*/
  • อริยทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : aryatasna@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 196
  • จำนวนผู้ชม : 186952
  • จำนวนผู้โหวต : 43
  • ส่ง msg :
  • โหวต 43 คน
แป๊ะเจี๊ยะ

การเริ่มต้นสอนที่เด็กและเยาวชน เป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่ทุกคนก็ต้องช่วยกันประคับประคอง สร้างแบบอย่างที่ถูกต้องด้วย เด็กจึงจะเติบโตเป็นพลเมืองที่ไม่โกงกินต่อไป..จากรุ่นสู่รุุ่น.. (Clip นี้ตัดต่อจากต้อ

View All
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม 2562
Posted by อริยทัศน์ , ผู้อ่าน : 201 , 09:04:04 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน สิงห์นอกระบบ , นายยั้งคิด และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

 

ข้อเขียนวันนี้ ไม่ได้โจมตีทหาร และไม่ยกยอฝ่ายตรงข้ามทหาร และไม่อวยทหาร ด้วยเช่นกัน แต่แค่อยากบันทึกความคิดเพื่ออีกสัก ๑ ปีข้างหน้าจะย้อนกลับมาดูว่า บ้านเมืองเป็นไปอย่างที่ตั้งข้อสังเกตุหรือไม่?

นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา การบริหารบ้านเมืองก็เปลี่ยนมาอยู่ในมือของคนธรรมดา และไม่กี่ปีต่อมาก็เปลี่ยนมาอยู่ในมือ "ทหาร"  หรือในกำกับของทหารเป็นส่วนใหญ่ จนถึงปัจจุบัน บ้านเมืองเจริญช้ากว่าประทศอื่นๆ ที่ถือว่า อยู่ยุคบุกเบิกด้วยกัน มาก

เราประเมินจากอะไร จึงกล่าวเช่นนี้

ในกติกาสากล เขาวัดประเทศที่เจริญแล้ว ด้วยตัวเลขบางอย่าง เช่น  รายได้ต่อหัว (GDP) มูลค่าการผลิต-การค้าขาย อัตราการยายตัวของวิทยาศาสตร์-เท๕โนโลยี และตัวเลขการผลิตเชิงอุตสาหกรรม  ซึ่งถ้าวัดกันอย่างเป็นธรรม ประเทศไทยหลัง ๒๔๗๕ ตัวเลขทุกด้านสูงขึ้น แต่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนและกลุ่มพื้นที่ส่วนกลาง ยิ่งเมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติถูกกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกใน ปีพ.ศ. ๒๕๐๔ (ในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษฏิ์ สมัยที่นักปราชญ์ล้อเลียนว่าเป็นยุคผู้ใหญ่ลี) ประเทศถูกแบ่งพื้นที่เป็นส่วนต่างๆ เพื่อการพัฒนาแบบแยกส่วน (น่าสังเกตุว่าตรงกับแนวคิดการพัฒนแบบยึดพื้นที่ Sector นีไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่ "นวัตกรรมการบริหาร" อย่างที่หลายๆ คนยกย่อง)

แต่ภายหลัง ดัชนีการวัดความเจริญเริ่มพบว่า ใช้ตัวเลขมูลต่าแบบเดิม น่าจะวัดได้ไม่ตรงกับความจริง คล้ายๆ กับพบว่า วัตุถเจริญแต่ศีลธรรมและความป็นมนุษย์ตกต่ำ จึงเสริมตัวเลขมูลค่าอื่นๆ เพื่อจะยืนยันว่า ประเทศเจริญแล้วต้องมีสิ่งหล่านี้อยู่ด้วย เช่น ตัวเลขคุณภาพของชีวิตที่ปลอดภัย  ดัชนีที่บ่งบอกว่าสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บของประชาชน ดี  ตัวเลขที่บอกระดับความรู้และการศึกษา ตัวเลขที่บอกระดับความสุข-ความเครียด ตัวเลขบอกอาญชากรรมและความรุนแรง เป็นต้น ซึ่งหากจะวัดด้วยตัวเลขเหล่านี้ประกอบ รัฐบาลที่บริหารประเทศที่ผ่านมา ก็สอบตกอีก

เรามีตัวเลขบอกระดับความก้าวหน้าของุตสาหกรรมประกอบยานยนต์ แต่เราก็ไม่มีเทคโนโลยีของตนอง  จนถึงวันนี้ และอีกทั้งคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนและรถยนต์ก็สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกและของไทย

เรามีมหาวิทยาลัยมากกว่า ๒๐๐ แห่ง มีสาถบันวิจัยหลายหลายสาขา และยาวนานกว่ ๖๐ ปี แต่ความรู้และความคิด เพื่อผลิตงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตัวเอง กลับมีไม่พอสำหรับพัฒนาประเทศ งานวิจัยทางสังคมก็ไม่ดีพอจะใช้เป็นกรอบหรือเกณฑ์ในการพัฒนา งานวิจัยทางการเมือง-การปกครองก็ไม่โดดเด่น งานวิจัยทางการศึกษาก็เงียบเหงา (มีดร.ด้อยคุณภาพก็มาก) จะมีก็แต่งานวิจัยทางการแพทย์-สาธารณสุขที่อวดชาวโลกได้ งานวิจัยทางทหารยิ่งไม่มีที่จะเอ่ยถึง (ยกเว้นขีปนาวุธพิสัยใกล้)

รถไฟญี่ปุ่น เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับรถไฟไทย แต่ ๑๐๐ ปีให้หลัง ต่างกันราวฟ้ากับดิน กองทัพที่เคยมียานยนต์รบ เรือดำน้ำ เครืองบินทันสมัยพอๆ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เทียบอังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมัน ๑๐๐ ปีให้หลัง เทคโนโลยีและความล้ำหน้าเหล่านี้หายไปจนเกือบหมดสิ้น

ในกรอบใหญ่ เราจึงปฏิเสธ ไม่ได้ว่า การพัฒนาประเทศนับตั้งแต่ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔-๕ และ ๖ ทรงวางรากฐานไว้แล้ว  น่าจะไปได้ไกลกว่านี้มาก แต่ก็ไม่ แต่ความเจริญเล็ก ๆ ในอุตสาหกรรมบางอย่าง ก็พอเห็นได้ ในกลุ่มเกษตรบางหน่วยก็พอเห็นบ้าง แต่ทุกองคาพยพ ล้วนไม่ยั่งยืน สืบค้นย้อนหลังไปแล้ว ล้วนอยู่บนพื้นฐานของการ "การซื้อ-ขาย" ทรัพยากรดิบๆ ที่จะ "แปรรูป-สร้างมูลค่าเพิ่ม" หรือ "คิดค้น-ต่อยอด" มีน้อยมาก (แต่มีปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ  ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงวางรากฐานการพัฒนาประเทศบนฐานชุมชน ไว้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะได้เขียนบันทึกความทรงจำอันน่าเทิดทูนนี้ ในโอกาสต่อไป)

ระหว่างการเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศ การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงมากมาย ย่อมมีคนเห็นต่าง และมีคนกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยอย่างจริงจัง และระหว่างการใช้อำนาจบริหารประเทศ กว่า๒๐ ปีของรัฐบาล "คณะบุคคล" ยุคแรก ๆ ก็ หักล้างถางพงกับผู้ไม่เห็นด้วย ที่ไม่อาจเจรจากันรู้เรื่อง ที่สุดก็ต้องใช้กำลังปราบปราม จนกลายเป็นสงครามระหว่างแนวคิดสองแนว อย่างยืดเยื้อและยาวนานมาก  (ดังที่ทราบกันในประวัติศาสตร์ หลายๆ เล่มแล้ว) จนถึงปัจจุบัน แนวคิดนี้ก็ยังคุกรุ่นและเหนียวแน่นอยู่ในกลุ่มทหาร

มีผลถึงการพัฒนาหลายๆ มุมอย่างลึกซึ้ง การใดก็ตามที่ หทารไม่หนุนหลัง หรือไม่เห็นด้วย ก็จะพัฒนา หรือทดลองเปลี่ยนแปลงยาก แต่การใดที่ทหารหนุนหลัง แม้จะเหลือเชื่อ แต่ก็ยังได้โอกาสทำ ทหารกลายเป็นเงื่อนไขของการพัฒาประเทศ เทียบเท่าองค์ความรู้ (Knowledge) หรือระบบบริหารจัดการ (Management)

ไม่ว่า บาร์ บ่อน หรือแก็งค์ก๊วนใด ถ้าทหารหนุนหลัง ก็อยู่ได้ในสังคมไทย คำว่า "เสธ. อ่านว่า เส) กลายเป็นเครื่องหมายของ "อำนาจการพัฒนา" ทื่สำคัญ  ภายใต้วิธีคิดเช่นนี้ สังคมไทยช่วง ๕๐ ปีหลังก่อนถึงวันนี้ ทหารจึงกลายเป็นยาดำของการพัฒนาเกือบทุกด้าน

ความต้องการ ทหารเก่ง-ทหารเก่า" จึงมีมาก ยิ่งกว่า ดร. นักคิด หรือนักวิจัย หรือนักปกครอง หรือนักกฏหมาย เก่ง ๆ  

นิยามของ "ทหาร" ไม่ใช่นักรบแบบเดิม ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ อีกต่อไป แต่เป็น "ความเจริญอย่างมั่นคง" อันน่าจะถือเป็นนิยามใหม่ มีสิ่งเดียวที่ทหารยังทำได้ไม่ถนัด คือ ธุรกิจ แต่วันนี้ ทหารก็เริ่มเรียนรู้ที่จะ "สร้างความมั่นคงในธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจ" บ้างแล้ว  

จึงเป็นคำอธิบายว่าเหตุใด ในรัฐสภาซึ่งเชื่อมั่นกันว่า เป็นองค์กรสำคัญสำหรับการบริหารบ้านเมือง จึงมีทหาร เป็นสมาชิกมากกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ และทหารจะมีหน้าที่ในกระทรวง ทบวง กรม มากกว่าอาชีพอื่นๆ

จนกระทั่งล่าสุด เมื่อทหารเอ่ยถึงสงครามรูปแบบใหม่ของสังคมไซเบอร์ ยิ่งตอกย้ำความคิดรากฐานในจิตของทหาร ที่ผันตัวเองจากนักรบผู้ป้องกัน กลายเป็น "ผู้ปกครอง" และ "ผู้กำหนด" ทิศทางมาอย่างยาวนานเกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว

จึงไม่แปลกที่ ทหารจะคิดว่า ตนเองรักชาติยิ่งชีพ เสียสละยิ่งกว่าคนกลุ่มใด ๆ ในสังคมไทย สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการสั่งสมและพัฒนา

ที่จะบอกให้ทหารกลับเข้ากรมกอง จึงเป็นความคิดที่ผิดยุคสมัย ทหารมีบทบาทใหม่แล้ว นานมากแล้วด้วย และวันนี้ทหารบทบาทใหม่นี้ มีมากมายเกินกว่าที่นั่งในกรมกองจะรองรับไหว

คำถามที่ถูกต้องคือ ทำอย่างไรให้ทหารในบทบาทใหม่นี้  มองเห็นมากกว่าคู่ตรงกันข้าม มองเห็นความแตกต่าง  และมองไกลกว่าความมั่นคงต่างหาก

พระราชหัตเลขาสุดท้ายของ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ ลึกซึ้งมาก  โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "...ไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร..."   เป็นพระปรีชาญานของนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ที่วงการรัฐศาสตร์จะต้องบันทึกไว้ พระองค์เข้าใจถึงความมั่นคง และความผาสุกของราษฎรอย่างแม้จริง ก่อนประชาคมโลกจะรู้จักดัชนีการพัฒนามนุษย์ เกือบ ๑๐๐ ปีและพระราชหัตเลขาฉบับเต็ม เป็นเอกสารที่ทหาร ควรอาจหลาย ๆ รอบจนเข้าใจอย่างถ่องแท้

 

หมายเหตุ ข้อคิดนี้เป็นข้อคิดส่วนบุคคล มีเจตนาเพียงบันทึกข้อสังเกตุของสังคม และบันทึกไว้เพื่ออีกสัก ๑ ปีข้างหน้าจะย้อนกลับมาดู ว่าสังคมจะเป็นไปตามข้อสังเตกุนี้หรือไม่ ??? 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 อริยทัศน์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 12/08/2019 เวลา : 16.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

กองทัพประกอบด้วยทั้งทหารดีและทหารเลวครับ บ้านเมืองเราอยู่ได้ด้วยทหารดีของกองทัพ
ผมก็คิดเหมือนคุณอริยทัศน์ว่า ทำไมบ้านเมืองของเราเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นจึงต่างกันลิบลับทั้งที่เริ่มพัฒนาพร้อมพร้อมกัน มีปัจจัยสำคัญที่ชัดเจนเลยคือ ประชาธิปไตยซึ่งของเราตั้งแต่ 2475 ส่วนญี่ปุ่น 2488 หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 การเมืองญี่ปุ่นใช่ต่างจากบ้านเรา สมัยก่อนนักการเมืองทั้งทะเลาะและโกงกินกันมโหฬาร แต่บ้านเราอำนาจทางการเมืองอยู่ในมือคณะราษฎร์โดยไม่สร้างความเจริญให้ชาติบ้านเมืองเลย 25 ปี ต่อด้วยเผด็จการทหารเต็มรูปแบบอีก 16 ปี และประชาธิปไตยสลับเผด็จการอีก 46 ปี ในห้วงที่เป็นประชาธิปไตยนักการเมืองทั้งทะเลาะและโกงกินกันมโหฬาร ในยุคเผด็จการก็ไม่ได้ปราบการโกงกินแบบถอนรากถอนโคน คนโกงกินกลายเป็นข้าราชการและพวกที่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ ทั้งความเจริญและวิทยาการบนโลกนี้ส่วนใหญ่มากจากการทหาร กองทัพไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ หลังจากไม่ได้รับความช่วยเหลือก็ซื้อ แทบจะไม่มีการพัฒนาอะไรเลย แล้วก็เป็นเช่นที่พี่ยั้่งคิดว่าตามคห. 1 ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 11/08/2019 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

...... รถไฟญี่ปุ่น เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับรถไฟไทย แต่ ๑๐๐ ปีให้หลัง ต่างกันราวฟ้ากับดิน กองทัพที่เคยมียานยนต์รบ เรือดำน้ำ เครืองบินทันสมัยพอๆ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เทียบอังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมัน ๑๐๐ ปีให้หลัง เทคโนโลยีและความล้ำหน้าเหล่านี้หายไปจนเกือบหมดสิ้น ......

อนาถใจครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน