*/
  • อารยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-25
  • จำนวนเรื่อง : 314
  • จำนวนผู้ชม : 623014
  • จำนวนผู้โหวต : 129
  • ส่ง msg :
  • โหวต 129 คน
<< พฤศจิกายน 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2563
Posted by อารยา , ผู้อ่าน : 376 , 17:45:13 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความคิดที่จะตั้งคณะกรรมการปรองดองล่าสุดเมื่อวาน (2 พ.ย. 2563) แบ่งเป็น 2 แนว
 
แนวแรก เป็นไปตามข้อเสนอของรองนายกฯจุรินทร์เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ให้เชิญตัวแทน 6 กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกับอีก 1 กลุ่มอิสระมานั่งเจรจาหาข้อยุติร่วมกัน
 
แนวที่สอง เสนอให้มี “คนกลาง” เพื่อไปหารือกับกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียมาจัดตั้งเป็นคณะกรรมการปรองดอง โดยแนวทางนี้มองว่าการเชิญตัวแทนจาก 7 กลุ่มมาเจรจากันอาจล้มเหลวทันทีที่หากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ร่วมด้วย
 
และจริงๆฝ่ายค้านก็บอกปัดแล้ว กลุ่มม๊อบเด็กยิ่งลำบากเพราะพวกเขาบอกว่าทุกคนเป็นแกนนำ แล้วจะไปหาตัวแทนที่ไหนมาปรองดอง!
 
ดังนั้น การมี "คนกลาง" ที่คนส่วนใหญ่ในสังคมให้ความเคารพนับถือ มีประสบการณ์และต้นทุนทางการเมืองสูง มีบารมี ถึงพร้อมด้วยวุฒิภาวะและคุณธรรม พูดแล้วเข้าใจง่าย ทุกฝ่ายยอมรับ ไม่ต้องเถียงกันมาก หากต้องเสียสละบ้างหรือถอยคนละก้าว ก็เข้าใจได้ว่าไม่มีวาระซ่อนเร้น เมื่อพูดกันรู้เรื่อง โอกาสที่จะเกิดความสงบสุขในสังคมก็คาดหวังได้ จึงไม่มีใครไม่เห็นด้วย
 
กระนั้นก็ยังเป็นปัญหาว่าในสถานการณ์อย่างนี้ แม้หากมีบุคคลเข้าข่ายเป็นคนกลางตามสเป็กส์นั้น เจ้าตัวอาจจะรู้สึกเสี่ยงที่จะหาเรื่องเปลืองตัวเปล่าๆ
 
ไม่เหมือนในช่วงที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยในครั้งนั้นจำได้ว่าทันทีที่รัฐบาลในปี 2539 เปิดทางให้ตั้ง สสร. 100% ได้อย่างไม่มีใครคาดว่านายบรรหาร ศิลปอาชา จะใจกว้างถึงเพียงนั้น
 
สองนักการเมืองที่มีบุคลิกและโลกทัศน์ทางการเมืองต่างกันสุดขั้ว คือ “อุทัย พิมพ์ใจชน” อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรปี 2519 ที่รังเกียจเผด็จการเข้ากระดูกดำ กับ "อานันท์ ปันยารชุน" อดีตนายกรัฐมนตรีที่รับเชิญจาก “หัวหน้า รสช.” ให้มาเป็นหัวหน้ารัฐบาลหลังยึดอำนาจรัฐบาลชาติชายปี 2534 รับเชิญมาแสดงความเห็นเพื่อนำร่องการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
 
ที่น่าประหลาดคือ บทสรุปของทั้งสองเอตทัคคะทางการเมืองเมื่อปี 2539 มิได้ต่างกันเลยในเชิงหลักการและเหตุผล เท่าที่จำได้เลาๆคือ

1. ประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิตของอารยชนที่สามารถสนองตอบความหลากหลายในกระบวนการศิวิไลซ์ของสังคมมนุษย์

2.  ความแตกต่างทางความคิดเป็นธรรมดาของทุกสังคม ความพยายามทำให้คนในชาติคิดเหมือนกัน หรือตามที่ผู้มีอำนาจต้องการเป็นเรื่องผิดปกติ

3.  แม้ประชาธิปไตยถือเสียงข้างมาก แต่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติเสียงส่วนน้อยต้องได้รับความเคารพ

4. ไม่มีบ้านเมืองไหนล่มสลายหรือแตกแยกเพียงเพราะคนในสังคมเห็นต่างกัน

5. ผู้นำทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุขได้ด้วยธรรมาภิบาล และความสามาถในการเข้าถึงค่านิยมของสังคม

6.  สันติสุขจะมีไม่ได้ถ้าไม่มีความยุติธรรมในสังคม แต่ความยุติธรรมจะมีไม่ได้ถ้าผู้นำประเทศไม่จริงใจกับประชาชน

7. ผู้มีอำนาจที่มองประชาชนเห็นต่างจากตนอย่างหยามเหยียด เลือกที่รักมักที่ชัง มักจะละเมิดและคุกคามประชาชน มีปฏิบัติการสื่อสาร (Information Operation)  กลายเป็นศัตรูของประชาชน เป็นผู้นำไม่ได้ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะของชาติอย่างแท้จริง 

เชื่อว่า สสร. ที่เริ่มงานร่างรัฐธรรมนูญในปี 2539 ได้ผ่านหูในสัมโมทนียกถาจากทั้ง 2 ท่านนี้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งในที่สุดก็ช่วยกันคลอดรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญจากประชาชน เพื่อประชาชน และเป็นของประชาชนปี 2540 ที่สมบูรณ์กว่าทุกฉบับได้สำเร็จ มีบทบัญญัติให้ประชาชนได้สิทธิเสรีภาพกว้างขวาง มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเป็นไปอย่างรัดกุมผ่านองค์กรอิสระที่ยึดโยงกับอำนาจของประชาชน โดยเนื้อหาของกติกามิได้มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลที่เป็นผลผลิตของรัฐบาลนี้ระหว่างปี 2544-2549 แต่ประการใด ตรงกันข้าม มีการตั้งเกณฑ์ที่ทำให้สภาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลค่อนข้างยาก เข้าใจว่าต้องการให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 มีเสถียรภาพ เพื่อมีเวลาที่จะได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเพียงพอนั่นเอง และเป็นครั้งแรกที่วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง
 
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครควรจะมาเป็น “คนกลาง” ในคณะกรรมการปรองดอง แต่ไม่อาจปฏิเสธว่า นี่คือ “กิมมิค” ของรัฐบาลประยุทธ์ที่อ้างว่าเป็นขั้นตอนของการปรองดองหลังการอภิปรายของรัฐสภาตามมาตรา 165 ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่จริง แต่เป็นการพูดเรื่อยเปื่อยของหัวหน้ารัฐบาลมากกว่า อีหลอบเดียวกับการผุดไอเดียพิสดารว่าทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ หรืองดการชุมนุมสัก 2 ปีเพื่อร่างรัฐธรรมนูญดีไหม? แท้จริงก็แค่ซื้อเวลา
 
ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ กว่ารายงานการศึกษาวิจัยจะเสนอมาตรการปรองดองคนทั้งชาติออกมาให้รัฐบาล สังคมแตกแยกป่นปี้ไปไกลแล้ว และนั่นจะกลายเป็นความชอบธรรมให้ทำรัฐประหาร
 
 
 
แต่ครั้งนี้น่ากลัวว่าจะเกิดอารยะขัดขืนทั่วประเทศ การนองเลือดจะมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก
 
การตัดสินใจอย่างประณีตของรัฐบาลในการปลดล็อกความเป็นอนาธิปไตยที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ โดยนายกฯประยุทธ์ต้องเสียสละด้วยการลาออก เอา 250 ส.ว. ที่พาท่านขึ้นสู่อำนาจอย่างพิสดารออกไปด้วยเท่านั้น จึงจะปลดปัญหาสำคัญของชาติทั้งยวงให้หลุดพ้นไปได้ และสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรายงานของคณะกรรมการปรองดอง
 
จากนั้น ไม่ต้องเชิญคุณอานันท์มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งท่านคงไม่รับให้เป็นขี้ปากลิ่วล้อของประยุทธ์ที่ดาหน้าแสดงความชังท่านอย่างได้ใจ อยู่ดี
 
แต่หากเชิญท่านกลับมาพูดนำร่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ท่านคงพอจะรับได้กระมัง
หรือหากท่านไม่รับก็ยังมีท่านประธานสภา ชวน หลีกภัย หรือจะเป็นท่านอุทัย พิมพ์ใจชน เจ้าเก่าก็ได้ ถ้าสุขภาพท่านอำนวย
 
เชื่อว่าแนวทางนี้หลังไม่มีรัฐบาลประยุทธ์แล้ว อุณหภูมิทางการเมืองทั้งในและนอกสภาที่กำลังร้อนแรงจะลดลงฮวบฮาบทันที
 
วันนี้ ทุกภาคส่วนน่าจะยอมรับได้ว่าเวลาของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา หมดนานแล้ว
ยิ่งอ้างว่ายังทำงานไม่เสร็จ ลาออกไม่ได้ ยิ่งเป็นการประจานตัวเองอย่างน่าเวทนาที่สุดในรอบ 6 ปีครึ่ง

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน