• ครูอัษ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : assada@hotmail.co.th
  • วันที่สร้าง : 2009-11-15
  • จำนวนเรื่อง : 75
  • จำนวนผู้ชม : 3502604
  • ส่ง msg :
  • โหวต 122 คน
รักษ์นาฏศิลป์ไทย
สืบสานตำนานนาฏศิลป์ไทย จรรโลงใจและสร้างสรรค์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/assada999
วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน 2552
Posted by ครูอัษ , ผู้อ่าน : 131739 , 22:57:42 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                  

                                                   รำไหว้ครูโนรา

       ที่มาของภาพ  : หนังสือวิพิธทัศนา, สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ (๒๕๔๒, ๒๒๘)

               ประเภทและลักษณะของนาฏศิลป์ภาคใต้

                            โนรา

             โนรา   เป็นนาฏศิลป์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด  ในบรรดาศิลปะการแสดงของภาคใต้            มีความยั่งยืนมานับเป็นเวลาหลายร้อยปี   การแสดงโนราเน้นท่ารำเป็นสำคัญ    ต่อมาได้นำเรื่องราวจากวรรณคดีหรือนิทานท้องถิ่นมาใช้ในการแสดงเรื่อง พระสุธนมโนห์รา เป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อการแสดงมากที่สุดจนเป็นเหตุให้เรียกการแสดงนี้ว่า   มโนห์รา

            ตามตำนานของชาวใต้เกี่ยวกับกำเนิดของโนรา  มีความเป็นมาหลายตำนาน  เช่น ตำนานโนรา   จังหวัดตรัง   จังหวัดนครศรีธรรมราช   จังหวัดสงขลา   และจังหวัดพัทลุง     มีความแตกต่างกันทั้งชื่อที่ปรากฏในเรื่องและเนื้อเรื่องบางตอน ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจาก ความคิด ความเชื่อ ตลอดจนวิธีสืบทอดที่ต่างกัน   จึงทำให้รายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละตำนานแตกต่างกัน

  จากการศึกษาท่ารำอย่างละเอียดจะเห็นว่าท่ารำที่สืบทอดกันมานั้น  ได้มาจากความประทับใจที่มีต่อธรรมชาติ    เช่น   ท่าลีลาของสัตว์บางชนิดมี   ท่ามัจฉา   ท่ากวางเดินดง    ท่านกแขกเต้าเข้ารัง   ท่าหงส์บิน  ท่ายูงฟ้อนหาง ฯลฯ  ท่าเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  เช่น ท่าพระจันทร์ทรงกลด  ท่ากระต่ายชมจันทร์  ต่อมาเมื่อได้รับวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ามาก็มี  ท่าพระลักษมณ์แผลงศร  พระรามน้าวศิลป์  และท่าพระพุทธเจ้าห้ามมาร   ท่ารำและศิลปะการรำต่างๆ  ของโนรา    ท่านผู้รู้หลายท่านเชื่อว่าเป็นต้นแบบของละครชาตรีและการรำแม่บทของรำไทยด้วย

   ท่ารำโนรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้ที่ฝึกหัดนาฏศิลป์ของภาคกลางแล้วจะรำท่าของโนราไม่สวย   เพราะการทรงตัว  การทอดแขน  ตั้งวงหรือลีลาต่างๆ ไม่เหมือนกัน  ผู้ที่จะรำโนราได้สวยงามจะต้องมีพื้นฐานการทรงตัว  ดังนี้

           ช่วงลำตัว     จะต้องแอ่นอกอยู่เสมอ     หลังจะต้องแอ่นและลำตัวยื่นไปข้างหน้า     ไม่ว่าจะรำท่าไหน  หลังจะต้องมีพื้นฐานการวางตัวเช่นนี้เสมอ

           ช่วงวงหน้า   วงหน้า  หมายถึง ส่วนลำคอกระทั่งศีรษะ จะต้องเชิดหน้าหรือแหงนขึ้นเล็กน้อยในขณะรำ

            ช่วงหลัง      ส่วนก้นจะต้องงอนเล็กน้อย

           การย่อตัวเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง  การรำโนรานั้น  ลำตัวหรือทุกส่วนจะต้องย่อลงเล็กน้อย  นอกจาก   ย่อลำตัวแล้วเข่าจะต้องย่อลงด้วย

  วิธีการแสดง  การแสดงโนรา   เริ่มต้นจากการลงโรง   (โหมโรง)กาดโรงหรือกาดครู  (เชิญครู)   “พิธีกาดครู”  ในโนราถือว่าครูเป็นเรื่องสำคัญมาก  ฉะนั้นก่อนที่จะรำจะต้องไหว้ครู  เชิญครูมาคุ้มกันรักษา  หลายตอนมีการรำพัน  สรรเสริญครู  สรรเสริญคุณมารดา  เป็นต้น

          จับบทออกพราน

          การจับบทออกพราน  ในการรำโนราลงครู  ซึ่งโนราใหญ่และพรานจะร่วมกันแสดงทั้ง  ๑๒  เรื่อง  เรียกว่า “จับบทสิบสอง”  ตัวแสดงมีตัวละครเพียง  ตัวคือ ตัวพระ ได้แก่ นายโรง หรือโนราใหญ่  ตัวนาง  และตัวตลก คือ  ตัวพราน

          การรำทำบท สมัยก่อนการเดินทางของคณะโนรา ทำได้  วิธี  คือ โดยการเดินทางเท้าหรือไปโดยเรือ  ระหว่างทางเมื่อพบความงามของธรรมชาติ   ก็จะทำบทชมความงามที่พบนั้น

  

                           จับบทออกพราน

                    ที่มาของภาพ   : วิสุทธิ์  ใจจักรคำ

         การแสดงเมื่อเป็นโรงประชันหรือแข่งขัน  แต่ก่อนจะมีการทำไสยศาสตร์อย่างจริงจังหลายอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ  การเฆี่ยนพราย   โดยใช้ผ้าทำหุ่นแล้วลงชื่อนายโรงโนราฝ่ายตรงข้าม  แสดงท่ารำให้ขลังเฆี่ยนพรายฝ่ายตรงข้าม  และสมมุติว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นแพ้ก็จะสวดบทอนิจจา วตสังขารา…(บทบังสุกุลผู้ตาย) อีกอย่างหนึ่งที่ทำร่วมกันไปคือ  เหยียบมะนาว  (สมมติมะนาว คือ ฝ่ายตรงข้าม)  โดยแสดงท่ารำแล้วกระทืบมะนาวทีละลูก ถ้าไม่แตกคนในคณะก็พากันใจเสีย  ตอนหลังจึงเกิดสำนวนว่า   “สูกับเรามาถีบลูกนาวกัน”  มีความหมายว่า  เป็นศัตรูคู่แข่งกัน

รำคล้องหงส์  แทงจระเข้  (แทงเข้) 

คือรำตอนพรานบุญจับนางมโนห์รามาถวายพระสุธน  ส่วนแทงจระเข้ (แทงเข้)  เป็นการรำตอนไกรทองปราบชาละวันได้  รำคล้องหงส์  แทงจระเข้  เป็นการรำที่ใช้ในพิธีโรงครูเท่านั้น  โนราโรงครู หรือ  โนราลงครูเป็นประเพณีการแสดงโนราแก้บน  เช่น  บนให้หายเจ็บป่วย  ให้ลูกสอบได้  ตามคติความเชื่อของชาวภาคใต้   เมื่อต้องการได้สิ่งใดก็จะวอนขอกับบรรพบุรุษ  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  แล้วแก้บนด้วยโนรา  ซึ่งบรรพบุรุษของคนทางภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นโนรา  หรือถ้าไม่เป็นโนราก็ชอบโนรา แต่ละครอบครัวจะมีครูหมอ   หรือตาหลงมาเข้าทรงลูกหลาน   สั่งให้แสดงโนราลงครูทุกปี  หรือตามที่ตกลงกัน   ถ้าไม่ทำท่านก็จะลงโทษ   นอกจากพิธีโนราลงครูแล้ว    ยังมีพิธีเซ่นไหว้ให้ครูหมอ   หรือตาหลวงได้กินอาหารตามที่ท่านชอบด้วย    การรำโรงครูจะเข้าโรงวันพุธออกวันศุกร์ในช่วงที่ว่างงาน  คือ เดือน ๖ - ๗   

การแต่งกาย  การแต่งกายของโนรา  ยกเว้นตัวพรานกับตัวตลก  จะแต่งเหมือนกันหมด  ตาม           ขนบธรรมเนียม  เดิมการแต่งกายก็ถือเป็นพิธีทางไสยศาสตร์  ในพิธีผูกผ้าใหญ่ (คือพิธีไหว้ครู) จะต้องนำเทริดและเครื่องแต่งกายชิ้นอื่นๆ  ตั้งบูชาไว้บนหิ้ง   หรือ “พาไล”  และเมื่อจะสวมใส่เครื่องแต่งกายแต่ละชิ้นจะมีคาถากำกับ โดยเฉพาะการสวม  “เทริด”  ซึ่งมักจะต้องใช้ผ้ายันต์สีขาวโพกศีรษะเสียก่อนจึงจะสวมเทริดทับ  เทริด คือ เครื่องสวมหัวโนรา  เดิมนั้นเทริดเป็นเครื่องทรงกษัตริย์ทางอาณาจักรแถบใต้  อาจเป็นสมัยศรีวิชัยหรือศรีธรรมราช  เมื่อโนราได้เครื่องประทานจากพระยาสายฟ้าฟาดแล้วก็เป็นเครื่องแต่งกายของโนราไป   สมัยหลังเมื่อจะทำเทริดจึงมีพิธีทางไสยศาสตร์เข้าไปด้วย 

วงดนตรีประกอบ

        เครื่องดนตรีโนรามี    ประเภทคือ

๑.   ประเภทเครื่องตี  ได้แก่  กลองทับ  โหม่ง  (ฆ้องคู่)  ฉิ่ง  แกระ  หรือ  แตระ  (ไม้ไผ่ ๒  อัน ใช้ตีให้จังหวะ)

๒.     ประเภทเครื่องเป่า  ได้แก่  ปี่

โอกาสที่แสดง    การแสดงโนรามีแสดงทั่วไปในภาคใต้  แต่เดิมได้รับความนิยมมาก จึงแสดงเพื่อความบันเทิงไม่นิยมแสดงในงานศพและในงานมงคลสมรส ถ้าเป็นงานใหญ่ก็มักจะให้แข่งขัน หรือประชันกันซึ่งทำมากเมื่อ ๔๐  ปีก่อน

     ลิเกป่า

           ที่มาของภาพ  :  สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  ตรัง

     

                          ลิเกป่า

      

              ลิเกป่า  เป็นการแสดงพื้นบ้านทางภาคใต้  เดิมเรียกว่า  ลิเก  หรือ ยี่เก  เมื่อลิเกของภาคกลางได้รับการเผยแพร่สู่ภาคใต้จึงเติมคำว่า  ป่า  เพื่อแยกให้ชัดเจน  เมื่อประมาณ  ๓๐  ปีที่ผ่านมาลิเกป่าได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง  แถบพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะจังหวัดกระบี่  ตรัง พังงา  ส่วนทางฝั่งทะเลตะวันออก     ที่เป็นแหล่งความเจริญก็มีลิเกป่าอยู่แพร่หลาย  เช่น อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง  อำเภอสะทิงพระ  จังหวัดสงขลา  และอำเภอเมือง  จังหวัดสงขลา  ปัจจุบันได้เสื่อมความนิยมลงจนถึงขนาดหาชมได้ยาก

          ลิเกป่า  มีชื่อเรียกต่างออกไป  คือ

          -  แขกแดง  เรียกตามขนบการแสดงตอนหนึ่งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของลิเก คือ  การออกแขก “แขกแดง”  ตามความเข้าใจของชาวภาคใต้หมายถึงแขกอินเดีย  หรือแขกอาหรับ  บางคนเรียกแขกแดงว่า “เทศ”  และ    เรียกการออกแขกแดงว่า  “ออกเทศ”

          -  ลิเกรำมะนา  เรียกตามชื่อดนตรีหลักที่ใช้ประกอบการแสดงคือ  รำมะนา  ซึ่งชื่อนี้อาจได้รับอิทธิพลมาจากแสดงชนิดหนึ่งของมาลายูที่ใช้กลอง  “ราบานา”  เป็นหลักอีกต่อหนึ่งก็ได้

          -  ลิเกบก  อาจเรียกชื่อตามกลุ่มชนผู้เริ่มวัฒนธรรมด้านนี้ขึ้น  โดยชนกลุ่มนี้อาจมีสภาพวัฒนธรรมที่ล้าหลังอยู่ก่อน  เพราะ “บก”  หมายถึง  “ล้าหลัง”  ได้ด้วยลิเกบก  จึงหมายถึงของคนที่ด้อยทางวัฒนธรรม  ชื่อนี้ใช้เรียกแถบจังหวัดสงขลา

  

                                         ลิเกฮูลู

                 ที่มาของภาพ  :  วิสุทธิ์  ใจจักรคำ

                        ลิเกฮูลู

ลิเกฮูลู หรือ ดีเกฮูลู เป็นการละเล่นขึ้นบทเป็นเพลงประกอบดนตรี และจังหวะตบมือ มีรากฐานเดิมมาจากคำว่า ลิเก คือการอ่านทำนองเสนาะ และคำว่า ฮูลู ซึ่งหมายถึง ทิศใต้ ซึ่งเมื่อรวมความแล้ว คือ การขับกลอนเป็นทำนองเสนาะจากทิศใต้ บทกลอนที่ใช้ขับเรียกว่า ปันตน หรือ ปาตง ในภาษามลายูถิ่นปัตตานี
         
ผู้รู้บางท่านได้กล่าวไว้ว่า ลิเกฮูลู เกิดขึ้นเริ่มแรกที่อำเภอรามัน ซึ่งไม่ทราบแน่นอนว่าผู้ริเริ่มนี้คือใคร ชาวปัตตานีเรียกคนในอำเภอรามันว่า คนฮูลู  แต่ชาวมาเลเซียเรียกศิลปะชนิดนี้ว่า   ดีเกปารัต ซึ่ง ปารัต  แปลว่า เหนือ จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่า ลิเกฮูลู หรือ ดีเกปารัต นี้มาจากทางทิศเหนือของประเทศมาเลเซียและอยู่ทางตอนใต้ของปัตตานี
        
ลักษณะการแสดง   ลิเกฮูลูคณะหนึ่งๆ  จะมีประมาณ ๑๐ คน   เป็นชายล้วน มีต้นเสียง ๑ - คน ที่เหลือจะเป็นลูกคู่  เวทีลิเกฮูลู จะยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตร เปิดโล่งไม่มีม่าน ไม่มีฉาก ลูกคู่ขึ้นไปนั่งล้อมวงร้องรับและตบมือโยกตัวให้เข้ากับจังหวะดนตรี   ส่วนผู้ร้องหรือผู้โต้กลอนจะลุกขึ้นยื่นข้างๆ วงลูกคู่   ถ้ากรณีมีการประชันกัน    แต่ละคณะจะขึ้นนั่งบนเวทีด้วยกัน     แต่ล้อมวงแยกกันพอสมควร การแสดงที่ผลัดกันร้องทีละรอบทั้งรุกและรับเป็นที่ครึกครื้นสบอารมณ์ของผู้ชม

ลิเกฮูลู เริ่มต้นด้วยการแสดงด้วยดนตรีที่ใช้โหมโรงเป็นการเรียกผู้ชม ต่อจากนั้นนักร้องออกมาร้องเพลงในจังหวะต่างๆ ทีละคน  เนื้อร้องกล่าวถึงความประสงค์ในการเล่น แล้วจึงเริ่มแสดง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวของเหตุการณ์บ้านเมือง ปัญหาท้องถิ่นหรือเรื่องตลกโปกฮา ผู้แสดงจะต้องใช้คารมและปฏิภาณ ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงแก่ผู้ชม

การแต่งกาย   ผู้เล่นลิเกฮูลูนิยมนุ่งกางเกงขายาว นุ่งผ้าซอแกะทับข้างนอกสั้นเหนือเข่า สวมเสื้อคอกลมมีผ้าโพกศีรษะ

เครื่องดนตรีประกอบ  เล่นลิเกฮูลู ประกอบด้วยรำมะนา  อย่างน้อย ๒ ใบ ใช้ตีดำเนินจังหวะในการแสดง ฆ้อง เป็นเครื่องกำกับจังหวะ ตีสม่ำเสมอประกอบการร้อง   นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบและเป็นที่นิยมกันว่า ทำให้ครึกครื้น สนุกสนานไพเราะมากยิ่งขึ้น เช่น ขลุ่ย ลูกแซก แต่จังหวะที่ใช้เป็นประเพณีในการละเล่นคือ การตบมือ

โอกาสที่ใช้แสดง  ลิเกฮูลูนิยมแสดงในงานมาแกปูโละ พิธีเข้าสุนัต และงานฮารีรายอ

                                     เปาะโย่ง  มะโย่ง  และตัวตลก

ที่มาของภาพ   :   ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

                             มะโย่ง

          มะโย่ง   เป็นศิลปะการแสดงละครอย่างหนึ่งของชาวไทยมุสลิม   กล่าวกันว่า มะโย่งเริ่มแสดงในราชสำนักเมืองปัตตานี  เมื่อประมาณ  ๔๐๐  ปีมาแล้ว  จากนั้นได้แพร่หลายไปทางรัฐกลันตัน

วิธีการแสดง    การแสดงมะโย่งเริ่มต้นด้วยการไหว้ครู โดยหัวหน้าคณะมะโย่งทำพิธีไหว้ครู  คือไหว้บรรพบุรุษผู้ฝึกสอนวิธีการแสดงมะโย่ง    เครื่องบูชาครูก็มีกำนัลด้วยเงิน ๑๒ บาท เทียน ๖ แท่ง

การไหว้ครูนั้นถ้าเล่นธรรมดา   อาจไม่ต้องมีการไหว้ครูก็ได้     แต่ถ้าเล่นในงานพิธี  หรือเล่นในงานทำบุญต่ออายุผู้ป่วยก็ต้องมีพิธีไหว้ครู   จะตัดออกไม่ได้

        โอกาสที่แสดง  ตามปกติมะโย่งแสดงได้ทุกฤดูกาล   ยกเว้นในเดือนที่ถือศีลอด  (ปอซอ)  ของชาวไทยมุสลิม   การแสดงมักแสดงในงานรื่นเริงต่างๆ เช่น  งานฮารีรายอ

   

                                            รองเง็ง

        ที่มาของภาพ :  หนังสือวิพิธทัศนา,สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ (๒๕๔๒, ๗๔)

                         รองเง็ง

          การเต้นรองเง็งสมัยโบราณ  เป็นที่นิยมกันในบ้านขุนนาง หรือเจ้าเมืองในสี่จังหวัดชายแดน ต่อมาได้แพร่หลายสู่ชาวบ้านโดยอาศัยการแสดงมะโย่งเป็นเรื่องและมีการพักครั้งละ ๑๐ – ๑๕  นาที  ระหว่างที่พักนั้นสลับฉากด้วยรองเง็ง  เมื่อดนตรีขึ้นเพลงรองเง็ง  ฝ่ายหญิงที่แสดงมะโย่งจะลุกขึ้นเต้นจับคู่กันเอง   เพื่อให้เกิดความสนุกสนานยิ่งขึ้น   มีการเชิญผู้ชมเข้าร่วมวงด้วย   ภายหลังมีการจัดตั้งคณะรองเง็งแยกต่างหากจากมะโย่ง  ผู้ที่ริเริ่มฝึกรองเง็ง  คือ ขุนจารุวิเศษศึกษากร  ถือว่าเป็นบรมครูทางรองเง็ง  เดิมการเต้นรองเง็งจะมีลีลาตามบทเพลงไม่น้อยกว่า ๑๐ เพลง  แต่ปัจจุบันนี้ที่นิยมเต้นมีเพียง    เพลงเท่านั้น

วิธีการแสดง          การเต้นรองเง็ง ส่วนใหญ่มีชายหญิงฝ่ายละ ๕ คน โดยเข้าแถวแยกเป็นชายแถวหนึ่งหญิงแถวหนึ่งยืนห่างกันพอสมควร ความสวยงามของการเต้นรองเง็งอยู่ที่ลีลาการเคลื่อนไหวของเท้า มือ   ลำตัว  และลีลาการร่ายรำ   ตลอดจนการแต่งกายของคู่ชายหญิง  และความไพเราะของดนตรีประกอบกัน

การแต่งกาย          ผู้ชายแต่งกายแบบพื้นเมือง   สวมหมวกไม่มีปีก    หรือใช้หมวกแขกสีดำ  นุ่งกางเกงขายาวกว้างคล้ายกางเกงจีน   สวมเสื้อคอกลมแขนยาวผ่าครึ่งอกสีเดียวกับกางเกง ใช้โสร่งยาวเหนือเข่าสวมทับกางเกงเรียกว่า  ซอแกะ

เครื่องดนตรี และเพลงประกอบ ดนตรีที่ใช้ประกอบการเต้นรองเง็ง  มีเพียง    อย่าง คือ

๑.    รำมะนา   

๒.  ฆ้อง

๓.   ไวโอลิน

โอกาสที่แสดง    เดิมรองเง็งแสดงในงานต้อนรับแขกเมืองหรืองานพิธีต่างๆ   ต่อมานิยมแสดงในงานรื่นเริง  เช่น งานประจำปี งานอารีรายอ  ตลอดจนการแสดงโชว์ในโอกาสต่างๆ  เช่น  งานแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

                                     ซัมเปง

         ที่มาของภาพ   : หนังสือวิพิธทัศนา, สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ (๒๕๔๒, ๒๑๐)

                      

                            ซัมเปง

  ซัมเปง  เป็นนาฏศิลป์แบบหนึ่งของชาวไทยมุสลิมทางชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีลีลาการเต้นคล้ายคลึงกับการเต้นรองเง็ง มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นการเต้นที่ได้นำเอาลีลาการเต้นระบำแบบฝรั่งชาติสเปนมาผสมผสานกับลีลาการเต้นรำของชาวพื้นเมืองในแหลมมลายู เช่นเดียวกับการเต้นรองเง็ง

จากการสันนิษฐานดังกล่าวนี้  การเต้นซัมเปงจึงอาจเกิดขึ้นได้    ลักษณะ  คือ

ลักษณะที่ ๑   เกิดขึ้นจากการรับวัฒนธรรมจากพ่อค้าชาวสเปนเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับบรรดาหัวเมืองมลายู     โดยเฉพาะเมืองปัตตานีเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่ง    ซึ่งอาจเป็นศูนย์กลางในการรับวัฒนธรรมใหม่จากชาวสเปน     แล้วเกิดการผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นเมืองเดิม   จึงก่อให้เกิดการแสดงออกทางด้านศิลปะการเต้นรำในลีลาใหม่ที่เรียกว่า  การเต้นรำแบบสเปน  แล้วค่อยๆ เรียกเพี้ยนไปเป็นซัมเปง

        ลักษณะที่ ๒  สเปนเป็นชาติตะวันตกชาติหนึ่งที่มายึดครองดินแดนในเอเชียเป็นระยะเวลายาวนาน  โดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์  และสเปนพยายามสร้างฟิลิปปินส์  ซึ่งมีชาวพื้นเมืองเดิมเป็นชาวเกาะที่นับถือศาสนาอิสลามให้เป็นตัวแทนของสเปนในภูมิภาคตะวันออก ด้วยเหตุนี้สเปนจึงนำเอาประเพณี  วัฒนธรรม   ตลอดจนศาสนาเข้ามาครอบคลุมชาวพื้นเมือง   ศิลปะการแสดงตามแบบฉบับของสเปนจึงปรากฏขึ้นในดินแดนของประเทศฟิลิปปินส์และเมื่อชาวพื้นเมืองฟิลิปปินส์ได้มีการติดต่อกับชาวพื้นเมืองมลายูซึ่งนับถือศาสนาอิสลามด้วยกัน   จึงทำให้นาฏศิลป์การเต้นซัมเปงซึมซาบเข้ามาในดินแดนมลายู

       ลักษณะที่ ๓  การเต้นซัมเปง  อาจเป็นศิลปะในราชสำนักของบรรดาสุลต่านตามหัวเมืองมลายูมาก่อน   โดยที่ราชสำนักได้รับอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมของชาวสเปนมาจากกลุ่มพ่อค้าอาหรับที่เคยค้าขายกับประเทศสเปนโดยตรง   และบรรดาพ่อค้าอาหรับเหล่านี้  ได้นำเอาศิลปะการเต้นระบำของชาวสเปนเข้ามาเผยแพร่แล้วเกิดการผสมผสานกับลีลาการเต้นรำของชาวพื้นเมือง  กลายมาเป็นซัมเปง  ที่ถ่ายทอดสืบกันมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

วิธีการแสดง          การเต้นซัมเปงเป็นการเต้นคู่ของชายหญิง แต่ไม่ใช่เป็นการพาคู่เต้นแบบลีลาศ    หากแต่ต่างคนต่างเต้นเป็นคู่ๆ ไปตามจังหวะของดนตรี  

        เมื่อดนตรีดังขึ้น   คู่ชายหญิงก็จะออกไปแสดงลีลาการเต้นพร้อมกันทั้งหมด และจะเปลี่ยนท่าไปตามทำนองของดนตรีอย่างสวยงามตามลำดับ   และในท่าสุดท้ายดนตรีจะรัวเร็วคึกคะนอง   ผู้เต้นจะเต้นสะบัดปลายเท้าเร็วมากและยิ่งเร็วขึ้นเมื่อใกล้จะจบเพลง และผู้เต้นจะหยุดลงพร้อมกันเมื่อเวลาเพลงจบพอดี

การแต่งกาย ในการเต้นซัมเปงนิยมแต่งกายแบบผู้ดีพื้นเมืองคือ  ชายจะสวมหมวกซอเก๊าะสีดำหรือโพกผ้าตามแบบพื้นเมือง สวมเสื้อคอกลมแขนยาวสีเดียวกับกางเกงแบบคล้ายกับกางเกงจีน แล้วใช้ผ้าโสร่งเนื้อดีแคบๆ ยาวเหนือเข่าสวมทับกางเกงอีกชั้นหนึ่ง ส่วนผู้หญิงจะทำผมและมีเครื่องประดับผม   แต่งหน้าสวยงาม  สวมเสื้อแขนกระบอกที่เรียกว่า  เสื้อบันดง  คือ  เป็นเสื้อแบบเข้ารูปปิดตะโพกหรือยาวถึงเข่า  ผ่าอกตลอดติดกระดุมทองเป็นระยะ นุ่งผ้าปาเต๊ะยาวกรอมเท้า และยังมีผ้าคลุมไหล่บางๆ สีตัดกับสีเนื้อ

เครื่องดนตรีประกอบ       ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ๓ ชนิด

๑. มอวูวัส   คือรำมะนาขนาดเล็ก ใช้ตีขัดจังหวะ และเพื่อให้จังหวะที่เร้าใจ

๒. คาบูส   มีลักษณะคล้ายซอสามสาย แต่มีขนาดยาวเท่ากับแน เครื่องดนตรีที่ให้ทำนองเพลงอย่างไพเราะ

๓. ฆ้อง   เป็นเครื่องดนตรีที่ให้จังหวะ

โอกาสที่แสดง          การเต้นซัมเปง   ใช้แสดงในโอกาสต้อนรับแขกสำคัญของท้องถิ่น  หรือเต้นโชว์เมื่อเวลามีงานรื่นเริง  ส่วนสถานที่นั้นอาจจะเป็นบนเวทีหรือในลานบ้านตามแต่ความเหมาะสม  และจะแสดงในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ได้

 

      

                                           ระบำร่อนแร่  

         ที่มาของภาพ   : หนังสือวิพิธทัศนา, สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ (๒๕๔๒, ๑๖๘)

                         ระบำร่อนแร่ 

 

ปรับปรุงจากลีลาท่าทางการประกอบอาชีพของชาวไทยภาคใต้    เหตุที่เกิดระบำร่อนแร่คือ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์  พระบรมราชินีนาถ  เสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคใต้เป็นครั้งแรก  ชาวจังหวัดระนอง  ซึ่งมีอาชีพร่อนแร่เป็นส่วนใหญ่  ได้ร่วมใจกันประดิษฐ์ระบำร่อนแร่แสดงถวาย      ต่อมานักศึกษาระดับปริญญาตรี  วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร   ในปี  พ.ศ.๒๕๒๑  ได้นำระบำร่อนแร่มาปรับปรุงท่าขึ้นใหม่   โดยใช้เพลงตลุงราษฎร์    ซึ่งอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร  เป็นผู้แต่งทำนองเพลงประกอบการแสดงและอาจารย์ปราณี  สำราญวงศ์  เป็นผู้อำนวยการแสดง




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
อาเน๊าะบุหลัน วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 09.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bulan
http://www.oknation.net/blog/hati¨‘°ºO--ลูกพระจันทร์บรรเลง--Oº°‘¨   ดนตรีพื้นเมืองชายแดนใต้   

ช่วยอนุรักษ์ไว้ ศิลปะวัฒนธรรมทั่วไทยงดงาม
ขอบคุณสำหรับการรวบรวมข้อมูลเรื่องราวดีๆมาเผยแพร่ครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
chailasalle วันที่ : 31/12/2009 เวลา : 01.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle


แวะมาอวยพรปีใหม่ครับ
ขอให้เปี่ยมด้วยพลัง มีพลังสรางสรรเรื่องราวดีดี
ขอให้สุขภาพแข็งแรง ไว้ฝ่าฟันเศรษฐกิจในปีที่จะมาถึง
Happy new year 2553

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
บางปะกง วันที่ : 26/12/2009 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vudh

มาดูรองแงงครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ปักษา วันที่ : 21/12/2009 เวลา : 09.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paksa

ขอเชิญอนุโมทนาบุญและรับของดีที่บล๊อกครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
chailasalle วันที่ : 11/12/2009 เวลา : 00.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

แวะมาเยี่ยมเรือนชานครับว่าครู มีอะไรมา ฝากบ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
จักรวาล วันที่ : 05/12/2009 เวลา : 17.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawitkhaenkhan

ขอบคุณครับครู

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Patui วันที่ : 02/12/2009 เวลา : 11.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aparat




เป็นครูนาฏศิลป์หรือคะ....ดีจังเลย..
ต้องขอมาบ้านนี้บ่อย ๆ แล้ว...
ชอบค่ะ...ชอบนาฏศิลป์ไทย.....
แวะมาเยี่ยมก่อนนะคะ...
ใกล้เที่ยงแล้ว...ลองข้าวผัดหมูเค็มร้อน ๆ หน่อยนะคะ...


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chailasalle วันที่ : 27/11/2009 เวลา : 23.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

แวะมาดู รองเง็ง ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อาจหาญ วันที่ : 27/11/2009 เวลา : 00.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ardharn

นานแล้ว ไม่ได้นั่งแลโนรา หนังลุงหน้าโรง เห็นแล้วคิดถึงบรรยากาศเก่าๆครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]