• ครูอัษ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : assada@hotmail.co.th
  • วันที่สร้าง : 2009-11-15
  • จำนวนเรื่อง : 75
  • จำนวนผู้ชม : 3502604
  • ส่ง msg :
  • โหวต 122 คน
รักษ์นาฏศิลป์ไทย
สืบสานตำนานนาฏศิลป์ไทย จรรโลงใจและสร้างสรรค์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/assada999
วันศุกร์ ที่ 20 พฤศจิกายน 2552
Posted by ครูอัษ , ผู้อ่าน : 19504 , 20:52:04 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                       

                          

                  การแสดงละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

          ที่มาของภาพ : นาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น, รานี ชัยสงคราม (๒๕๔๔, ๖๗)

 

                                            ละครเสภา

 

ประวัติความเป็นมา  กำเนิดมาจากการเล่านิทาน  เมื่อการเล่านิทานเป็นที่นิยมแพร่หลาย ทำให้เกิดการปรับปรุงแข่งขันกันขึ้น ผู้เล่าบางท่านจึงคิดแต่งเป็นกลอนใส่ทำนองมีเครื่องประกอบจังหวะ คือ “กรับ”  จนกลายเป็นขับเสภาขึ้น   เสภามีมาแต่โบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่ามีขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ   ราว พ.ศ.๒๐๑๑   เสภาในสมัยโบราณไม่มีดนตรีประกอบ   จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีปี่พาทย์บรรเลงประกอบเสภา และใช้กันมาจนปัจจุบันนี้

          สมัยรัชกาลที่ ๕  ได้มีผู้คิดเอาตัวละครเข้ามาแสดงการรำ  และทำบทบาทตามคำขับเสภาและร้องเพลง เรียกว่า “เสภารำ” สมัยนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กวีช่วยกันแต่งเสภาเรื่อง “นิทราชาคริต”  เพื่อใช้ขับเสภาในเวลาทรงเครื่องใหญ่ มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงคือ  พวกขับเสภา สำนวน  แบบนอก  คือใช้ภาษาพื้นบ้านหันมาสนใจสำนวนหลวง

          สมัยราชกาลที่ ๖  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  กับพระราชวรวงศ์-เธอกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา ช่วยกันชำระเสภาขุนช้าง–ขุนแผน แก้ไขกลอนให้เชื่อมติดต่อกันและพิมพ์เป็นฉบับหอสมุดแห่งชาติขึ้นครั้งแรก  เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐  ซึ่งเป็นแบบแผนของการแสดงขับเสภา ซึ่งต่อมากลายเป็น “ละครเสภา”

 

วิธีการแสดง  การแสดงละครเสภาจำแนกตามลักษณะการแสดง ดังนี้คือ

 

          ๑.  เสภาทรงเครื่อง สมัยรัชกาลที่ ๔ วงปี่พาทย์ได้ขยายตัวเป็นเครื่องใหญ่ เมื่อปี่พาทย์โหมโรง จะเริ่มด้วย “เพลงรัวประลองเสภา” ต่อด้วย “เพลงโหมโรง” เช่น เพลงไอยเรศ หรือบรรเลงเป็นชุดสั้นๆ เช่น เพลงครอบจักรวาล  แล้วออกด้วยเพลงม้าย่องก็ได้ ข้อสำคัญเพลงโหมโรง จะต้องลงด้วยเพลงวา จึงจะเป็น “โหมโรงเสภา”  เมื่อปี่พาทย์โหมโรงแล้ว  คนขับก็ขับเสภาไหว้ครูดำเนินเรื่อง         ถัดจากนั้นร้องส่งเพลงพม่าห้าท่อนแล้วขับเสภาคั่น ร้องส่งเพลงจระเข้าหางยาวแล้วขับเสภาคั่นร้องเพลงสี่บทแล้วขับเสภาคั่น ร้องส่งเพลงบุหลันแล้วขับเสภาคั่น ต่อจากนี้ไปไม่มีกำหนดเพลงแต่คงมีสลับกันเช่นนี้ตลอดไปจนจวนจะหมดเวลา  จึงส่งเพลงส่งท้ายอีกเพลงหนึ่ง  เพลงส่งท้ายนี้แต่เดิมใช้เพลงกราวรำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นอกทะเล เต่ากินผักบุ้ง หรือพระอาทิตย์ชิงดวง แต่เดิมบรรเลงเพลง ๒ ชั้น ต่อมาประดิษฐ์เป็นเพลง ๓ ชั้น ที่เรียกว่า “เสภาทรงเครื่อง” คือ การขับเสภาแล้วมีร้องส่งให้ปี่พาทย์รับนั่นเอง

 

          ๒.  เสภารำ  เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕  กระบวนการเล่นมีการขับเสภา  และเครื่องปี่พาทย์บางครั้งใช้มโหรีแทน มีตัวละครออกแสดงบทตามคำขับเสภา และมีเจรจาตามเนื้อร้อง เสภารำมีแบบสุภาพ และแบบตลก เสภารำแบบตลกนี้ผู้ริเริ่มชื่อขุนรามเดชะ (ห่วง)  บางท่านว่าขุนราม (โพ)  กำนันตำบลบ้านสาย  จังหวัดอ่างทอง  ซึ่งเล่าลือกันว่าขับเสภาดีนัก  ผู้แต่งเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนขุนแผนเข้าห้องนางแก้วกิริยา สมัยรัชกาลที่ ๖ ขุนสำเนียงวิเวกวอน              (น่วม บุณยเกียรติ) ร่วมกับนายเกริ่น และนายพัน คิดเสภาตลกขึ้นอีกชุดหนึ่งเลียนแบบขุนช้างชุนแผน แสดงเรื่องพระรถเสน ตอนฤาษีแปลงสาร

 

เพลงร้อง    มีลักษณะคล้ายละครพันทาง แต่จะมีการขับเสภาซึ่งเป็นบทกลอนสุภาพแทรกอยู่ในเรื่องตลอดเวลา

 

          ดนตรี   มักนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าบรรเลง และมีกรับขยับประกอบการขับเสภา

 

เรื่องที่แสดง  มักจะนำมาจากนิทานพื้นบ้าน  เช่น   เรื่องขุนช้างขุนแผน  ไกรทอง  หรือจาก  บทพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖ เช่น พญาราชวังสัน สามัคคีเสวก

 

          ผู้แสดง    มักนิยมใช้ผู้แสดงชายและหญิง ตามบทเสภาของเรื่อง

 

          การแต่งกาย    แต่งกายตามท้องเรื่องคล้ายกับละครพันทาง

 

          สถานที่แสดง    เหมือนกับการแสดงละครพันทาง




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พันธกานท์ วันที่ : 20/11/2009 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panthakant
สวนอักษร : ธารคำท่ามกลางยุคสมัยฯ  "พันธกานท์ ตฤณราษฎร์" 

มาเยือนครับครู

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]