*/
  • อารยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-25
  • จำนวนเรื่อง : 268
  • จำนวนผู้ชม : 574271
  • จำนวนผู้โหวต : 126
  • ส่ง msg :
  • โหวต 126 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม 2562
Posted by อารยา , ผู้อ่าน : 654 , 13:05:46 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

ครั้งแรกที่ผมมาพัทยา มีโรงแรมให้เลือกไม่มากนัก ที่พอจำได้รุ่นนั้นมี “สยามเบย์ชอร์” “ซีวิว”  “วงศ์อมาตย์”

สมัยนั้นชายหาดพัทยาดูเลี่ยนเตียนโล่ง ไม่มีตึกรามมาปิดกั้นภูมิทัศน์ระหว่าง “ซีวิว” กับ “เมาเท่นวิว” เป็นพรืดเหมือนเดี๋ยวนี้ จะว่าไปแล้วก็หลังจากที่ชายหาดแถบนี้เคยเป็นหมู่บ้านประมงเล็กๆไม่นานนัก

จากนั้นผมก็ไม่ได้มาพัทยานานกว่า 10 ปี  อ่านพบใน The New Yorker เมื่อปี 2517 ว่าพัทยากลายเป็น "หับ" (Hub) ของจีไอ เพราะถูกใช้เป็นแหล่งบริการสันทนาการของทหารอเมริกันนับหมื่นนับแสนที่ผลัดกันมาพักผ่อนชาร์จแบต (R and R/Rest & Recuperation) ก่อนกลับไปไล่ฆ่าเวียดกง แถมด้วยโจ๊กหรือจริงก็ไม่แน่ใจว่ากระเป๋ารถเมล์เล็กแถวนาเกลือใช้คอนด้อมทอนตังค์ผู้โดยสารเป็นปกติ

แม้เรื่องนี้อาจมั่ว พัทยาที่ผมจากมายังไม่ถึง 10 ปีไม่เหมือนเดิมแล้วอย่างมีนัยสำคัญ

ถัดมาอีก 2 ปี (2519) ก็มีข่าวเดินขบวนขับไล่ฐานทัพอเมริกันเมื่อต้นเดือนมีนาคมปีนั้น หลังจากไทยสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ในสมัยรัฐบาลหม่อมคึกฤทธิ์

รัฐบาลหม่อมคึกฤทธิ์ทำหน้าที่สำคัญเสร็จก็จากไปในเดือนเมษายน 2519 บ้านเมืองเข้าสู่กลียุคขวาพิฆาตซ้ายผ่าน “เหตุการณ์ 6 ตุลา” กว่าจะเข้าที่ก็ต่อเมื่อมีรัฐบาลเปรมเริ่มจากเดือนมีนาคม 2523

ระหว่างปี 2523-2530 ผมมาพัทยาถี่ทุก 3 เดือน พบว่าพัทยามีโรงแรมหรูผุดขึ้นหนาตา ต่างไปจากเมื่อ 14 ปีก่อนมากมาย พัทยากลางและใต้มีบาร์ ร้านรวง ที่พักเพิ่มขึ้นมาแข่งกับย่านนาเกลือเป็นลำดับ ลูกค้าไม่ใช่จีไอเพราะกลับบ้านไปหมดแล้ว ยกเว้นเมื่อเรือรบสัญชาติอเมริกันมาเทียบท่าสัตหีบก็จะพบฝรั่งเป็นกลุ่มๆเดินปะปนประปรายกับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เป็นคนไทย

ช่วง 10 ปีก่อน “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 พัทยาเหนือมีคอนโดสูงๆให้เห็นแล้ว แต่หาดจอมเทียนต่อเนื่องกับหาดดงตาลถัดลงไปจากพัทยาใต้ยังเงียบและดูลึกลับ ว่ากันว่าเกรงใจวิญญาณของพระเอก "มิตร ชัยบัญชา" ในศาลที่ชาวบ้านตั้งบูชาตั้งแต่ปี 2513

รัฐยื่นมือมายกระดับ พัทยาให้เป็นเมืองต้นแบบเขตเศรษฐกิจภาคบริการด้วยการออก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา 2542” จากนั้นมาอะไรก็ฉุด "เมืองพัทยา" ที่รุดหน้าไปสู่ความเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติระดับแนวหน้าของประเทศแห่งนี้ไม่อยู่ เมื่อมีลูกค้าจากจีน สิงคโปร์ สามารถทดแทนทหารอเมริกันยุคสงครามเวียดนามที่จากไปเมื่อปี 2518 ได้ไม่แพ้กัน

ถึงขั้นที่รัฐบาลในปี 2552 เลือกเมืองพัทยาแทนภูเก็ตให้เป็นสถานที่จัดประชุม อาเซียนซัมมิตที่ โรยัลคลิฟบีช โฮเตลพอเปิดประชุมเช้าวันที่ 11 เมษายนผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงก็เกิดโกลาหลเมื่อมี โจรเสื้อแดงหลายร้อยคนบุกเข้าไปถึงในห้องประชุม ทำเอาผู้นำประเทศต่างๆและแขกเหรื่อที่มาประชุมต้องเผ่นหนีขึ้นดาดฟ้าไปรอ ฮ จากกรุงเทพฯมาลำเลียงไปสนามบินใกล้พัทยาที่สุดคืออู่ตะเภาอดีตฐานทัพสหรัฐยุคสงครามเวียดนามใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเดินทางกลับประเทศกันแทบไม่ทัน

พูดถึง "อู่ตะเภา"...
หน่วย ผึ้งทะเล” (Sea Bee/CB=Construction Battalion) เป็นจีไออเมริกันรุ่นแรกในปี 2507 ที่สหรัฐส่งมาปรับพื้นที่ บริเวณ อู่ตะเภาของกองทัพเรือ และในปีรุ่งขึ้น (2508) ฝูงบินทิ้งระเบิด (Bomber) ขนาดใหญ่ที่สุดขณะนั้น (B-52) ก็เริ่มปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฐานทัพ อู่ตะเภากลายเป็นฐานทัพสหรัฐยุคสงครามเวียดนามใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

 ภายใต้ข้อตกลง "Rusk-Thanat Communique 1962" ที่ระบุว่า สหรัฐอาจส่งกำลังทางอากาศหรือทางทะเลไม่จำกัดจำนวนเข้าเมืองไทยโดยไม่แจ้งล่วงหน้านี้  “อู่ตะเภา” จะเป็นฐานรวมพลก่อนลำเลียง (ผ่านถนนมิตรภาพซึ่งก็เป็นผลงานของ ผึ้งทะเล” เช่นเดียวกัน) สู่ ฐานบินประจันบาน (Fighter)หลักที่ ตาคลี โคราช อุดร NKP(นครพนม) และเริงนกทา(อุบล)

เชื่อว่าวันนี้สหรัฐยังต้องกาารกลับมาอู่ตะเภาและฐานทัพเก่าๆในภาคอีสาน ตามแผนการขยายอิทธิพลเหนือทะเลจีนใต้ในความพยายามปิดกั้นจีน 

 

เรื่องนี้คงต้องขยาย เพราะพอรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์เข้าบริหารประเทศได้ไม่นาน สหรัฐใช้องค์การนาซ่าดำเนินการขอใช้อดีตฐานทัพ "อู่ตะเภา" อ้างว่าเพื่อใช้เป็นสถานีศึกษาวิจับชั้นบรรยากาศ Atmosphere กับ Stratosphere  

แต่สภาผู้แทนสงสัยว่าโครงการนี้น่าจะมีเงื่อนงำ จึงเปิดประชุมสมัยวิสามัญในกลางเดือนมิถุนายน 2555 พร้อมเชิญนางสาวยิ่งลักษณ์มาให้เล่าที่มาที่ไปของ “โครงการดูเมฆ” นี้ ปรากฎว่านางใบ้รับประทานสนิท เพราะไม่รู้อหิวาต์อะไรเลย

สภาผู้แทนจึงยื่นคำขาดให้นางสาวยิ่งลักษณ์แจ้งนาซ่าว่า ไทยยกเลิกโครงการซังกะบ๊วย น่าสังเกตว่าทำเนียบขาวก็ปิดปากเงียบ ทำเป็นไม่รู้เรื่อง   

นางสาวยิ่งลักษณ์สั่งการตามมติของสภาอย่างไม่มีทางเลือก แต่ก็เกือบสายเพราะอย่างน้อยกองคาราวานดูเมฆของนาซ่าได้ขนอุปกรณ์ลงเรือออกจากฝั่งตะวันตกของสหรัฐที่ซานดิเอโกมาไกลมาก เลยฮาวายใกล้ถึงโตเกียวอันเป็นที่นัดพบกับฝูงบินดูเมฆที่รออยู่แล้ว ทั้งสองขบวนมีกำหนดถึงอู่ตะเภาพร้อมกันในราววันที่ 1-2 กรกฎาคม 2555 

ตกลงพอนาซ่าได้รับแจ้งเรือที่ขนสัมภาระดูเมฆก็หันหัวเรือกลับ 180 องศาโดยพลัน 

แต่ความพยายามของสหรัฐที่จะเขมือบอู่ตะเภายังไม่จบ  ต่อมามาอีกเดือนเดียวนางสาวยิ่งลักษณ์กับ รมว. กลาโหมบินเงียบๆไปเสียมราฐเมื่อบ่ายวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ทั้งสองพบเจ้าภาพร่วมนางคลินตัน กับ ฮุนเซน คุยอะไรกันไม่ทราบ หลังรับเลี้ยงมื้อเย็นนางกับรัฐมนตรีที่ไปด้วยก็บินกลับดึกมากวันนั้น  

ไม่มีสื่อรายงานว่าเกิดอะไรขึ้นที่เสียมราฐ เมื่อ “ยิ่งลักษณ์” พบ “คลินตัน” นอกบ้านตัวเองทั้งคู่ จนกระทั่งสามอาทิตย์ต่อมาจึงมีข่าวว่านายทักษิณ คนมีหมายจับคดีอาญาได้วีซ่าเข้าสหรัฐที่เมืองนิวยอร์ค 

นักวิเคราะห์เชื่อว่านี่คือรางวัลที่สหรัฐตอบแทนให้สองพี่น้องชินวัตร หลังจากผู้เป็นน้องรับปากกับนางคลินตันที่จะมอบอู่ตะเภาให้สหรัฐใช้ตามอัธยาศรัย ระหว่างที่ทั้งสองพบกันที่เมืองเสียมราฐไม่ถึงเดือนก่อนหน้านั้น เหลือเพียงพิธีมอบเป็นทางการ เมื่อใดก็เมื่อนั้น

อย่างไรก็ตาม สามปีต่อมา (2558) รัฐบาล คสช. ประกาศยกฐานะอู่ตะเภาเป็น "ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา"

ปิด “ดีล” ที่เรื้อรังมากกว่าครึ่งศตวรรษ!

เป้าหมายของ “อู่ตะเภา” ในโฉมใหม่คือ ภายในปี 2559 จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 2 ล้านคนจากกว่า 1 หมื่นเที่ยวบินจากทั่วโลก

และจะเพิ่มเป็น 4.5 หมื่นเที่ยวบินที่นำผู้โดยสาร 60 ล้านคนต่อปีเมื่อสนามบินนานาชาติแห่งนี้เปิดตัวเต็มรูปในปี 2575 (ดู http://www.realist.co.th/…/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%…/)

ถึงตอนนั้นเมืองพัทยาจะหน้าตาเป็นอย่างไร หรือจะทำอย่างไรกับนักท่องเที่ยวปีละ 60 ล้านคนที่ป้อนการท่องเที่ยวที่มีเมืองพัทยาเป็นปลายทางผ่านสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาแห่งนี้ ผมนึกไม่ออกจริงๆ



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน