ ...

ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนงานเพื่อผู้เป็นฮีโมฟิเลีย ขอให้ท่านมีความสุขทั้งกายและใจตลอดไป

คนสองแผ่นดิน
http://www.oknation.net/blog/hemophilia1/2007/11/08/entry-1

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แก้วกุดั่น วันที่ : 18/11/2007 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/finchy
แล้วโลกจะสวยงาม...

ดีจังเลยมีสูตรด้วย เคยอยากทานมานานแล้วไม่มีโอกาสสักที เห็นว่ามีร้านตรงบางลำภู วันหลังต้องไม่พลาด...ชอบจังมีประวัติด้วย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ครูเจี๊ยบ วันที่ : 18/11/2007 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/baan-koo-kai
หัวใจ...ของฉัน..เป็นนักเดินทาง..อักษรของฉัน...เป็นนักเดินทาง หัวใจของฉัน...ไร้ซึ่งพันธนาการอักษรของฉันถูกพันธนาการด้วยหัวใจฉันเอง

มาขอทานข้าวแช่ด้วยคนค่ะ
มาส่งความสุขมาเติมคะแนนให้กับเรื่องน่ารู้ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]