*/
  • อารยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-25
  • จำนวนเรื่อง : 294
  • จำนวนผู้ชม : 591690
  • จำนวนผู้โหวต : 128
  • ส่ง msg :
  • โหวต 128 คน
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2563
Posted by อารยา , ผู้อ่าน : 539 , 15:24:26 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ในเอ็นทรี่ “ไทยเอาอยู่! ถ้าไม่ประเมินไวรัสโคโรน่าต่ำเกินไป” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 63 อารยาเสนอว่า “นับถึงเช้าตรู่วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2563) ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าที่จีนยังพุ่งต่อเนื่องเป็น 717 ราย เยอรมนี/สหรัฐแห่งละ2 ราย อิตาลี รัสเซียแห่งละ 2 ราย ไทย 25 ราย” และ “นายสีจิ้นผิงที่สั่งห้ามชาวจีนออกนอกประเทศเด็ดขาดตั้งแต่ 23 มกราคม 63” มีหลายประเด็นที่ต้องทบทวน เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ผ่านมาสองเดือนเศษ

เพราะภายใน 2 เดือน (9 มกราคม-9 มีนาคม 63) ยอดติดเชื้อสะสมที่เคยมีมากกว่ายอดผู้รักษาหายแล้วได้กลับมาถึงจุดผกผัน ซึ่งหมายถึงการเอาชนะโควิด-19 แม้จะต้องยอมเป็นเหยื่อสูงถึง 3 พันกว่าศพ
 
บทเรียนจากจีนมีอะไรบ้างควรที่ไทยจะนำมาศึกษาแล้วประยุกต์ในสงครามโควิด-19 จุดแข็งของไทยคือมาตรฐานระบบสาธารณสุขที่ติดอันดับ 1 ของเอเซีย (อันดับ 6 ของโลก) รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนแทนการเป็นอุปสรรคในการทำงานให้หมอและพยาบาล เช่น อย่าให้เกิดกรณีขาดแคลนหน้ากากอนามัยอีก และต้องปรับแก้ปัญหานั้นโดยด่วน ทางที่ดีนายกฯควรมอบอำนาจและความรับผิดชอบให้รัฐมนตรีสาธารณสุขเพราะใกล้ชิดกับบรรดาผู้บริหารทางการแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว
 
ในขณะเดียวกันควรเร่งวิเคราะห์หาเงื่อนไขที่ทำให้จุดศูนย์กลางการแพร่เชื้อโควิด-19 เปลี่ยนจากเอเซียไปสู่ยุโรป และพัฒนาเป็นสถานการณ์ระบาดทั่วโลก (PANDEMIC) เพราะจะช่วยให้เข้าใจถึงเหตุที่ทำให้อิตาลีวันนี้กลายเป็นศูนย์กลางการแพร่เชื้อของยุโรป
 
องค์ความรู้นี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับไทย เพราะถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง ไทยนี่แหละจะสุ่มเสี่ยงเป็น “อิตาลี 2” มากกว่าเกาหลี (การระบาดที่เมืองแตกูเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว นั่นคือยอดรวมที่รักษาหายแล้วมีตัวเลขมากกว่าติดเชื้อสะสมเป็นครั้งแรกมาสามสี่วัน จึงถือว่าหมดห่วง)
 
ปัจจัยเสี่ยงของไทยมีมากกว่าชาติอื่นในเอเซีย และอาจเป็น “อิตาลี 2” มาจากการพบว่ามีการติดเชื้อแบบก้าวกระโดด กล่าวคือเปลี่ยนจาก “ติดจากคนที่มาจากต่างประเทศ” (แท็กซี่ที่รับนักท่องเที่ยวจีน) มาเป็นติดจาก “ระหว่างคนในประเทศที่ไม่ได้เชื้อที่ถ่ายทอดจากพาหะที่มาจากต่างประเทศ” และพบกันอย่างเป็นกลุ่มก้อน หลังจากมี "ผีน้อย" จากเกาหลีเดินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิมากินหมูกระทะได้อย่างลอยนวล
อันมีสาเหตุมาจากไม่มีการบังคับใช้มาตรการกักกัน 14 วันที่เคร่งตรัด ไม่ใช่ความผิดของทั้งเหล่า "ผีน้อย" หรือเจ้าหน้าที่ แต่เป็นเพราะมีความไม่ชัดเจนจากรัฐบาลในความพร้อมของมาตรการกักกัน 14 วัน ผู้ปฏิบัติที่สุวรรณภูมิจึงทำอะไรไม่ถูก 
 
สถานการณ์เช่นนี้ จะกลายเป็นการสร้างห่วงโซ่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้แพร่กระจายยาวออกไปจากแต่ละรายที่อาจมีเชื้ออยู่แล้วหลุดไปแพร่ต่อ (super spreader)
 
ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยเกิดจากกรณีชาวจีนหลุดออกไปเที่ยวนอกประเทศ 5 หมื่นคน (ก่อนนายสีจิ้นผิงสั่งห้ามชาวจีนออกนอกประเทศเมื่อ 23 มกราคม 63 ไม่กี่วัน) และใน 5 หมื่นคนนั้นไทยใจใหญ่รับไว้ 2 หมื่นกว่า สิงคโปร์ที่รับมาเป็นที่สองรองจากไทยก็แค่ 1 พันต้นๆ นอกนั้นในอาเซียนก็แค่หลักร้อยหลักสิบ
 
ถือเป็นตัวเลขที่พูดกันตรงๆคือไม่อยากเปิดเผยให้ชาวโลกรู้ เพราะจริงๆแล้วไทยปิดข่าวจนปลายสัปดาห์แรกของกุมภาพันธ์ 63 ผบ. สตม. “สมพงษ์ ชิงดวง”(จำชื่อนี้ได้เพราะเป็นคนบุกจับผู้พันตึ่งสุดแสบเมื่อหลายสิบปีก่อน) จึงเผยว่ายอดสมทบของนักท่องเที่ยวจีนในไทยขณะนั้นมีถึง 1.3 แสนคนเศษ! (น่าจะสูงที่สุดในโลกขณะนั้น) ไทยต้องดูแลนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ตกค้างกลุ่มนั้นอย่างเงียบๆเพราะทางการจีนตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมมีนโยบาย "คนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า" กว่าไทยจะสามารถส่งกลับบ้านได้ หลังพบว่าใน 1.3 แสนนั้นมาจากอู่ฮั่นพันธุ์แท้กว่าพันคน เกินพอที่เชื้อโควิด-19 จะได้หลบอยู่ในเมืองไทย ก่อนเกิดกรณีผีน้อยเมื่อต้นเดือน(มีนาคม)นี้ด้วยซ้ำ
 

การมีห่วงโซ่การระบาดของโควิด-19 ที่ยาวและกระจายไปอย่างนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกินความสามารถทางการแพทย์ที่จะ “เอาอยู่”  สร้างความยากที่จะทำให้ยอดรวมที่รักษาหายแล้วจะเอาชนะยอดติดเชื้อสะสม เสี่ยงที่คำทำนายของแพทย์ท่านหนึ่งที่ว่าโควิด-9 อาจระบาดในไทยยาวถึง 2 ปี และอาจมีคนไทยติดเชื้อโควิด-19 ครึ่งประเทศหรือราว 37 ล้านคน! และเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการระบาดในเอเซียต่อจากจีนเนื่องเพราะห่วงการท่องเที่ยวเกินไป

เพราะถ้าเข้าหน้าฝนในอีก 2 เดือนนี้แล้วสถานการณ์ติดเชื้อสะสมยังสูงกว่ายอดผู้รักษาหาย งานนี้ยาวแน่ ดังนั้นนับจากนี้ไป รัฐบาลต้องชัดเจนและมีความเป็นเอกภาพในการกำหนดมาตรการป้องกันอย่างรอบคอบ เพราะต่อให้ระบบการรักษาดูแลสุขภาพของไทยจะเป็นอันดับ 1 ของโลกก็จะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะจะเป็นวิกฤตเกินกว่าจะรับไหว ถึงตอนนั้น จีนที่ฟื้นจากโควิด-19 ก็จะสั่งห้ามใครมาเที่ยวเมืองเพราะไม่อยากนำเชื้อกลับมาแพร่รอบใหม่ ถึงตอนนั้นไทยอาจกำลังจ่อที่จะเป็น “อิตาลี 2” 
 
แต่ขอให้อย่าเป็นอย่างนั้นเลย 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน